FAZER LOGIN
หลังจากนั้นลลิสาก็กลับมายังห้องเดิมของตัวเองอีกครั้งตามคำแนะนำของคานโล ทั้งที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาไม่แม้แต่อธิบาย ไม่บอกอะไรกันเลยสักคำ
ร่างเล็กยืนอยู่หน้ากระจกที่มีฝุ่นเกาะติด หากแต่ไม่หนาเตอะเท่าโต๊ะเครื่องแป้ง มองลำคอระหงที่มีรอยแดงเป็นปื้น เห็นรูปง่ามนิ้วทั้งห้าถึงกับริมฝีปากสั่นระริก เขาไม่ยั้งมือ กะเอากันถึงตาย
ไหนว่าไม่อยากฆ่า
แล้วเมื่อกี้มันคืออะไร
หยดน้ำตาหล่นแหมะลงบนโต๊ะ เธอหลุบตาต่ำมองสิ่งนั้น และชะงักเล็กน้อย เนื่องจากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้องไห้ตอนไหน เพียงแค่เห็นน้ำตาหยดแรก หยดต่อไปก็มาพร้อมกับเสียงสะอื้น ความกลัวที่มีทำให้ร่างบางต้องกอดตัวเองไว้แน่น ไม่เคยร้องหนักขนาดนี้มาก่อนเลย
“พ่อขาแม่ขา สาจะรอดกลับไปหาไหมคะ”
ด้านของเหมันต์ เวลาหลายชั่วโมงทำให้เขาใจเย็นลงบ้างแล้ว และจำได้ทั้งหมดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แทนที่เขาจะรู้สึกผิดกลับไม่เลย
ยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานยกมือขึ้นกุมขมับก่อนนวดมันเบาๆ เขาปวดหัวซะจนต้องขอยามากิน ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นมาถึงตอนนี้ไม่ได้ถามหาเธอแม้แต่น้อย ทั้งที่ประเมินเหตุการณ์ได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาทำลงไป ทำให้เธอบาดเจ็บหนัก
จนกระทั่งทำงานเสร็จซึ่งผ่านไปแล้วหกชั่วโมงกว่า พร้อมกับฟ้าเริ่มที่เปลี่ยนสี เสียงประตูถูกเคาะ เขาที่อยู่ในท่าเอนหลังศีรษะหนุนพนักเปล่งเสียงออกไปหากแต่ไม่ได้เปิดเปลือกตา
“เข้ามา”
เป็นคานโล และนั่นเขารู้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนบอกให้เขากลับมาพร้อมกับข้อมูล หลังสั่งให้ไปสืบ
“ได้มาแล้วครับ ข้อมูลอยู่ในนี้ทั้งหมด”
Flash Drive ถูกยื่นมาโดยลูกน้องคนสนิท ผู้เป็นนายรับมาถือไว้ด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะนำมันเสียบกับคอมซึ่งเปิดค้างเอาไว้ สิ่งที่เห็นเป็นประวัติของลลิสาซะส่วนใหญ่ นอกนั้นเป็นคลิปวิดีโอเกี่ยวกับหลักฐานฉ้อโกงของศัตรู ซึ่งเขายังไม่สนใจมัน
หน้าที่คานโลมักรู้อยู่แล้วว่าแม้จะหาข้อมูลมาให้ได้อย่างครบถ้วน ส่งถึงมือผู้เป็นนายในเวลาเท่าที่จะเร็วตามปัญญาที่มี ก็ยังต้องรายงานให้เขาฟัง เขาจึงก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“พ่อของเธอเป็นทูตครับ”
ทว่าคานโลเป็นคนฉลาด มักรู้ใจนายเป็นที่สุด และประเมินสถานการณ์ได้ดีเยี่ยม สิ่งที่ควรจะทำ และคำไหนที่ควรถูกยกออกมาขีดเส้นใต้ว่าสำคัญ เขาจึงเลือกบรรทัดนั้น หากแต่มันคงกระชับไปหน่อย ก้านนิ้วแกร่งจังหวะเลื่อนเมาส์ถึงได้ชะงัก หัวคิ้วย่นเข้าหากันยุ่ง เหลือบมองลูกน้องที่จู่ๆก็เงียบไป
“ต่อ..”
“มีความสัมพันธ์รู้จักมักคุ้น” น้ำเสียงของคานโลขาดห้วง ตอนก้อนจุกติดคอ เพื่อทำกลืนลงไปก่อน “กับพ่อของเพื่อนสนิทที่กำลังตามหาเธออยู่ตอนนี้..ครับ”
นั่นเพราะเขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้บ้าง ถึงได้เตรียมรับมือไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหากควบคุมไม่ได้สิ่งเดียวที่ควรทำเพื่อเอาตัวให้รอดคือ เงียบ ไม่พูด ไม่แสดงความเห็น จนกว่าคนเป็นนายจะร้องขอ
“ทั้งคู่?”
“ครับ สามตระกูลนี้รู้จักกัน”
“กับพ่อไอ้คนที่ชื่อเหนือเมฆนั่นล่ะ สนิทกันแค่ไหน”
“เอ่อ..”
ยังไม่ทันได้คำตอบจากคานโล เพียงแค่เขาอ้ำอึ้งเหมันต์ก็เดาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ มือข้างจับเมาส์ถูกละออกมากำไว้แน่น ดวงตาครั่นคร้ามจ้องมองเข้าไปในตาลึกที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นปนกลัว
“ออกไป กูจะอ่านทั้งหมดเอง”
“ครับ”
แน่นอนว่านาทีนี้ คานโลจะต้องเร่งถอย การอยู่ตามลำพังในขณะที่เจ้านายนั้นกำลังฟุ้งซ่านเป็นสิ่งที่สมควร เพราะเขาต้องการสมาธิจึงไม่ควรมีอย่างอื่นเข้ามาแทรก
ประตูถูกปิดพร้อมล็อคจากข้างในเป็นจังหวะเดียวกับที่เหมันต์หันไปมองจอคอม ความเงียบเข้าปกคลุมในห้องอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงคลิกเมาส์และลมหายใจแรงของเขา สลับกับหัวคิ้วย่นเข้าหากันตามลำดับ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เขาอ่าน บทสรุปหลังจากอ่านมัน ได้พรากความรู้สึกเอ็นดูที่มีต่อลลิสาซึ่งน้อยนิดอยู่แล้ว หายไปด้วย
มาเฟียหนุ่มทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้หลับตาลง หากแต่มันคมกริบซะจนน่ากลัว เขาในยามนี้ไม่ต่างจากหมาป่าผู้เดียวดาย พลันหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างกันขึ้นมาแนบหู เพียงแต่กดโทรออกปลายสายก็รับ
(ครับนาย)
“เอาระเบิดนั่นมาให้กู แล้วไปลากคอลลิสามา”
(ครับ? นายครับ ผมคิดว่า..)
“กูสั่ง”
เมื่อออกคำสั่งโทรศัพท์ เขาก็กระแทกมันลงบนโต๊ะทันทีด้วยอารมณ์คุกรุ่น ก่อนจะลุกไปสูบบุหรี่ และจากนั้นไม่นานร่างบางก็โผล่มา
“มะ มาแล้วค่ะ”
จากแค่ร้อนๆหนาวๆระหว่างเดินทางมา พอมาประจันหน้ากับเขาอีกครั้งถึงได้รู้แท้จริงเธอเป็นไข้ ร่างบางชะงักเลิ่กลั่กตามประสาคนหวาดกลัว เผลอๆอาจแพนิคไปแล้วด้วย และนั่นเป็นสาเหตุให้เธอไม่กล้าสบตาเขา ในขณะที่เขามองกลับมาด้วยสายตาที่นิ่ง
มารู้ตัวอีกทีบานประตูถูกปิดกลับด้วยมือของคานโลแล้ว และนั่นทำให้เธอตัวเบาอีกครั้ง เพิ่งรู้ว่าการยืนอยู่สองต่อสองในห้องที่เงียบกริบกับผู้ชายที่หล่อเป็นบ้า เป็นอะไรที่สยองมากเหมือนว่าเธอกำลังจะบ้าไปด้วย ไม่รู้จะจัดการยังไง ได้แต่ดึงมือตัวเองมาผสาน บีบเข้าหากันแน่นจนรู้สึกเจ็บ
“นั่งลงสิ”
ท่าทางของเขาเรียบเฉยจนเดาทางไม่ถูก แต่หากประเมินตามเหตุการณ์ เธอควรจะทำตามที่เขาบอกอย่างเคร่งครัด
ร่างเล็กเดินช้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมที่ถูกบีบคอก่อนหน้า ถึงตอนนี้ก็ยังไม่กล้าสบตาเขา มาเฟียหนุ่มที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางน่ายำเกรง
“เจ็บหรือเปล่า”
เพราะมัวแต่ประหม่านึกถึงเหตุการณ์นั้น รู้ตัวอีกทีเขาก็เข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆแล้ว ไม่พอยังยื่นมือมากะจะสัมผัสตรงรอยช้ำนั้นอีก ทว่าเธอกลับเอนตัวหลบ เป็นสัญชาตญาณที่เจ้าตัวเองยังตกใจ หญิงสาวชะงักลบริมฝีปากที่แห้งผาก ทอดมองเขาพร้อมตวัดมือหวังปกป้องใบหน้า และแน่นอนว่าท่าทางกลัวจนตัวสั่นทำให้เขาหยุด นิ่งงันอยู่พักถึงจะดึงตัวไปยืนหลังตรงเหมือนเก่า
เธอไม่ตอบ แต่เบือนหน้าไปทางอื่น
ปิ้งป่อง.. ปิ้งป่อง.. คราวนี้เป็นเหนือเมฆที่อาสาเดินไปเปิดประตูให้ เพราะกลัวว่าเจ้าของบ้านที่อยู่ในสภาพใกล้ตายคงจะได้สะดุดอะไรเข้าสักอย่างก่อนจะไปถึงประตู “เอาอะไรมา” “เบียร์น่ะ คิดว่าสามันคงอยากดื่ม” “ไอ้เหี้ย กูรู้ว่ารักเพื่อน แต่ไม่ถึงสนับสนุนแบบนี้ก็ได้มั้ง” “น่า..มึงอย่าขัดดิ้” เสียงเถียงกันของคนทั้งคู่ดังแว่วอยู่นอกห้องก่อนจะเดินมายังเธอ ร่างเล็กที่ไม่ได้แตะมาม่าแม้แต่นิด ทั้งที่เหนือเมฆอุตส่าห์ตักและเลื่อนมาให้ตรงหน้าเป็นคนแรก “มากันทำไม อยากอยู่คนเดียว” พอเห็นคนทั้งสองร่างเล็กจึงทำหน้าเบื่อหน่าย เอาจริงเธอคิดว่าการอยู่คนเดียวมันดีกว่าเยอะ ถึงจะสภาพจะแย่แต่ก็คงจะแค่ช่วงนี้ เธอรู้กลไกของร่างกายและนิสัยตัวเองดี เสียใจแค่ไหนก็จะไม่โทรมนาน หากแต่ครั้งนี้ไม่รู้จะเหมือนกันไหม...เพราะมันไม่ใช่แค่เสียใจ เพียงแค่มองเพื่อนสลับกับมาม่าในชาม ริมฝีปากกลีบสวยก็ถูกเบ้ออกอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงสะอื้น นาทีนั้นเธอยกเข่าขึ้นมากอด กระชับแน่นและซบลงแนบหน้า “.......”
โทรศัพท์ที่ตกหล่นลงพื้นไม่ได้ถูกหยิบกลับขึ้นมา การยืนอยู่ตรงนี้ก็เช่นกันไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกล มีเพียงแก้วน้ำก่อนหน้านี้ที่เคยถือไว้โชคดีมากเธอวางลงบนโต๊ะไปก่อนที่จะกดรับสาย ไม่อย่างนั้นคงได้ตกแตกด้วย ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากเธอ และเหมือนว่าจะไม่มีน้ำตาภายในวินาทีนั้น เธอลืมวิธีหายใจ ลืมวิธีกลืนน้ำลาย ถึงได้บาดคอจนเจ็บ ไม่มีอะไรเลยในหัว มีแต่ความมืดดำที่ล้อมรอบตัว เป็นแบบนี้อยู่นานพอควรจนกระทั่ง.. “หะ เห เหมันต์...ฮือ...เหมันต์!!”.. แน่นอนว่าเสียงกรีดร้องลอดผ่านสายโทรศัพท์ที่ยังไม่กดวางมาถึงเจแปน คานโลข่มตาแน่น ความเจ็บปวดที่ระบายผ่านน้ำเสียงนั้นกรีดลึกถึงหัวใจของเขา คิดไว้ไม่มีผิดว่าเธอจะต้องเสียใจ และเหมือนจะยิ่งกว่าที่คิด “นายครับ..” “กูได้ยินแล้ว” หันไปเห็นสภาพของนายตัวเองก็ยิ่งเกิดคำถาม เหตุใดถึงต้องทรมานตัวเองด้วย ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรักกันทำไมถึงไม่อยู่ด้วยกัน เขากดปุ่มวางสาย “นายครับ..” “กูรู้มึงจะถามอะไร” ดวงตาละห้อยหันกลับมามองลูกน้อง ภายในนั้นเต็มไปด้วยความหมองหม่น
“เด็กเปรตก็คือเด็กเปรตอยู่วันยันค่ำ” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเคืองกลับกัน ยังคงยกยิ้มและแค่นหัวเราะ ครั้งนี้อาคีราไม่ได้มาด้วย เนื่องจากภรรยาท้องโต ต้องอยู่ดูแลภรรยา “ขอบคุณที่ชม” เธอยกเหล้ากระดกเป็นแก้วที่สาม ครั้งนี้ไม่ได้ดื่มเพราะติดเป็นนิสัยชอบดื่ม แต่ดื่มเพราะในใจลึกๆรู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน “ด่าก็หาว่าชม คนอะไร..” มีใครบ้างที่จะงงว่าตัวเองนั้นกำลังเผชิญอยู่กับอะไร มีใครบ้างจะนึกสงสัยแต่ไม่ยอมที่จะหาคำตอบ และมีใครบ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าเขาโกหก แต่กลับเลือกที่จะเข้าข้างตัวเอง.. เขาก็แค่ยุ่ง ไม่มีเวลา.. ส่วนเรื่องตาย ตัดไปได้เลย ผู้ชายคนนี้เก่งเกินกว่าที่จะมีวันนั้น “ดึกแล้วจะกลับก่อนก็ได้นะ” ร่างบางลากสายตาจากจุดที่มองอยู่หลายนาทีไปมองหน้าคนข้างๆ “นั่น..ร้องไห้เหรอ” พลันชะงักก็ตอนโดนทัก ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกแค่อยาก และขอบตาร้อนผ่าว ไม่คิดว่าแค่เสี้ยววินาทีตอนกะพริบตาน้ำตาจะร่วงหล่นลงมาจริงๆ นี่จิตใจเธอเปราะบางขนาดนี้เชียว? “สาเหรอ?”
เสร็จจากนั่งคุยกับเพื่อนสนิท ที่บรรยากาศไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ลลิสาก็มุ่งหน้าไปหาแม่ของเธอทันที ร่างบางในภาพแว่นกันแดดสีดำคาดหน้า สะท้อนอยู่ในม่านตาผู้หญิงอายุราวห้าสิบ โดยมีกระจกกั้นกึ่งกลางระหว่างคนทั้งคู่ คนนึงนั่งอยู่ในร้านอาหารที่นัดเอาไว้ผ่านข้อความของลูกสาว ส่วนอีกคนยืนพิงประตูรถเบนซ์หลังลงมาจากรถแล้ว ด้วยความไม่สนิททำให้ต่างคนต่างหาเวลาของตัวเอง เวลาเล็กน้อยที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดไป ก่อนจะเผชิญหน้ากันแบบจริงจังในรอบหกเดือน “สวัสดีค่ะคุณแม่” บางทีเธอก็แอบคิดว่า พี่ชายบุญธรรมของเธอเป็นลูกแท้ๆ ส่วนเธอเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่านะ ร่างบางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่สวยหลังถอดแว่นกันแดดทอดมองใบหน้านั้นว่างเปล่า เข้าใจดีเหตุใดถึงไม่พูด แสดงความยินดีทีได้เจอ คงเป็นเพราะว่าเรื่องของเธอถึงหูหล่อนแล้ว และผลของมัน.. “พ่อของลูกตกเป็นเชลยของคนๆนั้นแล้วสินะ” ก็คือประโยคแดกดัน “คนที่ทำร้ายลูก แต่ลูกกลับเลือก” หญิงสาวไม่มีอะไรจะแก้ตัวถึงได้เงียบ เธอปิดปากสนิท มีแต่สายตาเท่านั้นที่เปิดเผย สมองกำ
“คี..” (สา อยู่ไหน) ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่เป็นห่วงกันแบบนี้เธอคงรู้สึกดีไปแล้ว อาจจะเข้าข้างตัวเองด้วยซ้ำ เขานั้นมีใจให้เธอ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นแทน และอึดอัด ไม่อยากคุยด้วยสักเท่าไหร่ เนื่องจากคนที่เธอรักไม่ใช่คนที่เพื่อนๆเธอชอบ มันจึงดูเหมือนเข้ากันไม่ได้ ไม่พอเขาเพิ่งจะสังหารพ่อของเพื่อนสนิทของสองคนนั้นไป คงยากแล้วที่จะปรองดอง “อยู่โรงแรม” ที่โทรมา เพราะโทรศัพท์เธอมีสัญญาณแล้วแจ้งเตือนไปทางข้อความฝั่งนั้นสินะ? (โรงแรมที่ไหน) “คี ใจเย็นๆ” (ติดต่อไม่ได้สิบกว่าวันสา คุณป้าไปแจ้งความแล้ว ตอนนี้ตำรวจหากันให้วุ่น คีกลัวว่าถ้าตำรวจเจอตอนสาอยู่กับมันจะติดร่างแหไปด้วย มันไม่ใช่คนดีอะไรนี่) “คี! โทรมาแล้วก็หาเรื่องกันเลย?” (แยกแยะหน่อยสา คีรู้ว่าสารักมัน แต่กี่ครั้งแล้วที่สาเป็นแบบนี้ หายไปไหนไม่มีสาเหตุ หายไปแบบปิดสวิตซ์ จู่ๆนึกจะเอากลับมาก็โผล่มาเลย บอกตามตรงมันหยามคีกับเหนือเหมือนกันนะ รู้สึกปกป้องไม่ได้ เมื่อไหร่จะตาสว่างสักที ว่ามันคือคนอันตรายต่อสังคม)
ในที่สุดลลิสาก็ทนการอยู่นิ่งกับที่ไม่ไหว ความดื้อรั้นของเธอทำให้เหล่าคนดูแลต้องยอมแพ้ เนื่องจากว่าพวกหล่อนนั้นมีเหตุจำเป็นต้องขึ้นฝั่งเช่นกัน อีกอย่างสัญญาระหว่างการดูแลสิ้นสุดลงแล้ว แม้ค่าจ้างจะถูกจ่ายครบ ไม่ได้มีปัญหา แต่การไม่ติดต่อมาของผู้เป็นนาย ทำให้คนดูแลไม่กล้าตัดสินใจ พวกหล่อนไม่มีสิทธิ์และอำนาจพอที่จะต่อรองหรือห้ามนายหญิงได้ เพราะไม่รู้ว่าการทำเช่นนั้นจะมีผลเสียมากกว่าผลดีหรือเปล่า เรือลำขนาดกลางออกจากเกาะมุ่งหน้าสู่ฝั่งในเวลาใกล้เที่ยง หญิงสาวก้าวลงจากเรือด้วยการประคองหิ้วปีกของเหล่าคนใช้ ก่อนจะยิ้มบางๆส่งไปให้ “แยกกันตรงนี้เถอะนะ” “จะดีเหรอคะคุณสา” “ดีสิ นี่สัญญาณโทรศัพท์ก็ใช้ได้แล้ว สาจะหาทางกลับกรุงเทพเอง อีกอย่างไปไหนคนเดียวในตอนนี้มันปลอดภัยจะตาย ไม่ตกเป็นเป้าสายตาเหมือนเกาะกลุ่ม ไม่ต้องห่วงนะ สาดูแลตัวเองได้ พี่ๆกลับไปหาครอบครัวกันเถอะค่ะ” “จะเอาอย่างนั้นเหรอคะ” “จ้ะ ขอบคุณมากนะที่อยู่ดูแลสา ระยะเวลาสิบกว่าวันนี้ทุกคนทำงานดีมากนะ น่ารัก เป็นกันเองกับสามากๆ จะไม่ลืมทุกคนเลยนะ”
หลังร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเช้าด้วยกันแล้ว เขาก็สั่งให้เธอเก็บของ แต่มีของอะไรที่จะให้เธอเก็บล่ะ นอกจากเสื้อผ้าที่เขาให้คานโลไปหามาให้ แน่นอนว่าจับตัวไหนมาคู่กัน ก็เหมือนจะเป็นศัตรูกันมากกว่ามิตรไมตรี สุดท้ายได้ชุดเสื้อกล้ามสีขาว และกางเกงลินินสีน้ำตาลอ่อน คลุมด้วยเสื้อโค้ทแขนยาวส
“พร้อมแล้วบอกนะครับ” เขาจุมพิตซับน้ำตาให้ ความอ่อนโยนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากคนอย่างเขา มาเฟียขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อน ฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลา และสิ่งนั้นก็เหมือนจะช่วยปลอบประโลมให้ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ของเธอมลายหายไป ลำคอของเธอแห้งผากจังหวะกลืนก้อนเจ็บ มือที่กำฟ
"อา.." เริ่มเรียกเสียงครางของคนใต้ร่างออกมาบ้างแล้ว เจ้าของหัวใจที่เต้นราวกับกลองศึก สมองขาวโพลนราวกับไม่มีอะไรอยู่ภายในนั้น กายสาวกระตุกตามสัมผัสอันหนักหน่วงของเขา ไม่ว่าจะโดนจุดไหน เป็นว่าจุดนั้นจะต้องร้อนรุ่มประหนึ่งถูกไฟแผดเผา เธอมัวเมาในรสสวาท ลืมไปแล้วเขานั้นจัด
ทันทีที่เขาพูดจบริมฝีปากของเธอก็สั่นระริก ไม่ทันได้เอ่ยคำทักท้วงก็ถูกฉกฉวยไปด้วยความร้อนฉ่าจากอวัยวะเดียวกัน กลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องกลืนสิ่งนั้นกลับไปด้วยความจำใจ เขาทาบริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นจนกลายเป็นความเร่าร้อน ปลายลิ้นร้ายชุ่มชื้นหยอกเย้







