LOGIN(มังกร) ราชินทร์ หิรัญพัฒน์ ตระกูลเป็นมาเฟีย อายุ20 ปี คณะแพทยศาสตร์ ปี2 สาขาออร์โธปิดิกส์ (กระดูก) โหด ฉลาด เจ้าเล่ห์ อ่านคนเก่ง พูดขวานผ่าซากกับทุกคน❗ยกเว้นคนที่ชอบ คลั่งรักหนักมากสุภาพ อ่อนโยน หวง ดุ ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง “คนของตัวเอง” (จันจ้าว) รินรดา โสภณประดิษฐ์ ที่บ้านทำธุรกิจส่วนตัว อายุ 22 ปี เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ปี4 เป็นคนสดใส อ่อนโยนฉลาด เก่ง สู้คน ดื้อเงียบไม่อ่อนแอ เชื่อในความรัก มีหมาเด็กตามหึงหวง วันไนท์คืนเดียวติดหนึบเป็นตังเมใครเข้าใกล้พี่สาวไม่ได้ หมาเด็กมันหวงมาก
View Moreตอนที่1 ภาพตำตา
บ่ายโมงตรง ลมร้อนของวันธรรมดาพัดผ่านลานหน้าตึกคณะนิเทศศาสตร์ จันจ้าวก้าวลงบันไดด้วยท่าทีผ่อนคลาย กระเป๋าผ้าสะพายอยู่ข้างไหล่ วันนี้ไม่มีเรียนต่อแล้ว ตารางของเด็กปีสี่แบบเธอเบาลงมาก จนบางวันแทบไม่ต้องเข้าเรียนทั้งวัน เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ข้อความสุดท้ายจากแทนไทแฟนหนุ่มยังค้างอยู่ในแชต เรากลับบ้านนะ โดนแม่เรียกตัว จันจ้าวยิ้มบางๆ เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนจะเดินออกจากตัวตึก “จันจ้าว!” เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ เธอหันกลับไปก็เห็น ยาหยี กับ อลิซ วิ่งมาหา สีหน้าทั้งสองดูตื่นตระหนก หายใจหอบเหมือนเพิ่งวิ่งมาไกล “มีอะไร ทำไมวิ่งมาแบบนี้” จันจ้าวถามอย่างงงๆ ยาหยีจับแขนเพื่อนแน่น อลิซก้มลงหอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดเสียงสั่น “แก…แทนไท…” “แทนไททำไม?” จันจ้าวขมวดคิ้ว ยาหยีมองหน้าอลิซเหมือนจะผลักให้พูดต่อ ก่อนที่อลิซจะกลืนน้ำลาย “แทนไทหิ้วผู้หญิงขึ้นคอนโด!” “อะ... อะไรนะ!?” โลกของจันจ้าวเหมือนหยุดหมุน เธอถามซ้ำ เสียงแผ่วลงอย่างไม่รู้ตัว “...เมื่อกี้พวกแกพูดว่าอะไรนะ?” “แทนไทหิ้วผู้หญิงขึ้นไป…ที่คอนโดของมัน” อลิซสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทั้งที่หอบจนหายใจไม่ทัน “เป็นไปไม่ได้ แทนไทพึ่งบอกฉันว่าเขาจะกลับบ้าน” จันจ้าวหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อ “มันอยู่คอนโดเถอะไม่ได้อยู่บ้าน! มันโกหกแกน่ะสิ!” ยาหยีกับ อลิซ มองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ “ก็ถ้าแกไม่เชื่อ เดี๋ยวพวกฉันพาไปดูเอง” อลิซพูดต่อ จันจ้าวนิ่งไปหัวใจเต้นแรงผิดปกติเธอครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้า “ไปสิ” รถของยาหยีแล่นออกจากมหาวิทยาลัย มุ่งหน้าไปยังคอนโดของแทนไท ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบอึดอัดปกคลุมอยู่ในรถ จันจ้าวนั่งมองถนนตรงหน้า ภาวนาในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสิ่งที่กำลังจะเจอ…ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิด เมื่อรถจอดลงที่ลานจอดใต้คอนโด จันจ้าวลังเลเล็กน้อย เท้ายังไม่ยอมก้าวลงจากรถ แต่ยาหยีกับอลิซกลับรีบลงมา แล้วจูงแขนเธอขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน ลิฟต์ขึ้นช้าเหลือเกิน หัวใจเธอก็เช่นกัน เมื่อมาถึงชั้นของแทนไท จันจ้าวเป็นคนเดินนำไปที่หน้าห้อง มือที่จับลูกบิดสั่นเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจ ก่อนจะกดรหัสเปิดประตูเข้าไป ห้องเงียบ ไม่มีใครอยู่ในพื้นที่รับแขก สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ พยายามหาเจ้าของห้อง พยายามบอกตัวเองว่านี่อาจเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด แต่แล้ว…เสียงหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากทางห้องนอนเสียงที่ไม่ควรดังในเวลานี้ เสียงที่ทำให้หัวใจเธอหล่นวูบ “อ่าา... แทน เบาหน่อย เราเจ็บ” !!! จันจ้าวนิ่งค้างไป มือเธอเย็นเฉียบเหมือนเลือดในกายหยุดไหล อลิซกับยาหยีหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร จันจ้าวค่อยๆ เดินไปทีละก้าว อย่างช้าและเบาที่สุด ราวกับกลัวว่าความจริงจะดังขึ้นตามเสียงฝีเท้าของตัวเอง เธอหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอน บานประตูแง้มไว้เล็กน้อย มือบางยกขึ้นผลักมันออก และภาพตรงหน้าทำให้โลกทั้งใบพังลงในพริบตา เฮือก!!! สองร่างนั้นอยู่บนเตียงเดียวกันใกล้ชิดเกินกว่าจะอธิบายว่าเป็นเรื่องบังเอิญ “อึก!!” จันจ้าวยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก เธอไม่คิดว่าจะต้องมาเห็นภาพนี้…กับตาของตัวเอง “บ้าชิบ!” เสียงสบถดังขึ้นจากแทนไท เขาผลักอีกฝ่ายออกอย่างลุกลน แต่จันจ้าวไม่อยากฟังคำอธิบายใดๆ อีกแล้ว เธอถอยหลัง ก่อนจะหันหลังวิ่งออกจากห้อง อลิซกับยาหยีรีบตามออกมา แทนไทคว้ากางเกงยีนมาสวมอย่างลวกๆ แล้ววิ่งตามลงมา “...” “จ้าว! เดี๋ยวก่อน!” เธอไม่หยุด ยังคงกึ่งเดินกึ่งวิ่ง เปิดประตูรถขึ้นไปนั่งด้านหลัง ยาหยีเหยียบคันเร่งทันที แล้วรถก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ในรถเต็มไปด้วยเสียงสะอื้น จันจ้าวร้องไห้ไม่หยุด อลิซเอื้อมมือไปกุมมือเธอ “ไอ้แทนมันเลว! แก่ต้องเลิกยุ่งกับมันจริงๆ แล้วนะจ้าว” “แกไม่ผิดเลยจันจ้าว คนผิดคือมัน” ยาหยีมองกระจกหลัง “ฮือ... แก มันเจ็บ~” จันจ้าวคบกับแทนไทมาตั้งแต่มัธยมปลาย ผ่านเรื่องราวมาด้วยกันมากมาย เธอเชื่อในคำสัญญา เชื่อว่าความอดทนจะทำให้คนรักดีขึ้น เขาเคยขอเธอในเรื่องที่เธอยังไม่พร้อม และเธอก็ปฏิเสธเสมอ ไม่ใช่เพราะไม่รักแต่เพราะหวังว่าเขาจะเห็นคุณค่าของเธอมากกว่านั้น น้ำตาของเธอไหลไม่หยุดทั้งหัวใจแตกสลาย และในวันที่เธอคิดว่ารู้จักผู้ชายคนหนึ่งดีที่สุด! แต่เธอกลับพบว่า ไม่เคยรู้จักเขาเลย... *** รถของยาหยีเลี้ยวเข้าซอยบ้านโสภณประดิษฐ์ในช่วงเย็น แสงไฟจากเสาไฟถนนเริ่มสว่างขึ้นทีละดวง จันจ้าวนั่งเงียบอยู่เบาะหลัง น้ำตาแห้งไปแล้ว แต่หัวใจยังหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยก้อนหินก้อนใหญ่ “ถึงแล้วนะ” ยาหยีจอดรถหน้าบ้าน ก่อนจะหันมายิ้มอ่อนๆ ให้เพื่อน อลิซหันมามองจันจ้าว สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “ถ้ามีอะไร โทรหาพวกฉันได้ตลอดนะ อย่าเก็บไว้คนเดียว” “โอเค... ขอบใจพวกแกมากๆ นะ ไว้เดี๋ยวเจอกัน” จันจ้าวพยักหน้า ยิ้มบางๆ ที่แทบไม่เห็นรอยยิ้ม เธอลงจากรถ เดินเข้าบ้านช้าๆ ราวกับไม่มีแรง แม้ร่างกายจะยังยืนอยู่ได้ แต่หัวใจเหมือนถูกดึงออกไปทิ้งไว้ข้างหลัง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เสียงทีวีดังแว่วอยู่ในห้องรับแขก เจแปน น้องชายของเธอนั่งเอนหลังดูบอลอยู่บนโซฟา เขาหันมามองพี่สาว ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “กลับมาแล้วเหรอเจ๊” เสียงเขาเหมือนเดิม เรียบๆ แต่แฝงความรู้ทัน “อืม...” “เห็นไหมล่ะ บอกแล้วว่ามันเลว” “จะตอกย้ำกันรึไง…” จันจ้าวหยุดยืนอยู่ตรงนั้น มองน้องชายด้วยสายตาแดงก่ำ “ก็แปนเคยบอกแล้ว ว่ามันไม่ใช่คนดี เจ๊ไม่ฟังเอง” เจแปน กดรีโมตปิดทีวี ลุกขึ้นยืน หันมามองพี่สาวเต็มตา “พี่ก็แค่…คิดว่าถ้าอดทน มันจะดีขึ้น” จันจ้าวเม้มริมฝีปาก น้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง “เจ๊ใจดีเกินไป คนแบบนั้นมันไม่รู้คุณค่าหรอก” เจแปนถอนหายใจเบาๆ เขาหยิบกุญแจรถจากโต๊ะ จันจ้าวเห็นท่าทางนั้นก็รีบถาม “จะไปไหน” “ไปกินเหล้ากับเพื่อน” เจแปนตอบเสียงเรียบ จันจ้าวเบะปากทันที “พี่เพิ่งอกหักนะ จะทิ้งพี่ไว้คนเดียวได้ไง อยู่เป็นเพื่อนหน่อยไม่ได้เหรอ” “เจ๊ก็รู้ แปนเคยเตือนแล้ว แต่เจ๊ไม่ฟังเอง ช่วยไม่ได้” เจแปนเลิกคิ้ว คำพูดนั้นแทงใจ แต่จันจ้าวก็รู้ว่าไม่ใช่ความร้ายกาจ เธอเม้มปากก่อนน้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้ง เจแปนมองภาพนั้นแล้วชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาไม่ใช่คนแสดงออกเก่ง เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่นาน เสียงรถก็ดังขึ้นที่หน้าบ้าน ทั้งสองชะโงกหน้าไปมองพร้อมกัน รถคันคุ้นตาจอดสนิท ก่อนที่คนคุ้นหน้าจะก้าวลงมา แทนไท “ว่าละ ต้องมา” เจแปนหัวเราะในลำคอ “...” จันจ้าวสะดุ้ง ใจหายวาบ เธอรีบขยับตัวจะลุกหนี แต่โดนน้องชายรั้งแขนไว้แน่น “ไม่ต้องไปไหน” “...” เจแปนเดินออกไปก่อน ยืนขวางอยู่หน้าประตูบ้าน ไม่ให้แทนไทเข้าใกล้พี่สาวได้ “มาทำไม” เจแปนถามเสียงเย็น “หลบไป กูจะคุยกับจ้าว” แทนไททำท่าจะก้าวเข้ามา แต่เจแปนก็ไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว “คุยอะไร บ้านนี้ไม่ต้อนรับคนแบบมึง” เขาหัวเราะออกมาเบาๆ แม้ในใจจะเดือด เขารักพี่สาวมาก แต่แค่ไม่เคยพูดออกมาเท่านั้น แทนไทเริ่มหงุดหงิด ทั้งสองโต้กันไปมา จนเสียงของจันจ้าวดังขึ้นจากทางด้านหลัง “พอแล้วแปน” เธอเดินออกมายืนตรงหน้า ดวงตาแดงก่ำ “แทนกลับไปเถอะ” “แต่เราอยากคุยกับจ้าวนะ จ้าวฟังเราอธิบายก่อนได้ไหม” แทนไทส่ายหน้า “ไม่มีอะไรต้องอธิบายแล้วแทน กลับไปซะ” จันจ้าวตัดบท เสียงเธอเริ่มสั่น “ต่อไปอย่ามาที่นี่อีก เราเลิกกัน” “ฉันไม่เลิก” แทนไทชะงัก “เราไม่เลิกนะจ้าว เรารักจ้าวมากนะ” “จ้าวมันบอกเลิกแล้ว มึงก็กลับไปสิ” เจแปนหันมามองเขาอย่างไม่พอใจ “นายมีอะไรกับคนอื่นไปแล้วยังจะมีหน้ามาขอให้ฉันกลับไปอีกเหรอ!” จันจ้าวเริ่มขึ้นเสียงน้ำตาไหลไม่หยุด คำพูดนั้นทำให้แทนไทเงียบไปในที่สุด เขามองหน้าเธอ ก่อนจะถอนหายใจยาว “ก็ได้…เราจะไป” เขาหันหลังกลับ เดินออกไปจากบ้านอย่างเสียหน้า “จำไว้นะเจ๊ ห้ามกลับไปคบกับมันอีก” เจแปนหันกลับมาหาพี่สาว พูดจบเขาก็เดินออกไป ปล่อยให้จันจ้าวยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว บ้านทั้งหลังเงียบลงทันที หัวใจเธอก็เช่นกัน จันจ้าวเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ ร้องไห้เงียบๆ จนถึงห้องนอน เธอทิ้งตัวลงบนเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลจนหมดแรง ก่อนจะหลับไปทั้งอย่างนั้น เวลาล่วงเลยไปจนถึงสี่ทุ่ม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลายครั้ง เธอคว้าโทรศัพท์มากดปิดเสียงแล้วนอนต่อ แต่เสียงก็ดังขึ้นอีก คราวนี้เธอกดรับพร้อมเปิดสปีกเกอร์โฟน “ฮัลโหล…” 'จ้าว แกเป็นไงบ้าง' เสียงอลิซดังขึ้นทันที “ฮือ... ยังไม่ดีขึ้นเลย” เธอตอบเสียงอ่อน 'จะมาเศร้าอะไร อยู่บ้านยิ่งคิดมาก ออกไปตี้ให้หายเศร้า หาหนุ่มคนใหม่ดีกว่า' “ฉันไม่อยากไปเลยอ่ะแก” จันจ้าวนิ่งไป 'ไปเถอะนะ' ยาหยีแทรกเข้ามา 'แค่ออกมานั่งฟังเพลงเอง' เกิดความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจันจ้าวจะถอนหายใจออกมา “ก็ได้…” 'ดีมาก เดี๋ยวห้าทุ่มพวกฉันไปรับ' อลิซพูดอย่างโล่งใจ วางสายแล้ว จันจ้าวนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงอีกพักหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้น้ำเย็นไหลผ่านร่าง เพื่อชะล้างคราบน้ำตาและความเจ็บปวดตอนที่13 เธอคือข้อยกเว้นรุ่งเช้าของอีกวันค่อย ๆ คลี่ตัวเข้ามาอย่างเงียบงัน แสงแดดอ่อนลอดผ่านผ้าม่านหนาทึบ ส่องเป็นเส้นบาง ๆ ลงบนพื้นไม้สีเข้มของห้องนอน จันจ้าวขยับเปลือกตาช้า ๆ ก่อนจะลืมขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งทั่วศีรษะ ร่างกายยังคงเมื่อยล้าเหมือนผ่านคืนที่ยาวนานเกินไป กลิ่นแปลกใหม่ของสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนความทรงจำเมื่อคืนจะไหลย้อนกลับมาเป็นฉาก ๆเธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ ลุกขึ้นนั่งผ้าห่มถูกพับวางไว้อย่างเรียบร้อย จันจ้าวขมวดคิ้วนิด ๆ ขณะกำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูจากด้านนอกก็ดังขึ้นก๊อก ก๊อก ก๊อกหัวใจเธอกระตุกวูบ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ มังกรแต่แล้วเสียงเรียกที่ดังตามมากลับไม่ใช่เสียงทุ้มคุ้นหูนั้น“คุณจันจ้าวคะ”เป็นเสียงผู้หญิง น้ำเสียงของเธอดูนุ่มและสุภาพฟังดูเป็นมิตร จันจ้าวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ“เข้ามาได้ค่ะ”บานประตูเปิดออกอย่างแผ่วเบา หญิงสาววัยไล่เลี่ยกับเธอในชุดเรียบร้อยก้าวเข้ามาภายในห้อง ในมือของเธอมีชุดเสื้อผ้าพับอย่างเป็นระเบียบวางอยู่บนถาด ก่อนจะเดินไปวางไว้ที่ปลายเตียงด้านใน“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อโรสค่ะ” ห
ตอนที่12 ท่ามกลางมาเฟียเสียงโต้เถียงดังแว่วก้องขึ้นไปทั่วทั้งเซฟเฮ้าส์ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงทะเลาะธรรมดา แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรน ตึงเครียด และความระแวดระวัง เสียงผู้หญิงดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงผู้ชายหลายคนที่พยายามพูดแข่งกัน คล้ายกำลังห้าม คล้ายกำลังอธิบาย และคล้ายกำลังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีมังกรที่เพิ่งก้าวออกมาจากโถงด้านล่างเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความนิ่งเย็นบนใบหน้าพลันหายไปแทนที่ด้วยแววตาครุ่นคิด เขาหยุดยืนเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ช่วงไหล่กว้างขยับตามแรงเดินที่หนักแน่นขึ้นทุกก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังชัดในความเงียบที่เริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆยิ่งเดินเข้าใกล้ เสียงนั้นยิ่งชัด เสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง… เสียงที่เขาจำได้ดีมังกรเร่งฝีเท้าทันที ความเย็นชาที่เคยห่อหุ้มเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนวูบหนึ่งที่แล่นขึ้นกลางอก เขาเลี้ยวผ่านโถงหลัก ก่อนจะชะงักเท้าลงอย่างแรงในจังหวะเดียวกับที่ภาพตรงหน้าปรากฏชัดจันจ้าวยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของลูกน้องเขาหลายสิบชีวิต ใบหน้าสวยหวานในตอนนี้เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกปนหงุดหงิด
ตอนที่11 พื้นที่ของราชารถยนต์คันหรูแล่นออกจากลานจอดด้านหลังผับอย่างเงียบงัน ไฟถนนทอดยาวเป็นเส้นแสงสีส้มอ่อนสะท้อนบนกระจกหน้า แต่ภายในรถกลับอึมครึมจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นโลหะคาวจาง ๆ ยังติดอยู่ที่ปลายนิ้วของจันจ้าว แม้เวลาจะผ่านไปแล้วหลายนาที เธอก็ยังรู้สึกเหมือนมันฝังลึกเข้าไปในผิวหนัง ล้างไม่ออก เช็ดไม่หายเธอก้มมองฝ่ามือตัวเอง มือที่ยังสั่นไม่หยุด พยายามถูมันเข้าหากันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนหวังว่าการเสียดสีจะช่วยลบสิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำออกไปได้ แต่ยิ่งถู กลิ่นนั้นกลับยิ่งชัด ยิ่งเหมือนลอยขึ้นมากระแทกจมูกจนเธอแทบอาเจียน“อึก! ไม่ออก… มันไม่ออก…”เสียงเธอแผ่วพร่า หลุดออกมาทั้งที่ไม่รู้ว่าพูดกับใครแขนแข็งแรงของมังกรโอบเธอไว้แน่นตั้งแต่ขึ้นรถ อ้อมกอดนั้นไม่ได้อ่อนโยน แต่มั่นคง หนักแน่น ราวกับต้องการกันโลกทั้งใบไม่ให้เข้ามาแตะต้องเธออีกแม้แต่นิดเดียว แรงสะอื้นที่สั่นสะเทือนอกของเธอเหมือนมีดคมกรีดลงไปในหัวใจเขาทีละแผลมังกรก้มมองมือของเธอ ดวงตาคมวาวโรจน์ขึ้นอย่างไม่ปิดบัง ความโกรธที่กดไว้แน่นจนแทบระเบิดไม่ได้มุ่งไปที่เธอแม้แต่น้อย หากแต่พุ่งไปยังใครบางคนที่เขาตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้มีลมห
ตอนที่10 เกิดเรื่องเวลา 21:30 น.แสงไฟหลากสีจากด้านหน้าผับสะท้อนบนพื้นถนนราวกับเชื้อเชิญผู้คนให้ก้าวเข้าไปในโลกอีกใบ โลกที่เสียงเพลงดังจนหัวใจเต้นตามจังหวะ โลกที่ความเหนื่อยล้าถูกทิ้งไว้ข้างนอก และโลกที่ใครหลายคนเลือกจะปล่อยตัวเองให้ไหลไปกับค่ำคืนสามสาวเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปด้านใน ผับคืนนี้คึกคักเป็นพิเศษ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระแทกโสตประสาท แสงไฟสลับสีวูบวาบไปทั่วฮอลล์ กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำหอมหลากกลิ่นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ โต๊ะประจำของพวกเธออยู่ไม่ไกลจากฟลอร์เต้นมากนัก มองเห็นผู้คนขยับร่างกายตามจังหวะเพลงอย่างอิสระพอถึงโต๊ะ ทั้งสามก็ทิ้งตัวนั่งลง พนักงานเข้ามารับออเดอร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะนำเหล้าขวดใหญ่กับแก้วสะอาดมาวางเรียงตรงหน้าอลิซกับยาหยีปรายตามองเพื่อนสาวที่นั่งเงียบกว่าปกติ สีหน้าจันจ้าวดูไม่สดใสเหมือนทุกครั้ง ดวงตาคู่นั้นเหมือนมีอะไรหนักอึ้งกดทับอยู่ข้างใน“จ้าว แกเป็นไรหรือเปล่า” อลิซเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความเป็นห่วง “หน้าบึ้งตั้งแต่ออกจากบ้านแล้วนะ”“เปล่า ไม่มีอะไร” จันจ้าวยกแก้วขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ก่อนจะตอบสั้นๆ“หรือเพราะมังกร?” ยาหยีเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อชื่อนั้นทำให้มื