Masukจี้หานอีย่อมจงใจทำเช่นนั้น นางจะปล่อยให้นางไป๋ลอบขัดแข้งขัดขาตนเองอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไรเล่านางไป๋จะไม่รู้เชียวหรือว่าผู้ดูแลอู๋เป็นคนเช่นไร? ผู้ดูแลอู๋ก็คือแกะดำที่คอยสร้างความเดือดร้อน หากมีเขาอยู่ บรรดาบ่าวไพร่ก็จะเอาแต่ประจบสอพลอและคอยตีสนิทกับเขา แล้วเช่นนี้นางจะปกครองผู้คนให้ดีได้อย่างไรนางไป๋ย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ดูแลอู๋เป็นคนเช่นไร ไม่แน่ว่านางอาจกำลังรอดูเรื่องขบขันตอนที่นางต้องหัวหมุนอยู่ก็เป็นได้และเรื่องที่เซี่ยจิ่นมาเยือนเมื่อคราวก่อน ก็ไม่ใช่นางไป๋ไปเป่าหูฮูหยินผู้เฒ่าหรอกหรือ แต่พอนางโต้ตอบกลับไปบ้าง ก็ถึงกับต้องมาคาดคั้นกันเชียว? เรื่องเช่นนี้ย่อมสมควรทีใครทีมันสิยามนี้จี้หานอียังคงยิ้มแย้มอย่างมีมารยาทพลางกล่าว "พี่สะใภ้ไฉนจึงคิดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ ข้ารู้ดีว่าพี่สะใภ้จริงใจต่อข้า ข้าเองก็จริงใจต่อพี่สะใภ้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ดูแลจวนให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น""วันหน้าข้ายังต้องเรียนรู้จากพี่สะใภ้อีกมาก ขออย่าได้เกิดความหมางใจกันเพราะเรื่องเล็กน้อยเลยนะเจ้าคะ"นางไป๋เม้มริมฝีปากมองดูรอยยิ้มบนใบหน้าจี้หานอี คำพูดของจี้หานอีนั้นรัดกุมไร้ช่องโหว่ แต่ก็แฝงไว้ด้วย
เมื่อจี้หานอีได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนอยู่ในใจ ไม่อยากปรายตามองผู้ดูแลอู๋อีก เพียงหันไปสั่งแม่นมฟางที่อยู่ด้านข้างว่า “ไปเรียกคนมาสักสองสามคน เข้าไปค้นในห้องของผู้ดูแลอู๋ดูหน่อย จะได้รู้ว่าหลายปีมานี้เขายักยอกเงินไปเท่าใดแล้ว”ผู้ดูแลอู๋เบิกตาโตจ้องมองจี้หานอีด้วยความตื่นตระหนก นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินรองที่ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลผู้นี้จะเอาจริงขึ้นมาแล้วเงินทองถูกค้นพบและยึดคืนได้อย่างรวดเร็ว ภายในห้องพักของผู้ดูแลขั้นสองผู้ควบคุมบ่าวไพร่ในโรงครัว พบเงินมากเกือบถึงสามพันตำลึง ต้องทราบว่าเขาได้รับเบี้ยหวัดเพียงหนึ่งตำลึงต่อเดือนเท่านั้น เรื่องที่เขายักยอกไปเท่าใดและกดขี่ข่มเหงบ่าวไพร่มานานแค่ไหน ย่อมนึกภาพได้ไม่ยากจี้หานอีปรายตามองผู้ดูแลอู๋ปราดหนึ่ง ก่อนมุ่งหน้าไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น จากนั้นจึงสั่งให้คนไปตามนางไป๋ให้มาพบที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเช่นกันเรื่องนี้จี้หานอีตั้งใจจะจัดการขั้นเด็ดขาด แต่ก็ต้องกระทำให้สมเหตุสมผลและถูกต้องตามกฎระเบียบในเมื่อผู้ดูแลอู๋ได้รับการเลื่อนขั้นโดยนางไป๋ เพื่อเห็นแก่ความปรองดองภายในจวน การที่จี้หานอีสอบถามความคิดเห็นของนางไป๋ต่
จี้หานอีปรายตามองผู้ดูแลอู๋ปราดหนึ่ง ก่อนวางถ้วยชาลง แล้วจ้องมองเขา "เมื่อสามวันก่อน มีสาวใช้ในโรงครัวทำถาดน้ำชาแตก ไม่ทราบท่านจัดการเช่นไร?"เมื่อผู้ดูแลอู๋ได้ยินคำถามนี้ก็เบิกตาโต มองจี้หานอีด้วยความไม่อยากเชื่อเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ฮูหยินรองยังอุตส่าห์รู้ แล้วเรื่องอื่น ๆ เล่า ชั่วขณะนั้นเหงื่อเย็นเยียบพลันผุดพราย ร่างกายสั่นสะท้านทันทีเรื่องเล็กน้อยที่ทำผิดพลาดเพียงนิดเช่นนี้ปกติเขาแทบไม่สนใจ ขอเพียงจ่ายเงินให้ก็พอ ผู้ใดรู้จักดูทิศทางลมและมอบเงินใต้โต๊ะให้มากหน่อย เขาย่อมปกปิดความผิดให้ ยามนี้จึงอึกอักขณะโกหกว่า "ผู้น้อยให้คนโบยไปแล้วขอรับ"จี้หานอีแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ทำเอาผู้ดูแลอู๋ใจคอไม่ดีจากนั้นก็ได้ยินเสียงของจี้หานอีดังขึ้นอีก "เมื่อคนรับใช้ทำผิด ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ก็ต้องรายงานขึ้นมาก่อน แล้วข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง""ตัวท่านเป็นคนเก่าคนแก่ของโรงครัว เรื่องแค่นี้ก็จำไม่ได้หรือ? หรือว่าท่านไม่อาจรับหน้าที่ผู้ดูแลได้แล้ว"แผ่นหลังของผู้ดูแลอู๋สั่นสะท้านอย่างรุนแรง รีบขอความเมตตา "ผู้น้อย... ผู้น้อยเลอะเลือนไปชั่วขณะ เกรงว่าจะไปรบกวนความสงบของฮูหยินข
คำพูดนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นทำเอาร่างของจี้หานอีถึงกับแข็งทื่อนางพินิจสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น ดูแล้วไม่คล้ายว่ากำลังล้อเล่น คาดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นคงมีความคิดเช่นนั้นจริง ๆจี้หานอีรู้ดีว่ายามนี้ไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใด เพราะถึงบอกฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นว่าไม่ยินยอมก็คงไร้ประโยชน์หลังเดินออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น นางชุยก็ก้าวเข้ามาขนาบข้างจี้หานอี พร้อมกับถามว่างิ้วเมื่อวานสนุกหรือไม่ ซ้ำยังคิดชวนจี้หานอีให้ไปดูด้วยกันอีกจี้หานอีนึกถึงเรื่องที่แค่ไปดูงิ้วเมื่อวานรอบเดียวเสิ่นซื่อก็ไม่สบอารมณ์แล้ว หากไปดูอีก ใบหน้าของเสิ่นซื่อคงได้ดำทะมึนเป็นก้นหม้อแน่ ช่วงสองวันนี้ตัวนางกับเสิ่นซื่อมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย ด้วยความที่ไม่อยากก่อเรื่องวุ่นวายใดขึ้นมาอีก จึงตอบไปว่า “ไว้ค่อยว่ากันวันหน้าเถิด ช่วงหลายวันนี้ข้ายังต้องวุ่นวายอยู่กับเรื่องในโรงครัว ไม่ค่อยมีเวลาเท่าใด”นางชุยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางเพียงอยากออกไปข้างนอกกับจี้หานอีให้บ่อยขึ้น เพื่อให้เสิ่นฉางชินได้เรียนรู้ว่าท่านอาห้าปฏิบัติต่อท่านอาสะใภ้ห้าอย่างไร ไม่ใช่เอาแต่เลียนแบบความเย็นชาของท่านอาห้าในราชสำนัก อย
เมื่อเสิ่นฉางชินได้ยินคำพูดของนางชุยก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ ถึงขั้นพูดอะไรไม่ออกความจริงภาพที่ได้เห็นเมื่อครู่ก็สร้างความตื่นตะลึงให้เสิ่นฉางชินอยู่ไม่น้อย ด้วยผู้คนในสำนักตรวจการต่างร่ำลือกันว่าท่านอาห้าเป็นดั่งยมทูตหน้าตาย ไร้ความปรานี ไต่สวนคดีราวตาเห็น ไม่มีกลอุบายต่ำช้าใดจะเล็ดลอดสายตาคู่นั้นไปได้ตัวเขาก็ปรารถนาจะเติบโตเป็นคนเช่นนั้นมาโดยตลอด คนที่สามารถรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ในทุกสถานการณ์จนผู้คนต่างพากันยำเกรงและหวาดกลัว แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าท่านอาห้าจะอุ้มสตรีผู้หนึ่งด้วยตนเองเช่นนี้ท่านอาห้าคือผู้ที่สามารถกุมอำนาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในราชสำนัก ส่วนเรื่องในเรือนหลังก็เป็นเพียงเรื่องหยุมหยิมของสตรี แล้วจะมีสิ่งใดคู่ควรให้ท่านอาห้าต้องลงมาใส่ใจในใจของเขาเกิดความสับสนขึ้นมาวูบหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังคิดสิ่งใด จู่ ๆ เขาก็ช้อนร่างนางชุยขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวแล้วเดินเข้าไปด้านในทันทีนางชุยอุทานออกมาเล็กน้อย ด้วยคาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ เสิ่นฉางชินจะกระทำการเช่นนี้ จึงรีบโอบรอบลำคอของเสิ่นฉางชินแน่น หัวใจพลันเต้นระรัวทางด้านจี้หานอีเมื่อถูกเสิ่นซื่ออุ้มกลับมาวางลงบนเตียง
ในอดีตเขาเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าจี้หานอีควรรักใคร่ตน นางต้องมีใจให้เขาเพียงผู้เดียว แม้ว่านางจะกลัว แต่นางก็ไม่มีวันได้พบเจอบุรุษที่ดีไปกว่าเขาอีกทว่าภายหลังเขาถึงได้เข้าใจว่า บนโลกใบนี้ยังมีบุรุษอีกมากมาย และนางก็มีสิทธิ์เลือกผู้อื่นเช่นกันช่างน่าขันที่เขาแสร้งทำเป็นเย็นชาไม่ไยดีนาง ทั้งที่ในใจของนางมีผู้อื่นอยู่ก่อนแล้วเวลานั้นเขาเคียดแค้นนางนัก ในเมื่อในใจมีผู้อื่น แล้วเหตุใดถึงยังคอยวนเวียนอยู่ข้างกายเขาเสมอนางหวาดกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด แล้วเหตุใดถึงยังคอยขยับเข้ามาใกล้จี้หานอีคือสตรีเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาเกิดความคลางแคลงใจในตนเอง กระทั่งก่อเกิดเป็นความรู้สึกต่ำต้อยในใจหลังนางตกน้ำ เขาก็ต้องจมดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์เช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน ราวกับกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในปลักโคลนตมเสิ่นซื่อยิ่งตระหนักถึงจุดจบนั้นดีว่า สุดท้ายก็ต้องเป็นเขาที่ยอมก้มหัว ตัวเขาที่เคยชินกับความหยิ่งทะนงต่อหน้านาง สุดท้ายก็ไม่มีวันหยิ่งยโสอีกต่อไปบางทีเมื่อวันนั้นมาถึง ตัวเขาในสายตาของจี้หานอีก็คงเป็นเพียงบุรุษธรรมดาคนหนึ่งที่รักใคร่นาง ไม่ได้แตกต่างกับบุรุษอื่นบุคคลที่เคยทำให้นางหวาดหวั่น ควา







