LOGIN5
ยามเฉิน
บรรยากาศยามเช้าที่มาพร้อมกับเสียงน้ำไหลของธารน้ำตกแห่งนี้ทำให้คนที่ยืนรับบรรยากาศอย่างหนิงอันต้องหาอะไรทำเพื่อให้ตนเองมีชีวิตชีวามากขึ้น แล้วสิ่งที่นางกำลังจะทำต่อจากนี้จะต้องได้รับการฝึกฝนจากเจ้าของเรือนอย่างจื่อหยวนเสียก่อน ไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่ทำมาเสียหายหมดเป็นแน่
“ข้าทำถูกหรือเปล่า”
“อ่า เจ้าทำถูกแล้ว ทำต่อไปแบบนั้นแหละ
อ่า ทำแบบนั้นแหละ”นี้ไม่ใช่เรื่องอย่างว่า
จื่อหยวนกำลังสอนหนิงอันใช้อุปกรณ์ในการพรวนดิน เนื่องจากจื่อหยวนได้มีการทำแปลงปลูกพืชผักเพิ่มพื้นที่ขึ้นมาอีก 1 งาน เพื่อปลูกผักเอาไว้ขายและเอาไว้กิน แล้วนี่ก็เป็นความต้อการของนางที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่เอาไว้เป็นประสบการณ์ว่าตนเองนั้นครั้งหนึ่งเคยพรวนดินมาแล้ว
สำหรับลูกหลานของตระกูลขุนนาง การลดตัวลงมาทำในสิ่งที่ชาวบ้านทำด้วยการดำรงชีวิตถือเป็นเรื่องต้องห้าม เหตุใดนั้นหนิงอันไม่รู้เหมือนกัน เรื่องที่นางทำได้นอกจากทำอาหารแล้วก็มีแต่เรื่องที่ไม่สามารถทำได้ นั่นทำให้นางแตกต่างจากลูกของขุนนางท่านอื่นที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างนอกจากสั่งคนรับใช้เพียงอย่างเดียว
“สนุกจังเลย”
หลังจากพรวนดินเสร็จ หนิงอันก็อาสามารดน้ำผักแปลงพืชผักที่มีอยู่ นางดูมีความสุขมากที่ได้ทำในสิ่งที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน จื่อหยวนผู้ทำหน้าที่ดูแลและสอนหนิงอันในฐานะเกษตรกรจำเป็นพอจะเข้าใจว่าตระกูลขุนนางอยู่กันอย่างสุขสบาย ไม่ต้องทำอะไรให้เสียแรงแม้แต่เหนื่อยก็ไม่มีให้เห็น ไม่ต้องเดือดร้อนเหมือนชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ เป็นชีวิตที่ชาวบ้านต้องการไขว่คว้ามาอยู่ในกำมือเพื่อให้ได้ความสบายเข้ามาในชีวิต
ต้นทุนชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน แต่ทว่า มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีใด
จื่อหยวนก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีอะไรเหมือนครอบครัวผู้อื่น ทว่าเขากลับสามารถสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเองรวมไปถึงได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เขากลับไม่มีความคิดที่ว่าอยากมั่งคั่ง เพียงแค่ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้สมกับเกิดมาก็พอ ไม่ต้องการสิ่งใดไปมากกว่านี้
“ยังเหลืออีกแปลงนะ”
“ข้ารู้แล้ว มีอะไรให้ข้าทำอีกหรือไม่”
“มีสิ เจ้าช่วยไปดูที่ดักปลาธารน้ำตกให้ข้าหน่อยสิ”
“ได้ เดี๋ยวข้าไปดูให้”
“แล้วก็เอาเศษผักโยนให้ใส่เล้าไก่แทนข้าที”
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อเห็นหนิงอันติดลม จื่อหยวนก็ได้อาศัยจังหวะเดินกลับเข้าเรือนเพื่อกลับไปวาดภาพที่ค้างอยู่ต่อ มันเป็นงานของขุนนางท่านหนึ่งวานให้เขาวาดภาพขึ้นมา เป็นภาพวาดภูเขาหลายลูกซ้อนกัน
อีกไม่นานก็คงเสร็จสมบูรณ์
“เอาล่ะ จากตรงนี้แล้วก็ตรงนี้ เรียบร้อย”
.
.
.
ความเป็นอยู่ของหนิงอันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของจื่อหยวน ทั้งสองเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาตลอดตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน
หลังจากวาดภาพเสร็จจะต้องใช้เวลากว่าสีจะแห้งแล้วค่อยเอาไปส่งให้กับผู้ว่าจ้างในเมืองซึ่งอยู่ไกลพอสมควร ถึงกระนั้นก็มีแต่ต้องเดินทางไปส่งงาน ไม่ใช่แค่นั้น ผักที่หนิงอันเก็บเกี่ยวมาจากแปลงผักกองขนาดใหญ่จะต้องเอาไปขายที่ตลาดอีกด้วย แล้วจะขนไปทั้งหมดได้อย่างไรกันล่ะทีนี้
ด้วยร่างกายอันใหญ่โตสมส่วนของจื่อหยวนสามารถแบกผักไปขายที่ตลาดในเมืองได้สบาย
“เจ้าไหวแน่หรือ”
“ไหวสิ แค่นี้เอง”
“ให้ข้าช่วยด้วยคนสิ”
“ไม่ได้ ยิ่งเจ้าแล้วยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย หากว่ามีคนเห็นภาพวาดหรือไม่ก็ผักลอยได้จะทำอย่างไร เดี๋ยวชาวบ้านแตกตื่นกันหมด”
“จริงด้วย”
“เจ้าน่ะอยู่ที่นี่แหละ ดูแลผักที่แปลงและไก่ในเล้าเถิด”
“เข้าใจแล้ว”
สถานะผู้อยู่อาศัยมันก็ต้องว่านอนสอนง่ายอย่างนี้แหละมันถึงจะดี
จื่อหยวนใช้เวลา 1 ชั่วยามกว่าจะเดินทางมาถึง
“ไม่ไหว เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
ผักที่แบกขึ้นหลังถูกวางลงให้คนรับซื้อ เมื่อรับเงินเรียบร้อยก็ไปยังจวนของขุนนางซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้จื่อหยวนเป็นคนวาดภาพให้ตามที่ต้องการ
ร่างกายที่รับภาระอันหนักอึ้งได้รับอิสรภาพ ทำให้รู้สึกเบาหวิวและสบายตัวทันที
“เราต้องซื้อรถม้าเอาไว้ยามจำเป็น”
เมื่อเป็นเช่นนั้น จื่อหยวนจึงเดินหาร้านขายรถม้าพร้อมกับม้าเอาไว้สำหรับเดินทางไกล แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สามารถซื้อได้เลยทันที ทว่าอีกไม่นานก็พอจะมีกำลังซื้อมาเป็นของตนเองได้
ขณะที่กำลังเดินหาร้านขายรถม้าอยู่นั้นก็ได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันในเรื่องการหมั้นหมายของตระกูลขุนนาง
“เจ้าได้ยินข่าวลือหรือเปล่า”
“ข่าวลืออะไร”
“เห็นว่างานหมั้นหมายของลูกสาวขุนนางถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด”
“จริงหรือ”
“จริงสิ อย่างว่าแหละนะ คงจะตกลงเรื่องสมบัติกันไม่ลงตัวก็เลยเป็นอย่างที่เขาลือกัน”
“ว่าไม่ได้หรอก พวกเขามีเงินมีคนรับใช้ ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็ไม่ผิด การกระทำของพวกเขาไม่ได้มาสนใจชาวบ้านอย่างเราตั้งแต่แรกแล้ว เอาเถิด
จะเลื่อนงานหมั้นหรือไม่มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเรา จริงหรือไม่”“อย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหละ ไปกันได้แล้ว
พวกเรายังมีงานที่ต้องทำอีก”“นั่นสินะ”
สิ่งที่ชาวบ้านพูดคุยกันคงจะเป็นเรื่องจริง
บางเรื่องความจริงแล้วจื่อหยวนรู้ดีว่าทำไมงานหมั้นของเหล่าขุนนางถึงได้เลื่อนออกไป มันก็แน่อยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่มีคู่หมั้นตนเองอยู่ด้วยหรืออยู่ในสภาพไม่พร้อม ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
...
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







