Masuk7
ยามเหม่า
สิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นความสำเร็จที่ได้มาจากความยากลำบากซึ่งต้องใช้เวลาสะสมกำลังมานานพอสมควรถึงจะได้รับสิ่งนี้มาเป็นของตนเอง
รถม้าที่เห็นอยู่ตอนนี้เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของจื่อหยวนที่เขาซื้อมาด้วยกำลังของตนเอง มันจำเป็นสำหรับการเดินทางไกลโดยเฉพาะ
ส่วนใหญ่รถม้าจะมีม้าเพียงแค่ตัวเดียวที่ใช้สำหรับลากรถม้าข้างหลัง ทว่าจื่อหยวนมีม้า 2 ตัว เพื่อจะได้ลดภาระของม้าลงไปด้วย แล้วม้าที่ซื้อมาก็เชื่องว่านอนสอนง่าย เหตุเพราะมันถูกเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะทำให้ง่ายต่อการควบคุมในขณะเดินทาง
เช้ามืดของวัน จื่อหยวนและหนิงอันเดินทางไปยังเมืองของแคว้นฉินเพื่อนำภาพวาดไปส่งให้กับขุนนางที่ว่าจ้างให้เขาวาดภาพ มีผลงานหลายชิ้นที่ต้องเอาไปส่งเพื่อแลกกับค่าเหน็ดเหนื่อย แล้วครั้งนี้อาจทำให้ได้ค่าจ้างมากกว่าที่ควรจะเป็น เหตุผลก็เพราะภาพวาดของจื่อหยวนถูกใจเหล่าขุนนางที่นั่นเป็นอย่างมากจนอยากให้เขาเป็นจิตรกรประจำเมืองเลยทีเดียวเชียว
จิตรกรจื่อหยวน เขาเป็นคนมีชื่อเสียงด้านการวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นวาดภาพทิวทัศน์หรือวาดภาพสมจริง จื่อหยวนสามารถวาดภาพนั้นออกมาตามที่ต้องการได้ แล้วเขาก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักปราชญ์แห่งพงไพร เหตุผลก็เพราะเขาปลูกเรือนอยู่ป่านั่นแหละ
ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นจิตรกรเลยสักนิด
“จื่อหยวน เจ้าวาดภาพออกมาได้เยอะเชียว เจ้าน่ะได้หลับได้นอนบ้างหรือไม่”
“ข้าได้นอนเพียงสองชั่วยาม”
“นั่นเรียกว่านอนแล้วหรือ”
เมื่อเดินทางมาถึงก็จะมีทหารยามคอยเฝ้าประตูกำแพงทั้งนอกเมืองและในเมืองตลอดชั่วยามเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ชาวบ้าน
ยามนี้เป็นยามซื่อ ถือว่าใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเดินทางมาถึง แต่นั่นก็คุ้มค่าเมื่อได้มาเห็นการแสดงเชิดสิงโตซึ่งจะถูกจัดแสดงเฉพาะช่วงเวลาของทุกปี
“สวยจัง ทำได้อย่างไรกัน”
“การแสดงเชิดสิงโต ที่เมืองของพวกเราก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
“แต่ข้าไม่เคยได้เห็นมันใกล้ ๆ เลยนี่นา”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ดูเชิดสิงโตไปก่อนเถิดนะ เดี๋ยวข้าจะเอาภาพวาดไปส่งให้ขุนนางที่ตำหนักเสียก่อน”
“รีบไปรีบมานะ”
หนิงอันลอยตัวออกจากหลังรถม้าก่อนจะขึ้นไปยังบนหลังคาบ้านเรือนของชาวบ้านเพื่อดูการแสดงเชิดสิงโต คงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง ทว่านางนั่นแหละปลอดภัยที่สุด
จวนที่อยู่ใจกลางเมืองเป็นจวนของขุนนางผู้ปกครองเมืองของแคว้นฉิน มีทหารยามเฝ้าทุกทางเข้าออกตลอดชั่วยาม ไม่มีผู้ใดคิดกล้าลักรอบเข้ามาเป็นแน่
“นายท่านกำลังรออยู่เจ้าค่ะ”
.
.
.
คนรับใช้นำทางเพื่อให้จื่อหยวนเข้าพบ
ขุนนางโดยมีคนรับใช้เดินนำหน้าพร้อมกับภาพวาดซึ่งเป็นผลงานที่ต้องส่งให้ขุนนางผู้ว่าจ้าง“นายท่านเจ้าคะ ท่านจื่อหยวนมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ให้เข้ามาได้”
“เจ้าค่ะ”
ประตูห้องรับรองถูกเปิดด้วยคนรับใช้เพื่อให้
จื่อหยวนเข้าไปข้างในห้อง ส่วนคนรับใช้รออยู่ข้างนอกห้องเพื่อรอไปส่งแขกหลังจากพูดคุยกัน เสร็จสรรพ“คารวะท่านอ๋อง”
“อ่า เชิญนั่ง”
เก้าอี้ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับแขกเข้ามานั่ง
จื่อหยวนนั่งลงอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะมีภาพวาดซึ่งเป็นผลงานหลายชิ้นถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ข้าไม่ได้พบเจ้าเสียนาน เจ้าสบายดีใช่หรือไม่”
“ขอรับท่านอ๋อง ข้าสบายดี แล้วท่านอ๋องช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“สบายดี เอาล่ะ ขอข้าดูภาพวาดของเจ้าเสียหน่อย”
ขุนนางอ๋องกวาดตามองดูผลงานของจื่อหยวนอย่างตั้งใจ
ผลงานแต่ละชิ้นมีความสำคัญต่อใจของขุนนางอ๋อง เหตุผลเพราะผลงานจื่อหยวนแสดงถึงความเป็นธรรมชาติอันเงียบสงบราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติซึ่งหาที่ติไม่ได้ เป็นผลงานเลอค่าไม่มีผู้ใดเทียบชั้นได้ เป็นคนหาจับตัวได้ยากในรอบหลายสิบปี
จื่อหยวนเป็นคนสำคัญของขุนนางอ๋องเปรียบเสมือนเป็นบุตรชายคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
“ภาพวาดของเจ้าดุจดั่งธรรมชาติพงไพร
ไม่ว่าจะดูอีกสักกี่ครั้งมันก็มีพลังหาที่เปรียบไม่ได้”จื่อหยวนกับขุนนางอ๋องเกี่ยวข้องกันอย่างไรกันแน่ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เมื่อดูภาพวาดจนครบ ขุนนางอ๋องเอ่ยปากชมผลงานตรงหน้า
“หาที่เปรียบไม่ได้ ข้าเองก็ไม่ใช่นักวิจารณ์ทางด้านงานศิลป์ แต่ข้าก็ชอบภาพวาดของเจ้ามาก ภาพวาดของเจ้ามันมีความรู้สึกเหมือนกับภาพวาดของหลิน”
“ท่านแม่”
“อ่า แม่ของเจ้านั่นแหละ พูดแล้วมันก็ทำให้ข้าคิดถึงเมื่อก่อน”
ใบหน้าของขุนนางอ๋องนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุขและความเศร้าในเวลาเดียวกัน
“ขอโทษเจ้านะจื่อหยวนที่ข้าพูดเรื่องนี้”
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าเข้าใจ”
จื่อหยวนเข้าใจความรู้สึกของเขาดีว่ารู้สึกอย่างไร ไม่ว่าจะมีความสุขหรือความเศร้าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็ไม่สามารถแก้ไขมันได้
ทำได้เพียงยอมรับความจริงเท่านั้นสิ่งที่จื่อหยวนทำได้นั้นคือการอยู่กับปัจจุบัน
ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แม้ความสุขในสมัยยังเด็กจะไม่หลงเหลือแล้วแต่ก็ยังมีความสุขปัจจุบันเข้ามาทดแทนได้ ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืม ไม่มีวันลืมเรื่อง ในอดีต“ท่านแม่ของข้าน่ะ ป่านนี้ท่านคงไปอยู่ไหนสักแห่งหนึ่ง มันเป็นสถานที่ที่ข้าตามไปไม่ถึงต่อให้ตามหาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันได้พบกันอีก ข้ายังคิดอยู่เลยว่าท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ บางทีอาจจะอยู่ในใจของข้ามาตลอดโดยที่ข้าไม่รู้ตัว”
…
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







