Beranda / รักโบราณ / วสันตกาลพานพบ / ตอนที่ 2 วิหคเพลิงสร้างเรื่อง

Share

ตอนที่ 2 วิหคเพลิงสร้างเรื่อง

last update Terakhir Diperbarui: 2024-10-23 17:03:18

เปลวไฟจากโคมดวงจิตวูบไหวไปมา เสี้ยวหนึ่งของความคิดที่นางนึกขึ้นได้คือพยายามต้านกระแสลม หยางซือซือกั้นลมด้วยม่านเขตแดนจากพลังน้อยนิดของนางและดูเหมือนว่าจะทำได้สำเร็จ เปลวไฟจากโคมดวงจิตสงบขึ้น

ทว่าความโชคร้ายของวันไม่ได้มีเท่านี้ วิหคเพลิงเห็นเซียวอวี้เทียนยืนดักอยู่อีกทางและกำลังร่ายเวทขั้นสูงครั้งที่สอง มันจึงรีบกลับตัว สยายปีกแล้วถลาไปทางหยางซือซืออีกครั้ง แต่กระนั้นก็ไม่อาจหลบได้ทัน เวทขั้นสูงของเซียวอวี้เทียนเฉี่ยวไปที่ลำตัวเพรียวระหงจนทำให้ทรงตัวไม่อยู่ พร้อมที่จะพุ่งดิ่งตกไปกลางลานด้วยความเร็ว หยางซือซือที่ยังคงตรึงเวทของนางเอาไว้ได้แต่มองตาม พลังของวิหคเพลิงนั้นแข็งแกร่งมากกว่านางอีกหรือ

หลังจากนั้นโคมดวงจิตที่อยู่รอบนอกเริ่มดับต่อกันเป็นทอด ๆ กว่าครึ่งหนึ่ง ในใจของนางพลันคิดว่าครั้งนี้จบสิ้นจริง ๆ แล้ว ภาระหน้าที่แสนง่ายแต่สลักสำคัญของนาง

ด้านเซียวอวี้เทียนเองเพิ่งจะจับวิหคเพลิงตัวนี้ได้หันมาถามนางด้วยความเป็นห่วง “หยางซือซือ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่” ครั้นพอเห็นสายตาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า เขาก็เข้าใจแล้วว่า หายนะครั้งใหญ่กำลังมาเยือนอย่างแน่นอน ไม่ทันที่เขาจะได้หาหนทางแก้ไขเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็มีแสงสว่างวาบปรากฏขึ้น เซียนผู้ดูแลสวรรค์เดินมาหานางด้วยท่าทีขึงขังพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่ง

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” เสียงตวาดแข็งกร้าวถามหยางซือซือที่กำลังตกใจไม่ได้สติ

“หยางซือซือ!” เซียวอวี้เทียนเรียกนางแล้วหันไปพูดกับคนที่เหลือว่า “พวกท่านฟังข้าอธิบายก่อน” แต่เซียนผู้ดูแลยกมือขึ้นมาห้ามไม่ให้เขาพูดแทนนาง

“เทพสงครามเซียวอวี้เทียน ท่านไม่ใช่ผู้ดูแลตำหนักแห่งนี้ ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องอธิบาย เวลานี้ทางตำหนักใหญ่ของสวรรค์กำลังวุ่นวาย เทพเซียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง” เขาหันไปหาหยางซือซือที่ทำหน้าเศร้าสร้อย “ส่วนเจ้า ตามข้ามา” แล้วทุกคนก็หายตัวกลับไปที่ตำหนักใหญ่พร้อมกัน

ห้องโถงโอ่อ่าเต็มไปด้วยเทพเซียนที่มารออยู่ก่อนแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่ต้องลงไปเผชิญด่านเคราะห์บนโลกมนุษย์แต่กลับต้องขึ้นสวรรค์ก่อนเวลาอันควรเพราะเปลวไฟจากโคมดวงจิตดับมอดกระทันหัน

โคมดวงจิตนั้นเป็นที่ฝากฝังจิตวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของพวกเขาก่อนที่จะลงไปโลกมนุษย์ เดิมทีควรจะกลับมาหลอมรวมกันเมื่อวิญญาณส่วนที่เหลือได้กลับมาในที่ทางของตนเอง

เสียงอื้ออึงและสายตาที่มองมาที่หยางซือซือมีทั้งสับสน ไม่เข้าใจ กล่าวโทษนาง อาจจะเพราะกำลังจะผ่านด่านเคราะห์แล้วแต่โดนขัดจังหวะไปเสียก่อน นางได้แต่ก้มหน้าลงสำนึกผิด ไม่ได้คิดจะโทษวิหคเพลิงแต่อย่างใด

สามพันปีที่นางดูแลตำหนักแห่งนี้ แม้จะมีเตร็ดเตร่ออกไปเที่ยวนอกตำหนักบ้างแต่ก็ร่ายเวทเพื่อป้องกันตำหนักเพิ่มทุกครั้ง นี่คงจะเป็นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ ใครกันเล่าจะคิดว่าวิหคเพลิงจะมาบินวนเวียนอยู่แถวนี้

เซียวอวี้เทียนเดินตามเข้ามามองไปรอบ ๆ เขาเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏบนใบหน้างดงามของสตรีนางหนึ่ง พลันรู้ทันทีว่านางจะต้องมีส่วนรู้เห็นไม่มากก็น้อย หากแต่ไม่เข้าใจว่านางจะทำไปเพราะเหตุใด

“พวกท่านทั้งหลาย เงียบก่อน ๆ” เทียนจวินตรัสให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนจะเริ่มสอบถามความเป็นไปกับหยางซือซือที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าพระแท่น

“ถวายพระพร เทียนจวิน” หยางซือซือทำความเคารพเขา นางเพิ่งจะเคยพบหน้าเขาเป็นครั้งแรก ใบหน้าที่เงียบขรึมของเขาทำให้นางอ่านสีหน้าไม่ถูก

“เซียนน้อย เจ้าเป็นผู้ดูแลตำหนักใช่หรือไม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้น” น้ำเสียงนุ่มนวลของเขาทำให้นางพอจะใจชื้นขึ้นมาบ้าง

“คือว่า วิหคเพลิงตัวหนึ่งบินทะลุเข้ามาในม่านเขตแดนของตำหนัก ข้าพยายามหยุดมันแล้ว แต่ข้าสู้พละกำลังของมันไม่ได้ ดังนั้นเปลวไฟของโคมดวงจิตจึงดับมอดลงเพคะ” หยางซือซืออธิบายแก่ทุกคนตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ

หลังจากที่หยางซือซือพูดถึงวิหคเพลิง เทพเซียนที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ก็ซุบซิบความน่าจะเป็นราวกับเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานที่ไกลผู้คนและมีเสี้ยวดวงจิตของเทพเซียนพำนักอยู่ ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งวุ่นวายอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นสัตว์พาหนะแล้วด้วย ไม่มีทางเข้าเขตแดนรอบนอกก่อนถึงตำหนักได้แน่

“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ สัตว์พาหนะไม่มีทางเข้าไปที่เขตแดนบริเวณรอบ ๆ ได้อยู่แล้ว เจ้ากำลังแก้ตัวหนีความผิดใช่หรือไม่ เซียนน้อย” เซียนอาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้น เขาหันไปมองหน้าเทียนจวิน แล้วพูดต่อว่า “ขอเทียนจวินสืบเรื่องราวให้กระจ่างด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“นางพูดความจริง พ่ะย่ะค่ะ วิหคเพลิงตัวนั้นข้าจับมัดไว้ที่ด้านนอกตำหนัก หากพระองค์ต้องการหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของนาง” เซียวอวี้เทียนโพล่งขึ้นท่ามกลางที่ชุมนุม คำพูดของเทพสงครามเป็นที่น่าเชื่อถือแต่ก็น่ากังขาว่าทำไมเขาถึงได้อยู่ในที่แห่งนั้น แม้กระทั่งเทียน จวินเองยังสงสัย เพื่อไม่ให้ทุกคนหลุดประเด็นไปมากกว่านี้ เทพเซียนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์จึงก้าวเข้ามาที่กลางห้องโถงใหญ่อย่างพร้อมเพรียงกัน

“องค์เทียนจวิน เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีผู้ที่ถูกลงโทษ” ทุกคนในที่นี้รู้ดีว่าการผ่านด่านเคราะห์เป็นภารกิจสำคัญของเทพเซียนในการเลื่อนขั้นบนสวรรค์ มีผลต่อการบำเพ็ญตบะของตนเอง การทำหน้าที่ไม่สำเร็จนั้นนอกจากจะทำให้พวกเขาต้องเริ่มต้นใหม่แล้วยังต้องลำบากลบความทรงจำของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับชะตาลิขิตด้วย

“เทียนจวิน ข้ายอมรับโทษครั้งนี้ เป็นข้าเองที่ประมาทจนทำให้เกิดเรื่องร้ายแรง” หยางซือซือยอมรับผิด นางทำให้ทุกคนต้องลำบากเพราะนางไม่ได้ ไม่ว่าบทลงโทษเป็นอะไร นางก็จะก้มหน้าทำตามแต่โดยดี

“ในเมื่อเจ้ายอมรับผิด ขอเทียนจวินได้โปรดให้นางได้ลงไปผ่านด่านเคราะห์ที่โลกมนุษย์ด้วยเถิด เผื่อนางจะได้เข้าใจมากขึ้นว่าหน้าที่ของนางสำคัญเพียงใด” เทพอาวุโสองค์หนึ่งกล่าวขึ้น

“แต่จะให้ดีกว่านี้ หากนางเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้ฝึกบำเพ็ญตบะเซียนเก้าขั้น” เสียงแหลมเล็กดังมาจากข้าง ๆ เทียนจวิน นางคือซ่งอี้ อัคคีเทพ ผู้เป็นธิดาเพียงองค์เดียวของเขา รอยยิ้มที่เซียวอวี้เทียนเห็นเมื่อตอนที่เขาเดินเข้าห้องโถงมาได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งราวกับรอจังหวะเหมาะสม

“ตบะเซียนเก้าขั้น นั่นจะไม่มากไปหรือ” เซียนอาวุโสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เซียวอวี้เทียนคัดค้าน เขารู้สึกว่าบทลงโทษนี้มากเกินความผิดที่นางก่อไว้เสียอีก ราวกับจะไม่ยุติธรรมต่อนางเลยจริง ๆ

“หากให้ซือมิ่งช่วยวาดโชคชะตาเล่า จะเป็นอย่างไร ลงไปอยู่ในยุทธภพ สำนักเซียนสักแห่ง ตลอดชีวิตของนางก็น่าจะบำเพ็ญตบะเซียนได้ครบเก้าขั้นพอดี ไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องกังวลแม้แต่น้อย” ซ่งอี้พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนพูดต่อว่า “หากนางมีพลังเซียนเพิ่มขึ้น ก็น่าจะดีกับพวกท่านไม่ใช่หรือ นางจะได้ปกป้องโคมดวงจิต ไม่มีเรื่องให้พวกท่านวุ่นวายใจยามที่ต้องเผชิญด่านเคราะห์อย่างไรเล่า”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 56 จบบริบูรณ์

    ณ ตำหนักโคมดวงจิตเจียลี่นั่งรำลึกความหลังตอนที่นางเป็นเซียนน้อยดูแลตำหนัก แล้วชี้ให้หลินเซินดูว่าโคมดวงจิตของเขาเคยตั้งอยู่ตรงนี้“ข้าไม่นึกเลยว่าจะเป็นเจ้า” เจียลี่หันมามองหลินเซิน “ผู้เฒ่าหยางคงจะหมดห่วงแล้วล่ะ”“ข้าติดหนี้เจ้าแล้ว มากมายจนนับไม่ถ้วน หากไม่มีเจ้า จิตวิญญาณของข้าคงแตกสลายไป” น้ำเสียงของหลินเซินแผ่วเบา“ไม่มีทางยอมให้เป็นเช่นนั้นหรอก” เจียลี่ส่ายหน้า นางกุมมือเขาเอาไว้ ทำสีหน้าจริงจัง “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง ไม่ว่าใครหน้าไหนกล้าทำร้ายเจ้าอีก ข้าไม่ปล่อยไว้แน่”หลินเซินเลิกคิ้วแล้วยิ้มให้นาง “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็นถึงอดีตเทพสงคราม จะมีใครกล้าทำอะไรข้า”“นั่นสิเนอะ” เจียลี่หัวเราะกับคำตอบของเขา “หลินเซิน ไปดูก้อนเมฆสีรุ้งกันเถอะ ข้าไม่ได้เห็นนานแล้ว” นางเอ่ยปากชวนเขาไปที่ผาน้ำตกทั้งสองนั่งเล่นชมทิวทัศน์อยู่นานจนถึงเวลาพลบค่ำที่ตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้า จู่ ๆ เจียลี่ก็นึกได้ว่าเวลาบนดินแดนสวรรค์กับดินแดนมนุษย์ไม่เหมือนกัน“ข้าว่ารีบกลับลงไปที่บ้านเถอะ ไม่รู้ป่านนี้เยี่ยนฟางกับหมิงเฟยจะเป็น

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 55 สลาย

    ช่วงสายของวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส หลินเซินนั่งกินถังหูลู่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมบ่อน้ำ เขาหันมามองเจียลี่ที่กำลังหัดร่ายเวทด้วยความจริงจังนึกขำในใจ“เจียลี่ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปเถิด เจ้าทำหน้าเครียดเกินไปแล้ว” นับตั้งแต่ที่เขาคืนพลังเซียนเพื่อฟื้นชีวิตนาง หลินเซินก็กลายเป็นชนเผ่าหมาป่าธรรมดาที่มีพลังเวทนิดหน่อย กระนั้นยังคงเป็นหมาป่ากินพืชเช่นเดิม“ข้าอยากเป็นเร็ว ๆ นี่ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ข้าจะได้ช่วยพวกเจ้าได้” เจียลี่ยังคงพยายามจ้องไปที่มือข้างหนึ่งของนางที่มีพลังเซียนส่องแสงวิบวับ“เจ้าต้องผ่อนคลายให้มากกว่านี้แล้วเจ้าจะเข้าใจว่าต้องทำเช่นไร” หลินเซินให้กำลังใจ เขารินน้ำชาดอกท้อให้นาง “ดื่มก่อน”“อื้ม” เจียลี่พยักหน้า แล้วนึกถึงเรื่องที่นางมีความสุข พลันกลีบดอกท้อปรากฏขึ้นอยู่รอบตัวทั้งคู่ นางโบกมือไปทางซ้ายขวาบังคับสายลมพัดกลีบดอกท้อปลิวไสวไปทั่วทั้งป่า “ข้าเข้าใจแล้วหลินเซิน” นางยิ้มดีใจทั้งคู่พูดคุยกันกระหนุงกระหนิงทั้งวันจนตะวันลับฟ้าจึงพากันเดินกลับบ

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 54 สัญญา

    เจียลี่ลุกขึ้นมานั่งร้องไห้เป็นเผาเต่าทันทีที่ฟื้นขึ้นมา นางไม่อยากให้หลินเซินต้องทำเช่นนี้ จนหมิงเฟยต้องเข้ามาปลอบใจ“ท่านพี่ ทำใจดี ๆ ไว้เถิด ถ้าเขาเห็นว่าท่านเป็นเช่นนี้ วิญญาณคงจะไม่สงบสุข” หมิงเฟยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางซับน้ำตา“ข้าขออยู่คนเดียวได้หรือไม่” นางคงยังไม่อยากพูดกับใคร ในใจเศร้าสร้อยเกินจะคิดอะไร“ขอรับ” หมิงเฟยพยักหน้าแล้วเดินออกมานอกห้องในป่าลึกท้ายหมู่บ้าน เยี่ยนฟางกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ น้ำตานองหน้าเพราะนึกถึงสิ่งที่นางทำ ทั้งยังไม่กล้าสู้หน้าหมิงเฟยจึงหลบออกมานั่งคนเดียวครั้นเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ นางจึงเงยหน้ามองผู้มาเยือน“หลินเซินนนน” เยี่ยนฟางกลั้นใจไม่ไหว ร้องไห้โฮจนตัวโยนหลินเซินจึงนั่งลงข้าง ๆ ลูบหัวของนางเหมือนอย่างเคย “จำได้หรือไม่ วันแรกที่ข้าเจอเจ้า”“อื้ม”“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ อย่าโทษตัวเองนักเลย” หลินเซินยื่นขนมหวานให้นาง “หมิงเฟยตามหาเจ้าอยู่ ไม่อยากเ

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 53 ไม่มีทางเลือก

    เวลานี้ หลินเซินจำเรื่องราวในอดีตได้หมดทุกอย่างแล้ว พลังตบะเซียนและร่างกายของเขากลับมาเป็นเช่นเดิม เขาร่ายเวทก้าวเข้าสู่หุบเขากองกระดูกในทันทีการปรากฏตัวของเขาทำให้หมิงเฟยและพรรคพวกรู้สึกโล่งใจ ยามนี้เขาแทบจะทนแรงฟาดฟันของเยี่ยนฟางไม่ไหวแล้ว หลินเซินมองเห็นความโกลาหลที่พื้นเบื้องล่าง เขามองหาเยี่ยนฟางและหมิงเฟยเป็นลำดับแรก จากนั้นก็เคลื่อนที่มาหยุดตรงหน้านางในพริบตา“จงหลับ!” นิ้วชี้ของเขาจิ้มไปหว่างกลางหน้าผากของเยี่ยนฟาง เขาเอื้อมมือคว้าตัวนางเอาไว้ แล้วส่งให้หมิงเฟย จากนั้นตรงดิ่งไปที่ร่างของเจียลี่พูดกับหมิงเฟยว่า “พาคนออกไปจากที่นี่แล้วร่ายเวทหล่อเลี้ยงร่างของนางเอาไว้”หมิงเฟยพยักหน้ารับคำ ครั้นหลินเซินร่ายม่านเขตแดนของตนขึ้นมา หุบเขากองกระดูกที่แสนอึมครึมจึงมีโพรงแห่งแสงสว่างเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น“เฉิงซาน ทางนี้” หมิงเฟยตะโกนบอกพรรคพวกเมื่อทุกคนในที่แห่งนี้มองเห็นทางออกต่างพยายามสลัดให้หลุดจากคู่ต่อสู้ของตนเองหลินเซินมองเห็นเทพมารลอยอยู่เหนือเทพอาวุโส กำลังจะร่ายเวทใส่ร่างของเขา เพียงแต่ได้ยินเสียงร้อ

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 52 ซ่งเทียนเย่

    “เทียนจวิน วันนี้มีเรื่องอะไรหรือถึงได้อารมณ์ดี” ซ่งเสวี่ยหยางถามเขา“แค่วันธรรมดาหนึ่งวันบนดินแดนสวรรค์ เห็นเจ้าเพิ่งกลับมาเลยอยากทวงของฝาก” ซ่งเทียนเย่ยิ้มแป้นให้เขา“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่น ปราบปีศาจที่มีพลังมารก็ทำให้ข้าเหนื่อยไม่น้อย” เขาส่ายหน้าพลางเดินไปที่มุมหนึ่งของตำหนัก “แต่ก็เอาเถอะ ข้าได้ยินมนุษย์พูดกันว่าสุราแคว้นเป่ยรสชาติดีจึงได้ถือติดมือมาด้วย” เขายื่นสิ่งที่พอจะเรียกว่าของฝากให้ซ่งเทียนเย่“เจ้าช่างรู้ใจ ดื่มเป็นเพื่อนกันสักหน่อยดีหรือไม่”หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ออกไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนเกาะลอยฟ้าของตำหนักเทพสงคราม ดื่มสุรากันคนละจอกสองจอกพลางพูดคุยเรื่องที่ได้พบเจอในแต่ละวัน“ท่านอา” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กน้อยสองคนเรียกซ่งเสวี่ยหยาง เขาหันไปมองต้นเสียงแล้วพูดว่า “พวกเจ้าสองคน ช้า ๆ หน่อย” แต่เด็กทั้งสองกลับวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมเพราะคิดถึงเขา“เฮ้อ ดูสิ บิดาของเขานั่งอยู่ตรงนี้แท้ ๆ” ซ่งเทียนเย่พูดหยอกผู้เป็นน้องชาย“ช่วยไม่ได้ ข้าไม่อยู่ตำหนักตั้งนาน เอ้า! นี่ของฝากพวกเจ้า” เขาร่ายเวทเรียกไข่ของวิหคเพลิงออก

  • วสันตกาลพานพบ   ตอนที่ 51 ด้ายสีทอง

    TW: ความรุนแรง อดีตของหลินเซินและเจียลี่ราวกับเรื่องราวของเยว่เล่อกับนางยังไม่หนักหนาพอ ใต้เท้าหนุ่มเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพที่นางกำลังนั่งกอดเขาอยู่บนเตียงจึงเกิดความเดือดดาล ปรี่เข้ามากระชากคอเสื้อของเยว่เล่อแล้วออกหมัดใส่หน้าเขาไปหนึ่งทีนางรีบวิ่งเข้ามาประคองเขาพยายามห้ามไม่ให้เยว่เล่อโต้ตอบแต่กลับกลายเป็นว่าใต้เท้าหนุ่มยิ่งไม่พอใจที่ผู้หญิงของเขาทำเช่นนั้น“มันเป็นชู้รักของเจ้างั้นรึ” เขาตวาดเสียงดังก้องแล้วเข้าไปกระชากตัวนางจากเยว่เล่อ บีบข้อมือของนางแรงจนช้ำแดงเถือกเยว่เล่อไม่อาจทนเห็นใครทำร้ายนางได้อีก เขาขัดคำสัญญาของนางแล้วพุ่งตรงมาบีบคอของใต้เท้าหนุ่มในทันที เยว่เล่อกัดคอของเขาแล้วสูบเลือดที่มีจนหมดตัว ทิ้งร่างเหี่ยว ๆ กองไว้บนพื้นนางไม่เคยเห็นเขาในสภาพเช่นนี้มาก่อนจึงตกตะลึงไปชั่วขณะแต่แล้วก็เดินมากอดเขาเอาไว้“ไปจากที่นี่กันเถิดนะเยว่เล่อ” นางมองหน้าเขาสายตาอ้อนวอนทั้ง ๆ ที่บริเวณบ้านเงียบงันแต่กลับมีเสียงหนึ่งคล้ายเสียงของใต้เท้าหนุ่มตะโกนโวยวายไม่เป็นเรื่อง คนใช้ในจวนจึงรีบวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามาในห้อง ครั้นได้เห็นภาพเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status