Masukค่ำคืนอันเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนพักส่วนตัวของจวนจิ้งอ๋องเทียนมงคลมังกรหงส์สีแดงเล่มใหญ่จุดสว่างไสว ขับไล่ความมืดมิดและส่งกลิ่นหอมอบอวล ม่านเตียงผ้าไหมสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาอย่างประณีตหยางมี่นั่งรออยู่ริมเตียงกว้าง หัวใจเต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้านาง คันศรไม้มงคลเคลือบทองคำค่อย ๆ ยื่นเข้ามา แตะลงบนชายผ้าคลุมหน้าสีแดง ก่อนจะตวัดยกขึ้นอย่างแผ่วเบา...ผ้าคลุมหน้าถูกปลดออก เผยให้เห็นดวงหน้างดงามหยาดเยิ้มของเจ้าสาว แสงเทียนสะท้อนประกายน้ำในดวงตากลมโตและแก้มแดงระเรื่อจ้าวอู๋จี้ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก แววตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ด้วยความลุ่มหลงอย่างลึกซึ้ง เขาวางคันศรลง ก่อนจะรินสุรามงคลใส่จอกหยกขาวสองใบ ยื่นส่งให้นางใบหนึ่งทั้งสองสอดแขนประสานกัน สบตากันอย่างแนบชิด ก่อนจะดื่มสุราลงคอพร้อมกันจนหมดจอกจ้าวอู๋จี้รับจอกสุราไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง เขาเลื่อนมือหนาขึ้นไปถอดมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งออกจากศีรษะของนางอย่างเบามือ ปล่อยให้เรือนผมยาวสลวยสีดำขลับทิ้งตัวลงมาเคลียคลอแผ่นหลังบาง“หนักหรือไม่?”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ อ่อนโยนจนใจสั่น“หนักสิ...”หยางมี่คลี่ยิ้มหว
เสียงประทัดมงคลดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวง ผสานกับเสียงปี่กลองบรรเลงบทเพลงมงคลอันรื่นเริงก้องฟ้าขบวนเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามสีแดงชาดหรูหราทอดยาวจากหน้าจวนสกุลหยาง มุ่งหน้าสู่จวนจิ้งอ๋อง ท่ามกลางกลีบดอกไม้สีสดและเหรียญทองแดงนำโชคที่โปรยปรายไปตลอดสองฝั่งถนน ชาวบ้านนับพันต่างเบียดเสียดออกมาร่วมแซ่ซ้องสรรเสริญงานวิวาห์พระราชทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ประตูบ้านเรือนทุกหลังประดับโคมแดงเฉลิมฉลองให้แก่การกลับมาของทายาทตระกูลตงฉินและผู้บัญชาการศาลต้าหลี่เมื่อขบวนเกี้ยวเทียบหน้าจวนจิ้งอ๋อง หยางมี่ถูกเชิญเข้าสู่เรือนรับรองเจ้าสาวเพื่อตรวจความเรียบร้อยก่อนเริ่มพิธีกลิ่นหอมสะอาดของแป้งผัดหน้าและเครื่องหอมกุหลาบอบอวลไปทั่วห้องหยางมี่นั่งสงบนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางสวมชุดวิวาห์มงคลสีแดงชาด ปักลวดลายนกฟีนิกซ์และหงส์ทองคำสยายปีกด้วยดิ้นทองคำแท้ ชายกระโปรงยาวทอดตัวสง่างาม บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังไข่มุกเม็ดโตระย้าลงมาคลอเคลียกรอบหน้า ริมฝีปากอิ่มสีชาดระเรื่อ ขับเน้นให้ดวงหน้ารูปไข่เฉิดฉายและสง่างามแอ๊ด...บานประตูไม้ฉลุลายเปิดออก ร่างระหงของซูเหมยก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสในชุดผ้
สายลมราตรีพัดพากลีบดอกไห่ถังปลิวผ่านบานหน้าต่างห้องนอนใหญ่ของจวนตระกูลหยางหยางมี่ในชุดคลุมผ้าไหมสีขาวตัวบางนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวถือหวีงาช้างค่อย ๆ สางเส้นผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวจรดเอว แสงเทียนสีส้มอบอุ่นขับเน้นดวงหน้างดงามที่บัดนี้ไร้ความตึงเครียด แววตาสงบนิ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางต้องวุ่นวายกับการจัดระเบียบจวนตระกูลหยาง ต้อนรับขุนนางที่แวะเวียนมาแสดงความยินดี และเตรียมพร้อมสำหรับพิธีมงคลสมรสพระราชทานที่จะมาถึงในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน กริ๊ก... พรึ่บ!เสียงสลักไม้หน้าต่างบานใหญ่ถูกปลดออกแผ่วเบา ตามมาด้วยลมหนาวที่พัดวูบเข้ามาจนเปลวเทียนไหวระริกหยางมี่ยังไม่ทันหันไปมอง เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก็ก้าวข้ามขอบหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ กลิ่นอายหอมสะอาดของไม้สนปะปนกับกลิ่นกำยานที่คุ้นเคยในความทรงจำโอบล้อมร่างบางไว้จากด้านหลังทันทีหมับ!วงแขนแกร่งตวัดรัดเอวคอดของนาง ดึงร่างนุ่มนิ่มให้ลอยหวือเข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างอันอบอุ่นอย่างเอาแต่ใจ!“ว้าย!”หวีงาช้างแทบร่วงหลุดจากมือ ทว่าทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสเข้ากับไออุ่นที่คุ้นเคย หยางมี่ก็ผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ นางเอี้ยวหน้ามอ
กลิ่นกำยานหอมจรุงอบอวลไปทั่วตำหนักเฉียนชิงแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดผ่านม่านโปร่ง กระทบเสาไม้แกะสลักลายมังกรทองอร่าม ขับเน้นบารมีสูงสุดของโอรสสวรรค์ภายในตำหนักอันโอ่อ่า ปราศจากเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มีเพียงบุคคลในราชสกุลจ้าวและคนสนิทที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เบื้องหน้าโต๊ะทรงงาน ร่างสูงโปร่งผึ่งผายของ จ้าวเทียนอี้ ฮ่องเต้หนุ่มผู้สืบสายเลือดบริสุทธิ์จากอดีตฮองเฮา ประทับอยู่อย่างสง่างามในฉลองพระองค์ผ้าไหมสีเหลืองทองปักดิ้นมังกรห้าเล็บ พระพักตร์หล่อเหลาคมคายมีเค้าโครงคล้ายคลึงกับพระอนุชาทั้งสอง ทว่าแฝงด้วยความสุขุมลุ่มลึกและรังสีอำนาจแห่งจักรพรรดิจ้าวหลงเฟยยืนเคียงข้างซูเหมย ขณะที่จ้าวอู๋จี้กุมมือหยางมี่ไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งสี่ก้าวเข้ามาคุกเข่าถวายบังคมพร้อมเพรียงกัน“ลุกขึ้นเถิด คนกันเองทั้งนั้น วันนี้ไม่มีพิธีรีตองอันใด”สุรเสียงทุ้มกังวานของจ้าวเทียนอี้เอ่ยขึ้นอย่างอบอุ่น สายพระเนตรเปี่ยมด้วยความเอ็นดูทอดมองลงมายังน้องชายทั้งสอง ก่อนจะหยุดลงที่หยางมี่“คุณหนูหยาง... ไม่สิ ข้าควรเรียกเจ้าว่า ‘น้องสะใภ้สาม’ ถึงจะถูก”มุมโอษฐ์ของฮ่องเต้หนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
บทที่ 35ยามเย็นลมหนาวพัดพากลีบดอกไห่ถังในสวนหลังจวนปลิวไสว แสงสนธยาสีทองสาดทาบทับไปทั่วผืนฟ้าทั้งสองยืนเคียงคู่กันอยู่ริมระเบียงทางเดิน จ้าวอู๋จี้ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวนอกออกคลุมทับไหล่บางของนางไว้เพื่อกันลมหนาว แขนข้างหนึ่งรั้งเอวคอดของนางเข้ามาแนบชิด“วันที่เจ้ายื่นหนังสือถอนหมั้นให้ข้าด้วยมือของเจ้าเองเมื่อห้าปีก่อน...”จ้าวอู๋จี้เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบสงบ น้ำเสียงของเขาเจือแววขมขื่น“ตอนนั้นข้ายังเป็นเพียงองค์ชายไร้อำนาจที่ไม่มีสิ่งใดติดตัว... เจ้าเอ่ยปากตัดรอนความสัมพันธ์อย่างเย็นชา ยัดหนังสือถอนหมั้นใส่มือข้าอย่างไร้เยื่อใย ข้าช้ำใจจนแทบสิ้นสติ คิดไปว่าเจ้าคงรังเกียจที่ข้ามันไร้ประโยชน์ ไร้ค่า ไม่อาจเป็นที่พึ่งให้เจ้าได้ ข้าถึงได้หนีไปทำงานที่หัวเมืองห่างไกลเพื่อหลบไปรักษาแผลใจ...”ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปยังแนวทิวไม้เบื้องหน้า แววตาเต็มไปด้วยร่องรอยความเจ็บปวดที่ฝังลึก“ทว่ายังไม่ทันที่แผลใจจะหายดี ข่าวจากเมืองหลวงก็ส่งไปถึง... ว่าตระกูลหยางต้องโทษกบฏถูกประหารสิ้น ส่วนเจ้าก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ห้าปีมานี้ ข้าจมอยู่กับทั้งความแค้นและความปวดร้าว ข้าเคี่ยวกรำตัวเอง ไต่เต้าจน
บทที่ 34หยางมี่มองแววตาที่สั่นไหวของบุรุษตรงหน้า หัวใจพลันกระตุกวูบมัจจุราชแห่งต้าหลี่ผู้เด็ดขาดและเลือดเย็นในสายตาคนทั้งแผ่นดิน... บัดนี้กลับไม่ต่างจากเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังคนเดิมเมื่อห้าปีก่อนเลยแม้แต่น้อยนางสูดหายใจลึก ละมือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาทาบทับลงบนหลังมือหนาที่กำลังกุมท้ายทอยของนางอยู่“ข้าจะไปที่ไหนได้เล่า...” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยแผ่วเบา แฝงรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก“เจ้าอย่ามาหลอกข้า!”จ้าวอู๋จี้ขบกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำ“เจ้าเป็นอิสระแล้ว เจ้าไม่มีพันธะใดกับข้าอีก... เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่ากลับมาเพื่อทวงสามีคืน บัดนี้ข้ายังไม่ตาย คดีก็คลี่คลายแล้ว เจ้าก็คิดจะทิ้งข้าไปอีกใช่หรือไม่!”“จ้าวอู๋จี้...”หยางมี่ถอนหายใจเบา ๆ นางโน้มใบหน้าลงไปใกล้ กดจูบแผ่วเบาลงบนปลายคางสากของเขาสัมผัสนุ่มละมุนทำให้ร่างสูงใหญ่ที่กำลังเกร็งแน่นชะงักค้างไปทันที“ข้ากลับมาทวงสามีคืน... ก็แปลว่าท่านเป็นสามีของข้าแล้ว”หญิงสาวสบตากับเขา แววตานิ่งสงบและแน่วแน่“ในเมื่อข้าทวงคืนมาได้แล้ว ข้าจะทิ้งท่านไปได้อย่างไรเล่า คนโง่”จ้าวอู๋จี้เบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก “เจ้า... ไม่ได้จะไป







