Mag-log inเขาคือ เซียวเหยียน พยัคฆ์ร้ายแห่งแดนประจิม ผู้ยอมแสร้งพิการเพื่อรอวันคิดบัญชีแค้น นางคือ ไป๋ลู่หลิน ยอดแพทย์โอสถผู้กุมความลับเรื่องยาพิษ และเป็นคนเดียวที่รู้ว่าสองขาของเขาไม่เคยอ่อนแอ จากพันธมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วม สู่สายใยรักลึกซึ้งที่พร้อมตายแทนกันได้ นางยอมดื่มสุราพิษแทนเขา เขายอมสละพลังชีวิตทั้งหมดเพื่อฉุดรั้งนางกลับมาจากประตูนรก เมื่อหนี้แค้นถูกชำระจนหมดสิ้น ทั้งสองจึงสละฐานันดรศักดิ์ ทิ้งวังหลวงอันโสมม มุ่งหน้าสู่ดินแดนเจียงหนานอันแสนสงบ... เพื่อสร้างบ้าน เปิดโรงหมอ คุมการค้า และใช้ชีวิตเคียงคู่กันในฐานะสามีภรรยาสามัญชนตราบชั่วฟ้าดินสลาย
view moreกลิ่นกำยานรมเสื้อผ้าในเรือนปีกทิศตะวันตกของจวนตระกูลไป๋ไม่เคยหอมหวน มันเป็นเพียงกลิ่นควันไหม้ของสมุนไพรราคาถูกที่มักทิ้งคราบเหนียวไว้บนขอบหน้าต่างไม้ผุ แต่ในเช้าตรู่ของสารทฤดูปีนี้ กลิ่นนั้นกลับถูกกลบด้วยกลิ่นหอมเอียนของแป้งผัดหน้าเนื้อหยาบ และหยาดฝนกระหน่ำที่สาดซัดกระทบชายคาจนแทบไม่ได้ยินเสียงผู้คน
“นั่งนิ่งๆ อย่าได้ขยับสิ นังเด็กกาฝาก หากคิ้วคู่นี้เขียนเบี้ยวแม้แต่เส้นเดียว ชะตาชีวิตของคนทั้งตระกูลไป๋ต้องมามัวหมองเพราะเจ้า”
เสียงตวาดแหลมสูงดั่งเข็มแทงแก้วหูดังมาจากด้านหลัง มามาเฒ่าผู้เป็นบ่าวคนสนิทของฮูหยินใหญ่เฉินซื่อกำลังกระชากมวยผมสีดำขลับของ ไป๋ลู่หลิน ดึงรั้งไปทางด้านหลังอย่างไม่ปรานี หวีเขาสัตว์ซี่คมกรีดลึกบนหนังศีรษะจนหญิงสาวรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่แล่นเป็นริ้ว ทว่าใบหน้ารูปไข่ใต้คันฉ่องสำริดกลับนิ่งสนิท ไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัวหรือความเจ็บปวด
ดวงตาดอกท้อที่ซ่อนประกายคมกริบเหลือบมองเงาสะท้อนของตนเอง ในคันฉ่องนั้น นางสวมอาภรณ์มงคลสีแดงเลือดนก ปักลายหงส์เหินด้วยดิ้นทองคำแท้ที่ชายกระโปรง ทว่าชุดนี้เดิมทีหาได้ตัดเย็บมาเพื่อบุตรสาวอนุอย่างนางไม่
มันคือชุดวิวาห์พระราชทานของ ไป๋รั่วหลัน บุตรสาวสายตรงคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของฮูหยินใหญ่และบิดา
“ท่านแม่... ข้าไม่แต่ง ให้ข้าผูกคอตายเสียยังดีกว่าต้องไปปรนนิบัติบุรุษขาเป๋ อารมณ์วิปริตเช่นนั้น” เสียงกรีดร้องสะอึกสะอื้นของไป๋รั่วหลันเมื่อสามวันก่อนยังคงก้องสะท้อนอยู่ในหูของลู่หลิน
วันนั้น... ราชโองการสีทองอร่ามตกลงมากลางจวนตระกูลไป๋ดั่งสายฟ้าฟาด ชินอ๋อง เซียวเหยียน หรือ ‘เหยียนหวัง’ อดีตพยัคฆ์ประจิมผู้เกรียงไกร เกียรติประวัติสะท้านแดนดิน ทว่าการศึกเมื่อสองปีก่อนทำให้เขาถูกลอบวางพิษจนสูญสิ้นพลังยุทธ์ ขาทั้งสองข้างลีบชาไม่อาจขยับเขยื้อน ราชสำนักส่งตัวเขากลับมาขังไว้ในจวนอ๋องร้างท้ายเมืองหลวง และเพื่อตอกย้ำความอัปยศ ฮ่องเต้จึงมีพระราชทานสมรส สั่งให้บุตรสาวขุนนางขั้นสี่ตระกูลไป๋ตบแต่งเข้าเป็นพระชายาเอก
บุรุษไร้ขาที่แม้แต่จะก้าวลงจากตั่งเตียงยังทำไม่ได้ ชะตาชีวิตตกต่ำ ไร้ซึ่งอำนาจราชศักดิ์ มีเพียงรอวันถูกลืมเลือนหรือถูกกำจัดทิ้งเงียบๆ มีหรือที่ไป๋รั่วหลันผู้หมายตำแหน่งพระชายาองค์ชายสี่จะยอมเอาชีวิตไปทิ้งในหลุมฝังศพคนเป็นเช่นนั้น
ทางออกเดียวคือ... เลือดเนื้อเชื้อไขของอนุภรรยาต่ำต้อยที่ไร้ปากเสียง
“ลู่หลิน...”
เสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าด ร่างท้วมของฮูหยินใหญ่เฉินซื่อเยื้องย่างเข้ามาในห้อง ผงทองคำบนปิ่นปักผมสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ นางปรายตามองลู่หลินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตารังเกียจระคนพึงพอใจ
“เจ้าควรรู้ว่าชาตินี้เป็นหนี้บุญคุณตระกูลไป๋เพียงใด หากมิใช่เพราะใต้เท้าเมตตาชุบเลี้ยงแม่เจ้าที่มาจากหอนางโลม เจ้าจะมีข้าวกินจนโตมาถึงป่านนี้หรือ การแต่งเข้าจวนเหยียนหวังครานี้ ถือว่าเจ้าได้ตอบแทนข้าวสุกน้ำชาของพวกเราแล้ว”
ลู่หลินหลุบตาลง ชายกระโปรงสีแดงถูกกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใต้แขนเสื้อกว้าง นิ้วเรียวยาวสัมผัสได้ถึงปลอกเข็มเงินเล่มบางที่ซ่อนอยู่ตรงรอยพับข้อมือ นางจำความได้ว่ามารดาของตนต้องกระอักเลือดตายอย่างน่าเวทนาในคืนที่หนาวเหน็บที่สุด เพียงเพราะขอยืมถ่านไฟจากเรือนใหญ่มาต้มยา แต่เฉินซื่อกลับสั่งให้โบยนางจนสิ้นลม ความแค้นนี้ฝังลึกอยู่ในกระดูก แต่ลู่หลินมิใช่คนโง่เขลา นางอดทน ซ่อนเล็บ ซุ่มเรียนรู้วิชาโอสถ พิษ และการต่อสู้จากบันทึกเก่าของมารดาที่ซ่อนไว้ใต้แผ่นกระดาน
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ใหญ่” น้ำเสียงของลู่หลินราบเรียบดั่งผิวน้ำที่ถูกแช่แข็ง “ข้าจะขึ้นเกี้ยวไปแทนพี่ใหญ่... แลกกับป้ายวิญญาณของมารดาข้า ที่ต้องถูกนำออกจากห้องเก็บฟืน แล้วตั้งไว้ในศาลารวม”
เฉินซื่อแค่นหัวเราะ เหยียดริมฝีปากแดงก่ำ “เด็กฉลาด ย่อมรู้ว่าตนมีค่าเพียงใด มามา... ปิดหน้าให้นางเสีย เกี้ยวจากจวนเหยียนหวังมาถึงหน้าประตูข้างแล้ว”
ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักลายโบตั๋นถูกทิ้งตัวลงมา ปิดกั้นแสงสว่างทั้งหมดจากดวงตาของลู่หลิน เหลือเพียงความมืดสลัวและกลิ่นไอของผ้าไหมราคาแพงที่ซ่อนความเน่าเฟะของตระกูลนี้ไว้เบื้องหลัง
ไร้เสียงประทัด... ไร้เสียงแตรสังข์หรือเสียงพิณฉลองมงคล...
พิธีแต่งงานของชินอ๋องแห่งราชวงศ์เซี่ย กลับเงียบเชียบยิ่งกว่างานศพของคหบดีแถบชานเมือง
เกี้ยวแปดคนหามที่ควรเป็นเกียรติยศสูงสุดของพระชายาเอก ถูกลดทอนเหลือเพียงเกี้ยวไม้สี่คนหามสีทึมเทา มีเพียงผ้าแพรแดงเก่าคร่ำผูกไว้ตรงยอดเกี้ยวเพื่อบ่งบอกว่าเป็นงานมงคล คนแบกหามมิใช่ทหารรักษาพระองค์ แต่เป็นบ่าวไพร่ชราภาพที่ย่ำเท้าไปบนผืนดินโคลนอย่างเหนื่อยล้า ไร้ขบวนสินเดิมที่ทอดยาวเป็นมังกร มีเพียงหีบไม้สองใบที่ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณมารดาที่ลู่หลินกอดแนบชิดไว้ข้างกาย
นางนั่งหลังตรงอยู่ภายในเกี้ยวที่โยกคลอนตามจังหวะก้าวเดิน ละอองฝนสาดซัดเข้ามาทางรอยต่อของม่านหน้าต่าง ลมหนาวพัดพาเอากลิ่นดินชื้นแฉะเข้ามากระทบผิวกาย ความเย็นเฉียบแทรกซึมผ่านผ้าไหมเนื้อบาง แต่มิอาจทำให้หัวใจของนางสั่นไหว
ลู่หลินยกมือขึ้นเลิกผ้าคลุมหน้าออกเล็กน้อย มองลอดช่องหน้าต่างออกไป สองข้างทางของถนนสายทิศประจิมไร้ซึ่งผู้คนมาร่วมยินดี ประตูบ้านทุกหลังปิดสนิท ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวเงาอำนาจของ ‘อ๋องพิการ’ ผู้ถูกปลดจากตำแหน่งทางทหาร และกลัวยิ่งกว่าคือราชสำนักที่จับตามองว่าผู้ใดจะมาข้องแวะกับขั้วอำนาจเก่านี้
‘เซียวเหยียน... บุรุษที่ถูกตัดแขนขา ขังไว้ในกรงขังทองคำงั้นหรือ’
ลู่หลินคิดในใจ ข่าวลือในเมืองหลวงกล่าวขานถึงเขาไว้อย่างน่าสะพรึงกลัว บ้างก็ว่าเขาเสียสติ ทุบตีบ่าวไพร่จนตายไปหลายคน บ้างก็ว่าขาของเขาเน่าเปื่อยจนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง และมีอารมณ์วิปริตชอบทรมานสตรีเพื่อระบายความเคียดแค้นที่ตนกลายเป็นคนไร้ค่า
ทว่า สำหรับลู่หลิน... สถานที่แห่งนี้มิใช่หลุมฝังศพ แต่เป็น ‘ทางรอด’
การหลุดพ้นจากสายตาที่กดขี่ของเฉินซื่อและบิดาใจแคบ คือก้าวแรกแห่งอิสรภาพ จวนเหยียนหวังจะรกร้างหรือเต็มไปด้วยพิษภัยเพียงใด ย่อมดีกว่าการเป็นเบี้ยหมากให้คนตระกูลไป๋บงการ นางมีพิษ นางมีเข็มเงิน และนางมีดวงตาที่มองทะลุความจริง หากอ๋องผู้นั้นพิการจริง นางจะรักษาเขาเพื่อแลกกับที่ยืน หากเขาร้ายกาจ... นางก็พร้อมจะใช้พิษดับลมหายใจเขาอย่างไม่ลังเล
เกี้ยวค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดนิ่งพร้อมกับเสียงกระแทกลงบนพื้นหินแกรนิต
“ถึงแล้ว... เชิญพระชายาลงจากเกี้ยวพ่ะย่ะค่ะ” เสียงแหบพร่าของขันทีเฒ่าดังขึ้นจากด้านนอก ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง มีเพียงความเบื่อหน่ายที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง
ลู่หลินดึงผ้าคลุมหน้าลงมาปิดบังใบหน้าอีกครั้ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติ สองมือประคองกระโปรงยาวสีแดง ก้าวเท้าออกจากเกี้ยวท่ามกลางละอองฝนที่ตกลงมาพรำๆ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าหลังผ้าคลุมหน้าสีโปร่งแสง หาใช่จวนอ๋องที่สง่างามโอ่อ่าอย่างที่ควรจะเป็นประตูใหญ่สีชาดของตำหนักเหยียนหวังมีสีลอกร่อน คราบตะไคร่น้ำเกาะกินตามฐานสิงโตหินแกะสลักที่หักพังไปครึ่งหนึ่ง โคมไฟมงคลสีแดงที่แขวนอยู่หน้าประตูถูกลมพัดจนขาดวิ่น แกว่งไกวไปมาส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดในความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทหารยามที่เฝ้าประตูมีเพียงสี่นาย ยืนพิงหอกด้วยท่าทางเกียจคร้าน แววตาของพวกเขาว่างเปล่าราวกับทหารที่ถูกทิ้งให้ตายในสนามรบ
“เชิญพระชายาเสด็จเข้าตำหนักมงคลได้พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง... ทรงรออยู่ด้านในแล้ว” ขันทีเฒ่าพูดจบก็ก้มหน้าก้าวถอยหลัง ปล่อยให้นางยืนอยู่เพียงลำพังกลางลานหินที่เปียกชุ่ม ไร้แม่สื่อคอยประคอง ไร้สาวใช้เคียงข้าง
ลู่หลินไม่แม้แต่จะปริปากถาม นางยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อมิให้เปื้อนโคลน ก่อนจะก้าวข้ามธรณีประตูสูงใหญ่เข้าไปในตำหนักชั้นในด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาดั่งแมวป่า
ยิ่งก้าวลึกเข้าไป กลิ่นอายรอบกายยิ่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
กลิ่นกำยานหอมหวานที่ควรมีในคืนแต่งงานกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นยาจีนเข้มข้น รสขมของสมุนไพรขับพิษลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ และเมื่อลมพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท ลู่หลินที่ไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษกลับได้กลิ่นที่แปลกปลอมยิ่งกว่านั้น...
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นสนิมเหล็ก
ร่างบางหยุดชะงักลงที่หน้าประตูห้องหอ บานประตูไม้แกะสลักลายมังกรคู่เคลือบรักสีดำมะเมื่อม แสงเทียนสลัวจากด้านในส่องลอดรอยแยกออกมา ทอดเงายาวทาบลงบนพื้นทางเดิน
นางมิได้เคาะประตู แต่ผลักบานไม้นั้นเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
แอ๊ด...
เสียงเสียดสีของบานพับประตูดังก้องในห้องที่เงียบสงัด ลู่หลินก้าวข้ามผ่านธรณีประตูเข้าไป กลิ่นเทียนขี้ผึ้งและกลิ่นสุราแรงปะทะเข้ากับใบหน้าทันที ภายในห้องหอกว้างใหญ่โอ่อ่า แต่กลับเย็นยะเยือกดั่งถ้ำน้ำแข็ง ผ้าม่านเตียงสีแดงสดปักลายหงส์มังกรถูกรวบขึ้นด้วยสายรัดสีทอง ทว่าบนเตียงกว้างกลับว่างเปล่า
สายตาของนางกวาดมองผ่านม่านโปร่งสีแดง ไปหยุดลงที่มุมมืดด้านหนึ่งของห้อง
ตรงนั้น... มีรถเข็นไม้จันทน์ดำตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
บนรถเข็น มีบุรุษร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งอยู่ เขาสวมชุดคลุมมงคลสีแดงเข้มปักดิ้นทอง ทว่าสาบเสื้อด้านหน้ากลับถูกแหวกออกอย่างไร้ระเบียบ เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นตึง ผิวพรรณสีทองแดงของเขาตัดกับรอยแผลเป็นแนวยาวที่พาดเฉียงจากไหปลาร้าลงมาถึงซี่โครง ลมหายใจของเขาหนักหน่วง แผ่ซ่านไอความร้อนและกลิ่นสุราที่คละคลุ้ง
ท่อนล่างของเขาถูกคลุมทับด้วยผ้าห่มขนสัตว์หนาสีดำสนิท ปิดบังขาทั้งสองข้างที่ไร้เรี่ยวแรง ทว่าสิ่งที่สะกดสายตาของลู่หลินไม่ใช่ความพิการของเขา...
แต่เป็นใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักศิลาที่กำลังเงยขึ้นมองนาง
คิ้วกระบี่ดำขลับพาดเฉียงรับกับสันจมูกโด่งคม ริมฝีปากบางเฉียบได้รูป ทว่าดวงตาคู่นั้น... ดวงตาเรียวรีดั่งหงส์ที่กำลังจ้องมองมา กลับลุกโชนไปด้วยประกายแห่งความกระหายเลือด ดุดัน เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารที่รุนแรงจนทำให้อากาศในห้องแทบจะหยุดนิ่ง
“เจ้า... คือคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋งั้นรึ”น้ำเสียงทุ้มต่ำ แหบพร่า และแฝงความหยามเหยียดดังขึ้น ทำลายความเงียบงันลง เซียวเหยียนไม่แม้แต่จะขยับตัว เขายังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนรถเข็น มือขวาถือจอกสุราสำริดไว้หลวมๆ นิ้วมือของเขายาวและหยาบกร้าน มีรอยด้านจากการจับดาบและธนูอย่างเห็นได้ชัด
ลู่หลินยืนนิ่งอยู่กลางห้อง นางมิได้ส่งเสียงตอบในทันที แต่ค่อยๆ ยกมือเรียวขาวผ่องขึ้น ปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงออกด้วยตนเองอย่างแช่มช้อย
ผ้าแพรสีแดงร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน เผยให้เห็นใบหน้างดงามสะกดสายตา ผิวขาวผุดผ่องดั่งหยกมันแพะ ริมฝีปากอิ่มสีชาด และดวงตาดอกท้อที่สุกสกาวเป็นประกาย ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านหรือหวาดกลัวต่อบุรุษเบื้องหน้า
เซียวเหยียนหรี่ตาลง ประกายความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาคมปลาบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดั่งธารน้ำแข็ง
“ตระกูลไป๋ช่างกล้าหาญยิ่งนัก...” ชายหนุ่มแค่นยิ้ม ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุก “ข้าเคยเห็นหน้าไป๋รั่วหลันในงานเลี้ยงล่าสัตว์ของวังหลวงเมื่อสามปีก่อน นางมิได้มีดวงตาเช่นเจ้า... เจ้าเป็นใคร คนของฮองเฮา หรือไส้ศึกที่รัชทายาทส่งมาคอยดูว่าข้าจะตายวันตายพรุ่งเมื่อใด”
ลู่หลินย่อกายลงคำนับตามมารยาท ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ ทว่าสายตายังคงสบประสานกับดวงตาของพยัคฆ์ร้ายอย่างไม่ยอมแพ้
“หม่อมฉัน ไป๋ลู่หลิน บุตรสาวคนที่สามของตระกูลไป๋ เกิดจากอนุภรรยาเพคะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ชัดถ้อยชัดคำ “พี่สาวของหม่อมฉันไม่อาจตัดใจละทิ้งความรุ่งโรจน์ในเมืองหลวงได้ ตระกูลไป๋จึงส่งหม่อมฉันมาทำหน้าที่นี้แทน... ขึ้นเกี้ยวเป็นพระชายาของท่านอ๋อง”
“บุตรสาวอนุ” เซียวเหยียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูแห้งแล้งและน่าเวทนายิ่งนัก “ฮะๆๆ... ดี! ตระกูลขุนนางขั้นสี่ปลายแถว ช่างกล้าส่งลูกอนุสวะมาเหยียบย่ำข้าถึงในจวน คิดว่าข้าเซียวเหยียนพิการจนไร้เขี้ยวเล็บ จะยอมรับเอาเศษสวะที่พวกเจ้าโยนมาให้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ”
“เพล้ง!”
จอกสุราสำริดในมือของเขาถูกขว้างกระแทกเข้ากับเสาไม้ข้างศีรษะของลู่หลินอย่างแรง เศษสุราสาดกระเซ็นเปื้อนพวงแก้มและลำคอขาวผ่องของนาง ทว่าหญิงสาวกลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปล่อยให้หยาดสุราไหลรินลงมาตามผิวเนื้อ
เซียวเหยียนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่เข้มขึ้น เขากระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม สองมือที่วางอยู่บนที่พักแขนของรถเข็นเกร็งแน่น
“เข้ามานี่...” เขาออกคำสั่ง น้ำเสียงต่ำพร่าทว่าทรงอำนาจจนอากาศสั่นสะเทือน
ลู่หลินมิได้ถอยหนี นางก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ ชายกระโปรงสีแดงกวาดผ่านพื้นห้อง จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของรถเข็นไม้จันทน์ดำ ห่างจากร่างหนาเพียงแค่เอื้อมมือ
กลิ่นกายของบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นสุราและไอความร้อนแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างรุนแรง ลู่หลินก้มลงมองใบหน้าของเขาในระยะประชิด สังเกตเห็นเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพรายอยู่ตามไรผม และกล้ามเนื้อลำคอที่ตึงเปรี๊ยะ
ทันใดนั้นเอง มือใหญ่ที่หยาบกร้านดั่งคีมเหล็กก็พุ่งเข้าคว้าหมับเข้าที่ลำคอระหงของนาง
“อึก...”
ลู่หลินส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ เมื่อฝ่ามือร้อนจัดของเซียวเหยียนรัดแน่นเข้าที่รอบคอของนาง นิ้วโป้งของเขากดลงตรงจุดชีพจรข้างลำคออย่างแม่นยำ เพียงเขาออกแรงบิดเพียงนิดเดียว ลำคอบอบบางนี้ก็พร้อมจะแหลกคามือ
“เจ้าไม่กลัวตายรึ” เซียวเหยียนกระซิบ สายตาของเขาเลื่อนลงมองริมฝีปากอิ่มสีชาดที่เผยอออกเล็กน้อยเพื่อกอบโกยอากาศ “รู้หรือไม่ว่าสตรีที่เข้ามาในห้องนี้... มีกี่คนที่ไม่ได้ออกไปอีกเลย”
แทนที่ลู่หลินจะดิ้นรนขัดขืนหรือส่งเสียงกรีดร้องขอความเมตตา นางกลับค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้น ทาบทับลงบนหลังมือหนาของเขา สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของนางทำให้เซียวเหยียนชะงักไปเล็กน้อย
นางสบตากับเขาในระยะห่างไม่ถึงคืบ แววตาของนางนิ่งสงบดั่งสระน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
“หม่อมฉันรู้เพคะว่าท่านอ๋องสังหารหม่อมฉันได้ง่ายดายเพียงใด...” นางเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ทว่าน้ำเสียงยังคงมั่นคง “แต่หากท่านอ๋องบีบคอหม่อมฉันให้ตายในคืนเข้าหอ พรุ่งนี้เช้า... ราชสำนักจะมีข้ออ้างส่งคนเข้ามาตรวจค้นจวนเหยียนหวัง ยัดข้อหาว่าท่านอ๋องเสียสติและเป็นภัยต่อความมั่นคง เมื่อนั้น... วันเวลาแห่งความสงบสุขที่ท่านอ๋องแสร้งสร้างขึ้นมา ย่อมพังทลายลงทันที”
คำพูดของนางทำให้ดวงตาของเซียวเหยียนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความดุดันในดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นความระแวงสงสัยที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
‘แสร้งสร้างขึ้นมางั้นรึ’
นางรู้ได้อย่างไร สตรีจากตระกูลขุนนางเล็กๆ นางนี้ มีความนัยอันใดซ่อนอยู่เบื้องหลัง
“เจ้าคิดว่าตนเองฉลาดนักรึ” เซียวเหยียนกระตุกยิ้ม ร่างกายท่อนบนของเขาโน้มเข้ามาใกล้นาง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มของลู่หลินจนนางรู้สึกวูบวาบ “บุตรสาวอนุที่ถูกทิ้งขว้าง... คิดจะมาต่อรองกับข้าด้วยคารมแค่นี้งั้นหรือ”
มือที่บีบคอเปลี่ยนเป็นกระชากร่างบางของนางลงมาอย่างแรง
“ว้าย!”
ลู่หลินเสียหลัก ล้มพับลงไปนั่งคร่อมอยู่บนตักกว้างของบุรุษบนรถเข็น
สัมผัสแรกที่แนบชิดทำให้นางสะท้านไปทั้งสรรพางค์กาย สะโพกกลมกลึงของนางบดเบียดลงบนหน้าตักที่แข็งแกร่งดั่งหินผา แม้จะมีผ้าห่มขนสัตว์กั้นขวางไว้ แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงมัดกล้ามเนื้อท่อนขาที่แน่นตึง... หาใช่ขาลีบเล็กของคนพิการที่ไม่ได้ใช้งานมานานปีไม่
‘เขามิได้พิการจริง!’ ความคิดนี้แล่นวาบเข้ามาในสมองของลู่หลินทันที
ทว่านางยังไม่มีเวลาได้ใคร่ครวญ แขนแกร่งของเซียวเหยียนก็ตวัดโอบรัดรอบเอวคอดกิ่วของนางไว้แน่นดั่งโซ่ตรวน ดึงร่างของนางให้แนบชิดกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขา ความร้อนจากผิวกายของเขาแผดเผาผ่านเนื้อผ้าไหมจนร่างของนางเริ่มร้อนรุ่มตามไปด้วย
มือหยาบกร้านอีกข้างหนึ่งของเขายกขึ้น ลูบไล้ไปตามแนวสันกรามของนาง ไล่ลงมายังลำคอระหงที่เขาเพิ่งปล่อยมือ และหยุดลงที่สาบเสื้อคลุมมงคลสีแดง
“ในเมื่อตระกูลไป๋ส่งเจ้ามาเป็นเครื่องสังเวย...” เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าเต็มไปด้วยความยั่วยวนที่อันตราย “เจ้าก็ต้องทำหน้าที่ของเครื่องสังเวย คืนนี้... หากเจ้าทำให้ข้าพอใจไม่ได้ ข้าอาจจะโยนเจ้าออกไปให้สุนัขเฝ้าประตูกัดแทะเล่นก็ได้นะ พระชายาคนใหม่ของข้า”
แควก!
เสียงฉีกขาดของผ้าไหมเนื้อดีดังก้องกังวานในความเงียบ เซียวเหยียนออกแรงเพียงนิดเดียว สาบเสื้อด้านหน้าของชุดวิวาห์ก็ถูกกระชากเปิดออก เผยให้เห็นเอี๊ยมสีแดงปักลายดอกบัวตูมที่โอบอุ้มทรวงอกอวบอิ่มขาวผ่อง และร่องอกลึกที่กำลังกระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจที่เริ่มติดขัด
ลู่หลินกัดริมฝีปากแน่น ความเยียบเย็นของอากาศปะทะกับผิวเนื้อที่เปลือยเปล่า ทว่าความร้อนจากสายตาคมกริบของเซียวเหยียนที่กำลังจ้องมองเรือนร่างของนาง กลับร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟ
ดวงตาของแม่ทัพหนุ่มลุกโชนไปด้วยประกายแห่งความกระหายที่ถูกกักขังมาเนิ่นนาน เขาก้มหน้าลงไปจนปลายจมูกเฉียดผ่านซอกคอหอมกรุ่นของนาง สูดดมกลิ่นกายสาวที่ไร้การปรุงแต่ง... กลิ่นของสมุนไพรสดชื่นและกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวที่ทำให้เลือดในกายของเขาวิ่งพล่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้าตัวหอมดีนี่...” เขาพึมพำชิดริมใบหูของนาง ก่อนจะขบกัดติ่งหูนิ่มเบาๆ จนลู่หลินต้องสะดุ้งสุดตัวและเผลอเปล่งเสียงครางหวานหูออกมา
“อื้อ...”
ลู่หลินพยายามรวบรวมสติที่กำลังกระเจิดกระเจิง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้กำลังทดสอบความอดทนของนาง กำลังต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางให้แหลกคามือเพื่อดูว่านางเป็นใครกันแน่ แต่นางมิใช่สตรีในห้องหอที่จะยอมให้ผู้ใดรังแกฝ่ายเดียว
มือเรียวที่ซ่อนอยู่ข้างลำตัว แสร้งทำเป็นโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเขาเพื่อพยุงตัว ทว่าปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของนางกลับแอบกดลงตรงจุดชีพจร ‘เฟิงฉือ’ บริเวณท้ายทอยของเขาอย่างแนบเนียน
การกดจุดนั้นเบาบางราวกับสัมผัสลูบไล้ ทว่าสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูง มันคือการกระตุ้นให้ลมปราณที่ติดขัดแล่นพล่าน
“อึก!”
เซียวเหยียนชะงักไปในทันที กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาเกร็งกระตุก ความร้อนในกายปะทุขึ้นสูงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อรู้ว่าสตรีในอ้อมกอดมิได้อ่อนแออย่างที่ตาเห็น นางมีความรู้เรื่องจุดชีพจร... และกล้าดียังไงมาเล่นงานเขาในระยะประชิดเช่นนี้
เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของนางขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างรวดเร็ว ตรึงนางไว้กับแผงอกของเขาอย่างแน่นหนา
“เจ้าทำอะไร” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันและเข้มงวด
ลู่หลินเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ริมฝีปากสีแดงก่ำเผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นความเย้ายวนที่ซ่อนความร้ายกาจไว้ภายใน
“หม่อมฉันเพียงแต่ช่วยปรับลมปราณที่แปรปรวนของท่านอ๋องเพคะ...” นางกระซิบตอบ น้ำเสียงหวานหยดย้อยทว่าแฝงยาพิษ “พิษ ‘เหมันต์กลืนวิญญาณ’ ในกายท่านอ๋อง แม้จะถูกกดไว้ได้ถึงแปดส่วน แต่ยามที่ท่านอ๋องเกิดอารมณ์กำหนัดหรือใช้กำลังมากเกินไป ลมปราณร้อนจะตีกลับจนเส้นเลือดในดวงตาแตก... หากท่านอ๋องอยากจะ ‘เสพสม’ กับหม่อมฉันจนถึงเช้า ก็ควรจะผ่อนคลายลงหน่อยมิใช่หรือเพคะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหออีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งสองที่สอดประสานกัน
เซียวเหยียนจ้องมองใบหน้างดงามของสตรีที่นั่งอยู่บนตัก หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นางรู้ชื่อพิษ... นางรู้จุดชีพจร... และนางรู้กระทั่งว่าเขากำลังซ่อนพลังยุทธ์ไว้
สตรีผู้นี้มิใช่เบี้ยหมากธรรมดาที่ใครจะบดขยี้ได้ง่ายๆ นางคือดอกกุหลาบอาบยาพิษที่ถูกส่งมายังถ้ำพยัคฆ์แห่งนี้
มุมปากของเซียวเหยียนค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม แววตาที่เคยมืดมนกลับทอดประกายวาววับดั่งสัตว์ป่าที่พบเหยื่อที่คู่ควร
“ไป๋ลู่หลิน...” เขาเอ่ยชื่อนางออกมาอย่างช้าๆ รสชาติของชื่อนี้ช่างหวานล้ำและเผ็ดร้อนในคราวเดียวกัน “ดูเหมือนว่าคืนวิวาห์ที่น่าเบื่อหน่ายนี้... จะมีเรื่องสนุกให้ข้าทำเสียแล้วสิ”
เขาก้มลงบดขยี้ริมฝีปากของนางลงมาอย่างดุดันและไร้ความปรานี เริ่มต้นคืนแต่งงานที่ไร้ซึ่งพรจากสวรรค์ มีเพียงไฟราคะและความลับอันตรายที่กำลังจะหลอมรวมชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกันในความมืดมิด
ความเงียบงันภายในห้องหอของเรือนประจิมมิได้ให้ความรู้สึกสงบ หากแต่หนักอึ้งดั่งขุนเขาที่พร้อมจะถล่มลงมาทับร่าง เปลวเทียนมงคลคู่สูงท่วมศอกที่ปักอยู่บนเชิงเทียนทองเหลืองสั่นระริกตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแยกของกรอบหน้าต่างไม้ น้ำตาเทียนสีแดงข้นคลั่กหยดลงบนถาดรองหยดแล้วหยดเล่า ดั่งหยาดโลหิตที่หลั่งรินในคืนวิวาห์ไร้สำเนียงไป๋ลู่หลินขยับตัวลุกขึ้นยืนจากตักแกร่งของบุรุษบนรถเข็นอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของนางสงบนิ่งจนน่าประหลาด แม้สาบเสื้อคลุมมงคลสีแดงเลือดนกจะถูกกระชากจนฉีกขาด เผยให้เห็นขอบเอี๊ยมไหมปักลายดอกบัวที่โอบรัดเนินเนื้อขาวผ่องรำไร แต่นางกลับไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นปิดบังทรวงอกของตนเองด้วยความตื่นตระหนกนางเพียงแต่ปัดเศษผ้าที่รุ่ยร่ายออก แล้วประสานมือไว้เบื้องหน้า ดวงตาดอกท้อทอดมองร่างสูงใหญ่ที่นั่งพิงพนักรถเข็นไม้จันทน์ดำด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์เซียวเหยียนยังคงนั่งนิ่ง แผงอกเปลือยเปล่าสีทองแดงสะท้อนแสงเทียนเป็นเงามันวับ รอยแผลเป็นแนวยาวที่ลากผ่านตั้งแต่ไหปลาร้าลงมาถึงซี่โครงกระตุกขึ้นเล็กน้อยตามจังหวะการหายใจเข้าออ
กลิ่นกำยานรมเสื้อผ้าในเรือนปีกทิศตะวันตกของจวนตระกูลไป๋ไม่เคยหอมหวน มันเป็นเพียงกลิ่นควันไหม้ของสมุนไพรราคาถูกที่มักทิ้งคราบเหนียวไว้บนขอบหน้าต่างไม้ผุ แต่ในเช้าตรู่ของสารทฤดูปีนี้ กลิ่นนั้นกลับถูกกลบด้วยกลิ่นหอมเอียนของแป้งผัดหน้าเนื้อหยาบ และหยาดฝนกระหน่ำที่สาดซัดกระทบชายคาจนแทบไม่ได้ยินเสียงผู้คน“นั่งนิ่งๆ อย่าได้ขยับสิ นังเด็กกาฝาก หากคิ้วคู่นี้เขียนเบี้ยวแม้แต่เส้นเดียว ชะตาชีวิตของคนทั้งตระกูลไป๋ต้องมามัวหมองเพราะเจ้า”เสียงตวาดแหลมสูงดั่งเข็มแทงแก้วหูดังมาจากด้านหลัง มามาเฒ่าผู้เป็นบ่าวคนสนิทของฮูหยินใหญ่เฉินซื่อกำลังกระชากมวยผมสีดำขลับของ ไป๋ลู่หลิน ดึงรั้งไปทางด้านหลังอย่างไม่ปรานี หวีเขาสัตว์ซี่คมกรีดลึกบนหนังศีรษะจนหญิงสาวรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่แล่นเป็นริ้ว ทว่าใบหน้ารูปไข่ใต้คันฉ่องสำริดกลับนิ่งสนิท ไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัวหรือความเจ็บปวดดวงตาดอกท้อที่ซ่อนประกายคมกริบเหลือบมองเงาสะท้อนของตนเอง ในคันฉ่องนั้น นางสวมอาภรณ์มงคล

















