Mag-log inจี้หานอีเงยหน้าขึ้นสบกับนัยน์ตาสีดำขลับอันลึกล้ำของเสิ่นซื่อที่เมื่อก่อนนางไม่พูดก็เพราะไม่กล้าพูด รวมถึงไม่อยากผิดใจกับคนนิสัยเช่นเสิ่นซื่อ หลายครั้งจึงได้แต่อดทนเท่านั้นแต่บัดนี้จี้หานอีสัมผัสได้ว่าเสิ่นซื่อเปลี่ยนไปมาก นางจึงค่อย ๆ เปิดใจให้เขา และแบ่งปันความรู้สึกของตนเองให้เขารับฟังเมื่อเห็นว่ายามนี้เสิ่นซื่อกำลังจะเอาแต่ใจอีกแล้ว จี้หานอีก็ขมวดคิ้วเรียว มองเสิ่นซื่ออย่างน้ำตาคลอเบ้า "ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ? แก้มข้าถูกท่านพี่บีบจนแดงไปหมดแล้ว นี่ยังไม่ยอมให้พูดอีกหรือ?"ใบหน้าของจี้หานอีนั้นสืบทอดความบอบบางมาจากมารดาอยู่หลายส่วน ด้วยดวงตาอันงดงามที่มักดูเลื่อนลอยทว่ากลับดำขลับเป็นประกาย ความบอบบางนั้นจึงไม่ค่อยเด่นชัดนัก แต่ขอเพียงจี้หานอีหลุบตาลงเล็กน้อย ความบอบบางและท่าทีอันน่าทะนุถนอมนั้นก็จะฉายชัดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติต่อให้เสิ่นซื่อเป็นผู้ที่สามารถเผชิญกับทัณฑ์ทรมานอันโหดเหี้ยมได้อย่างสงบนิ่ง และเขามักภาคภูมิใจในความหนักแน่นของการควบคุมตนเองเสมอ ทั้งยังไม่ยอมให้ผู้ใดมามีอิทธิพลเหนืออารมณ์ตนเอง แต่เวลานี้กลับต้องยอมแพ้อย่างราบคาบเขาเกือบจะหลุดปากง้องอนและข
เว่ยซิวทอดถอนใจ “บนโลกใบนี้มีข้าเพียงคนเดียว เจ้าคิดว่าทุกคนจะเหมือนข้าได้หรือไร? การที่ท่านโหวเสิ่นทำได้ถึงเพียงนี้ ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว”“เขาทั้งเกิดมาสูงศักดิ์ มีชาติตระกูลและภูมิหลังไม่เป็นรองใคร ยามนี้ยังดำรงตำแหน่งขุนนางระดับสูง หากจะให้เขาลดตัวลงมาง่าย ๆ นั้น นับว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เขาได้รับการศึกษาตามฉบับตระกูลใหญ่ สตรีส่วนมากมักถูกมองเป็นเพียงผู้ตาม การที่เจ้าพูดเช่นนั้น มีแต่จะทำให้เขารู้สึกว่าเจ้ากำลังยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของพวกเขาเสียมากกว่า”“นอกจากนี้ ท่านโหวเสิ่นยังมีปณิธานอยู่ในราชสำนัก คำสอนของลัทธิขงจื๊อในปัจจุบันกล่าวไว้ว่าหลักการที่ยิ่งใหญ่ของฟ้าดินคือบุรุษดูแลภายนอก สตรีดูแลภายใน ต่อให้ท่านโหวเสิ่นจะรักและให้เกียรติฮูหยินของเขาอย่างไร เขาก็ไม่มีวันลุ่มหลงในเรื่องรักใคร่แน่นอน”ชุยจิ้งหมิ่นชะงักไปเล็กน้อย พลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่ใบหน้าของท่านโหวเสิ่นถึงได้มืดทะมึนถึงเพียงนั้น นางหันไปมองเว่ยซิว “แล้วท่านพี่ไม่ได้เติบโตมาด้วยการศึกษาแบบวิญญูชนตระกูลใหญ่หรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงไม่เหมือนกันเล่า?”เว่ยซิวมองชุยจิ้งหมิ่นพลางหัวเราะด้วยความจนใจ “เพ
เมื่อจี้หานอีเห็นว่าเสิ่นซื่อร้องเรียก นางก็รีบเดินเข้าไปหา แต่สายตากลับอดลอบพินิจเว่ยซิวผู้อยู่ข้างกายเสิ่นซื่อไม่ได้นางเพียงอยากรู้ว่าบุรุษผู้แสนเอาอกเอาใจภรรยาถึงขั้นยอมเข้าครัวทำอาหารให้นั้น แท้จริงแล้วมีหน้าตาเป็นเช่นไรนางทอดสายตามองไปที่เว่ยซิว เห็นเพียงเขาสวมอาภรณ์สีเขียว รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางดูเหมือนคนอารมณ์ดี นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นราวกับแฝงรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะยามนี้ที่เขายืนอยู่ข้างเสิ่นซื่อ ยิ่งขับเน้นให้เสิ่นซื่อดูราวกับภูเขาน้ำแข็งที่เย็นชาเคร่งขรึม ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นเสียของยิ่งเดิมทีจี้หานอียังคิดอยากมองดูให้มากกว่านี้อีกสักสองสามปราด แต่เบื้องหน้ากลับมีเงาทะมึนสายหนึ่งพาดผ่าน ร่างของเสิ่นซื่อบดบังสายตาของนางไว้ คล้ายกับมองทะลุถึงความคิดนาง เขาหลุบตาลงมองด้วยสีหน้าเย็นชาที่แผ่กลิ่นอายกดดันผู้คนจี้หานอีเกรงว่าเสิ่นซื่อจะเอาความกับนางอีก จึงรีบแสร้งทำเป็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วหันไปกล่าวคำอำลากับชุยจิ้งหมิ่นผู้เดินตามมาเวลานี้ ชุยจิ้งหมิ่นเองก็สังเกตเห็นสีหน้าอันเคร่งเครียดของเสิ่นซื่อ กอปรกับเห็นผู้เป็นสามีที่ยืนอยู่ข้างกายท่านโหว
“ความจริงข้าอยากหาคนพูดคุยเรื่องนี้มานานแล้ว แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็ไม่เหมาะจะนำไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง พอดีข้ากับน้องหญิงเคยพบเจอกันหลายครั้ง ข้ารู้ว่าน้องหญิงเป็นคนดี ถึงได้ยอมเปิดอกพูดเรื่องนี้กับเจ้า”จี้หานอีย่อมเข้าใจความหมายของชุยจิ้งหมิ่น ถ้อยคำเหล่านี้หากแพร่งพรายออกไป ผู้อื่นก็คงไม่เข้าใจ ซ้ำยังอาจนำมาซึ่งคำครหา นางจึงกุมมือของชุยจิ้งหมิ่นไว้ “พี่หญิงเห็นข้าเป็นสหายรู้ใจ ข้าเองก็เห็นพี่หญิงเป็นสหายรู้ใจเช่นกัน เรื่องราวบางอย่างก็แค่รู้กันระหว่างพี่น้อง ไม่มีทางแพร่งพรายออกไปภายนอกเด็ดขาดเจ้าค่ะ”“พี่ชุยเองทางที่ดีก็อย่านำไปเล่าให้ผู้ใดฟังอีก จะได้ไม่ต้องพบเจอเรื่องวุ่นวายโดยไม่จำเป็น”จี้หานอีรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้นางเองก็คงไม่กล้าพูดกับเสิ่นซื่อ เสิ่นซื่อนั้นเป็นคนเจ้าระเบียบและเคร่งขรึมถึงเพียงนั้น บางครั้งตอนที่นางเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาไม่ทัน สีหน้าของเขาก็คล้ายไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง นับประสาอะไรกับเรื่องที่คุณชายรองเว่ยกระทำตามที่ชุยจิ้งหมิ่นเพิ่งเล่าให้ฟังเมื่อครู่เมื่อชุยจิ้งหมิ่นได้ยินคำพูดของจี้หานอีก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง นางรู้ได้ในทันทีว่าตนเองมองคนไม่ผิดจริง ๆความจ
เมื่อจี้หานอีได้ยินว่าเสิ่นซื่อมารับแล้ว นางก็อำลาชุยจิ้งหมิ่นกับคนอื่น ๆ ด้วยความอาลัยอาวรณ์เล็กน้อยชุยจิ้งหมิ่นนั้นนับจี้หานอีเป็นสหายรู้ใจมาแต่แรก เดิมทีมีถ้อยคำอีกมากมายยังไม่ได้กล่าว แต่ในเมื่อท่านโหวเสิ่นมารับคนแล้ว นางจึงไม่อาจรั้งตัวไว้ได้อีกทำได้เพียงเดินออกมาส่งจี้หานอีด้วยตนเองเท่านั้นระหว่างทางจี้หานอีฟังชุยจิ้งหมิ่นเล่าว่า ลานม้าแห่งนั้นคือสถานที่ซึ่งในอดีตคุณชายรองเว่ยไม่สนคำคัดค้านของผู้อาวุโสประจำตระกูล เพียงเพราะชุยจิ้งหมิ่นชื่นชอบการขี่ม้า เขาจึงดึงดันรื้อห้องหนังสือของตนเองทิ้งเพื่อสร้างลานม้าให้แก่นางความจริงตอนได้ฟังครั้งแรก จี้หานอีก็รู้สึกตกตะลึงอยู่บ้าง นางเคยคิดว่าคุณชายรองเว่ยเป็นพวกคุณชายเสเพลเสียอีก ไม่นึกเลยว่าเขาจะสามารถทำเพื่อภรรยาได้ถึงเพียงนี้ชุยจิ้งหมิ่นแย้มยิ้ม “เขานั้นให้ความสำคัญกับข้าเป็นอันดับแรกในทุก ๆ เรื่อง ซ้ำยังไม่ยอมให้ข้าช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือปรนนิบัติเขาอาบน้ำล้างหน้าด้วยซ้ำ”“ช่วงแรกข้าเองก็ไม่ชิน คิดว่าเขารังเกียจหรือไม่ก็ไม่ชอบข้า ข้ากับเขาถึงขั้นเคยมีปากเสียงกันเล็กน้อยเพราะเรื่องนี้อยู่หลายหน แม้ข้าจะเกิดในตระกูลขุนนา
ประเดี๋ยวก็บอกว่าทิวทัศน์ที่ใดงดงาม คราวหน้าสามารถขี่ม้าไปเที่ยวชมด้วยกันได้ ประเดี๋ยวก็บอกว่าน้ำพุที่ใดนำมาชงชาแล้วกลิ่นหอมที่สุด คราวหน้าค่อยไปเที่ยวเล่นทุ่งหญ้าด้วยกันนานทีปีหนจี้หานอีถึงจะพบพานผู้ที่มีรสนิยมตรงกันและพูดคุยได้อย่างถูกคอ นางจึงร่วมวงด้วยสนทนากันได้ครู่หนึ่ง ก็วกมาถึงเรื่องที่จะไปประลองฝีมือตีคลีกัน แต่เวลานี้ทุกคนล้วนสวมใส่กระโปรงที่ทั้งหนาและรุ่มร่ามดูไม่เหมาะนัก ชุยจิ้งหมิ่นจึงกล่าว “ไม่เป็นไรหรอก เพียงเล่นกันสนุกสนาน ต่อให้สวมกระโปรงก็สามารถขี่ม้าได้”ตอนที่เสิ่นซื่อมารับจี้หานอียามเที่ยง เขาก็ยืนเคียงข้างคุณชายรองเว่ย เฝ้าดูแม่นางทั้งหลายกำลังขี่ม้าอยู่ในลานม้าขนาดเล็กของจวนสกุลเว่ยคุณชายรองเว่ยเว่ยซิวหันมองเสิ่นซื่อพลางกล่าวด้วยความเกรงใจเล็กน้อย “ฮูหยินของข้าค่อนข้างเอาแต่ใจมาโดยตลอด ข้าจะเรียกให้นางพาฮูหยินเสิ่นกลับมาเดี๋ยวนี้ขอรับ”ภายในสายตาของเสิ่นซื่อมีเพียงจี้หานอีผู้เดียว เขามองชายกระโปรงของนางที่พลิ้วไหวตามสายลม แม้จะอยู่ไกลกัน แต่เสิ่นซื่อกลับสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มบนใบหน้าของจี้หานอี แววตาและหว่างคิ้วของเขาพลันอ่อนโยนลง ก่อนยกมือขึ้นห้ามเว่ยซิวเป็







