Masuk
“เหมือนกับสา..” ลลิสาเลิกคิ้วสูง เมื่อคนตรงหน้าดูเหมือนว่าจะน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มหายใจแรง และเสียงเริ่มทุ้มต่ำ กัดกรามจนขึ้นสันปูด “เหมือนยังไง คุณไม่ใช่เหรอที่ให้สาใส่หน้ากาก สวมรอยเป็นคนอื่น”
“คุณรู้ดีผมหมายถึงอะไร”
ร่างเล็กนิ่ง เธอรู้เขาหมายถึงการแสร้งทำดีกับเขา ใส่หน้ากากหวังให้เขาตายใจ แต่แค่นี้ถึงกับทำให้โกรธแค้นขนาดนี้เชียวหรือ การเอาตัวรอดเนื่องจากไม่อยากตาย ใครๆเขาก็ทำกันนั้นไม่ใช่หรือไง
“ก็แล้วยังไง ถึงยังไงคุณก็ไม่มีสิทธิ์บังคับสา คุณมีความแค้นกับใครถึงขนาดต้องฆ่าให้ตาย มันเกี่ยวอะไรกับสาด้วยเล่า”
“..........”
“แล้วถ้าพูดถึงเรื่องหน้ากาก คุณเองก็ใส่ หรือไม่ใช่? วันแรกที่เราเจอกันจำได้ไหม ถ้าสารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ เจอห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ สาก็คงไม่รับงานนี้หรอก”
“มันไม่ใช่เพราะเงินหรอกเหรอ” เสียงทุ้มต่ำสวนแทรก “อย่างแรกที่ทำให้คุณติดกับ มันไม่ใช่หน้ากาก คุณไม่ได้สนใจผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ นอกจากเงินที่ถูกเสนอไปแบบเรียกได้ไม่อั้น”
“นั่นมัน..”
ร่างเล็กเถียงไม่ออก เธอได้แต่อ้าปากค้าง ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นในหัว ก็แล้วเธอผิดอะไร ใครก็ต่างต้องการเงินทั้งนั้น หาเงิน ใช้เงิน ไม่ใช่จุดประสงค์ของมนุษย์หรือ? ทว่าเธอขี้เกียจจะเถียง หรือต่อปากต่อคำกับเขา เรื่องนี้ถ้าจะพูดกันจริงๆ พรุ่งนี้เช้าก็คงไม่จบ เธอจึงเลือกที่จะวกไปยังเรื่องเก่า เรื่องที่เธอไม่อยากทำ และจะไม่มีวันทำ
“สาจะไม่ฆ่าใคร จะไม่ทำ อย่ามาบังคับสา”
“กลัวระเบิด?”
“แล้วใครบ้างไม่กลัว!”
“มันจะไม่เกิดขึ้นหรอก ถ้าคุณทำตามอย่างว่าง่าย ไม่ตุกติก แล้วสามวันนี้ก็อย่าคิดหนี เพราะถ้าคุณไปไม่รอดถูกเสือคาบไปกิน คุณก็จะตายเปล่า หรือไม่ถ้าลูกน้องผมตามเจอคุณจะถูกล่ามโซ่”
“ล่ามโซ่! คุณ..สาไม่ใช่สัตว์” ร่างสูงชะงักพลางยกยิ้ม ทอดมองร่างบางสายตาคมกริมแฝงความเจ้าเล่ห์ซ่อนอยู่ หลังโน้มตัวลงมา“แล้วไอ้เสือที่ว่า สาว่าสาเจอมันแล้ว ก็คุณไง! เสือสมิงกินผู้หญิงเป็นอาหาร”
“.....”
“เนรคุณ! อุตส่าห์ทำมื้อเที่ยงให้กิน พออิ่มแล้วกลับมาทำกันอย่างนี้?”
“อะไรนะ” ร่างสูงกลั้วขำ “นี่คุณไม่มีอะไรจะด่าผมแล้วหรือไง”
หรี่ตาต่ำมองร่างเล็กที่โกรธจัดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ยื่นก้านนิ้วแกร่งกะจะไปไล้พวงแก้มขาวเนียน แต่กลับถูกเจ้าของปัดออกอย่างนึกรังเกียจ จนนิ้วนั้นเปลี่ยนเป็นบีบปลายคางแทน
“เจ็บนะ”
“ผมไม่มีเวลามาฟังคุณพล่ามเรื่องผิดชอบชั่วดี หน้าที่ของผมตอนนี้คือเดินหน้าฆ่าพวกมัน เลือกเอาจะเป็นนางนกต่อสวมสร้อยคอระเบิด หรือนางบำเรอนอนรอบนเตียง”
“ไม่เลือกทั้งสอง”
“คุณต้องเลือก! เพราะอย่างสุดท้ายคุณจะต้องตาย ซึ่งผมไม่อยากทำ”
ลลิสานิ่วหน้า เกิดอะไรขึ้น เมื่อกี้เขายังดีๆอยู่เลย หรือโกรธที่เธอพูดคำหยาบ เปรียบเขาเป็นเสือ แล้วไงล่ะ! คนเลวอย่างเขาก็ควรจะได้รับแล้วนี่ ใครมันจะไปบ้าเอาใจแลกใจทั้งที่เขามันคือคนเลว ฆ่าคนเป็นผักเป็นปลา
ลลิสาเม้มริมฝีปากแน่น จ้องเข้าเข้าไปในตาลึก ดวงตาหมองหม่นเคลือบด้วยหยาดน้ำก่อนจะไหลกลิ้งลงมาเป็นทาง กลางอกปวดหนึบ เมื่อรู้ว่าเขากำลังใช้เธอเป็นเครื่องมือในการฆ่าคน แน่นอนว่าถึงเธอไม่ลงมือเอง แต่การมีส่วนร่วมก็ไม่แตกต่าง
“ทำไมต้องทำร้ายคนอื่น ทำไมต้องเอากันถึงตาย พวกเขาทำอะไรให้คุณ!”“เรื่องนี้คุณไม่ต้องรู้หรอก”
“ไม่ให้รู้ งั้นก็อย่าดึงสาไปยุ่งสิ!”
ร่างบางตะเพิด ตวาดเสียงแหลมใส่หน้าเขา ร่างสูงที่กำลังเมาน้ำตาของเธอ หลุดจากภวังค์นั้นหลอมเป็นความหงุดหงิด ความไม่พอใจที่ถูกตวาดใส่หน้าเป็นครั้งที่สองจากผู้หญิงคนเดียวกันทำให้เขาสติแตก นิ้วที่บีบปลายคางเปลี่ยนเลื่อนลงมาตรงลำคอ ออกแรงบีบแน่น บีบเท่ากำลังทั้งหมดที่เขามี
“อื้อ!”
คนถูกกระทำนิ่วหน้า ทั้งมึน ทั้งงงง พยายามดิ้นขลุกขลัก ผลักเขาออก ทว่าภาพที่เขาเห็นกลับไม่ใช่หน้าเธอ แต่เป็นภาพที่คอยตามหลอกหลอนเขาในวัยเด็ก ภาพที่เขามักจะต่อสู้ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เห็นมัน ทั้งที่นานแล้วที่เขาไม่เห็น ทว่าครั้งนี้เธอกลับเป็นคนปลุกมัน
“ค คุณ.. อึก”
ลลิสาเบิกตาโพลงทั้งตี ทั้งจิกกลับสู้แรงเขาไม่ได้ ท่อนแขนและอุ้งมือในตอนนี้ไม่ต่างกันเลยกับเหล็กคีบหนา ง้างเท่าไหร่ก็ไม่ออก ไม่พอมันยังทำเธอเจ็บมากขึ้น คล้ายยิ่งผลักไสยิ่งดันทุรังให้แรงบีบของเขาเพิ่มพูน
“อะ อิน ..เวร์ โน”
ความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ ทำให้เธอผวา ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยสัญชาตญาณ ทั้งถีบทั้งตบและข่วน การกระทำเหล่านั้นส่งผลให้ข้าวของบนโต๊ะตกลงมาแตกกระจาย
เพล้ง!
ทว่าเสียงของมันที่ดังสนั่นไปทั้งห้อง กลับไม่ช่วยให้อะไรเลย เขาไม่ตื่น ส่วนเธอ..
“อิน..อึก เวร์ โน”
กำลังจะตาย...
“ชะ ช่วยด้วย”
ภาพที่ไหลมากองกันเสมือนเป็นภาพสุดท้ายในชีวิต ส่วนใหญ่เป็นภาพของพ่อแม่ และสมัยเรียนจบใหม่ๆ ภาพที่ทั้งครอบและเพื่อนสนิทมารวมตัวกันซึ่งหาได้ยากยิ่ง ภาพรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และ..
“สา..ยังไม่อยาก ตะ ตาย”
เธอพยายามร้องขอชีวิต หลังเห็นว่าภาพล่าสุดนั้นคือเขา วินาทีที่เธอกำลังจะตาย และเธอเห็นบางอย่างภายในนั้น ม่านตาน่ายำเกรง
ความเจ็บปวด..
“ปล่อย..อึก สา”
“.............”
ความอ้างว้าง..
“ยะ ยังไม่อยากตาย..”
และ โดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่
เธอมองลึกเข้าไปในนั้น จ้องมองเขานิ่ง ในขณะกำลังจะหมดลมก็ยังคงร้องหาความเห็นใจ โดยการยกฝ่ามือเย็นเชียบขึ้นไปทาบแก้ม
แก้มเนียนที่อยากสัมผัสในตอนแรก
“อิน...”
ที่มาพร้อมกับความเมตตาจากสวรรค์ ส่งใครคนหนึ่งมาช่วยได้ทันเวลา ก่อนที่มันจะสายเกินไป
“นายครับ!”
คานโลผลักประตูเข้ามาเห็นจังหวะนั้นเข้า จากท่าทีที่เชื่องช้าเปลี่ยนเป็นเร็วในพริบตา กระโจนเข้าหา แบบกระโดดสองทีถึง แม้ไม่ได้มาพร้อมกับม้าขาว แต่เขาก็ว่องไวสุดๆ กระชากแขนคนเป็นนายออก และผลักเธอจนตกเก้าอี้ไป
เพียงแค่หลุดพ้นจากพันธนาการ ก็หาหลุมหลบภัยทันที เธอคลานเข้าไปใต้โต๊ะอย่างลนลาน ตัวสั่นสะท้านในท่านั่งกอดเข่า ภาพนั้นเป็นที่น่าเวทนาและสงสารยิ่งนักต่อสายตาคานโล ทว่าเขาไม่มีเวลามาปลอบใจ มากไปกว่าการทำให้เจ้านายของตัวเองตื่น ให้เร็วที่สุดในตอนนี้ ก่อนคนที่ตายจะไม่ใช่แค่เธอ
“นายครับ!”
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
เสียงน้ำไหลจากฝักบัวรดผ่านศีรษะชำระล้างคราบเลือดออกไปด้วย กลายเป็นว่าบนพื้นเจือจางไปด้วยน้ำสีแดง ดวงตาคมกริบไม่ได้สะทกสะท้านกับสิ่งนั้นแต่อย่างใด สาเหตุเพราะชินแล้ว ภาพการตายของศัตรูต่างหากที่ทำให้เขาสนใจ กระสุนนับสิบกระแทกร่าง และอีกหนึ่งนัดทะลุหัว ไม่พอทั้งตัวยังเหวอะหวะไปด้
“ได้ออกมาข้างนอกแบบนี้ คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอไง” เจ้าของใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มใดๆ ทว่ากลับสวยอย่างไร้ที่ติ และถ้าหัวคิ้วไม่ขมวดเข้าหากันยุ่ง คงจะสวยขึ้นอีกหลายเท่า ละสายตาจากนอกหน้าต่างหันกลับมามองเจ้าของเสียง “ออกไปจดทะเบียนสมรสกับฆาตกรมันควรดีใจใช่ไหมคะ” เธอถ
ขาเดินมาก็ว่าประหม่าเกรงกลัวเขามากแล้ว ขากลับยังมีความรู้สึกคงเดิมอยู่ ต่างกันแค่มันถึงไวกว่าจนน่าใจหาย ประตูห้องนอนถูกเปิดออกไปโดยเขา และเธอที่เดินตามหลังไปติดๆ กลายเป็นต้องเดินผ่านเสี้ยวหน้าด้านข้าง เพราะเขาเป็นฝ่ายหยุดให้เธอ พลันประตูนั้นจะถูกปิดลงพร้อมกับเสียงล็อค แน่นอนว
เป็นนางนกต่อ อีกหลายชีวิตจะต้องเดือดร้อน เป็นนางบำเรอ เดือดร้อนแค่เธอคนเดียว “ถือว่าฉลาด” เหมันต์ยกยิ้มหลังได้คำตอบนั้น เขามองเธอนิ่งอยู่พัก ไม่ได้สนใจว่ามันจะมาจากความรู้สึกแบบไหน ถูกบังคับ หรือว่ายังไง ความแค้นรุมสุมเขา และทุกครั้งที่นึกถึงศัตรูเขาม







