تسجيل الدخول6
หลังจากจื่อหยวนกลับมาที่เรือนก็ได้เล่าเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยกันให้หนิงอันได้ฟัง ดูเหมือนว่านางจะไม่สนใจเรื่องนี้เลยสักนิดเดียว ตอนนี้นางให้ความสนใจอาหารที่กำลังทำอยู่
พอชำเลืองดูก็พบว่าในตะแกรงบนเตาไฟโบราณมีเนื้ออะไรบางอย่างถูกตะแกรงหนีบเอาไว้ มันไม่ใช่ปลาที่จับเอาไว้เมื่อยามเช้าอย่างแน่นอน
“หนิงอัน เจ้าทำกบย่างเหลือเป็นด้วยหรือ”
“เป็นสิ เรื่องอาหารน่ะไว้ใจข้าคนนี้ได้เลย”
นางพูดด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
จื่อหยวนถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าลูกสาวตระกูลขุนนางอันมีชื่อเสียงมีความสามารถในการทำกบย่างเกลือด้วย ทำให้มุมมองของจื่อหยวนที่มีต่อขุนนางเปลี่ยนไปทันที
เพียงแค่เฉพาะกับหนิงอันเท่านั้นนะ
“จื่อหยวน ทำไมเจ้ากลับมาช้าจัง”
“ข้าบอกเจ้าไปแล้ว ว่าข้าน่ะบังเอิญไปได้ยินเรื่องที่ชาวบ้านเขาคุยกันเรื่องงานหมั้นของเจ้า
แล้วก็เดินไปร้านขายรถม้าด้วย”“งั้นหรือ ทั้งที่ร่างกายของข้าไม่ได้สติ ยังจะเลื่อนงานหมั้นไปอีก น่าจะยกเลิกไปซะยังจะดี
เสียกว่า”“ฟังจากที่เจ้าพูดแล้ว ขุนนางที่อยากได้เจ้าเป็นคู่ครอง เขาเป็นคนไม่ดีขนาดนั้นเลยหรือ”
“ไม่ใช่ ท่านจินเยว่น่ะเป็นคนที่ดีมากและซื่อสัตย์”
“ถ้าเขาดีขนาดนั้นแล้วทำไมเจ้าถึงไม่อยากหมั้นกับเขา”
“ก็ข้าไม่ได้รักเขานี่นา เอาเถิดน่า เรื่องนั้นมันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แล้วเจ้าไปดูรถม้ามันเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าได้ซื้อแล้วหรือยัง”
“ข้ายังไม่ได้ซื้อ ข้าก็แค่ไปดูเผื่อเอาไว้ว่าในอนาคตมันจำเป็นต้องซื้อเอาไว้ใช้งาน”
เมื่อจื่อหยวนพูดจบ หนิงอันก็หันไปสนใจกบย่างเกลือ
กลิ่นหอมของกบย่างเกลือที่ยัดไส้สมุนไพรนั้นทำให้รู้สึกสดชื่นสบายสมูก หากได้กินเนื้อกบที่ย่างกำลังดีคงจะได้รับสรรพคุณประโยชน์หลายชนิด
เป็นแน่กบย่างเกลือไหม้เกรียมส่งกลิ่นฟุ้งกระจายไปทั่วนี้ถูกคีบออกมาจากตะแกรงแล้วนำมาใส่ไว้ในจานก่อนส่งมันให้กับจื่อหยวน
“กบย่างเกลือเสร็จเรียบร้อย”
“นี่น่ะหรือ กบย่างเกลือของเจ้า”
เพื่อความแน่ใจ จื่อหยวนจึงตรวจเช็คเนื้อกบว่าสุกดีพอจะกินได้หรือไม่
ทั้งหนังและเนื้อสุกกำลังดี สามารถกินอย่างเอร็ดอร่อยได้
“แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว เดี๋ยวเอาเข้าไปกินข้างในเรือนกัน”
ทั้งสองเข้าไปในเรือนเพื่อกินข้าวกันเหมือนอย่างเคย
ต่อจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็สามารถช่วยเหลือกันได้ตลอดเวลา ตราบใดที่ยังคงอยู่ด้วยกันและใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะเพื่อนคนสำคัญที่ไม่อาจแยกจากกันได้ แม้ว่าสถานะของทั้งสองจะแตกต่างกันก็เถิด
.
.
.
ณ จวนตระกูลขุนนาง
ในห้องสี่เหลี่ยมของต้นแบบจีนโบราณมันถูกตกแต่งไปด้วยความสวยงามตระการตาราวกับว่ามันเป็นห้องจัดนิทรรศการที่หาชมได้ยาก แล้วภายในห้องยังมีสิ่งของเครื่องใช้มีมูลค่าวางอยู่ตามมุมห้องอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มันถูกเช็ดทำความสะอาดโดยคนรับใช้เป็นประจำทุกวันเพื่อปราศจากฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก แล้วเหตุผลที่ต้องทำความสะอาดทุกวันไม่ใช่เพียงเพราะของเครื่องใช้พวกนี้
ใช่แล้ว มันคือร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงอย่างดีภายในห้องแห่งนี้
มีเวรยามคอยเฝ้าตลอดชั่วยาม มีคนรับใช้คอยเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดตัวและป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ทว่าร่างกายของนางยังคงตอบสนองต่ออาหารที่คนรับใช้ป้อนให้กินสภาพร่างไร้วิญญาณของหนิงอันไม่แตกต่างกับตุ๊กตาไร้ชีวิตที่อยู่ไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ถึงกระนั้นท่านพ่อและท่านแม่นางก็ไม่ยอมตัดใจที่จะช่วยเหลือให้ถึงที่สุด แล้วเพื่อที่จะช่วยลูกสาวให้ฟื้นขึ้นมาก็ได้ให้หมอที่เก่งที่สุดมาดูอาการของลูกสาวว่าเป็นอย่างไร
หมอแก่มากประสบการณ์ตรวจดูร่างกายอย่างละเอียด
“แปลกมาก”
“ลูกสาวข้าเป็นอย่างไร”
“ลูกสาวของพวกท่านไม่ได้ป่วยแต่อย่างใด อวัยวะภายในและภายนอกเป็นปกติดีสมบูรณ์ เพียงแต่ไม่ได้สติกลับคืนมา มันเป็นเรื่องที่แปลกอย่างยิ่ง ข้าที่รักษาคนมานับครั้งไม่ถ้วนบอกตามตรงว่าไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อนในชีวิต”
ใบหน้าของหมอแก่บอกเป็นนัยว่าทำได้เพียงแค่ทำใจยอมรับมันเท่านั้น
คนเป็นพ่อเป็นแม่ถึงกลับต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความโศกเศร้า ถึงกระนั้นคนเป็นหมอก็ไม่สามารถให้คำตอบหรืออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ได้ แม้แต่หมอรักษาคนป่วยชื่อดังยังไม่สามารถทำให้
หนิงอันฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งได้ แล้วต่อจากนี้จะพึ่งพาผู้ใดกันหนอหลังจากที่หมอคนดังกลับไป ท่านพ่อและท่านแม่ของหนิงอันยังคงยืนดูร่างไร้วิญญาณของลูกสาวตนเองด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าหมอง
“พวกเราจะทำอย่างไรกันดีพ่อ เป็นเพราะพวกเราบังคับให้ลูกหนิงหมั้นหมายแท้ๆ”
“อย่าได้โทษตัวเองเลยแม่ ที่พวกเราทำก็เพื่อให้ลูกสาวของเรามีความสุขนะ”
ความหวังของคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้ลูกของตนเองมีชีวิตที่มีความสุขและไม่ต้องลำบาก
มันเป็นสิ่งสวยงามเพื่อส่งต่อให้ลูกมีความสุข ทว่าพวกเขากลับไม่เคยถามถึงความรู้สึกของลูกสาวตนเองเลยสักครั้ง พวกเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของลูกตนเอง เอาแต่เรื่องของตนเองเป็นหลัก เพราะเหตุนี้แหละทำให้มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา“ไม่ต้องห่วงนะแม่ เดี๋ยวพ่อจะหาวิธีทำให้ลูกหนิงของเราฟื้นขึ้นมาให้ได้”
…
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







