Share

บทที่ 7

last update Tanggal publikasi: 2026-07-17 00:12:59

7

          ยามเหม่า

          สิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นความสำเร็จที่ได้มาจากความยากลำบากซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกำลังมานานพอสมควรถึงจะได้รับสิ่งนี้มาเป็นของตนเอง

          รถม้าที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของจื่อหยวนที่เขาซื้อมาด้วยกำลังของตนเอง มันจำเป็นสำหรับการเดินทางไกลโดยเฉพาะ

          ส่วนใหญ่รถม้าจะมีม้าเพียงแค่ตัวเดียวที่ใช้สำหรับลากรถม้าข้างหลัง ทว่าจื่อหยวนมีม้า 2 ตัว เพื่อจะได้ลดภาระของม้าลงไปด้วย แล้วม้าที่ซื้อมาก็เชื่องว่านอนสอนง่าย เหตุเพราะมันถูกเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะทำให้ง่ายต่อการควบคุมในขณะเดินทาง

          เช้ามืดของวัน จื่อหยวนและหนิงอันเดินทางไปยังเมืองของแคว้นฉินเพื่อนำภาพวาดไปส่งให้กับขุนนางที่ว่าจ้างให้เขาวาดภาพ มีผลงานหลายชิ้นที่ต้องเอาไปส่งเพื่อแลกกับค่าเหน็ดเหนื่อย แล้วครั้งนี้อาจทำให้ได้ค่าจ้างมากกว่าที่ควรจะเป็น เหตุผลก็เพราะภาพวาดของจื่อหยวนถูกใจเหล่าขุนนางที่นั่นเป็นอย่างมากจนอยากให้เขาเป็นจิตรกรประจำเมืองเลยทีเดียวเชียว

          จิตรกรจื่อหยวน เขาเป็นคนมีชื่อเสียงด้านการวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นวาดภาพทิวทัศน์หรือวาดภาพสมจริง จื่อหยวนสามารถวาดภาพนั้นออกมาตามที่ต้องการได้ แล้วเขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักปราชญ์แห่งพงไพร เหตุผลก็เพราะเขาปลูกเรือนอยู่ป่านั่นแหละ

          ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นจิตรกรเลยสักนิด

          “จื่อหยวน เจ้าวาดภาพออกมาได้เยอะเชียว เจ้าน่ะได้หลับได้นอนบ้างหรือไม่”

          “ข้าได้นอนเพียงสองชั่วยาม”

          “นั่นเรียกว่านอนแล้วหรือ”

          เมื่อเดินทางมาถึงก็จะมีทหารยามคอยเฝ้าประตูกำแพงทั้งนอกเมืองและในเมืองตลอดชั่วยามเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ชาวบ้าน

          ยามนี้เป็นยามซื่อ ถือว่าใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเดินทางมาถึง แต่นั่นก็คุ้มค่าเมื่อได้มาเห็นการแสดงเชิดสิงโตซึ่งจะถูกจัดแสดงเฉพาะช่วงเวลาของทุกปี

          “สวยจัง ทำได้อย่างไรกัน”

          “การแสดงเชิดสิงโต ที่เมืองของพวกเราก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรือ”

          “แต่ข้าไม่เคยได้เห็นมันใกล้ ๆ เลยนี่นา”

          “ถ้าอย่างนั้นเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ดูเชิดสิงโตไปก่อนเถิดนะ เดี๋ยวข้าจะเอาภาพวาดไปส่งให้ขุนนางที่ตำหนักเสียก่อน”

          “รีบไปรีบมานะ”

          หนิงอันลอยตัวออกจากหลังรถม้าก่อนจะขึ้นไปยังบนหลังคาบ้านเรือนของชาวบ้านเพื่อดูการแสดงเชิดสิงโต คงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง ทว่านางนั่นแหละปลอดภัยที่สุด

          จวนที่อยู่ใจกลางเมืองเป็นจวนของขุนนางผู้ปกครองเมืองของแคว้นฉิน มีทหารยามเฝ้าทุกทางเข้าออกตลอดชั่วยาม ไม่มีผู้ใดคิดกล้าลักรอบเข้ามาเป็นแน่

          “นายท่านกำลังรออยู่เจ้าค่ะ”

          .

          .

          .

          คนรับใช้นำทางเพื่อให้จื่อหยวนเข้าพบ

ขุนนางโดยมีคนรับใช้เดินนำหน้าพร้อมกับภาพวาดซึ่งเป็นผลงานที่ต้องส่งให้ขุนนางผู้ว่าจ้าง

          “นายท่านเจ้าคะ ท่านจื่อหยวนมาแล้วเจ้าค่ะ”

          “ให้เข้ามาได้”

          “เจ้าค่ะ”

          ประตูห้องรับรองถูกเปิดด้วยคนรับใช้เพื่อให้

จื่อหยวนเข้าไปข้างในห้อง ส่วนคนรับใช้รออยู่ข้างนอกห้องเพื่อรอไปส่งแขกหลังจากพูดคุยกัน

เสร็จสรรพ

          “คารวะท่านอ๋อง”

          “อ่า เชิญนั่ง”

          เก้าอี้ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับแขกเข้ามานั่ง

จื่อหยวนนั่งลงอย่างเรียบร้อย

          บนโต๊ะมีภาพวาดซึ่งเป็นผลงานหลายชิ้นถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

          “ข้าไม่ได้พบเจ้าเสียนาน เจ้าสบายดีใช่หรือไม่”

          “ขอรับท่านอ๋อง ข้าสบายดี แล้วท่านอ๋องช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”

          “สบายดี เอาล่ะ ขอข้าดูภาพวาดของเจ้าเสียหน่อย”

          ขุนนางอ๋องกวาดตามองดูผลงานของจื่อหยวนอย่างตั้งใจ

          ผลงานแต่ละชิ้นมีความสำคัญต่อใจของขุนนางอ๋อง เหตุผลเพราะผลงานจื่อหยวนแสดงถึงความเป็นธรรมชาติอันเงียบสงบราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติซึ่งหาที่ติไม่ได้ เป็นผลงานเลอค่าไม่มีผู้ใดเทียบชั้นได้ เป็นคนหาจับตัวได้ยากในรอบหลายสิบปี

          จื่อหยวนเป็นคนสำคัญของขุนนางอ๋องเปรียบเสมือนเป็นบุตรชายคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

          “ภาพวาดของเจ้าดุจดั่งธรรมชาติพงไพร

ไม่ว่าจะดูอีกสักกี่ครั้งมันก็มีพลังหาที่เปรียบไม่ได้”

          จื่อหยวนกับขุนนางอ๋องเกี่ยวข้องกันอย่างไรกันแน่ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

          เมื่อดูภาพวาดจนครบ ขุนนางอ๋องเอ่ยปากชมผลงานตรงหน้า

          “หาที่เปรียบไม่ได้ ข้าเองก็ไม่ใช่นักวิจารณ์ทางด้านงานศิลป์ แต่ข้าก็ชอบภาพวาดของเจ้ามาก ภาพวาดของเจ้ามันมีความรู้สึกเหมือนกับภาพวาดของหลิน”

          “ท่านแม่”

          “อ่า แม่ของเจ้านั่นแหละ พูดแล้วมันก็ทำให้ข้าคิดถึงเมื่อก่อน”

          ใบหน้าของขุนนางอ๋องนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุขและความเศร้าในเวลาเดียวกัน

          “ขอโทษเจ้านะจื่อหยวนที่ข้าพูดเรื่องนี้”

          “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าเข้าใจ”

          จื่อหยวนเข้าใจความรู้สึกของเขาดีว่ารู้สึกอย่างไร ไม่ว่าจะมีความสุขหรือความเศร้าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็ไม่สามารถแก้ไขมันได้

ทำได้เพียงยอมรับความจริงเท่านั้น

          สิ่งที่จื่อหยวนทำได้นั้นคือการอยู่กับปัจจุบัน

ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แม้ความสุขในสมัยยังเด็กจะไม่หลงเหลือแล้วแต่ก็ยังมีความสุขปัจจุบันเข้ามาทดแทนได้ ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืม ไม่มีวันลืมเรื่อง

ในอดีต

          “ท่านแม่ของข้าน่ะ ป่านนี้ท่านคงไปอยู่ไหนสักแห่งหนึ่ง มันเป็นสถานที่ที่ข้าตามไปไม่ถึงต่อให้ตามหาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันได้พบกันอีก ข้ายังคิดอยู่เลยว่าท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ บางทีอาจจะอยู่ในใจของข้ามาตลอดโดยที่ข้าไม่รู้ตัว”

          …

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 17 จบ

    17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 16

    16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 15

    15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 14

    14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 13

    13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 12

    12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status