Mag-log in“หยุดอยู่ตรงนั้น!”
เหม่ยจูวิ่งเข้ามา นางเข้าไปขวางพวกบ่าวไม่ให้เดินเข้าไปทำลายเครื่องทำมาหากินของนางซึ่งคลุมผ้าปิดไว้ในหีบ
“น้องรองลืมไปแล้วกระมังว่ามีข้าเป็นพี่สาวของเจ้าอยู่”
เสียงของเหม่ยอยู่ที่แฝงความแข็งกร้าวไว้หลายส่วนทำให้บ่าวทั้งสามที่ยังจำเมื่อตอนช่วงเช้าที่ถูกตอกกลับได้ดีชะงักมือทันที พวกนางหันมาขอความเห็นจากคุณหนูเหม่ยเฉิน
“อ้าว เจ้าไยเจ้ามาจากข้างนอกเสียเล่า ก็บ่าวนางนี้บอกข้าว่าเจ้านอนพักผ่อนอยู่ในห้องนี่นา”
เหม่ยจูก้าวเดินไปยังหีบที่เก็บอุปกรณ์ใช้ทำมาหากินของตนเพื่อเป็นการไล่บ่าวทั้งสามออกไปกลาย ๆ
เหม่ยจูไล่สายตามองสตรีที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาวของตนแต่ดูจากแววตาและท่าทางของคนตรงหน้าแล้วคงไม่ได้มองนางเป็นพี่สาวอย่างแน่นอน
อย่างนั้นนางก็จะไม่มองคนตรงหน้าเป็นน้องสาวก็แล้วกัน
“ข้าออกไปเดินรับลมข้างนอกเพราะนอนไม่หลับแล้วแม่นมคงไม่เห็น นางเลยไม่รู้น่ะสิ”
เหม่ยเฉินมองไปที่เสื้อผ้าแสนบางของเหม่ยจู ซึ่งก็เหมือนชุดสำหรับใส่นอนจริงอย่างว่า แต่คิ้วก็ยังคงขมวดมุ่นไม่หาย เพราะท่าทางราวปกปิดบางอย่างของจื่อเหยียนก่อนหน้าทำให้นางไม่เชื่อทั้งหมดแต่ก็จนด้วยนางไร้หลักฐานว่าคนตรงหน้าไปทำอะไรมา
“แล้วเจ้ามาหาข้าที่เรือนมีเรื่องอันใดหรือ”
ใบหน้าเรียบเฉยไม่ใช่อมทุกข์อย่างที่เคยเป็นของเหม่ยจูทำเอาเหม่ยเฉินไม่สบอารมณ์ คราแรกที่บ่าวพวกนี้มากบอกนางว่าถูกเหม่ยจูทำร้าย นางก็หาได้เชื่อไม่ เพราะใครจะไปคิดเล่าว่าสตรีผอมแห้งอมโรคตรงหน้าจะต่อกรกับบ่าวร่างใหญ่กว่าหลายเท่าได้ ทว่าพอมาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ทั้งร่างกายผอมแห้งก็ดูมีเนื้อหนังมากขึ้นกว่าเดิมหน่อย ใบหน้าก็สดใส อีกทั้งแววตาที่เปลี่ยนไปนั่นด้วย
สงสัยหลายปีที่ผ่านมาเหม่ยเฉินประมาทเกินไป นางปล่อยให้สองนายบ่าวตรงหน้าสบายเกินไปกระมัง
“ข้าเพียงเป็นห่วงเท่านั้นเอง เมื่อเช้าบ่าวที่ข้าให้มาถามไถ่ก็บาดเจ็บกลับไป สงสัยจะไปทำอะไรไม่ถูกใจเจ้ากระมัง”
เหม่ยเฉินพูดด้วยน้ำเสียงข่มหลายส่วน นางกอดออกมองสองสตรีตรงหน้าและเชิดคางเล็กน้อย ราวมองบ่าวไพร่อย่างไรอย่างนั้น
“หือ บ่าวของเจ้าบาดเจ็บหรือ เมื่อเช้าข้าเพียงต้อนรับพวกนางอย่างที่สมควร พวกนางอาจไปซุ่มซ่ามจนเกิดแผลเองกระมัง ข้านั้นก็ผอมบางขนาดตัวเทียบกับบ่าวพวกนั้นแล้วยังเล็กกว่าหลายส่วน อีกทั้งแม่นมก็อายุมากมีหรือจะสามารถทำให้บ่าวเจ้าบาดเจ็บได้”
เหม่ยเฉินกัดฟังข่มกลั้นอารมณ์ร้อนในใจ นางฟังคำพูดของสตรีร่างผอมบางตรงหน้าแล้วรู้สึกน้ำท่วมปาก เพราะทุกอย่างที่เหม่ยจูพูดมาล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น สตรีผอมบางกับสตรีอายุเยอะมีหรือจะสู้บ่าวสามคนที่ใช้แรงทำงานทุกวันได้
...แต่จุดสำคัญคือ บ่าวของนางถูกทำร้ายไงเล่า! ฟังจากคำบ่าวพูดเมื่อเช้าก็ไม่ใช่เรื่องที่สตรีร่างเล็กอย่างเหม่ยจูจะทำได้จริงนั่นแหละ
“ฮ้าว เจ้ามีเรื่องอันใดอีกหรือไม่ ข้าง่วงนอนแล้ว”
ไม่พูดเปล่าเหม่ยจูเดินอ้าปากหาวพร้อมลงไปนั่งบนเตียงที่มีสภาพไม่ต่างจากกองขยะ สายตามองไปยังเหม่ยเฉินเรียบเฉย ไร้ความกลัวเกรงอย่างเคย
เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เหม่ยเฉินจึงสะบัดหน้าหมุนตัวออกจากเรือนไปพร้อมความคลั่งแค้นเต็มอก
...คอยดูเถอะ เจ้าจะต้องสำเหนียกตัวเองว่าอยู่ในสถานะใดในตระกูลหง
“คุณหนูเจ้าคะ...”
เหม่ยจูโบกมือเป็นเชิงว่านางรู้ว่าแม่นมจะพูดอะไร ทำให้จื่อเหยียนเงียบเสียงลง นางกลัวกว่าเหม่ยจูจะถูกแกล้งมากขึ้นหากทำตัวแข็งกร้าวกับคนพวกนั้น
“แม่นมไม่ต้องกังวลไปข้าทำอะไรย่อมตระหนักมาก่อนแล้ว”
เหม่ยจูก้มลงเก็บของที่ระเกะระกะรอบห้อง และภายในเรือน โดยมีแม่นมมาช่วย หลังจากนั้นก็ถือโอกาสนอนพักผ่อนเสียเลย เพราะถึงอย่างไรก็ขอลางานมาแล้ว
สิบเก้า“หม่อมฉันสามารถรักษาได้เพคะ” ทุกคนหันมองตามที่มาเสียงทันที ตรงฝั่งสำหรับสตรีมีเพียงนางเดียวที่ยื่นเด่นสง่าอยู่ นางสวมชุดเยี่ยงสาวใช้ธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือแววตาแสนมาดมั่นนั่น หงเสี่ยวหม่าหน้าเสียทันที แม้เขาจะไม่เจอบุตรีคนโตคนนี้มานานแต่ด้วยใบหน้าที่คล้ายผู้เป็นมารดาเขาย่อมจำได้อยู่แล้ว …เหม่ยจูนั่นเองที่เอ่ยขึ้นมา “เจ้าคือ” ฮองเฮาเอ่ยถาม นางก็ยังงงงวยไม่แพ้คนอื่นนักหรอก “ถวายพระพรฮองเฮา หม่อมฉันคุณหนูใหญ่ตระกูลหงเพคะ” เหม่ยเฉินและโต่งฮูหยินมองหน้ากัน ในส่วนของเหม่ยเฉินนั้นนางแทบอยากเอาหน้ามุดแผ่นดิน จ้องมองหน้าขาตัวเองแววตาแสนแค้นเคือง เล็บจิกลงอย่างอดกลั้น สิ่งที่นางเกลียดที่สุดในชีวิตก็คือการที่ตัวเองเกิดมาเป็นบุตรีของฮูหยินรอง แม้มารดาของนางจะได้รับการเลื่อนขั้นภายหลัง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับเรื่องนี้ และนอกจากนี้ก็ยังเป็นบุตรีคนรองอีกต่างหาก ด้วยค่านิยมในสังคมมักจะต้องให้คนพี่ได้ทุกอย่างก่อนเรียงตามลำดับ ฉะนั้นเหม่ยเฉินจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางแย่งสิ่งที่นางอยาก
หมอหลวงคังเอ่ยถาม สายตาเขามองด้วยความไม่ไว้ใจเช่นเดียวกับผู้อื่น ซึ่งเหม่ยจูก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอันใด “คารวะท่านหมอหลวงคัง ข้าจะใช้ยาผสมกับฝังเข็มเจ้าค่ะ” “เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่”หมอหลวงคังใช้จังหวะที่เดินเข้ามาใกล้นางกระซิบถาม เพราะหากนางไม่สามารถถอนพิษได้ เขาก็อาจถูกดึงไปเกี่ยวด้วยเหม่ยจูยิ้มปลอบประโลมชายผมขาว หมอหลวงคังน่าจะอายุเลยหกสิบได้“ท่านวางใจเถิด ข้าไม่ทำให้ท่านลำบากหรอก ขอเพียงช่วยข้าบางเรื่องเท่านั้น”หมอหลวงคังรู้สึกวางใจประหลาดเมื่อได้รับรอยยิ้มราวไม่กังวลแต่อย่างใด แม้เขาจะไม่สามารถรักษาได้แต่หากแน่นางน้อยนางนี้ทำได้เขาย่อมยินดี และอยากจะขอเรียนสูตรการถอนพิษนี้ด้วยซ้ำ“ข้าต้องการของตามนี้สามารถหาให้ได้หรือไม่”หมอหลวงคังรับใบกระดาษมาก่อนพยักหน้าและส่งให้ผู้ช่วยไปหาตามที่เหม่ยจูเขียนมา ระหว่างนั้นก็ได้แต่รอ ส่วนหมอหลวงคังนั้นก็คอยตรวจอาการของจิ้นโจวอยู่ตลอดเพื่อให้ความมั่นใจแก่ฮองเฮา องค์ชายและคนอื่น ๆ รอจนกระทั่งผู้ช่วยนำของที่เหม่ยจูต้องการมาให้“เจ้าต้องการอะไรอีกหรือไม่”เหม่ยจูก้มมองของที่วางในหีบตรงหน้า นิ่งชั่วครู่ก่อนเงยหน้าขึ้น
ยี่สิบเหม่ยจูหยักยิ้มบางเบา “ไว้มีเวลามากกว่านี้ข้าจะบอกท่านหมอแล้วกัน ตอนนี้ท่านช่วยยืนยันกับท่านทั้งหลายด้านนอกก่อนเถิด”เหม่ยจูสะบัดหัวเบา ๆ นางรู้สึกเหมือนในกายร้อนลวกประหลาด และรู้สึกว่าตนมีความรู้สึกช้าลงด้วย อย่างนั้นเหม่ยจูจำต้องหาทางออกจากสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด“ถวายพระพรฮองเฮา องค์รัช…”“มิต้องมากความ ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าทุกคนดูร้อนรนและกังวลต่างจากหมอหลวงคังที่เดินยิ้มคิ้วดูผ่อนคลาย เดินออกมาจากหลังม่าน“พิษโป๋หรูถูกถอนออกหมดแล้วพะยะค่ะ ตอนนี้ต้องให้ฝ่าบาทพักฟื้นจนร่างกายฟื้นจึงจะรู้สึกตัวพะยะค่ะ”“เจ้าแน่ใจนะ ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือนางหรือ”จิ้นฝูมองเหม่ยจูที่เดินตามออกมาอย่างนิ่งเงียบ ใบหน้านางยังคงสงบนิ่งไร้ความโอ้อวดทั้งที่ตนเองทำความดีงามไว้อย่างใหญ่หลวง“เป็นฝีมือคุณหนูใหญ่ตระกูลหงผู้นี้ทั้งหมดพะยะค่ะ กระหม่อมขอรับรอง”เป็นหมอหลวงคังเสียอีกที่แสดงอาการตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ตามจริงเขาอยากรู้วิธีการพิษของเหม่ยซูแทบใจขาดดิ้นสิ้นคำพูดของหมอหลวงคังก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าขุนนางและสตรีอีกฝั่งตรงข้ามอย่างออกรส หลายสายตาจ้องมองไปยังฝั่งสตรีสองนางที่ได้ชื่อว่
สิบแปด เคร้ง!!! ช้อนกระเบื้องตกลงกระทบพื้นแตกกระจาย“ฝ่าบาท!”ฮองเฮาที่นั่งอยู่ข้าง ๆพยุงแผ่นหลังบุรุษผู้เป็นสามีอย่างยากลำบาก นางตัวสั่นเทิ้มเพราะเห็นว่ามีเลือดสีดำไหลออกทางปากของจิ้นโจว ไม่เพียงเท่านั้นตายังตาเหลือกและมือหงิกงอเกร็งทั่งร่าง“ฝ่าบาทถูกพิษ ปิดทางเข้าออกทุกทางและคุมตัวทุกคนไว้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด!”องค์รักษ์รักษาส่วนพระองค์ลุกขึ้นประกาศกร้าว หลังจากนั้นบุรุษในชุดองค์รักษ์หลายสิบนายก็กระจายกำลังทำตามที่บอกทันที“ไปนำหัวหน้าหอโอสถมาที่นี่โดยด่วน”เป็นองค์รัชทายาทจิ้นฝูเอ่ยกับองค์รักษ์คนหนึ่ง ส่วนจิ้นหลี่นั้นได้กันให้เหล่านางสนมรวมถึงหวังกุ้ยเฟยให้ออกห่างไปแล้ว มีเพียงฮองเฮาที่นั่งนิ่งอยู่ใกล้ ๆ มีจิ้นฝูคอยปลอบ ส่วนขุนนางและคนทั้งหมดในตำหนักแห่งนั้นไม่มีใครกล้าแม้ขยับกาย ทุกคนต่างหวาดหวั่นกลัวตนถูกดึงไปเกี่ยวข้องเรื่องฮ่องเต้ถูกวางยาพิษทั้งสิ้นไม่ถึงเค่อหัวหน้าหอโอสถหรือคนส่วนใหญ่เรียกหมอคังก็ถูกหิ้วเข้ามาโดยองครักษ์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ เขาถูกวางไว้ต่อหน้าใบหน้าของจิ้นโจวที่เริ่มคล้ำขึ้น จากอาการพิษกำเริบ เขาก้มลงตรวจอาการทันที“ฝ่าบาทถูกพิษโป๋หรูพะยะค่ะ น่าจ
“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมนามฮ้าวปี้ กุนซือของแม่ทัพปราบอุดรพะยะค่ะ ฝ่าบาทอาจรู้บ้างแล้วว่าหลังจากท่านแม่ทัพกรำศึกมานานเกิดสุขภาพไม่ดีขึ้นมาจึงได้กลับมาพักรักษาตัวครานี้ เกิดรับสตรีเหล่านี้เข้ามาย่อมเป็นการขัดขวางต่อการพักฟื้นได้ ด้วยความงดงามสมคำล่าลือแล้วยากทานทน ฝ่าบาทโปรดพิจารณาใหม่อีกครั้งพะยะค่ะ”คำเอ่ยของฮ้าวปี้ทำเอาเหล่าบุรุษหัวเราะขบขัน ส่วนสตรีบ้างก็ก้มหน้าใบหน้าเปลี่ยนสีจิ้นโจวพยักหน้าอีกครา แม้ในใจจะมีรู้สึกโกรธเคืองบ้างแต่ด้วยจนด้วยเหตุผล“เสด็จพ่อพะยะค่ะ หากไม่เป็นการล่วงเกิน ด้วยการแสดงเมื่อครู่ช่างถูกใจลูกยิ่งนัก ลูกขอรับไว้ทั้งหมดเองพะยะค่ะ”องค์รัชทายาทจิ้นฝูเอ่ยน้ำเสียงติดเล่น ซึ่งจิ้นโจวก็มีสีหน้าดีขึ้นทันตาพร้อมหันไปยิ้มพอใจให้แก่จิ้นฝู“ได้สิ”จิ้นฝูน้อมรับของกำนัล เขาหยักยิ้มยินดี ด้วยการที่เขาเสนอตัวรับสตรีเหล่านั้นเข้ามาแม้จะเป็นการลำบากแก่เข้าในภายภาคหน้าแต่ก็เป็นการสร้างความชอบอย่างใหญ่เช่นกัน เขาได้ช่วยฮ่องเต้ขณะที่เมื่อครู่กำลังลำบาก อีกทั้งเป็นการช่วยหยางหลงด้วยโดยอ้อมต่อมาบุรุษผู้หนึ่งจากอาณาจักรต้าฮวางก็ก้าวออกมา เขาเป็นชายอายุน่าจะประมาณยี่สิบกว่า ดูม
สิบเจ็ดภายในตำหนักที่จัดงานพอได้เวลาเริ่มงานทั้งสตรีและบุรุษก็ถูกพามารวมกันที่นี่ ตามมาด้วยฮ่องเต้ และเหล่าสตรีของเขาเข้านั่งประจำที่ ส่วนคณะทูตทั้งสามเมืองที่มาเข้าร่วมก็นั่งถัดลงมา ตามด้วยขุนนางเรียงตามลำดับขั้น ส่วนเหล่าสตรีนั่งรวมกันอีกด้าน เรียงตามยศของตระกูลเช่นกัน“เจ้าไปไหนมา คุณหนูเฟิงฉินเข้ามาตั้งนานแล้วไยเจ้าเพิ่งมา”เหม่ยเฉินหันไปมองเหม่ยจูที่เพิ่งมายืนด้านหลังนางอย่างอดไม่ได้ ดูเหมือนการที่นางส่งให้ไปดูแลคุณหนูเฟิงฉินจะเป็นการคิดผิดเสียแล้ว เพราะตอนที่นางเพิ่งเข้ามาในตำหนักจัดพิธีนางยิ้มให้เฟิงฉินแต่กลับได้รับสายตาดูหมิ่นกลับมาแทน“หลงน่ะ”เหม่ยจูปาดเหงื่อที่ไหลออกมาเพราะนางรีบวิ่งเข้ามาเพราะกลัวประตูจะปิดก่อนเหม่ยเฉินไม่ได้สนใจเหม่ยจูอีก นางหันมาด้านหน้า ยกน้ำชาบนโต๊ะขึ้นจิบอย่างสง่างามและพยายามโปรยยิ้มหวานไปทั่ว ส่วนหน้าที่ของบ่าวใช้ก็คือยืนคอยเป็นเพื่อนเหล่าเจ้านาย หากเจ้านายต้องการให้ทำอะไรก็ทำตามฮ่องเต้กล่าวเปิดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นผู้เป็นเจ้าแผ่นดินตัวเป็น ๆแม้ระยะจะห่างพอควรแต่ก็พอเห็นได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เขาดูเป็นชายวัยกลางคนท







