เข้าสู่ระบบหลายชั่วโมงต่อมา...
@เชียงใหม่
Soda part
เฮ้อ! ถึงสักที บรรยากาศดีมากสดชื่นมากแล้วก็หนาวมากด้วย ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม รถบัสถึงจุดนัดพบตามที่อาจารย์บอกไว้ตอนหนึ่งทุ่มพอดี พวกเราทุกคนกำลังขนของลงจากรถที่นั่งมาลงไปกองไว้บนพื้นเพื่อเปลี่ยนเป็นนั่งรถกระบะสำหรับขึ้นดอยแทน เนื่องจากพื้นที่ที่พวกเราจะไปเป็นพื้นที่ทุรกันดาร ถนนแคบและไม่เรียบเหมือนถนนในเมืองไม่เหมาะกับรถคันใหญ่จะเข้าไป
เพราะฉะนั้นแล้ว ตอนนี้ก็ต้องขนของลงแล้วนั่งรอรถกระบะที่อาจารย์ได้ประสานงานไว้มารับพวกเราทุกคน ฉันที่ขนของตัวเองลงจากรถบัสเสร็จแล้วจึงนั่งรอบนกระเป๋าลากของตัวเองแทน ส่วนไอ้พี่รหัสที่หลับตลอดทางอย่างพี่พระพายตอนนี้กำลังยืนพูดคุยกับอาจารย์ ซึ่งอยู่ห่างจากที่ฉันอยู่ประมาณสิบก้าวได้
ฉันคิดว่าอาจารย์น่าจะมอบหมายงานให้เขารับผิดชอบแน่นอนเพราะเขาเป็นพี่วินัยของคณะด้วย และคนอื่นๆ ที่โดนเรียกไปคุยกับอาจารย์ก็เหมือนจะเป็นนักศึกษาที่มีตำแหน่งในคณะของตนเองทั้งนั้นเหมือนกัน ฉันที่ไม่อยากค้างสายตาไว้ที่แผ่นหลังของพี่พระพายไว้นานกว่านี้ จึงเลือกที่จะละสายตาแล้วหันมาสนใจโทรศัพท์ในมือตัวเองแทน
แต่...
ฉันลืมไปว่าที่นี่มันไม่มีคลื่นโทรศัพท์แม้แต่ขีดเดียว...
เฮ้อ~ ฉันก็ลืมไปว่ามาทำค่ายบนดอยมันไม่ได้เหมือนไปทำค่ายอย่างที่อื่น
"นั่งถอนหายใจเล่นอยู่นั่น รีบเปิดกระเป๋าเตรียมไฟฉายเร็ว" ฉันเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มๆ ติดใส่อารมณ์ดังอยู่ตรงหน้าของฉัน ก่อนจะพบว่าคนที่พูดเมื่อกี้ก็คือพี่รหัสของฉันนั้นเอง
เขามาบอกฉันให้หยิบไฟฉายออกจากกระเป๋า ขณะที่ตัวเขากำลังแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไว้บนหลังและกำลังจะก้มหยิบกระเป๋าสะพายของฉันไปด้วย ฉันที่เห็นแบบนั้นก็เลยรีบยื่นมือแย่งกระเป๋าตัวเองกลับมาก่อน
หมับ!
"พี่จะเอากระเป๋าโซไปไหน"
"เอาไปไหนล่ะ จะช่วยถือให้ไง เธอดูกระเป๋าตัวเองตอนนี้เถอะว่ามีกี่ใบ ถือไหวหรือไง" พอพี่พระพายว่าอย่างนั้นจบ ฉันก็ปรายตามองไปที่กระเป๋าของตัวเองที่วางอยู่รอบๆ ตัวเองทันที
มันก็ไม่เท่าไหร่นี่ แค่พกกระเป๋ามาสี่ใบเองมันแปลกตรงไหนอะ เป็นผู้หญิงมันก็ของเยอะเป็นธรรมดานี่
"มีสี่ใบและโซก็ถือไหวด้วย" ฉันตอบเสียงแข็งพร้อมกับดึงกระเป๋าของตัวเองกลับมาถือไว้
"ไหวยังไงไหนบอกฉันมาสิ กระเป๋าลากแล้วหนึ่งใบ เป้บนหลังหนึ่งใบ สะพายข้างอีกสองใบ เธอแบกมันทั้งหมดนั้นไม่คิดว่าจะหลังหักแขนหักก่อนหรือไง" ฉันถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายทันทีที่ต้องมานั่งฟังพี่รหัสตัวเองบ่นเป็นคนแก่แบบนี้
นี่เขาไม่รู้หรือไงว่าการเป็นเด็กคณะวิศวะมันต้องถึกทนแค่ไหน จะมาสำออยเป็นคุณหนูไม่ได้ แล้วอย่างกระเป๋าสี่ใบที่ฉันเอามามันก็ไม่ได้หนักมากอะไรขนาดนั้นเถอะ
"ถามจริงพี่ไม่เคยได้ยินเหรอ เป็นเด็กคณะวิศวะต้องอึดต้องถึกต้องทน ห้ามลาห้ามป่วยห้ามตายอะ"
"งี่เง่าทั้งนั้น เธอเป็นผู้หญิงจะต้องถึกทนอะไรมากมาย เอามานี้ฉันถือเองแล้วก็หยิบไฟฉายออกมาด้วยเดี๋ยวรถมารับจะขึ้นไปส่งได้แค่ครึ่งทางอีกครึ่งทางต้องลุยไปเองเพราะมันดึกแล้ว"
พี่พระพายตอบกลับด้วยท่าทางที่ไม่ได้เห็นด้วยกับฉันเท่าไหร่นักกับประโยคที่ฉันพูดไปเมื่อกี้แถมยังแย่งกระเป๋าสองใบในมือของฉันไปคล้องคอของตัวเองอีกด้วย ก่อนจะเตรียมหมุนตัวเดินไปหากลุ่มเพื่อนๆ ที่กำลังตั้งแถวอยู่เบื้องหน้า แต่ฉันยังไม่ได้หยิบไฟฉายจากกระเป๋าที่พี่พระพายเอาไปคล้องคอเลยก็เลยต้องคว้าข้อมือใหญ่ของเขาไว้
หมับ!
"เดี๋ยวก่อน ไฟฉายอยู่ในกระเป๋าใบนั้นอะ" ฉันบอกพร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางกระเป๋าที่ถูกพี่พระพายคล้องคอไว้
"ก็เดินมาหยิบดิ" มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วไหมล่ะ นี่ก็บอกให้รู้ไงจะได้หยุดเดิน ไม่เห็นต้องหันมาใส่อารมณ์เลย และเพราะโดนไอ้พี่รหัสของตัวเองสั่งเสียงเข้มแบบนั้น ฉันก็เลยเผลอทำหน้ามู่ทู่กลับไป
พี่พระพายเห็นเขาเลยเลิกคิ้วขึ้นจ้องมองฉันเชิงถามว่าจะยืนเซ่อทำไมอีกก่อนจะยืนนิ่งรอฉันขยับตัวเข้าไปหาเขาขณะที่สายตาก็จับจ้องตรงมาที่ฉันนิ่ง ทำเอาฉันที่ยืนทำหน้ามู่ทู่เมื่อกี้นี้ถึงกับเกร็งขยับตัวไม่ถูกเลย แต่ด้วยความที่ไม่อยากแสดงออกว่าฉันกำลังเกร็งอยู่ก็เลยทำหน้าเรียบเฉยเข้าไว้ ก่อนที่จะใช้มือเปิดกระเป๋าที่อยู่ระดับหน้าท้องของพี่พระพายด้วยท่าทางประหม่าเบาๆ
ก็จะไม่ให้ประหม่าได้ไงล่ะ พี่รหัสตัวสูงอย่างกับเสาไฟฟ้าเล่นยืนจ้องหน้านิ่งขนาดนี้ ไม่ประหม่าสิแปลก ไหนจะระยะห่างที่ใกล้มากขนาดนี้อีกด้วย ทำเอาฉันแทบกลั้นหายใจเลยทีเดียว
"ได้แล้ว" หลังจากหยิบไฟฉายออกจากกระเป๋าได้แล้ว ฉันก็บอกพี่พระพายพร้อมโชว์ให้พี่เขาดูก่อนจะสบตากับนัยน์ตาราบเรียบที่ยังคงจับจ้องใบหน้าของฉันเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนไว้ในแววตาคู่นั้น ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่าสายตานั้นที่ใช้มองฉันเมื่อกี้มันหมายความว่าอะไร คิดอะไรอยู่ หรือกำลังนึกถึงเรื่องอะไรอยู่ถึงได้มองฉันแบบนั้น
แต่พอพี่พระพายละสายตาจากใบหน้าของฉันแล้ว เขาก็ตอบเสียงอืมในลำคอออกมาเบาๆ
"อืม ตอนนี้มันมืดแล้วห้ามออกไปจากแถวเด็ดขาด ถ้าจะไปไหนให้บอกฉันไว้เพราะตอนนี้โทรศัพท์ทุกเครื่องใช้ไม่ได้ อีกประมาณสิบนาทีเดี๋ยวรถก็มารับ" คำพูดยาวเหยียดถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของพี่พระพาย ฉันที่จู่ๆ ก็ไม่กล้าสบตากับเขาขึ้นมาก็ได้แต่ก้มหน้าแล้วพยักหน้าตอบรับเบาๆ
ให้ตายเถอะ ฉันไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ โหมดมันเปลี่ยนไปแบบนี้ จากที่เป็นคนรอกินหัวพี่พระพายอยู่ดีๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ฉันเหมือนถูกเขาควบคุมไว้เลย โดยเฉพาะไอ้ตอนที่นั่งอยู่บนรถหลายชั่วโมงก่อน
ฉันพยายามที่จะไม่เข้าใกล้พี่พระพายเพราะไม่อยากถูกจับตามองจากสาวๆ ที่แอบปลื้มเขา แต่เขากลับพยายามเข้าใกล้ฉันตลอดเวลาเลย ทั้งเรื่องเทคแคร์ต่างๆ ตอนอยู่บนรถและตอนแวะปั๊มน้ำมันเพื่อเข้าห้องน้ำ
มันมีจังหวะหนึ่งตอนรถแวะปั๊มพี่พระพายไปยืนรอฉันอยู่หน้าทางเข้าห้องน้ำเพราะฉันเป็นคนลงจากรถเป็นคนสุดท้ายและเข้าห้องน้ำเป็นคนสุดท้าย เขาเลือกที่จะไปยืนรอฉันเขาทำเหมือนกลัวว่าฉันจะถูกลืมไว้ที่ปั๊มน้ำมัน
แล้วไหนจะตอนที่นั่งรถอีก เขาเป็นคนบอกฉันว่าอย่าให้เห็นว่าเอาหัวไปวางไว้บนไหล่ของเขา แต่พอเขาเห็นว่าฉันหลับเขากลับเป็นคนที่เอาหัวของฉันไปวางไว้บนไหล่ของเขาซะเอง
เหอะ คำพูดกับการกระทำของเขามันส่วนทางยิ่งกว่าอะไร ที่สำคัญเขาทำแบบนั้นไปทำไม ตั้งแต่ไอ้คำพูดแปลกๆ ตอนเมาแล้วนะ...
"สติยัยโซ แกตั้งสติก่อน"
"พึมพำอะไรของเธอ ไปขึ้นรถได้แล้วรถมารับแล้ว" ฉันไม่รู้ว่าพี่พระพายเดินกลับมาหาตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มๆ ของเขาบอกว่ารถมารับแล้ว ฉันก็เลยเงยหน้าขึ้นมองผ่านไปยังด้านหลังของพี่พระพายก็เห็นว่าเพื่อนๆ กำลังทยอยเดินไปขึ้นหลังกระบะรถแล้ว ฉันก็เลยเรียกสายตากลับมาสบตากับคนตัวสูงตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะตอบว่า...
"เปล่าสักหน่อย"
"อืม" พี่พระพายตอบกลับมาแค่นั้นก็ยืนมองฉันเฉยๆ ฉันที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะต้องรีบเดินไปขึ้นรถจึงลากกระเป๋าของตัวเองไปขึ้นรถคันสุดท้ายที่ยังมีที่ว่างหลงเหลืออยู่ ตามมาด้วยพี่พระพายที่เดินตามหลังฉันมาอีกคน
เมื่อทุกคนขึ้นรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถกระบะยกสูงก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งสู่ดอยที่เป็นเป้าหมายปลายทาง...
และแน่นอนว่าระหว่างทางขึ้นดอย เส้นทางมืดมิดไม่มีไฟข้างทางให้ความสว่างและสองข้างทางที่เป็นป่าทึบไหนจะพื้นถนนที่ขรุขระทำให้รถโยกไปมาอย่างกับนั่งอยู่บนหลังม้า ทำให้ร่างกายของฉันเด้งตัวขึ้นจากพื้นรถจนอวัยวะภายในมันจะหลอมรวมเป็นอันเดียวกัน
แต่ที่ทำให้ฉันอยากกรี๊ดมากที่สุดก็คือจังหวะที่...
หมับ!
พี่พระพายเห็นร่างกายฉันเด้งขึ้นจากพื้นรถสูงไปหน่อยเขาก็เลยคว้าเอวของฉันแล้วดึงไปนั่งซ้อนบนตักของเขาแทน ทำให้ฉันที่ถูกล็อกตัวไว้บนตักของพี่รหัสตัวเองถึงกับเบิกตาโพลงเลยทีเดียว ก่อนจะหันขวับไปหาเจ้าของตักที่นั่งทำหน้านิ่งอยู่ด้านหลังทันที
"ถ้าไม่อยากตกจากรถก็นั่งเงียบๆ"
หลายเดือนต่อมา....พระพาย : มึงว่าผู้หญิงชอบอะไรมากที่สุดวะไอ้เกอร์ไทเกอร์ : ถามทำไมวะ จะซื้อของเซอร์ไพรส์เมียมึงหรือไงพระพาย : อืม อยากตอบแทนความเสียสละของโซดาที่มอบให้กูและลูกๆ ว่ะไทเกอร์ : หึ ง่ายๆ เลยเว้ย ผู้หญิงชอบความใส่ใจ อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับความใส่ใจ จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ขอให้ใส่ใจไว้ก่อนผมปรึกษาผ่านตัวอักษรกับไทเกอร์ไปแค่นั้น ก็วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะทำงาน จากนั้นก็นั่งคิดตามที่ไทเกอร์มันพิมพ์ข้อความให้ผมอ่าน 'ความใส่ใจ' งั้นเหรอ เอาจริงๆ เรื่องนี้ผมทำมันตลอดเลยนะ เพราะผมรักและเคารพโซดายิ่งกว่าอะไรอีกอย่างเธอเก่งมาก เก่งจนผมที่เป็นผู้ชายยังอึ้ง เมียผมเธอแกร่งมากนะ ไม่มีงานไหนที่เธอทำไม่ได้และทำไม่เป็น ที่สำคัญโซดาเลี้ยงลูกเก่งมากด้วย ลูกผมโคตรซนทั้งคู่แล้วก็แอบดื้อด้วยแต่เมียผมปราบโคตรเก่งชะมัดเก่งจนผมไม่รู้จะชมยังไง แต่เรื่องที่ไอ้ไทเกอร์มันบอกเมื่อกี้ มันมีตรงจุดไหนที่ผมแอบพลาดยังไม่ได้ทำบ้างหรือเปล่าวะไม่รู้ล่ะ ผมคิดไม่ออกแล้วเพราะคิดว่าตัวเองก็เป็นสามีที่เพอร์เฟคใช้ได้เหมือนกัน แต่ว่าผมอยากเซอร์ไพรส์เมีย ผมควรทำยังไงดี ให้อะไรเธอดีเธอถึงจะชอบและมีความสุขแถมวันนี้ล
หลายปีต่อมา... วันนี้ทั้งห้าครอบครัวจัดทริปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ซึ่งจังหวัดที่เลือกมาก็คือโซนภาคใต้ฝั่งอันดามัน เพราะลูกๆ และแม่ๆ ร่วมกันโหวตว่าอยากมาเที่ยวทะเล เหล่าพ่อๆ จึงได้ตามใจพาลูกเมียลงมาเที่ยวทะเลภาคใต้กัน แต่ด้วยความที่บางครอบครัวก็ยังลูกเล็กบางครอบครัวก็ลูกโตสี่ห้าขวบแล้ว ก็เลยเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อหลานๆ ทั้งสิบคนพากันอยากเล่นน้ำในสระน้ำกัน แต่คนดูแลดันมีอยู่แค่คนเดียวนั่นก็คือนักรบ ส่วนอีกคนอย่างพระพายเลือกที่จะนอนหลบแดดอยู่บนเก้าอี้ข้างสระแทน ทำให้นักรบที่ดูแลไม่ทันต้องวิ่งไปส่งหลานที่แสบสุดและซนสุดในกลุ่มส่งคืนให้พ่อมันไป..."ไอ้พาย ลูกมึงแม่งจะโดดลงไปเล่นน้ำในสระแล้ว ซนฉิบหายเลย อายุแค่สองขวบเศษๆ แต่ความซนแม่งเกินลิมิตมาก เล่นซะกูหอบเลย""เออน่า มึงก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่ไหมวะไอ้รบ ลูกกูซนแค่นี้ทำเป็นบ่น" พระพายที่หลับตาอยู่บ่นงึมงำออกไป ทำเอาคนที่กำลังเหนื่อยอย่างนักรบถึงกับของขึ้นเลยทีเดียว เพราะมันไม่ใช่แค่สีดาลูกของพระพายเท่านั้นที่เขากำลังช่วยเลี้ยงแต่โน่นมันมีทั้งลูกของไคโร มาร์ตินแล้วก็ไทเกอร์ด้วย เขาถึงต้องเอาเจ้าตัวแสบที่สุดของกลุ่มมาส่งคืนก่อน ไม่เช่น
"มึงแม่งโคตรเหี้ยอะไอ้เกอร์ ทำไมไม่บอกกูให้เร็วกว่านี้วะ ไอ้เวร" พระพายหันไปแยกเขี้ยวใส่ญาติตัวเองอย่างไทเกอร์ทันทีที่ได้ยินญาติพูดออกมาแบบนั้น รู้แต่เล่นเก็บเงียบไว้คนเดียว มันเล่นแบบนี้ไม่บอกเขาตอนชาติหน้าไปเลยล่ะ"ก็กูลืมนี่หว่า ตอนแรกไม่ได้มั่นใจหรอก แต่พอกลับไปดูรูปที่เคยถ่ายตอนไปเที่ยวด้วยกันช่วงไฮสคูลอะ กูเลยมั่นใจว่าใช่ แถมรูปนั้นมึงก็ถ่ายด้วยนะ เมียมึงยืนตรงกลางระหว่างมึงกับกูอะ""รูปไหนวะ?""รูปตอนไปเที่ยวญี่ปุ่นไง ถ่ายที่ลานเสก็ตอะ" พอไทเกอร์พูดแบบนั้น พระพายก็ทำหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ขึ้นมาทันที เขาก็ว่าอยู่ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าโซดาตอนเจอกันครั้งแรกในวันที่เปิดตัวพี่รหัสน้องรหัสเมื่อสองปีก่อนนัก เพราะแบบนี้นี่เอง"ป้าเจน ป้านายสวัสดีค่ะ""สวัสดีจ้ะหนูโซ นั่งก่อนสิลูก หนูยังจำพี่ๆ เขาได้ไหมที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน" คุณนายเอ่ยเชิญโซโดาให้นั่งลงข้างๆ ตัวเองแต่เผชิญหน้าเข้าหากันกับลูกชายของตัวเองพร้อมกับเอ่ยถามโซดาว่ายังจำสองหนุ่มสุดหล่อของตระกูลได้ไหมครั้งหนึ่งเมื่อช่วงที่ลูกๆ ทุกคนเรียนอยู่ในช่วงไฮสคูลทั้งสามครอบครัวเคยนัดไปเที่ยวด้วยกันและถ้าจำไม่ผิดทั้งสามคนยังเคยถ่า
หลายวันต่อมา..."ไอ้เกอร์มึงแน่ใจว่าอาการดีขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าไปพบแม่มึงแล้วไปเจ็บออดๆ แอ๊ดๆ ให้แม่มึงจับได้นะว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเพราะโดนซ้อมมาอะ" พระพายที่กำลังขับรถอยู่หันไปพูดกับไทเกอร์ที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆเนื่องจากวันนี้เป็นวันที่พวกเขาถูกแม่ๆ ชวนออกไปทานข้าวข้างนอกกัน ไทเกอร์ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลวันนี้จึงไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เพราะหนึ่งกลัวว่าทางแม่จะสงสัยแล้วจับได้ว่าโดนซ้อมมาหากปฏิเสธแล้วเลื่อนนัดเป็นวันอื่นแทน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาหากถูกสืบเรื่องขึ้นมาสองก็คือเขาขี้เกียจหาข้ออ้างในการปฏิเสธแม่ตัวเอง ในขณะที่พระพายเองก็คิดเช่นเดียวกันกับข้อที่สองของไทเกอร์คือขี้เกียจหาข้อปฏิเสธคนเป็นแม่เช่นกัน พวกเขาสองคนเลยต้องจำใจนั่งรถออกไปตามที่ได้นัดกับคนเป็นแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้"แล้วถ้าปฏิเสธละมึงคิดว่าแบบไหนดีกว่ากัน มึงกับกูตัดสินใจกันตั้งแต่ก่อนจะนั่งรถมาแล้ว เพราะฉะนั้นมึงก็หุบปากแล้วขับรถไปเถอะ""เหอะ ปากเพิ่งหายแตก แต่มึงวอนอีกแล้วนะ" พระพายพูดแค่นั้นก็เรียกสายตาที่มองด้วยหางตาตอนที่มองไทเกอร์ก่อนหน้านี้กลับไปมองถนนตรงหน้าต่อ ส่วนคนข้างๆ อย่างไทเกอร์ก
หลายนาทีต่อมา..."หมอให้ไอ้เกอร์แอดมิทอะเพราะร่างกายช้ำหลายจุด" พี่พระพายที่เป็นญาติสายตรงของพี่ไทเกอร์เป็นคนเข้าไปพบคุณหมอพร้อมกับน้ำตาล พอออกมาจากห้องฉุกเฉินก็เดินตรงมาบอกทุกคนที่ยืนรออยู่ด้านนอกห้องซึ่งฉันก็เพิ่งรู้ว่าพี่ไทเกอร์กับพี่พระพายสองคนนี้เขาเป็นญาติสายตรงกัน และไอ้นามสกุลของพวกเขาก็ทำให้ฉันแอบเอะใจมากว่าคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินมาจากไหนมาก่อน แต่คิดแล้วก็คิดไม่ออกก็เลยเลิกสนใจแล้วหันไปสนใจเรื่องของพี่ไทเกอร์ที่ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินก่อนหน้านี้แทน"พวกพี่จะกลับไปก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวที่เหลือตาลจัดการเอง" น้ำตาลที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่พระพายเอ่ยบอกกับพี่ๆ ทุกคนที่ยืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ดวงตาอ่อนโยนของเธอบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ฉันที่เห็นแล้วได้แต่นึกสงสารและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน ฉันเพิ่งทราบมาจากแพรวาตอนที่น้ำตาลเข้าไปในห้องฉุกเฉินพร้อมกับพี่พระพายก่อนหน้านี้เองว่าน้ำตาลเป็นคนที่ไม่ชอบให้พี่ไทเกอร์มีเรื่องต่อยตีมากๆ ยิ่งหน้าหล่อๆ ของพี่ไทเกอร์มีรอยช้ำเธอจะยิ่งไม่ชอบ แต่สิ่งที่ฉันสัมผัสได้มากกว่าเรื่องพวกนั้นคือ...น้ำตาลเธอรักพี่ไทเกอร์มาก ตอนอยู่ร้านเหล้าวินาทีที่เธอรู้ว่าพี่ไท
สามสิบนาทีต่อมา... "อยากไปกินข้าวที่ไหน" หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ฉันกับพี่พระพายก็ได้นั่งรถออกมาจากคอนโดเป็นที่เรียบร้อย คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยก็เลยเอ่ยถามฉันว่าอยากไปกินข้าวที่ไหน เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้มีร้านที่อยากจะกินอยู่ในใจหรอก อีกอย่างตอนนี้มันก็สี่ทุ่มแล้วด้วย กินอะไรง่ายๆ ไม่หนักท้องมากก็ดีเหมือนกัน "ไปร้านเหล้าพี่นักรบได้ไหม" "ร้านเหล้า?" "ค่ะ" ก็มันอยู่ใกล้สุดแถมขับไปอีกนิดหน่อยก็จะถึงแล้วด้วย อีกอย่างร้านเหล้าพี่นักรบก็มีโซนนั่งชิวเล่นๆ กินอาหารชิวๆ ฟังเพลงชิวๆ ด้วย ได้บรรยากาศจะตายไป "ติดใจอะไรกับร้านไอ้นักรบปะเนี่ย" พี่พระพายถามฉันก่อนที่จะสายตาหันมามองฉันแวบหนึ่งจากนั้นก็หันไปมองถนนตรงหน้าต่อ ฉันก็เลยแกล้งตอบเขาไปว่า... "นักร้องมั้งค่ะ" "โซดา แกล้งพี่ใช่ไหม" รู้ด้วยว่าแกล้ง "ก็พี่ถามเองอะ แต่ว่านักร้องร้านพี่นักรบร้องเพลงเพราะมากเลยนะ" อันนี้ฉันพูดจริงๆ คราวก่อนที่ไปนั่งกินเหล้ามีจังหวะที่นักร้องขึ้นไปร้องสดบนเวที ฉันได้ยินแล้วชอบมาก ตอนนั้นยังคิดเลยว่าคนอะไรร้องเพลงเพราะชะมัด "เหอะ เดี๋ยวพี่จะให้ไอ้นักรบมันไล่ออกให้หมดเลย" หึงเห







