Home / โรแมนติก / ลิ้มลองรักเพื่อน / บทที่ 8 เคยเอากับมันไหม

Share

บทที่ 8 เคยเอากับมันไหม

last update publish date: 2026-02-27 14:32:02

ฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์เอ็มเจโดยไม่รู้เลยว่า เจ้าของรถกำลังจะพาไปที่ไหน ถามก็ไม่ได้ ถามขึ้นมาทีไรก็ทำหน้าขึงขังใส่ฉันทุกที เขาไม่เหนื่อยรึไงกันนะที่ต้องทำหน้าดุอยู่ตลอดเวลาแบบนี้

        ลมกลางคืนพัดปะทะร่างทำให้ฉันเผลอซุกตัวเข้ากับแผ่นหลังของเขาโดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากเสื้อคลุมที่เขาสวมให้ยังติดอยู่ตรงปลายจมูก

        อากาศเย็นทำให้เผลอกระชับอ้อมแขนเล็กน้อย พอรู้ตัวฉันก็รีบเอาออกทันที ทว่าจังหวะนั้นเขากลับคว้าข้อมือฉันเอาไว้ให้กอดเอวเขาตามเดิม เผลอ ๆ เหมือนจะแน่นกว่าเดิมเสียอีก

        ขับมาได้ไม่นานรถก็มาหยุดตรงหน้าร้านสะดวกซื้อ

        “รออยู่ตรงนี้นะ”

        เขาบอกสั้น ๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในร้าน

        ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างผ่านกระจกใสของร้านสะดวกซื้อ เพียงไม่นานเขาก็เดินกลับมาขึ้นคร่อมรถอีกครั้ง

        ฉันเหลือบมองไปยังถุงพลาสติกที่เขาถือมาด้วย ถ้ามองไม่ผิดในนั้นน่าจะมีเบียร์สามกระป๋องกับน้ำเปล่าหนึ่งขวด

        “จับดี ๆ”

        เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทันทีที่เครื่องสตาร์ต

        ฉันทำตามโดยไม่อิดออด ก่อนรถจะทะยานออกตัวอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่ฉันไม่รู้

        หลังจากขับฝ่าซอกซอยที่เงียบสงัด ไม่นานเขาก็พาฉันมาถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงไฟจากสะพานพระรามแปดทอดตัวลงบนผืนน้ำระยิบระยับ ลมจากแม่น้ำพัดเอื่อยให้ความรู้สึกเย็นสบายและเงียบสงบ

        เขาดับเครื่องฉันจึงลงจากรถ ขายาวก้าวลงมาด้วยท่วงท่าสง่า หลังจากนั้นเขาก็หยิบถุงเครื่องดื่มที่ห้อยอยู่กับแฮนด์รถเดินไปยังขอบทาง

        ฉันรีบเดินตามไป มองดูคนตัวสูงหย่อนตัวลงบนม้านั่งริมแม่น้ำ หยิบกระป๋องเบียร์ขึ้นมาเปิดแล้วกระดกดื่มสบายใจ

        ฉันยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจนั่งลงข้าง ๆ พอฉันนั่งลง เอ็มเจก็ยื่นขวดน้ำมาให้

        “น้ำ”

        ฉันรับมาเงียบ ๆ แล้ววางลงด้านข้าง ก่อนจะหันไปมองแม่น้ำเบื้องหน้า ท้องฟ้ายามค่ำคืนดูเงียบเหงาจนทำให้หัวใจที่บอบช้ำอยู่แล้วรู้สึกวูบโหวง นัยน์ตาเริ่มสั่นเครือ ความรู้สึกร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งดวงตาคล้ายกับมีบางอย่างกำลังจะไหลออกมา

        “เป็นไร”

        เสียงเข้มเอ่ยขึ้นเรียกความสนใจ ฉันเลิกคิ้วสูงมองหน้าเอ็มเจด้วยความประหลาดใจ

        “พูดกับฉันเหรอ”

        “พูดกับแมวมั้ง นั่งอยู่ด้วยกันสองคนจะให้พูดกับใคร”

        “ใครจะไปรู้ล่ะ ปกตินายชอบพูดขึ้นมาลอย ๆ นี่นา แล้วอยู่ดี ๆ ก็ถามว่าเป็นไร ใครมันจะไปเข้าใจความหมาย”

        ไม่รู้พูดยาวไปรึเปล่า เหมือนจะเห็นพอราง ๆ ว่าเขากำลังนิ่วหน้าไม่พอใจ ถ้ามีแว่นตาฉันคงมองเห็นชัดกว่านี้

        “ร้องไห้ทำไม”                

        นี่เขาเห็นด้วยเหรอ?

        ฉันยกมือขึ้นแตะที่หางตา ก่อนจะพบว่ามันเปียกแฉะ น้ำตาไหลตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือจะเป็นเมื่อกี้ตอนที่นั่งมองแม่น้ำเงียบ ๆ

        รีบหลบสายตาแล้วใช้หลังมือปาดมันออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ พยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด

        “ไม่ได้ร้องซะหน่อย น่าจะโดนลมพัดตาตอนซ้อนรถนายแน่เลย ฮ่ะ ฮ่า”

        “เธอใส่หมวกกันน็อก”

        จริงด้วย เผลอปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มแล้วสิ ทำไงดี ไม่กล้าพูดอะไรต่อเลย

        เอ็มเจจ้องฉันด้วยสายตาอ่านยาก ก่อนจะละไปสนใจเบียร์กระป๋องใหม่ เสียงเปิดกระป๋องดังขึ้น เขายกดื่มอีกครั้ง

        ลมเย็นพัดผ่านมาพอดี ฉันกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น ซุกมือลงไปในแขนเสื้อเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ขณะสายตายังคงทอดมองไปยังผิวน้ำเบื้องหน้า แสงจากสะพานกระทบลงบนผืนน้ำสะท้อนมาถึงใบหน้าของฉัน

        “ถ้าอยากร้องก็ร้อง”

        เสียงทุ้มต่ำของคนข้าง ๆ ดังขึ้นในความเงียบ ฉันหันขวับไปมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องหน้าฉันนิ่ง ๆ

        “ร้องอะไร ไม่ได้ร้องสักหน่อย ฮ่ะ ฮ่า”

        “จะโกหกทำไม อยากร้องก็ร้อง ไม่เห็นต้องฝืน”

        คำพูดอย่างตรงไปตรงมาทำให้ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกที่พยายามกดเอาไว้ตลอดเหมือนถูกสะกิดให้ปะทุขึ้นมา

        ฉันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นมันเอาไว้ แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่

        หยาดน้ำตาไหลรินออกมาเป็นสาย ฉันก้มหน้าลง พยายามกดเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา แต่กลับทำไม่ได้เลยสักนิดเดียว

        เอ็มเจถอนหายใจยาวโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เขาหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาเปิดฝาแล้วยื่นมาให้

        “ดื่มน้ำหน่อยสิ”

        แต่อารมณ์นี้ใครจะมีกะจิตกะใจดื่มน้ำ มีแต่จะอยากดื่มเบียร์ที่อยู่ในถุงพลาสติกมากกว่า

        ฉันยื่นมือไปหยิบกระป๋องเบียร์ขึ้นมาเปิด แล้วกระดกลงคออย่างที่เอ็มเจทำ อยากเมาให้ลืมเรื่องเฮงซวยที่เกิดขึ้นในวันนี้ไปให้หมดสิ้น

        “เบา เดี๋ยวก็สำลักหรอก”

        เอ็มเจขมวดคิ้วทำเสียงดุ ก่อนจะแย่งกระป๋องเบียร์ไปจากมือฉัน

        “เอาคืนมา”

        พยายามจะคว้ากระป๋องเบียร์คืนมา แต่เขากลับชูขึ้นสูงเหมือนจงใจให้ฉันเอื้อมไม่ถึง

        “โอเคเดี๋ยวคืนให้ แต่เธอต้องตั้งสติก่อนเข้าใจไหม”

        พูดเหมือนตัวเองโตกว่าทั้งที่อายุก็เท่ากัน แค่ฉันไม่ได้กร้านโลกเหมือนเขาเท่านั้น

        แม้จะไม่พอใจแต่ก็ยอมพยักหน้า เอ็มเจจึงยื่นกระป๋องเบียร์คืนให้พร้อมกับพูดว่า

        “ค่อย ๆ จิบ”

        ฉันทำตามที่เขาบอก ค่อย ๆ จิบเบียร์ลงคอ ดวงตาทอดมองไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่เบื้องหน้า หยาดน้ำตาที่ยังค้างอยู่เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ หรือเพราะความรู้สึกที่ยังจุกแน่นอยู่ในอก  

        “จะบอกได้ยังว่าเป็นไร”

        เหมือนแอลกอฮอล์จะทำให้กล้าพูดเรื่องที่ไม่สมควรพูดให้เขาฟัง ฉันสูดน้ำมูกพลางใช้หลังมือปาดเช็ดน้ำตาไปด้วย จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น

        “ฉันโดนแฟนนอกใจ”

        พูดจบก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง แต่แทนที่อีกฝ่ายจะเห็นใจ เขากลับกลั้วหัวเราะ

        “หึ”

        “เมื่อกี้นายหัวเราะเหรอ”

        “เปล่า”

        “ก็ฉันได้ยิน”

        ยิ่งพูดยิ่งหงุดหงิด มันสนุกนักรึไงที่เห็นคนกำลังร้องไห้เพราะถูกแฟนนอกใจ เขาเติบโตมาแบบไหนถึงเป็นคนแบบนี้

        ฉันพูดขนาดนี้ยังมีหน้ามายิ้มอีก

        “ฉันเห็นนะว่านายยิ้ม”

        “ไหนบอกสายตาสั้นไง”

        “ก็ฉันเห็นตรงมุมปากนายขยับ”

        ฉันเห็นเขายิ้มจริง ๆ นะ แม้จะเห็นแบบเลือนรางก็เถอะ

        “ฉันไม่อยากเถียงกับเธอแล้ว เล่ามา โดนแฟนนอกใจแล้วยังไงต่อ”

        ยังมีหน้ามาอยากฟังอีก ฟังแล้วเอาไปหัวเราะเยาะเย้ยเนี่ยนะ

        “ฉันไม่อยากเล่าแล้ว เล่าไปเดี๋ยวก็ถูกนายหัวเราะเยาะอีก”

        “ไม่หัวเราะหรอกน่า เล่ามาเหอะ”

        “ไม่ยักรู้ว่าคนอย่างนายจะชอบสอดเรื่องชาวบ้านด้วย”

        สงสัยเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เลยทำให้ฉันกล้าต่อปากต่อคำกับเอ็มเจ คนที่ปกติฉันไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้า

        เอ็มเจเหลือบตามองฉันนิ่ง ก่อนจะแค่นยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า

        “ไม่ได้สอด แค่คิดว่าเรื่องของเธอมันน่าสนใจดี”

        ฉันยู่ปากใส่เขาอย่างลืมตัว โอเคเล่าให้ฟังก็ได้ คิดซะว่าเขาเป็นที่ระบายละกัน

        “ตอนเย็นฉันตั้งใจว่าจะแวะไปกินข้าวที่ห้องพี่ธีก่อนมางานวันเกิดนาย แต่ดันไปเห็นพี่ธีอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แถมยังอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยทั้งคู่”

        “เฮ่อ! รู้สักที”

        จู่ ๆ เอ็มเจก็ถอนหายใจราวกับโล่งอก แถมยังพูดอะไรที่ฟังดูแปลกประหลาด รู้สักทีหมายความว่ายังไงกัน

        “นายพูดว่าอะไรนะ”

        เอ็มเจหันมามองหน้าฉันแล้วยกยิ้มมุมปาก คราวนี้ฉันเห็นชัดมาก

        “ไม่มีอะไรหรอก”

        พูดจบเขาก็กระดกเบียร์ลงคอจนหมด ก่อนจะคว้ากระป๋องเบียร์ในมือฉันไปกระดกต่อ

        “นั่นมันของฉันนะ”

        “ใครซื้อ?”

        “แต่ฉันกินไปแล้ว”

        “แล้ว?”

        คิ้วหนาเลิกขึ้นสูงจ้องหน้าฉันอย่างกวนประสาท เออ! ฉันไปซื้อกินเองก็ได้

        ลุกพรวดตั้งท่าจะไปหาซื้อเบียร์ ทว่าอยู่ดี ๆ ก็ถูกเอ็มเจดึงแขนเอาไว้ ร่างฉันล้มลงบนตักเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ฉันนั่งแข็งค้างทำอะไรไม่ถูก และสิ่งที่ทำให้ฉันตกใจมากที่สุดคือคำพูดที่ออกจากปากเขา

        “เธอเคยเอากับมันไหม”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลิ้มลองรักเพื่อน   ตอนพิเศษ 10 รางวัลสำหรับความรัก (จบ)

    พอเริ่มดึกบรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเงียบสงบลง ทว่าบ้านของฉันยังคงครึกครื้นไปด้วยเสียงหัวเราะและบทสนทนาของผู้ใหญ่ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หน้าบ้านเกิดขึ้นหลังมื้อเย็น ทุกคนอารมณ์ดี โดยเฉพาะพ่อที่ดูจะภูมิใจเป็นพิเศษที่มีแขกจากกรุงเทพฯ มาเยือนถึงบ้าน หลังอาหารคุณย่ากับคุณแม่ของเอ็มเจขอตัวกลับโรงแรมไปพักผ่อนก่อน ขณะที่ฉันช่วยแม่เก็บจานไปล้างในครัว เสียงผู้ชายจากหน้าบ้านก็ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุด พ่อของฉันกับคุณพ่อของเอ็มเจดูจะเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะตอนที่พ่อยกเหล้าต้มสูตรเด็ดของตัวเองไปให้อีกฝ่ายลองชิมดูจะคุยกันถูกคอเกินคาด ฉันเดินออกไปดูก็เห็นทั้งสามหนุ่มนั่งล้อมวงอยู่บนเสื่อ แก้วเหล้าต้มวางอยู่ตรงหน้าคนละใบ เสียงหัวเราะของทั้งสามคนดังขึ้นเป็นระลอกอย่างสนุกสนาน “ดื่มเลยครับไม่ต้องเกรงใจ มีเติมไม่อั้น ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า” พ่อฉันว่าอย่างใจป้ำ หัวเราะขบขันพลางรินเหล้าใส่แก้วทุกคน “คุณพ่อนี่คอแข็งนะครับ กินไปตั้งเยอะยังดูปกติอยู่เลย” ว่าที่ลูกเขยเยินยอไม่หยุด ได้ยินอย่างนั้นพ่อฉันก็ยืดอกทันที แววตาภูมิใจเปล่งประกายเต็มที่ “เรื่องกินเหล้าพ่อไม่เคยแพ้ใคร

  • ลิ้มลองรักเพื่อน   ตอนพิเศษ 9 สู่ขอ

    เช้าวันต่อมา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบลงบนใบหน้าของผมเล็กน้อย ความอุ่นจากแสงนั้นค่อย ๆ ปลุกประสาทสัมผัสให้ผมตื่นจากห้วงนิทรา ดวงตาปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง มันก้องกังวานแข่งกับเสียงนกตัวเล็ก ๆ ที่ร้องเจื้อยแจ้วอยู่ตามยอดไม้ อากาศสดชื่นยามเช้าในชนบทเชิญชวนให้ผมต้องรีบลุกจากที่นอนเพื่อไปสัมผัสมัน แต่เสียงฝีเท้าเบา ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามขั้นบันไดทำให้ผมต้องล้มตัวนอนอีกครั้ง ผมหลับตานิ่งแกล้งทำเป็นนอนหลับ เมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขยับอยู่รอบข้าง กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละนิด สงสัยฝันหวานกำลังจะเข้ามาปลุกผมในมุ้ง มือนุ่มแตะลงบนแขนผมอย่างแผ่วเบา ตามด้วยเสียงกระซิบที่อ่อนโยนยิ่งกว่าเสียงลมยามเช้า “ตื่นได้แล้วค่ะคุณชาย ว้าย!” เมื่อเธอพูดจบผมก็ดึงรั้งร่างเล็กลงมานอนกอด สอดแขนเข้าใต้คอตวัดเธอเข้ามาแนบอกทันที ไม่มีโอกาสให้เธอได้ดิ้นหนี กดจมูกลงบนศีรษะเล็กสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่กวนใจผมแทบทั้งคืนให้ชื่นใจ ฝันหวานดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักผมออก แต่เรี่ยวแรงน้อยนิดมีห

  • ลิ้มลองรักเพื่อน   ตอนพิเศษ 8 เคลียร์ใจกับว่าที่พ่อตา

    พอเริ่มดึกเสียงแมลงก็เริ่มดังระงมไปทั่วอาณาบริเวณ บรรยากาศของบ้านหลังเล็กใต้แสงจันทร์ในยามค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก ผมไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ การได้นอนดูดาวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เย็นเฉียบในคืนเงียบสงบแบบนี้ มันดีเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริง ๆ ผมนอนนิ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสูดหายใจเอาอากาศเย็นสบายเข้าปอด ขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะสัมผัสถึงแรงสั่นไหวของแคร่ไม้ไผ่ ผมลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างฉับพลันเมื่อเห็นว่าคนที่เพิ่งนั่งลงข้าง ๆ คือพ่อของฝันหวาน แสงจันทร์ทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้มที่แต่งแต้มด้วยริ้วรอยตามวัย ริมฝีปากหยักหนาคาบมวนบุหรี่เอาไว้ มือหยาบกร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบไฟแช็กโลหะขึ้นมา เขาดีดนิ้วโป้งเปิดฝาเสียงดังแกร๊ก ปลายนิ้วโป้งรูดจุดประกายไฟติดในจังหวะเดียว เปลวไฟสีส้มสว่างวูบสะท้อนในดวงตานิ่งเฉย คนอายุเยอะกว่าโน้มหน้าลงเล็กน้อย จ่อปลายมวนไว้ตรงเปลวไฟ ก่อนที่ปลายมวนจะลุกโชนด้วยแสงสีแดง สูบควันเข้าปอดแล้วพ่นออกมาจากทางจมูกและปาก ใบหน้าเคร่งขรึมหันมาทางผม จากนั้นก็ยื่นซองบ

  • ลิ้มลองรักเพื่อน   ตอนพิเศษ 7 ทานอาหารมื้อค่ำ

    ฉันพาเอ็มเจมาเยี่ยมพ่อกับแม่ที่บ้านด้วย นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ มีแต่พวกท่านที่ไปหาฉันอยู่กรุงเทพฯ แต่นั่นมันก็นานมากแล้ว พอมาถึงหมู่บ้านก็เจอกับพวกมนุษย์ป้าที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น ฉันรู้สึกโมโหกับคำพูดของคนพวกนั้นจึงเอ่ยออกไปแบบไม่ทันคิด พอมาคิดได้ทีหลังก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ เมื่อมาถึงบ้านฉันก็โผเข้ากอดพ่อกับแม่ด้วยความคิดถึง ก่อนจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับเอ็มเจ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเล่าเรื่องเขาให้พ่อกับแม่ฟังคร่าว ๆ แล้ว แต่พอเข้ามาในบ้านแม่ก็รีบลากฉันเข้าไปในครัวทันที สีหน้าท่านเต็มไปด้วยความร้อนใจ พร้อมยิงคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อยากรู้อย่างรัวเร็ว ที่ผ่านมาฉันไม่เคยปิดบังแม่เลยสักเรื่อง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายฉันเล่าให้ท่านฟังหมด เล่าแม้กระทั่งเรื่องที่ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แม่ฉันไม่ได้ว่าอะไร ท่านเข้าใจโลกยุคใหม่และมองชีวิตวัยรุ่นอย่างเปิดใจ แม้จะยอมรับแต่แม่ก็ไม่ลืมเตือนอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกัน ท่านไม่อยากให้ฉันพลาดพลั้งตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร “เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แล้วพ่อแม่เขารู้เรื่องไหม”

  • ลิ้มลองรักเพื่อน   ตอนพิเศษ 6 กลับบ้านต่างจังหวัด

    หลังจากขอฝันหวานแต่งงาน สิ่งที่ต้องทำในลำดับต่อไปคือเดินทางไปหาพ่อกับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด เราสองคนเดินทางโดยรถไฟ ออกจากสถานีหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า ใช้เวลาราว ๆ ห้าชั่วโมงก็เดินทางมาถึงจังหวัดพิษณุโลกเกือบบ่ายสอง ความจริงผมอยากขับรถพาเธอกลับบ้านด้วยตัวเอง แต่ฝันหวานก็ดื้อดึงไม่ยอมนั่งมาด้วย เธอบอกอยากนั่งรถไฟกลับบ้านมากกว่า ประมาณว่าอยากได้ฟีลเหมือนสมัยเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ใหม่ ๆ อะไรทำนองนั้น รถไฟสายเหนือเทียบชานชาลาอย่างเชื่องช้า เสียงเบรกครูดโลหะปลุกให้ผมตื่นจากงีบสั้น ๆ ฝันหวานหันมายิ้มให้ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถึงแล้ว” เราสองคนก้าวลงจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระเล็ก ๆ หนึ่งใบ จากสถานีรถไฟยังต้องต่อรถอีกหลายต่อกว่าจะถึงบ้านของเธอ ฝันหวานไม่ยอมให้ผมเช่ารถ เธอยืนยันว่าอยากนั่งรถโดยสารประจำทางเหมือนสมัยที่ยังเรียนมัธยม “นั่งรถโดยสารลมเย็นดีออก” ผมก็เลยยอมจำนนนั่งเบียดกับเธอในรถสองแถวคันเก่า เครื่องยนต์กระหึ่มลั่นฝ่าอากาศเย็น ลมปะทะหน้าแรงแต่ให้ความสดชื่น ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง รถก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่ง

  • ลิ้มลองรักเพื่อน   ตอนพิเศษ 5 เซอร์ไพรส์

    ฉันหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าพร้อมกับหัวใจที่บอบช้ำออกจากคอนโดของเอ็มเจทันทีที่เห็นข้อความที่เขาส่งมา เขาบอกว่าจะออกไปทำธุระโดยไม่ได้บอกว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร เอ็มเจเป็นแบบนี้มาสองสัปดาห์ แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ราวกับมีบางอย่างปิดบังฉันอยู่ ฉันไม่อยากเป็นคนงี่เง่า ไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงขี้ระแวงในสายตาเขา แต่เมื่อเช้าหลังจากที่ได้ยินประโยคสารภาพรักและคำขอแต่งงานที่เอ็มเจพูดกับคนในโทรศัพท์ ฉันก็เข้าใจถึงสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที ที่แท้เอ็มเจก็มีคนใหม่แล้ว และเขาก็กำลังขอผู้หญิงคนนั้นแต่งงาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบก้าวไม่ออก ฉันไม่รู้ว่ารักของเรามันเริ่มจืดจางลงไปตอนไหน ไม่รู้ว่าเราไม่รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขากับผู้หญิงคนนั้นไปรักกันได้ยังไง สติที่หลุดลอยบวกกับความรู้สึกเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจ ทำให้ไม่รู้จะทำยังไงต่อดี ฉันควรอยู่ที่นี่ต่อแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หรือควรออกไปจากชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนี้ หลังเอ็มเจออกจากห้องไปฉันก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น มันเจ็บหน่วงไปทั้งหัวใจราวกับถูกใครบางคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ ฉันไม่มีหน้าอยู่ที่นี่แล้วจริง ๆ เ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status