LOGINหัวใจปีศาจหมูเป็นดั่งยาวิเศษที่คนทั้งใต้หล้าต่างอยากได้มาครอง ไม่เว้นแม้แต่สามีของนางที่อยากควักใจดวงนี้ให้ตายทั้งเป็น
View Moreกลางลานแห้งแร้งแห่งสมรภูมิรบทั้งสามเหล่าแคว้น ซึ่งประกอบไปด้วย แคว้น หนานโฮว ตงฉี และซีซวน บุกกำลังมารุกแนวหน้าของเขตเมืองหลวงในการปกครองราชวงศ์ เซี่ย
ในพื้นที่เต็มไปด้วยเหล่ากองกำลังรบ ทั้งทหารม้าที่ยืนอยู่เป็นกองหน้า ถือธงหลากสีให้สัญลักษณ์แต่ละแคว้นโบกสะบัดราวกับประกาศเกรี้ยวในการเปิดศึกในครั้งนี้อย่างไม่มีถอย
พลธนูเพลิงอีกนับสิบแถวเตรียมตั้งท่ายกแขนให้ตั้งฉาก จับคันธนูอาบเชื้อเพลิงชี้เป้าไปยังทิศศัตรู นักรบชุดเกราะนับหมื่นนายยืนเรียงพร้อมด้วยดาบในมือรอเพียงคำสั่งจากท่านผู้นำก็พร้อมกระโจนเข้าใส่ พร้อมเสริมทัพด้วยพลปืนใหญ่ที่ตั้งรับอยู่แนวหลัง
อุณหภูมิที่เดือดระอุอย่างไม่มีผู้ใครคิดเริ่ม เอาแต่จ้องหน้าซึ่งกันอย่างไม่คิดเกรงกลัว ผู้นำทัพสวมชุดเกราะ และปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากโครงเหล็กที่ถูกสลักเป็นหน้าเสือดำ ดุดัน น่าเกรงขาม แห่งเมืองหลวงตีขาหลังของม้าด้วยเท้าของตนให้ขยับมาอยู่เบื้องหน้าเหล่ากบฏ
“พวกเจ้าคิดจะก่อการกบฏกับราชสำนักงั้นรึ” เสียงทุ้มทรงอำนาจ ก้องดังกังวานทั่วลาน
เขามีนามที่ใครต่างเรียกขานว่า กังเปา ซึ่งเป็นฉายา ส่วนชื่อจริงนั้นไม่มีใครรู้ เพราะแม้แต่หน้าตาที่ซ่อนในหน้ากากเสือดำทมิฬนั้นยังไม่เคยมีผู้ใดได้เห็น
“พวกข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย ข้าเพียงแค่จะไล่ล่าปีศาจหมูที่มาหลบอยู่ในดินแดนแห่งนี้” ผู้นำแห่งแคว้นหนานโฮว ผู้ซึ่งมีผมหงอกสีขาวอยู่เต็มศีรษะสวมชุดเกราะลูกโซ่สีเขียวพูดขึ้น
“ท่านแม่ทัพก็รู้ดีนี่ว่า ปีศาจหมูมีคุณค่าต่อฝ่าบาทมากเพียงใด พวกข้าก็แค่รวมตัวกันเพื่อจับมันไปถวายองค์ฮ่องเต้ ท่านคิดขัดขวางก็ถือว่าขัดต่อคำสั่งไม่ใช่รึ” ผู้นำอยู่บนหลังม้าที่มีธงสีแดงพร้อมด้วยสัญลักษณ์แคว้นตงฉีพูดเสริม
“บ้านเมืองเรามีกฎ ข้าปล่อยให้พวกเจ้ายกทหารเข้ามาบุกในพื้นที่ที่มีประชาชนในปกครองของฮ่องเต้ได้อย่างไรทางที่ดีพวกท่านจงกลับไปเสีย”
“เดี๋ยวสิ ไม่ใช่ว่าท่านแม่ทัพคิดจะอยากได้บำเหน็จเพียงผู้เดียวหรือ” แม่ทัพผู้ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งแคว้นซีซวนพูดขึ้นบ้าง
“ข้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น”
“หรือว่าท่าน อยากครอบครองหัวใจของปีศาจหมูแต่เพียงผู้เดียว เพื่อความเป็นนิรันดร์ของท่านกันแน่”
“นั่นก็ไม่ใช่ ข้าเพียงทำตามคำสั่งฝ่าบาทเท่านั้น”
“ข้าคงถอยทัพกลับไปไม่ได้ ที่แคว้นของข้ากำลังเกิดโรคระบาด ข้าจะต้องจับปีศาจหมูมาเป็นยารักษาคนในแคว้นของข้าให้ได้” ผู้นำแคว้นหนานโฮวพูดขึ้น พร้อมชักดาบออกจากฝัก แหลมคมของมันสะท้อนแสงแยงตาฝั่งตรงข้าม
ก่อนหันไปพยักหน้ากับบุคคลผู้สมรู้ร่วมคิด ฟาดเท้าลงไปที่หลังม้าพลันชูดาบขึ้น ส่งเสียงตะโกนดังเปิดศึกในทันที
“บุก!”
เหล่าทหารนับหมื่นนายของฝั่งตรงข้ามกรูกันเข้ามาหาฝั่งของแม่ทัพกังเปา บุรุษกายกำยำสวมชุดเกราะพร้อมทั้งหน้ากากเสือดำคำรามสู้โดยพลัน จับดาบคู่กายมั่นบุกเข้าไปในวงล้อมที่เต็มไปด้วยอันตรายจากรอบทิศทาง ทั้งธนูเพลิงที่พุ่งใส่ราวกับเป็นฝนดาวตก ระเบิดดินปืนที่ตกลงมาอย่างรวดเร็วและผลาญทุกสิ่งให้พังพินาศไปชั่วพริบตา
เหล่าพลทหารกระเด็นกระดอนไปตามแรงมหาศาลของมวลระเบิด บ้างก็ถูกฟันด้วยดาบตัดเส้นเลือดพุ่งกระฉูดกระจายอยู่เต็มสนามรบ กับศรของธนูที่ปักอกและเผาไหม้ร่างและพื้นที่บริเวณนั้นให้กลายเป็นเพลิงนรก
“ข้าอยากช่วยเจ้า”“หากท่านอยากช่วยข้า ท่านนั่งสานตะกร้าที่ข้าทำทิ้งไว้ก่อนเถิด งานหนักอย่างนั้นให้ข้าทำเอง”จูซินไม่รอช้าหยิบตะกร้าพร้อมไม้หวายที่ตัดเอาไว้มากองให้คนว่างงานได้ทำ“ท่านทำเป็นหรือไม่”“ข้าว่าข้าทำเป็น” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้าง ในที่สุดเขาก็มีประโยชน์แล้ว“ท่านสานตะกร้าไปนะ ข้าจะไปตักน้ำที่บ่อ”หลังจากนั้นจูซินได้แยกตัวเดินไปยังบ่อน้ำ ตักมันด้วยถังไม้แล้วนำมารดผักที่เจริญงอกงามอยู่ในแปลง ระหว่างที่นางตั้งใจทำงานหนักจนเหงื่อออก ดวงตากลมคอยปรายมองเหยี่ยนจิงไปด้วยชายที่นั่งบนหินก้อนใหญ่ อกผายไหล่กว้าง เสื้อผ้าของบิดาที่นำมาให้เขาได้ใส่กำลังพลิ้วไปตามลม พลันเห็นภาพซ้อนของบิดาอีกครั้ง“จูซินลูกพ่อ มานี่สิ” ใบหน้าของชายมีหนวดเครากำลังยิ้มกว้างให้ลูกสาวซึ่งเป็นปีศาจหมูในวัยเพียงสามขวบ เด็กน้อยตัวสั้นป้อมยิ้มร่ามาหาจูเชียวผู้เป็นพ่อ ทั้งเนื้อทั้งตัวมอมแมมเปื้อนโคลนไปหมด แต่คนเป็นพ่อก็ยังอ้าแขนรอพร้อมกอดลูกไว้แน่น ก่อนอุ้มขึ้นให้สูงระดับอก“ท่านพ่อ ท่านแม่นำอาหารมาให้ท่าน”“รึ วันนี้แม่ของเจ้าทำอะไรให้กินล่ะ” จูเชียวมองพวงแก้มแดงที่ขยับเล็กน้อยยามเมื่อปากเล็กกำลังพูด“ซาลาเปาไส้ผ
วันเวลาผ่านเลยนานนับเดือนจูซินยังคอยดูแลเหยี่ยนจิงเฉกเช่นเดิม และนับวันอาการของเขาได้ดีขึ้นตามลำดับ จากคนที่ขยับลุกขึ้นเดินเหินไม่ค่อยได้ ยามนี้สามารถใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเดินไปทั่วห้อง จากการเพียรพยายามใช้ชีวิตในความมืดบอดของตัวเอง จดจำทุกย่างก้าวให้พอรู้ว่าที่มุมใดมีอะไรอยู่บ้าง ส่วนจูซินก็ช่วยอีกทาง นางไม่ขยับย้ายสิ่งของใดในบ้าน เพราะกลัวว่าเหยี่ยนจิงจะเตะโดนและล้มคะมำ ในทุกการทำกายภาพนางมักคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ จากที่ไม่คุ้นชินที่บ้านหลังนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยกลายเป็นคุ้นเคยไปเสียแล้ว “ข้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ข้ายังไม่ได้ยินเสียงใครอื่นเลย” “ข้าอยู่คนเดียว พ่อแม่ข้าตายไปหมดแล้ว ข้าไม่มีญาติที่ไหน แม้แต่เพื่อนบ้านที่พอเป็นมิตรก็ไม่มี” น้ำเสียงเศร้าลง ก่อนลุกขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ข้าจะออกไปรดน้ำแปลงผัก ท่านรอข้าอยู่ในบ้านก่อนนะ” “ข้าอยากไปด้วย”เหยี่ยนจิงฟังน้ำเสียงนั้นอยากตีปากตัวเองเสียจริง จิตใจของนางต้องแกร่งและเข้มแข็งเพียงใดที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพังเช่นนี้ เขาเริ่มเห็นใจอีกฝ่ายจึงไม่อยากให้ต้องเหน็บเหนื่อย
เช้าวันต่อมาจูซินสะดุ้งตื่นทันที นางเผลอปล่อยตัวสบายจนลืมไปว่าห้ามเผยกายหยาบให้ผู้ใดเห็น โดยเฉพาะมนุษย์ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเช่นนี้ แม้ดวงตาทั้งสองถูกพันแผลไว้แต่ก็ห้ามประมาทเชียว ก่อนที่เหยี่ยนจิงจะตื่นนางจึงรีบลงไปเตรียมอาหารและปรุงยาให้ ก่อนกลับขึ้นมาเตรียมน้ำอุ่นให้อาบ เมื่อเข้ามานางได้เห็นอีกฝ่ายลุกนั่งพิงพนักเตียงจึงเอ่ยถาม “ท่านตื่นแล้วรึ” “ข้าตื่นแล้ว เจ้าเลี้ยงหมูด้วยรึ เมื่อคืนข้าได้ยินเสียง” “ชะ...ใช่ เป็นหมูป่าบาดเจ็บมาเหมือนกับท่าน เมื่อเช้าข้าได้ปล่อยมันไปแล้ว” “อืม” “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” “ดีขึ้นมากแล้ว” เหยี่ยนจิงยิ้มให้นาง “ท่านอยากอาบน้ำหรือไม่ ข้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ท่านแล้ว” “อืม” “รอข้าประเดี๋ยว ข้าได้ทำไม้เท้าไว้ให้ท่านแล้ว” จูซินรีบวิ่งไปหยิบไม้เท้าที่ตั้งใจตัดมาให้ “เจ้าไปหามาได้อย่างไร” “ตัดจากไม้แถวนี้ ไม่ได้ยากเย็นอะไร มาข้าช่วย” นางประคองคนเจ็บให้ลุกจากเตียง เหยี่ยนจิงเดินขาเดียวพร้อมเกาะไหล่นางเดินไปยังห้องน้
เสียงดังโครมครามจากชั้นล่างทำให้คนหลับสะดุ้งตื่น เหยี่ยนจิงนึกห่วงซินซินขึ้นมา เขาที่มีดวงตามืดบอดจึงพยายามมองหาและยันตัวเองขึ้น “ท่าน! จะขยับตัวไปไย” จูซินเดินเข้ามาพร้อมยาต้มสมุนไพร ก็ต้องรีบวางของในมือแล้วช่วยประคองคนเจ็บ “ข้าได้ยินเสียงดัง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” “ข้าไม่เป็นกระไร” ใบหน้านางมีรอยยิ้ม ดีใจที่อีกฝ่ายนึกเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น” “หมาป่าน่ะ มันเข้ามาจะกินอาหารในครัว ข้าก็เลยเอาไม้ฟาดมันไป” “อย่างนี้นี่เอง” เหยี่ยนจิงได้ยินเสียงสุนัขอย่างที่นางพูด จึงเป็นคำที่เชื่อได้ เขาจึงไม่ถามต่อ “ท่านตื่นก็ดีแล้วข้าต้มยามาให้ท่าน” ว่าแล้วจูซินก็ยกถ้วยยามาให้ดื่ม เหยี่ยนจิงทำตามอย่างว่าง่าย มือใหญ่ของเขาคอยประคองมือของนางไว้ด้วย สัมผัสแผ่วเบาที่จับบนมือนุ่มทำให้ใจของปีศาจหมูหวั่นไหวทุกครา ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรเลย “ท่านพักผ่อนเถิด คืนนี้หนาวเย็นยิ่งนัก ข้าจะนำเตาผิงไฟมาให้ท่าน” จูซินจัดการช่วยประคองคนเจ็บให้นอนลงตามเดิม พร้อมดึงผ้าห่มคลุมกายให้ ส่วนนางได้ลุกเดิน











