LOGINแจ้งนักอ่าน: นิยายชุดนี้มีทั้งหมด 2 เล่ม เล่ม 1: ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ สี่ปีที่ ‘ซูเหมย’ พาสายเลือดของเขาหนีมาใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในแดนใต้ ในอดีตนางเป็นเพียงสตรีอุ่นเตียงไร้ค่า และไม่คิดจะหวนกลับสู่วังวนเดิมอีก ทว่าโชคชะตากลับพาให้ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ชินอ๋อง’ อีกครา สายตาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยความโหยหาและความบ้าคลั่งที่พร้อมจะดึงนางกลับมาไว้ในกำมือ "คิดว่าหนีข้าพ้นหรือ ซูเหมย... ชาตินี้ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดหล้า ก็อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปอีกเป็นอันขาด!" เล่ม 2: เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง! ห้าปีก่อน เพื่อปกป้องบุรุษไร้อำนาจที่รักสุดหัวใจ ‘หยางมี่’ ยอมตัดใจยื่นหนังสือถอนหมั้นผลักไสเขาให้พ้นภัย ก่อนที่ตระกูลหยางจะถูกใส่ร้ายจนต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร! ห้าปีต่อมา ‘จ้าวอู๋จี้’ หวนคืนสู่เมืองหลวงในฐานะ ‘จิ้งอ๋อง’ ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ผู้เหี้ยมโหดและกระหายเลือด เขาเคี่ยวกรำตนเองจนกุมอำนาจล้นฟ้า เพียงเพื่อตามล่าและลงทัณฑ์สตรีทรยศที่เคยย่ำยีหัวใจของเขาจนแหลกสลาย! ฝากนักอ่านติดตามเรื่องราวความรัก ความแค้น และความเข้มข้นของทั้งสองเล่มด้วยนะคะ
View Moreเสียงหอบกระเส่าและเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องพักอันมืดสลัว กลิ่นกำยานเจือปนไอเสน่หาที่ยังคุกรุ่นบนเตียงกว้าง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้มีอำนาจล้นฟ้าบดเบียดขับเคลื่อนอย่างดุดันเอาแต่ใจ ฝ่ามือหนาบีบเค้นเอวคอดกิ่วจนขึ้นรอยแดงช้ำ ปลายนิ้วของซูเหมยจิกเกร็งลงบนแผ่นหลังกว้างอันเต็มไปด้วยมัดกล้าม หยาดเหงื่อชโลมกายจนเหนียวเหนอะหนะ แต่รสสุขสมทางกายที่พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด กลับไม่อาจสร้างความอบอุ่นในหัวใจของนางได้แม้เพียงนิดเดียว
เมื่อพายุอารมณ์สงบลง สัมผัสแนบชิดพลันเย็นเยียบในพริบตา แสงเช้าของวันใหม่เริ่มสาดส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่าง ตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
‘จ้าวเฟยหลง’ ชินอ๋องผู้กุมกำลังทหารนับแสน ผละออกจากร่างเปลือยเปล่าของนางทันทีโดยไม่เหลือเยื่อใย ตลอดสามปีที่ผ่านมา บนเตียงเขาอาจตักตวงจากนางอย่างบ้าคลั่ง แต่ยามลืมตาตื่น เขากลับไม่เคยแม้แต่มองนางด้วยความอ่อนโยน ร่างสูงก้าวลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมตัวในขึ้นมาสวมใส่อย่างลวกๆ ท่าทีเร่าร้อนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความเย็นชาจนบรรยากาศรอบตัวพลอยหนาวเหน็บ
“ข้ากำลังจะรับพระชายาเข้าจวน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ กรีดลึกลงไปในหัวใจของคนที่นอนหมดแรงอยู่บนเตียงราวกับคมมีด
“ตั้งแต่วันนี้ไป จงเก็บตัวอยู่เงียบๆ แล้วออกไปจากชีวิตของข้าเสีย อย่าได้มาให้ว่าที่พระชายาของข้าต้องขัดหูขัดตา”
สิ้นคำพูดไร้หัวใจ ถุงเงินใบใหญ่ที่อัดแน่นด้วยทองคำก็ถูกโยนกระแทกลงบนที่นอนตรงหน้านาง เสียงกระทบหนักแน่นนั้นดังก้องพอๆ กับเสียงแตกสลายของหัวใจ
ความเจ็บร้าวแล่นริ้วจากสะโพกไปทั่วท่อนล่าง รอยรักสีกุหลาบที่เขาฝากไว้ตามเนินอกยังคงอุ่นซ่าน แต่ภายในใจกลับหนาวเหน็บจนด้านชา มือบางที่สั่นเทายื่นไปหยิบถุงเงินขึ้นมากำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ... เจ็บปวดที่ถูกตีราคาไม่ต่างจากหญิงคณิกา แต่ลึกๆ ในอกกลับมีความโล่งใจผุดขึ้นมา
อย่างน้อย เงินก้อนนี้ก็มากพอจะซื้อยาและต่อลมหายใจให้คนที่เฝ้ารอนางอยู่ในเรือนร้างท้ายจวน
นางแค่นยิ้มเยาะเย้ยชะตาชีวิตตนเอง สตรีสูงศักดิ์ ชาติตระกูลเพียบพร้อม และบริสุทธิ์ผุดผ่องผู้นั้น... ช่างโชคดีเหลือเกิน ช่างแตกต่างจากเศษดินเปื้อนโคลนเช่นนางลิบลับ
ซูเหมยสูดลมหายใจเข้าลึก กัดริมฝีปากที่บวมช้ำกลั้นก้อนสะอื้น ซ่อนความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ใต้ใบหน้านิ่งสงบ นางฝืนพยุงร่างกายที่ปวดร้าวลุกขึ้นจากเตียง ค่อยๆ ก้มลงเก็บเสื้อผ้าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่ทีละชิ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง
เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย ซูเหมยจึงหันไปสบตากับบุรุษที่ตนรักสุดหัวใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะย่อตัวทำความเคารพอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมที่สุดเท่าที่คนต่ำต้อยจะทำได้
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ ขอบพระทัยสำหรับเงินถุงนี้... ขอให้ท่านอ๋องและว่าที่พระชายา ครองรักกันอย่างมีความสุขเพคะ”
สายตาคมกริบของจ้าวเฟยหลงหรี่ลงเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ท่าทียอมรับง่ายๆ และคำอวยพรที่นิ่งเฉยไร้การตัดพ้อของนางทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร...
ร่างบางก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
นางเดินลัดเลาะผ่านเรือนพักอันเงียบสงบ มุ่งตรงสู่ประตูลับด้านข้างจวน ก้าวเท้าพาความชอกช้ำออกสู่อากาศหนาวและสายหมอกยามเช้าของโลกภายนอก โลกแห่งความจริงที่ตอกย้ำว่า นางเป็นเพียงเงาในความมืดที่ไม่มีวันได้ยืนเคียงข้างเขาใต้แสงตะวัน
ค่ำคืนอันเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนพักส่วนตัวของจวนจิ้งอ๋องเทียนมงคลมังกรหงส์สีแดงเล่มใหญ่จุดสว่างไสว ขับไล่ความมืดมิดและส่งกลิ่นหอมอบอวล ม่านเตียงผ้าไหมสีแดงถูกปล่อยทิ้งตัวลงมาอย่างประณีตหยางมี่นั่งรออยู่ริมเตียงกว้าง หัวใจเต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้านาง คันศรไม้มงคลเคลือบทองคำค่อย ๆ ยื่นเข้ามา แตะลงบนชายผ้าคลุมหน้าสีแดง ก่อนจะตวัดยกขึ้นอย่างแผ่วเบา...ผ้าคลุมหน้าถูกปลดออก เผยให้เห็นดวงหน้างดงามหยาดเยิ้มของเจ้าสาว แสงเทียนสะท้อนประกายน้ำในดวงตากลมโตและแก้มแดงระเรื่อจ้าวอู๋จี้ชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก แววตาคมกริบของเขาวาวโรจน์ด้วยความลุ่มหลงอย่างลึกซึ้ง เขาวางคันศรลง ก่อนจะรินสุรามงคลใส่จอกหยกขาวสองใบ ยื่นส่งให้นางใบหนึ่งทั้งสองสอดแขนประสานกัน สบตากันอย่างแนบชิด ก่อนจะดื่มสุราลงคอพร้อมกันจนหมดจอกจ้าวอู๋จี้รับจอกสุราไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง เขาเลื่อนมือหนาขึ้นไปถอดมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งออกจากศีรษะของนางอย่างเบามือ ปล่อยให้เรือนผมยาวสลวยสีดำขลับทิ้งตัวลงมาเคลียคลอแผ่นหลังบาง“หนักหรือไม่?”เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ อ่อนโยนจนใจสั่น“หนักสิ...”หยางมี่คลี่ยิ้มหว
เสียงประทัดมงคลดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวง ผสานกับเสียงปี่กลองบรรเลงบทเพลงมงคลอันรื่นเริงก้องฟ้าขบวนเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามสีแดงชาดหรูหราทอดยาวจากหน้าจวนสกุลหยาง มุ่งหน้าสู่จวนจิ้งอ๋อง ท่ามกลางกลีบดอกไม้สีสดและเหรียญทองแดงนำโชคที่โปรยปรายไปตลอดสองฝั่งถนน ชาวบ้านนับพันต่างเบียดเสียดออกมาร่วมแซ่ซ้องสรรเสริญงานวิวาห์พระราชทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ประตูบ้านเรือนทุกหลังประดับโคมแดงเฉลิมฉลองให้แก่การกลับมาของทายาทตระกูลตงฉินและผู้บัญชาการศาลต้าหลี่เมื่อขบวนเกี้ยวเทียบหน้าจวนจิ้งอ๋อง หยางมี่ถูกเชิญเข้าสู่เรือนรับรองเจ้าสาวเพื่อตรวจความเรียบร้อยก่อนเริ่มพิธีกลิ่นหอมสะอาดของแป้งผัดหน้าและเครื่องหอมกุหลาบอบอวลไปทั่วห้องหยางมี่นั่งสงบนิ่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางสวมชุดวิวาห์มงคลสีแดงชาด ปักลวดลายนกฟีนิกซ์และหงส์ทองคำสยายปีกด้วยดิ้นทองคำแท้ ชายกระโปรงยาวทอดตัวสง่างาม บนศีรษะประดับด้วยมงกุฎหงส์ทองคำฝังไข่มุกเม็ดโตระย้าลงมาคลอเคลียกรอบหน้า ริมฝีปากอิ่มสีชาดระเรื่อ ขับเน้นให้ดวงหน้ารูปไข่เฉิดฉายและสง่างามแอ๊ด...บานประตูไม้ฉลุลายเปิดออก ร่างระหงของซูเหมยก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสในชุดผ้
สายลมราตรีพัดพากลีบดอกไห่ถังปลิวผ่านบานหน้าต่างห้องนอนใหญ่ของจวนตระกูลหยางหยางมี่ในชุดคลุมผ้าไหมสีขาวตัวบางนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือเรียวถือหวีงาช้างค่อย ๆ สางเส้นผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวจรดเอว แสงเทียนสีส้มอบอุ่นขับเน้นดวงหน้างดงามที่บัดนี้ไร้ความตึงเครียด แววตาสงบนิ่งตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางต้องวุ่นวายกับการจัดระเบียบจวนตระกูลหยาง ต้อนรับขุนนางที่แวะเวียนมาแสดงความยินดี และเตรียมพร้อมสำหรับพิธีมงคลสมรสพระราชทานที่จะมาถึงในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน กริ๊ก... พรึ่บ!เสียงสลักไม้หน้าต่างบานใหญ่ถูกปลดออกแผ่วเบา ตามมาด้วยลมหนาวที่พัดวูบเข้ามาจนเปลวเทียนไหวระริกหยางมี่ยังไม่ทันหันไปมอง เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก็ก้าวข้ามขอบหน้าต่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ กลิ่นอายหอมสะอาดของไม้สนปะปนกับกลิ่นกำยานที่คุ้นเคยในความทรงจำโอบล้อมร่างบางไว้จากด้านหลังทันทีหมับ!วงแขนแกร่งตวัดรัดเอวคอดของนาง ดึงร่างนุ่มนิ่มให้ลอยหวือเข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างอันอบอุ่นอย่างเอาแต่ใจ!“ว้าย!”หวีงาช้างแทบร่วงหลุดจากมือ ทว่าทันทีที่แผ่นหลังสัมผัสเข้ากับไออุ่นที่คุ้นเคย หยางมี่ก็ผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ นางเอี้ยวหน้ามอ
กลิ่นกำยานหอมจรุงอบอวลไปทั่วตำหนักเฉียนชิงแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลอดผ่านม่านโปร่ง กระทบเสาไม้แกะสลักลายมังกรทองอร่าม ขับเน้นบารมีสูงสุดของโอรสสวรรค์ภายในตำหนักอันโอ่อ่า ปราศจากเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มีเพียงบุคคลในราชสกุลจ้าวและคนสนิทที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เบื้องหน้าโต๊ะทรงงาน ร่างสูงโปร่งผึ่งผายของ จ้าวเทียนอี้ ฮ่องเต้หนุ่มผู้สืบสายเลือดบริสุทธิ์จากอดีตฮองเฮา ประทับอยู่อย่างสง่างามในฉลองพระองค์ผ้าไหมสีเหลืองทองปักดิ้นมังกรห้าเล็บ พระพักตร์หล่อเหลาคมคายมีเค้าโครงคล้ายคลึงกับพระอนุชาทั้งสอง ทว่าแฝงด้วยความสุขุมลุ่มลึกและรังสีอำนาจแห่งจักรพรรดิจ้าวหลงเฟยยืนเคียงข้างซูเหมย ขณะที่จ้าวอู๋จี้กุมมือหยางมี่ไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งสี่ก้าวเข้ามาคุกเข่าถวายบังคมพร้อมเพรียงกัน“ลุกขึ้นเถิด คนกันเองทั้งนั้น วันนี้ไม่มีพิธีรีตองอันใด”สุรเสียงทุ้มกังวานของจ้าวเทียนอี้เอ่ยขึ้นอย่างอบอุ่น สายพระเนตรเปี่ยมด้วยความเอ็นดูทอดมองลงมายังน้องชายทั้งสอง ก่อนจะหยุดลงที่หยางมี่“คุณหนูหยาง... ไม่สิ ข้าควรเรียกเจ้าว่า ‘น้องสะใภ้สาม’ ถึงจะถูก”มุมโอษฐ์ของฮ่องเต้หนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง












reviews