LOGINไป่ไป๋นำทางอย่างชำนาญ มันเข้ามาในเมืองลั่วตงบ่อย ย่อมรู้ดีว่าร้านใดรับซื้อสินค้าให้ราคายุติธรรม
“ร้านนี้ท่านหมอสุ่ยให้ราคายุติธรรมที่สุดแล้วนายหญิง”
ลี่หลันเงยหน้าขึ้นมองแผ่นป้ายไม้ชื่อร้าน พอก้าวเท้าจะเข้าไปด้านใน ก็มีเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาขวางหน้าเอาไว้
“แม่นาง เจ้าต้องการซื้อยาหรือนำสมุนไพรมาขายหรือ” แม้เสื้อผ้าที่สวมใส่มีบางส่วนที่ได้รับการซ่อมแซมหลายหน แต่ก็ยังสะอาด อีกทั้งยังมีใบหน้างามของลี่หลันที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะขึ้นเสียงใส่นาง
“ข้ามีสมุนไพรมาขาย” ลี่หลันล้วงเข้าไปในอกเสื้อของนาง แล้วหยิบห่อผ้าออกมา
เสี่ยวเอ้อมึนงงไม่น้อย มิใช่ว่าเขาไม่ได้สังเกตหรือมองหาตะกร้าที่ควรจะมีสมุนไพรอยู่ด้านใน ที่แขนเสื้อหรืออกเสื้อของนางดูอย่างไรก็ไม่อาจเก็บห่อผ้าในมือของนางเอาไว้ได้ โดยไม่ถูกคนสังเกตเห็นเข้า แต่เขาก็ยังเอื้อมมือมารับห่อผ้าที่ลี่หลันนางส่งให้เปิดออกดู
“สวรรค์!!!” เสี่ยวเอ้อร้องออกมาด้วยความตกใจ เขาเกือบจะปล่อยห่อผ้าในมือทิ้งลงพื้นเสียแล้ว
ตอนนี้คนงานในโรงหมอ และชาวบ้านที่มาหาหมอต่างก็หันมามองทางเสี่ยวเอ้อและลี่หลันด้วยความสนใจ
ลี่หลันเลิกคิ้วขึ้นมอง “รับซื้อหรือไม่” จากท่าทางนางก็พอจะมองออกแล้วว่า เห็ดหลินจือของนางคงไม่มีผู้ใดพบเห็นได้บ่อยครั้งนัก
“จะ เจ้า เจ้าตามข้ามาด้านในเถิด” เขารีบร้อนเดินเข้าไปด้านใน ห่อผ้าก็ยังไม่ยอมส่งคืนให้ลี่หลัน ด้วยกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจไม่ยอมขายให้โรงหมอของเขา
ลี่หลันนางถูกพาตัวมานั่งรอในห้องรับรอง ตรงหน้ามีน้ำชาและของว่างวางเอาไว้ให้นางพร้อม เสี่ยวเอ้อตอนนี้หายออกไปด้านนอกแล้ว ห่อผ้าที่มีเห็ดหลินจือดอกใหญ่ถูกทิ้งวางเอาไว้บนโต๊ะตรงหน้าของนาง
ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนและชายชราหนวดขาวเดินเข้ามาด้านในด้วยสีหน้าตื่นเต้น ทั้งสองพุ่งตรงไปที่ห่อผ้า โดยไม่สนใจลี่หลันที่นั่งดื่มชาอยู่เลยสักนิด
“เป็นเช่นที่อาต๋าพูดจริงด้วย งามนัก สมบูรณ์และใหญ่กว่าที่ข้าเคยพบเห็นหลายเท่า” ชายชราหนวดขาวพูดระรัวออกมา
“จริงขอรับ ข้าทำงานรับซื้อสมุนไพรให้ท่านมาหลายสิบปี ดอกที่สมบูรณ์เช่นนี้ ข้าเองก็เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังชื่นชมเห็ดหลินจืออยู่ ลี่หลันนางก็กระแอมออกมาเสียงดัง “อะแฮ่ม...” ทั้งสองถึงได้สนใจการมีอยู่ของนาง และหันมามองพิจารณา
“แม่นาง...เจ้าเป็นเจ้าของเห็ดหลินจือดอกนี้หรือ” ชายชราหนวดขาวเอ่ยถามออกมาอย่างไม่เชื่อ
“ท่านเห็นผู้อื่นนอกจากข้าหรือไม่เล่า”
ดวงตาของชายชราหนวดขาวหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นสตรีชาวบ้านที่มีท่าทางสง่าผ่าเผย กลิ่นไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวนาง สัญชาตญาณเตือนเขาว่าอย่าได้ทำให้นางไม่พอใจเด็ดขาด มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจเป็นเจ้าของเห็ดหลินจือที่อยู่ตรงหน้าได้
"ข้าถามผิดไป...เจ้ามีนามว่าอันใด”
ลี่หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง “เถาลี่หลัน” นางจะกลับไปใช้แซ่เดิมของนาง เมื่อชีวิตก่อนนับจากนี้ตู้ลี่หลันได้ตายไปแล้ว ตระกูลตู้กับนางไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกันอีก หากพบเจอก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าหรือไม่ก็...ศัตรู
ชายชราพยักหน้ารับ เขานั่งลงตรงข้ามกับลี่หลัน ส่วนชายวัยกลางคนยังคงยืนอยู่ด้านหลังสายตายังคงจับจ้องเห็ดหลินจืออยู่ตลอด
“แม่นางเถา เจ้าเรียกข้าหมอสุ่ยก็แล้วกัน ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าได้มาได้อย่างไร ข้าย่อมซื้อเจ้าในราคาที่ยุติธรรม” เขาหยุดมองพิจารณาที่เห็ดหลินจือ และลี่หลันสลับไปมาอยู่ครู่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยราคาออกมา “ข้ารับซื้อที่ราคา สองพันตำลึงทอง เจ้าเห็นเป็นเช่นใด”
ลี่หลันเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างใช้ความคิด ที่จริงนางกำลังสื่อสารกับไป่ไป๋ว่าราคาที่หมอสุ่ยให้ยุติธรรมแล้วหรือไม่ แต่หมอสุ่ยกับหลงจู๊ที่รอฟังคำตอบจากนาง แทบจะกลั้นหายใจจนใบหน้าเขียวคล้ำแล้ว
“ได้ ข้าขายให้ท่าน จ่ายเป็นก้อนตำลึงเงินให้ข้าด้วยหนึ่งร้อยตำลึง ที่เหลือข้ารับเป็นตั๋วเงินทั้งหมด”
“ดะ ได้ ได้ หลงจู๊เจ้ารีบไปเตรียมเงินมาให้แม่นางเถาเร็วเข้า”
ระหว่างที่นั่งรอหลงจู๊ไปเตรียมเงินมาให้ หมอสุ่ยก็อดเอ่ยถามเรื่องของลี่หลันไม่ได้ “แม่นางเถา อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลย ในเมืองลั่วตง ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลเถามาก่อน เจ้ามาจากที่อื่นใช่หรือไม่”
“อืม...เจ้าค่ะ ข้ามาจากที่อื่น แต่ที่ใดข้าเองก็จำไม่ได้แล้ว”
“หืม...เจ้าไร้ความทรงจำหรือ?” เมื่อเห็นลี่หลันพยักหน้าเล็กน้อย หมอสุ่ยก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้นาง “ให้ข้ารักษาให้เจ้าดีหรือไม่”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ข้าไม่สนใจเรื่องในอดีตของข้า แต่ว่า...ท่านช่วยเรื่องขอใบรับรองตัวตนจากทางการให้ข้าได้หรือไม่” ไป่ไป๋บอกนาง หากว่านางต้องการจะซื้อเรือนพัก จำเป็นต้องมีใบรับรองตัวตนเสียก่อน มิเช่นนั้นก็ไม่อาจครอบครองได้
นางเห็นหมอสุ่ยมีสีหน้าลำบากใจ จึงรีบยื่นข้อเสนอให้กับเข้า “ข้ายังมีเห็ดหลินจืออีกดอก ใหญ่กว่าดอกที่ขายให้ท่านไป หากท่านช่วยให้ข้าได้ใบรับรองตัวตน ข้าจะขายให้โรงหมอของท่าน”
“จะ เจ้า เจ้าพูดจริงหรือ เจ้ายังมีอีกดอกจริงหรือ” หมอสุ่ยแทบไม่อยากเชื่อหู น้อยครั้งนักที่จะมีคนได้พบเห็ดหลินจือ ทั้งยังพบถึงสองดอกด้วย
ลี่หลันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แล้วนำเห็ดหลินจืออีกดอกที่ใหญ่กว่าดอกก่อนหน้า ออกมาวางตรงหน้าของหมอสุ่ย เขารีบหยิบไปพิจารณาดูด้วยความตื่นเต้น “ได้ ได้ ข้าจะช่วยเรื่องใบรับรองตัวตนของเจ้า” เขาเอ่ยออกมาโดยไม่มองหน้าของนาง
ลี่หลันเอื้อมมือไปแย่งเห็ดหลินจือมาเก็บเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว มือของหมอสุ่ยที่จะเอื้อมมาแย่งคืนยังค้างอยู่กลางอากาศ เห็ดดอกใหญ่เมื่อครู่ก็หายไปเสียแล้ว
“ท่านได้ใบรับรองตัวตนของข้ามาเมื่อใด ข้าค่อยนำมาขายให้ท่าน”
หมอสุ่ยวิ่งหายออกจากห้องไปครู่ ก่อนจะกลับเข้ามาใหม่ เขาไปดูว่ายามนี้มันเป็นเวลาใด “ยังพอมีเวลา ข้าจะรีบไปที่ว่าการ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน” เขาบอกกล่าวเสร็จก็รีบร้อนออกไปทันที
ลี่หลันได้แต่ยกยิ้มที่มุมปาก “ไม่ว่ายุคสมัยใด หากมีสิ่งที่ต่อรองได้ ย่อมเป็นผู้ที่เหนือกว่า” นางเอ่ยกับไป่ไป๋ที่อยู่บนตักของนาง
“ถือว่าท่านจะฉลาดไม่น้อย ให้หมอสุ่ยช่วยออกหน้า จะได้ไม่ต้องไปจัดการที่ว่าการเอง” ไป่ไป๋หลับตาพริ้มเมื่อถูกมือของลี่หลันลูบไล้เส้นขนของมัน
หมอสุ่ยหายไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป (ประมาณ30นาที) ก็กลับมาพร้อมกับลากเจ้าหน้าที่ทางการมาด้วย
“นี่...หลานสาวที่ข้าบอก” เขาหอบหายใจด้วยความเหนื่อย แล้วส่งสายตาให้ลี่หลันเพื่อให้นางเล่นงิ้วไปพร้อมกับเขา
“เจ้า...” เจ้าหน้าที่ทางการเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จ้องใบหน้าของลี่หลันอย่างหลงใหล ก่อนจะถูกหมอสุ่ยทุบแผ่นหลังเพื่อเรียกสติ “อะแฮ่ม...เจ้าคือหลานสาวของท่านหมอสุ่ย ที่ถูกขโมยถุงเงินและใบรับรองตัวตนไปแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ลี่หลันพยักหน้าเล็กน้อย
“เป็นเพียงแม่นางน้อย เดินทางเพียงลำพังคงลำบากไม่น้อยเลย” ลี่หลันยังคงนิ่งสงบอยู่เช่นเดิม นางไม่รู้ว่าหมอสุ่ยไปพูดเช่นใดไว้กับเจ้าหน้าที่ทางการ จึงไม่อยากจะพูดแทรก
หมอสุ่ย บอกเจ้าหน้าที่ทางการ ว่าลี่หลันนางเป็นหลานสาวของสหายตน เดินทางมาลั่วตงเพื่อทำการค้า และจะปักหลักอยู่ที่เมืองลั่วตงไปสักระยะ เพราะหมอสุ่ยเชื่อว่า หากนางได้ความทรงจำกลับมาย่อมต้องเดินทางกลับบ้านเดิม
ผ่านมาได้หกเดือน ลี่หลันนางก็คลอดบุตรสาวออกมา นางเจ็บท้องไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็คลอดทารกตัวอวบอ้วนออกมาเสียแล้ว ซ่งซือหยุนกับลี่หลันมองตากันทันทีที่รู้ว่าบุตรของตนเองเป็นสตรี“ท่านเตรียมใจไว้บ้างก็ดี” นางตบบ่าสามีที่อุ้มลูกอยู่ข้างตัวนาง“เอาไปซ่อนไว้ที่ใดดี”“พรืดดดดด คนมารอดูอยู่หน้าห้อง ท่านจะไปพาออกไปจริงหรือ ท่านแม่คงร้อนใจเต็มทีแล้ว” ซ่งจินอวี่ที่อยู่เรือนพักยังมาไม่ทันหลานสาวคลอดเลยซ่งซือหยุนอุ้มบุตรีหน้าดำคล้ำออกไปด้านนอก คนที่เห็นพากันส่ายหน้าเพราะคิดว่าซ่งซือหยุนอยากได้บุตรชายมากกว่าบุตรสาว“อาหยุน เจ้ายังมีเรี่ยวแรง จะทำบุตรชายเมื่อใดก็ได้” ถังจื้อเต๋อได้แต่ส่ายหน้า แล้วเดินเข้ามาดูหลานสาวตัวน้อยคนอื่นจะเข้ามาชื่นชมเช่นใด เด็กน้อยก็หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของคนเป็นพ่อ แต่พอจ้าวชิงรุ่ยเดินเข้ามา เด็กน้อยในห่อผ้าก็ลืมตามองเขาทันที ทั้งยังชูมือขึ้นราวกับจะคว้ามือของเขาเอาไว้จ้าวชิงรุ่ยจำต้องเอื้อมมือไปจับมือของเด็กน้อยเอาไว้ เมื่อสบตาเข้ากับดวงตาของนาง ภายในอกของเขาก็สั่นไหวอย่างน่าประหลาด เด็กน้อยจ้องมองเขาแล้วยิ้มจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง“พอแล้ว!!!” ซ่งซือหยุนรีบพาบุตรสาวเข้
ลี่หลันสั่งให้ไป่ไป๋จัดการทำให้ไป๋เสียนเฟยกลายเป็นเช่นเดียวกับเจียหลาน ร่างบางระหงล้มลงไปนอนอยู่กับพื้นนางได้ดิ้นพล่านอยู่เพียงครู่เดียว ร่างก็สงบลงไม่อาจขยับได้อีก แต่ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่จางหายไปด้วย ลี่หลันยืนมองจนพอใจ นางก็หมุนตัวเพื่อจะกลับออกไปจากตำหนัก แต่ยังไม่ลืมที่จะปล่อยตัวองค์ชายห้าให้เป็นอิสระเสียก่อนแต่ไม่คิดว่าองค์ชายห้าจะใจกล้าใช้มีดสั้นพุ่งตัวเข้ามาจะแทงลี่หลันจากด้านหลัง นางยังไม่ทันหันไปมองก็เห็นเพียงร่างขององค์ชายห้าที่ลอยไปกระแทกผนังห้องจนกระอักเลือด“ข้าปล่อยเจ้าไปแล้ว เพราะเห็นว่าเจ้ายังเด็กคงจะเปลี่ยนนิสัยได้” นางบ่นพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมเดินเข้าไปหาซ่งซือหยุนที่ยืนหน้าดำคล้ำอยู่ “เพิ่งกลับมาถึงหรือ”“อืม มารับเจ้า”“ไปเถิด หมดเรื่องของพวกเราแล้ว”“เดินไหวหรือไม่”“ไม่ไหว” นางออดอ้อนสามีทันทีซ่งซือหยุนส่ายหน้ายิ้มขำก่อนจะช้อนตัวนางอุ้มเอาไว้แล้วเดินออกไปจากตำหนักไป๋เสียนเฟย นางกำนัลขันทีที่เห็นต่างก็ขนลุก เมื่อครู่ตอนลี่หลันลงมือ ไม่ได้น่าเอ็นดูเช่นตอนที่อยู่กับสามีของนางทั้งสองเมื่อกลับถึงจวนตระกูลไป๋ก็พบว่าท่านมหาเสนาบดี ท่านราชครูและโซ่วอ๋องมารอพบอยู่ก่อน
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องทำให้เห็นด้วยตา กลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าสุดถูกพลังปราณล้มตายราวกับใบไม้ร่วง คนที่เหลือเมื่อเห็นเช่นนั้นก็เริ่มหวาดกลัว เพราะซ่งซือหยุนและอู๋เทียนเพียงแค่วาดดาบผ่านอากาศผู้คนก็ล้มตายเสียแล้ว“จะหยุดได้หรือยัง” อู๋เทียนตะโกนถามอย่างเบื่อหน่ายกองกำลังทั้งสองฝ่ายที่ยังเหลือรอดต่างทิ้งดาบหันหลังวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ซ่งซือหยุนจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร เขาใช้พลังปราณกักตัวทั้งหมดเอาไว้จนไม่สามารถขยับตัววิ่งหนีได้“พวกเจ้าไปมัดตัวให้หมด” ซ่งซือหยุนสั่งทหารของตนที่ติดตามมายามนี้กองทัพม้าห้าร้อยนายเพิ่งจะได้เห็นเช่นกันว่าท่านแม่ทัพและกุนซือของพวกเขากลายเป็นผู้ฝึกตนไปแล้วซ่งซือหยุนส่งต่อให้เจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่เมืองจินหลางจับตัวกองกำลังลับของทั้งสองตระกูลส่งกลับเมืองหลวงเพื่อตัดสินโทษต่อไปมีชาวบ้านไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บ ยังดีที่เจ้าเมืองจินหลางเป็นขุนนางตงฉิน เขารีบสั่งให้ตั้งค่ายช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมทั้งจัดหาหมอมาช่วยดูแล บ้านเรือนไม่น้อยที่ถูกเผาทำลายไป ซ่งซือหยุนเลยนำเงินที่ลี่หลันได้มาจากตระกูลไป๋ มอบให้เจ้าเมืองจินหลางหนึ่งพันตำลึงทอง เพื่อให้เขาจ
แคว้นต้าหลี่ย่ำแย่มาหลายปี ขุนนางตงฉินเช่นพวกเขาก็หวังว่าจะมีฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ช่วยให้หลุดพ้นกับความอดยากของชาวบ้าน จึงยังไม่รู้ว่าสมควรจะแต่งตั้งผู้ใดดี“โซ่วอ๋องมีราชโองการแต่งตั้งจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน พวกท่านรู้เรื่องนี้หรือไม่” ซ่งซือหยุนเอ่ยออกมา ทำให้ทั้งสองตกตะลึงอ้าปากค้างไปตามกัน เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน“ท่านแน่ใจหรือ”“ท่านทั้งสองไปตรวจสอบที่ตำหนักโซ่วอ๋องเถิด ข้าเชื่อว่าท่านอ๋องต้องยอมบอกกล่าวพวกท่านแน่”“แต่ว่า...” ราชครูเกิดความลังเลขึ้นมา เพราะชื่อเสียงของโซ่วอ๋องมิได้ดีนัก วันๆ ก็ไม่ต่างจากองค์ชายพระองค์อื่นที่เอาแต่เที่ยวเล่นหาความสำราญ อีกทั้งเรื่องเรียนก็ถูกอาจารย์สำนักหลวงตำหนิไม่เว้นวัน“หากท่านกังวลเรื่องความรู้ความสามารถของท่านอ๋อง ท่านเป็นถึงราชครู คงตรวจสอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก”ท่านราชครูพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทั้งสามปรึกษาเรื่องที่ซ่งซือหยุนจะเดินทางไปเมืองจินหลางเมื่อจัดการกองทัพของตระกูลไป๋และตระกูลหลินต่ออีกครู่ใหญ่ เพราะมหาเสนาบดีและท่านราชครูต่างไม่เคยได้ข่าวเรื่องนี้มาก่อน“กองทัพของข้าจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงในอีกสิบวัน ทางนี้พวกท่านก็คิดอ่า
ลี่หลันเมื่อลืมตาขึ้นมาในตอนเช้า ก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ “หรือว่าเด็กในท้องเป็นสตรี” นางลูบท้องเบาๆซ่งซือหยุนดึงตัวลี่หลันที่ลุกขึ้นนั่งเข้ามาสวมกอด “เจ้าเก่งกาจถึงขั้นรู้ว่าบุตรของพวกเราเป็นสตรีเลยหรือ”“มิใช่ ข้าฝันถึงตู้ลี่หลัน” จากนั้นลี่หลันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ซ่งซือหยุนฟัง รวมถึงให้เขานำความไปบอกอารุ่ยด้วย“หึหึ หากข้าคิดว่านางคงได้มาสวมร่างของสตรีคนใดสักคนเช่นเจ้ากระมัง หากมาเกิดเป็นบุตรีของข้า กว่าอารุ่ยจะได้แต่งงานก็คงเกือบสี่สิบหนาว เหมือนบิดานางมากกว่าจะเป็นสามี” เขาส่ายหน้านึกขำ กับสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นจริงลี่หลันกลอกตามองซ่งซือหยุน ที่พูดออกมาไม่นึกถึงตัวเองเลย “ก็เหมือนท่านอย่างไรเล่า แก่จนเป็นบิดาของข้าได้ ยังได้แต่งกับข้าเลย”“อืม...เรี่ยวแรงข้ายังดีจะเรียกว่าแก่ได้อย่างไร หากเจ้าไม่เชื่อจะให้ข้าพิสูจน์เลยหรือไม่”“เหอะ ไม่กลัวลูกจะหลุดออกมาก็ลองดู” ซ่งซือหยุนหุบยิ้มเจ้าเล่ห์ทันทีผ่านไปได้ไม่ถึงห้าวัน ข่าวใหญ่ในเมืองหลวงที่ทุกจวนและทุกโรงน้ำชากำลังพูดถึง คือการสิ้นพระชนม์ขององค์ชายสาม มือสังหารมิเกรงกลัวสิ่งใดเลย เพราะบุกเข้าไปถึงตำหนักขององค์ชายสามและสังหารอ
เป็นเช่นที่ถังจื้อเต๋อว่า ไป๋ลู่ฮุ่ยแทบเสียสติ นอกจากอาการป่วยของเจียหลานที่ไม่มีหมอคนใดสามารถช่วยนางให้หายดีได้ และยิ่งได้รู้ว่าสมบัติที่สะสมมานานถูกกวาดหายไปจนหมดจวน สองสิ่งนี้ก็นับว่าทำให้ไป๋ลู่ฮุ่ยเสียสติได้แล้ว แต่อีกสิ่งที่ทำให้เขาได้รู้ว่าตนเองไม่มีเงาหัวเหลืออยู่คงเป็นบัญชีเลี้ยงดูกองกำลังลับ หลักฐานที่เขายักยอกเงินคลังหลวง ลอบค้าเกลือหายไปด้วย“ต้องหาให้พบ จะต้องค้นทั้งเมืองหลวงก็ต้องทำ” เขาพึมพำออกมาราวกับคนเสียสติ ในมือยังถือดาบที่เปื้อนไปด้วยคราบเลือดขององครักษ์และบ่าวในจวนที่เขาเพิ่งลงมือสังหารไปนับสิบคนไป๋ต้วนเองก็เคร่งเครียดไม่น้อย มันไม่ใช่เพียงโจรปล้นจวน แต่มันคือชีวิตของคนทั้งตระกูลไป๋ ไม่เว้นแม้แต่ไป๋เสียนเฟยและองค์ชายห้าที่ต้องเคราะห์ร้ายไปด้วย“ท่านพ่อ ตระกูลใหญ่จะยอมให้พวกเราค้นจวนหรือขอรับ”“ไม่ยอมก็ถือว่าขโมยของข้าไป” เขาตวัดตามองบุตรชาย “ส่งข่าวไปให้เจียวเจียวรีบลงมือ”“ท่านพ่อ!!!” ไป๋ต้วนเดินเข้าไปจับแขนบิดาเพื่อเรียกสติ “ตอนนี้ยังมิใช่เวลาที่เหมาะสม หากท่านรีบร้อนทุกอย่างที่เตรียมการเอาไว้จะพังลงทั้งหมด”“หรือเจ้าต้องรอให้หลักฐานตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นเสียก
ภายในห้องนอนของลี่หลันกว้างกว่าที่ซ่งซือหยุนคิดเอาไว้ นอกจากเตียงนอน นางยังมีโซฟาเอาไว้นั่งดูโทรทัศน์เช่นเดียวกับที่เขาเห็นด้านนอกอีกด้วย ทั้งสองเดินไปนั่งอยู่ที่โซฟาลี่หลันเห็นซ่งซือหยุนยังคงมองสำรวจห้องนอนของนาง แต่ไม่ยอมเอ่ยพูดสิ่งใดออกมาก็เอ่ยเรียกสติ “มีเรื่องใดก็พูดมา”“ต่อไปเจ้าจะเป็นภรรยาข
ถังจื้อเต๋อยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลี่หลัน เหมือนว่าเขาจะรับรู้ได้ถึงสายตาไม่พอใจของคนที่อยู่ด้านนอกศาลา จึงได้ถอยห่างออกมา“เจ้าหาหลักฐานมาได้อย่างไร ข้าใช้ความสามารถที่เรียนมาในชีวิตก่อนทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่อาจแกะร่องรอยได้”“ไม่ต้องรู้ เจ้าต้องตรวจสอบเจ้าเมืองหงซวงด้วยหรือไม่”“หืม...ไม่มีคำสั่ง ว่าแต
อู๋เทียนเห็นซ่งซือหยุนไม่ยอมกลับมาเสียที ถังจื้อเต๋อก็มารออยู่ที่จวนนานแล้ว เขามารอซ่งซือหยุนที่หน้าจวนอยู่นาน พอเห็นเดินออกมาก็ไม่ยอมเดนกลับจวนเสียที จนต้องเข้ามาลากตัวกลับ “ท่านจะยืนอาลัยอาวรณ์อีกนานหรือไม่ ผู้ตรวจการถังร้อนใจจนจะบุกเข้าไปในเรือนของแม่นางเถาแล้ว”“ข้าอาลัยอาวรณ์อันใด” เขาดันตัวอู
เจ้าเมืองลั่วตงก็ใบหน้าเขียวคลำอย่างไม่น่ามอง เมื่อเจ้าหน้าที่ของตนกำลังสารภาพออกมาว่าได้รับเงินมาจากหลงจู๊หม่าจริง ทั้งยังมีตั๋วเงินเป็นหลักฐาน ครั้งนี้เขาจะเข้าข้างนายท่านใหญ่หลิวก็เห็นจะไม่ได้ เพราะมีซ่งซือหยุนเข้าร่วมฟังการตัดสินด้วย ได้แต่ส่งสายตาให้นายท่านใหญ่หลิวยอมสละหลงจู๊หม่าทิ้งเสียทุกก







