เข้าสู่ระบบ8
หลังจากจื่อหยวนส่งภาพวาดให้ขุนนางอ๋องเสร็จสรรพก็เดินทางออกมาจากจวนแล้วไปยังที่จัดแสดงเชิดสิงโตซึ่งหนิงอันรอเขาอยู่ที่นั่น ทว่าเมื่อมาถึงการแสดงเชิดสิงโตก็จบลง แต่ไม่พบหนิงอัน
“อยู่ที่ใดกันหนอ”
“จ๊ะเอ๋”
น้ำเสียงขี้เล่นจากทางด้านหลังทำให้ผู้ที่นั่งควบคุมรถม้าถึงกับสะดุ้งตกใจอย่างสุดขีด
“หนิงอัน ทำอะไรของเจ้า ข้าตกใจนะ”
“ทำโทษที่เจ้ามาช้า”
มันก็ถูกของนางนั่นแหละ
เหตุผลเพราะว่าภาพวาดที่ส่งให้กับขุนนางอ๋องใช้เวลาแลดูอย่างระเอียดก็เลยทำให้เสียเวลา ไม่ใช่แค่เรื่องชื่นชมภาพวาดของจื่อหยวน ยังมีเรื่องต้องพูดคุยกันที่มิให้ผู้ใดรับรู้
“เพื่อเป็นการทำโทษ วันนี้เจ้าจะต้องตามใจข้าตลอดทั้งวัน”
“เป็นเด็กหรือไง แล้วที่ทำให้ข้าตกใจไม่ใช่เป็นการทำโทษหรอกหรือ”
“อันนั้นข้าล้อเล่น”
จื่อหยวนถึงกับกุมขมับ ทว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องจะต้องมาทะเลาะกันเพราะเล็กน้อยนี้ อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าตามใจนางสักวันก็คงไม่เป็นอะไร
“เอาเถิด ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรเจ้า แล้วเจ้าอยากให้ข้าทำอะไร”
ใบหน้าของหนิงอันกำลังครุ่นคิดสิ่งใดนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เมื่อตัดสินใจได้หนิงอันก็ได้ให้จื่อหยวนนำทางไปยังตลาดสดของเมืองแคว้นฉิน บริเวณตลาดสดจะมีร้านขายขนมและร้านขายสมุนไพรหลายเจ้า ในตลาดก็มีผัก ปลา ข้าวสาร อาหารสดขายอยู่ด้วยกันเต็มไปหมด คนที่ไม่เคยออกไปที่ไหนเอาแต่อยู่ในจวนก็จะมีอาการไม่ต่างกับคนบ้านนอกเข้าเมือง
จื่อหยวนจอดรถม้าไว้บริเวณแถวนั้นก่อนจะเดินเข้าไปยังตลาด ทว่าเขาต้องระวังในการพูดคุยกับหนิงอันเป็นพิเศษ เนื่องจากคนที่สามารถมองเห็นหนิงอันได้นั้นมีเพียงจื่อหยวนผู้เดียว หากมีคนเห็นจื่อหยวนพูดเดี๋ยวจะถูกหาว่าเป็นคนแปลกประหลาดพิลึกกึกกือ
“ข้ามีที่ที่ต้องไปดูน่ะ เจ้าเดินอยู่ที่ตลาดไปก่อน”
“เจ้าจะไปที่ไหน”
“ร้านขายสมุนไพรน่ะ”
“งั้นข้าไปด้วย”
ร้านขายสมุนไพรที่อยู่ติดกับตลาดมีพื้นที่คับแคบเดินสวนกันยังทำไม่ได้ ทว่านั่นไม่ใช่อุปสรรคในการเข้ามาที่ร้านขายสมุนไพร เหตุผลที่จื่อหยวนมาที่ร้านขายสมุนไพรก็เพื่อมาหาตำราการเพาะปลูกสมุนไพรซึ่งคนที่เข้ามาซื้อสมุนไพรนั้นจะได้รับตำราการเพาะปลูกสมุนไพรไปด้วย ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นร้านไหนก็มีกันทุกร้าน แล้วถ้าหากเอาตำรามาขายให้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสมุนไพร ทางร้านจะไม่เจ๊งหรอกหรือ
เมื่อซื้อสมุนไพรมาจำนวนหนึ่งพร้อมกับได้รับตำราการเพาะปลูกสมุนไพร ทั้งสองก็เดินไปยังตลาด
“จื่อหยวน เจ้าจะเอาสมุนไพรพวกนี้ไปทำอะไร”
“เอาไปศึกษาน่ะ แล้วก็เมล็ดพวกนี้ข้าจะเอาไปเพาะปลูกที่เรือนของข้าด้วย”
“จื่อหยวนนี่เป็นคนขยับจังนะ ข้าเองคงทำอย่างเจ้าไม่ได้”
“อยู่ที่ความชอบ หากชอบสิ่งใดเจ้าก็จะทำสิ่งนั้นได้”
หนิงอันคิดถึงเรื่องการหมั้นหมายของนาง หากทำให้ยกเลิกการหมั้นหมายได้นางก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมา นั่นก็คือการได้ชีวิตอิสระอีกครั้ง
(จื่อหยวนพูดถูกแล้วแหละ ข้าจะต้องรอเวลาจนกว่าการหมั้นหมายจะถูกยกเลิก)
.
.
.
“จื่อหยวน ข้าอยากได้เนื้อน่ะ แล้วก็ปลาดุกด้วย”
เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ จื่อหยวนใช้วิธีในการพูดคุยกันผ่านภาษามือ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้แย่เท่าที่คิดเอาไว้
เมื่อได้ทุกอย่างตามความต้องการของหนิงอัน ทั้งสองจึงเดินทางกลับ หลังจากนี้กว่าจะเดินทางกลับไปถึงคงต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม
“กลับเรือนแล้วเดี๋ยวข้าจัดการเรื่องอาหารเอง”
“มีความสุขจังเลยนะหนิงอัน ข้ากำลังคิดอยู่ว่าเจ้าน่ะเป็นวิญญาณแน่หรือ ทำไมวิญญาณอย่างเจ้าถึงได้กินข้าวกินน้ำของคนมีชีวิตได้”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ระหว่างเดินทางกลับก็มีรถม้าของชาวบ้านเดินสวนกันไปแล้วหลายสิบคันด้วยกัน มันเยอะกว่าปกติก็เลยทั้งคู่เกิดความฉงนใจขึ้นมา พอดูที่ด้านหลังรถม้าก็ไม่มีสัมภาระบรรทุกเอาไว้ หากบอกว่าเข้ามาในเมืองโดยไม่มีอะไรเอามาขายมันก็ออกจะแปลกอยู่เหมือนกัน
มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ
“มีรถม้าหลายคันกำลังเดินทางเข้าไปยังเมืองแคว้นฉิน”
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิ ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้นก็ได้ยินชาวบ้านพูด
คุยกัน“ข้าได้ยินมาว่าเทศกาลดอกไม้ไฟคราวนี้จะจัดใหญ่กว่าปีที่ผ่านมา”
“ชักจะทนรอไม่ไหวแล้วสิ ข้าอยากให้ถึงช่วงยามค่ำคืนให้เร็ว”
“เจ้าก็รอไปเถิด ถึงเวลาก็ได้ดูเอง แต่ก่อนอื่นพวกเราต้องไปหาที่พักกันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นได้นอนบนหลังรถม้าเป็นแน่”
เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นทั้งคู่จึงพูดคุยกันต่อ
“จื่อหยวน”
หนิงอันทำสายตาอ้อนวอนอยากให้เห็นใจกันหน่อยอะไรทำนองนี้เพื่อให้จื่อหยวนกลับเข้าไปยังเมืองแคว้นฉินอีกครั้ง เนื่องจากค่ำคืนนี้จะมีเทศกาลดอกไม้ไฟตามที่ชาวบ้านได้พูดคุยกันเมื่อสักครู่
“เข้าใจแล้ว”
รถม้าถูกควบคุมให้วนกลับมายังเส้นทางเดิมเพื่อกลับเข้าไปยังเมืองอีกครั้ง วันนี้ทั้งสองคงจะไม่ได้กลับบ้านเรือน พวกเขาจะต้องหาที่พักเสียก่อนถึงจะไปหาพื้นที่เพื่อรอดูดอกไม้ไฟในยามค่ำคืน
โชคดีที่ทั้งสองได้ที่พักอยู่ใกล้กับบริเวณจุดดอกไม้ไฟ เป็นห้องสุดท้ายที่ยังเหลือให้เช่า แล้วหลังห้องเช่าก็มีระเบียงมองออกไปดูดอกไม้ไฟได้ใกล้ที่สุด
ที่เหลือก็แค่รอเวลาเท่านั้น
“ห้องนี้มีแค่เตียงเดียว เจ้าต้องมอบเตียงนี้
ให้ข้า ส่วนเจ้านอนที่พื้น”“เอาแต่ใจจังนะ เอาเถิด วันนี้ข้ายอมให้เจ้าไปก่อนก็แล้วกัน”
จื่อหยวนเป็นคนที่ไม่เรื่องมากกับผู้ใดแม้กระทั้งหนิงอันด้วยแล้วเขาจะปล่อยให้นางทำตามที่ตนเองต้องการ อาจเป็นเพราะว่านางนั้นเป็นวิญญาณก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าหน้ารำคาญสักเท่าไหร่ อย่างน้อยอยู่ด้วยมันก็ไม่เหงา
(ยอมเราทุกอย่าง เป็นคนใจดีอะไรเช่นนี้)
…
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







