LOGINกว่าอันดาจะกลับบ้านก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพราะเธอหาที่นั่งทำใจ เก็บทุกเรื่องไว้คนเดียว ตั้งใจจะกลับไปแล้วไม่เอาเรื่องหนักใจไปให้สามีรับรู้ รู้อยู่แล้วว่าพูดออกไปก็มีแต่เรื่อง พาลให้ทะเลาะกันเปล่า ๆ ยังไงเธอก็ยังอยากรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้ดีที่สุด
ซึ่งเมื่อกลับถึงบ้านอันดาก็เตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่งแล้วว่าอาจจะทะเลาะกับปรินซ์เรื่องที่กลับช้า ทว่าพอมาถึงบ้าน กลายเป็นเขาที่เข้ามาคุยกับเธอก่อน
“อันดาอยู่ในห้องน้ำรึเปล่า”
“ค่ะ”
“เสร็จธุระแล้วออกมาคุยกับพี่หน่อยสิ” ปรินซ์รู้ว่าอันดาหนีหน้าเข้าไปในห้องน้ำ เขาเห็นว่าเธอเห็นเขาแล้วแต่เดินหนีขึ้นมาบนห้อง
อันดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะออกมาเผชิญหน้ากับปรินซ์
หมับ!
ร่างสูงสาวเท้าเข้ามากอดภรรยาหลอม ๆ กับเรื่องวันนี้
“พี่ขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่”
“…” อันดาก็เงียบ
“พี่ขอโทษที่ผิดนัด”
“…” อันดาก็เงียบเช่นเคย
“อันดา พูดกับพี่หน่อยสิ”
“แม่พี่เป็นยังไงบ้างคะ” ทว่าอันดาเลือกที่จะถามถึงเรื่องที่มีปัญหากัน
“นอนพักอยู่โรงพยาบาลน่ะ”
“แล้วพี่ไม่ไปเฝ้าเหรอคะ”
“พี่แวะมาหาอันดาก่อน แต่เดี๋ยวก็คงกลับไป”
“...” อันดาไม่พูดอะไรเพราะรู้อยู่แล้วต้องเป็นแบบนี้
ถ้าไม่อ้างสุขภาพก็อ้างเรื่องงานหรือไม่ก็เรื่องเงิน มันมีอีกหลายเรื่องที่แม่สามีจะดึงตัวสามีไปจากเธอไม่ให้ทำกิจกรรมร่วมกันแบบสามีภรรยา
“ไว้พี่จะนัดหมอใหม่ คราวนี้พี่จะไม่ผิดนัดอีก”
“พี่ปรินซ์อยากมีลูกไหมคะ”
“ทำไมถามแบบนั้น” ปรินซ์ขมวดคิ้วยุ่ง สีหน้าไม่ดีนัก หลัง ๆ มานี้เขาเริ่มมีสีหน้า แสดงบางมุมที่อันดาไม่เคยเห็นตอนคบเป็นแฟนกัน
“อันว่าอยากทำงานก่อนแล้วเรื่องลูกค่อยว่ากันค่ะ” เธออยู่ว่าง ๆ แบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“อันดา...พี่บอกแล้วไงว่าคลอดลูกแล้วค่อยคิดเรื่องงาน” ปรินซ์ปล่อยมือจากไหล่อันดา ขัดใจขึ้นมาทันที เดินไปหย่อนนั่งลงบนเตียง ซึ่งอันดาก็เดินตามไปนั่งด้วยเพื่อคุยเรื่องนี้ให้จบ
“แต่เราปล่อยมาหลายเดือนแล้วนะคะ ลูกก็ยังไม่มา บางทีถ้าอันได้ทำงาน ไม่เครียด ลูกอาจจะมาเร็วก็ได้”
“อันดาจะเครียดเรื่องอะไร ไม่ต้องทำอะไร เงินเดือนพี่ก็ให้ตลอด อยากไปช้อปปิ้ง อยากทำอะไรพี่ก็ตามใจหมด แต่ขออย่างเดียวแค่อยู่บ้านไม่ต้องทำงาน รอให้อะไร ๆ เข้าที่เข้าทางก่อน”
“…” เขาไม่เคยรับรู้เรื่องในบ้านเลย ว่าบ้านหลังนี้อยู่แล้วเครียดขนาดไหน
“ไปปรึกษาหมอก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที” ปรินซ์สรุปจบและคิดว่าจะไม่พูดเรื่องที่อันดาขอทำงานอีก
“งั้นอันขอพูดอีกเรื่องได้ไหมคะ”
ปรินซ์พยักหน้าให้อันดาพูดต่อ
“เรื่องคุณแม่พี่ปรินซ์”
“แม่พี่...มีอะไรเหรอ”
“พี่ปรินซ์สัญญาก่อนว่าจะฟังให้จบแล้วไม่โกรธกัน”
ปรินซ์รับปากพยักหน้าและเอ่ยออกมา “สัญญา”
อันดาค่อนข้างหนักใจแต่ก็อยากถามให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่คาใจอยู่แบบนี้
“ตอนที่เราคบกัน พี่ไม่เคยบอกคุณแม่เลยเหรอคะว่าเราไปเที่ยวด้วยกัน”
“อันดารู้จากไหน” ปรินซ์ถามกลับทันที
“มันจริงเหรอคะ”
“...” ปรินซ์ก็ยังไม่ยอมตอบ แต่สายตาคาดคั้นของภรรยาจึงทำให้ปรินซ์พยักหน้ายอมรับ
“ทำไมพี่ปรินซ์ไม่เคยบอกอัน”
“พี่ไม่อยากให้อันคิดมากแล้วที่ไม่บอกแม่ว่าไปกับอันก็เพราะไม่อยากให้มีปัญหา” เขาอยากมีความสุขเลยเลือกที่จะตัดปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกไป โดยไม่รู้เลยว่าปัญหาจะส่งผลกระทบกับระยะยาว
“แต่ปล่อยให้ปัญหามาเกิดตอนที่เราแต่งงานกัน”
“ถ้าอันดารู้ก่อน อันดาจะไม่แต่งงานกับพี่เหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ แต่เราน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ก่อน”
“พี่ขอจัดการเรื่องนี้ก่อน ยังไงก็มีทางออก”
“ทั้งที่คุณแม่ไม่ยอมรับอัน!?”
“อันดาอย่าเพิ่งคิดไปเอง มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น อันดาเชื่อพี่นะครับ ว่าทุกอย่างจะดี พี่จะพยายามแก้สถานการณ์ทุกอย่างให้ดีที่สุด” เขากุมมือนุ่มสัญญาออกไป แต่ครั้งนี้ภรรยาของเขามีแววตาที่สื่อความหมายบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่เขาไม่มีทางทำให้ได้
“เราย้ายไปซื้อบ้านใหม่ดีไหมคะ?!”
จบจากสนทนาวันนั้นอันดารู้แล้วว่าเธอไม่ควรคาดหวังอะไรจากสามีอีก ไม่ว่าจะบอกอะไร เล่าอะไรขออะไร เขาทำเพียงแค่รับรู้ เหมือนแต่ละเรื่องผ่านหูไปเท่านั้น ปัญหาแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นมันสะสมครั้งแล้วครั้งเล่า จากหนึ่งครั้งเป็นสองครั้งจนนับครั้งไม่ถ้วน
อันดาหลับตาด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อเล่าอดีตอันน่าเศร้าให้เพื่อนฟังจนจบ มือนุ่มปาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาเป็นระยะ เธอร้องไห้บ่อย ปวดหัวบ่อย เก็บความเครียดไว้คนเดียว เจ็บอยู่ข้างในแต่บอกใครไม่ได้
ณิรินทำได้เพียงกอดปลอบเพื่อน ปัญหาครอบครัวเป็นคนนอกก็ไม่ควรจะยุ่งมาก ไม่สามารถเอาความคิดตัวเองไปตัดสิน ปล่อยให้เพื่อนสบายใจที่สุดแล้วค่อยว่ากัน
“แกควรปรึกษาพ่อแม่นะ บางทีคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ชีวิตคู่มาแล้วน่าจะใช้ได้ผล” ณิรินแนะนำ ช่วยหาทางออก ถึงตอนนี้ในหัวจะเต็มไปด้วยคำด่า แต่ก็เกรงใจเพื่อนที่จะด่าว่าสามีเพื่อนและแม่ผัวใจดำให้ฟังต่อหน้า
“ฉันก็คิดว่าถ้าไม่ไหว จะให้แม่ช่วยพูดกับพี่ปรินซ์” แต่เธอก็ไม่กล้าอยู่ดี เธอแต่งออกมาสร้างครอบครัวแล้ว ไม่อยากเป็นลูกแหง่มีอะไรก็เอาไปฟ้องพ่อแม่
“แล้วตอนนี้แกกับพี่ปรินซ์ยังคิดเรื่องมีน้องอยู่อีกไหม”
“อืม” อันดาพยักหน้าเพราะมั่นใจว่าสามียังอยากมีตัวเล็ก แต่เธออยากจะเปลี่ยนใจแล้ว
“แต่แกไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว?!” สายตาของอันดาบ่งบอกทุกอย่าง
“ฉันไม่อยากให้ลูกเกิดมาตอนที่พ่อแม่เองยังไม่เข้าใจกัน ในบ้านมีแต่ปัญหาที่ยังไม่แก้”
ยิ่งตอนนี้…ปรินซ์ทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เวลากลับบ้านก็เปลี่ยนไป แต่ละคืนเธอไม่เคยรู้เลยว่าเขากลับมาเวลาไหน เช่นเดียวกับตอนเช้าที่มักจะออกไปก่อนเธอตื่น หนึ่งเดือนเต็ม ๆ ที่เธอและเขาขาดหน้าที่สามีภรรยา แม้แต่มื้อเช้าก็เพิ่งจะเป็นเมื่อเช้าวันนี้ที่ลงมาทานพร้อมกัน แต่ก็มีปัญหาเสียก่อนและคิดว่ากลับบ้านไปก็คงหายหน้าหายตากันไปอีกนานเพราะสิ่งที่สามีทำกับเธอเวลาในบ้านมีเรื่องคือหนีหน้า
“อันดา...” ณิรินเอ่ยเรียกเสียงเศร้า มองหน้าเพื่อนที่มีน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด เธอได้แต่ยื่นกระดาษทิชชู่ให้เป็นระยะ ซับเท่าไหร่ก็ไม่มีท่าทีจะหมด
“อึก!…” อันดาหมดสภาพสะฮือไห้อย่างไม่อาย ปัญหาครอบครัวคาราคาซังไม่มีใครให้ความร่วมมือที่จะแก้
“แกเสียใจมากใช่ไหม” ณิรินตบไหล่อันดาปลอบโยนอย่างเข้าใจ ปรินซ์เป็นรักแรกของอันดาและยังตัดสินใจเป็นคู่ชีวิตกัน เป็นครั้งแรกในหลาย ๆ เรื่องของอันดา ความวาดฝันของผู้หญิงก่อนแต่งงานต้องสวยงาม แต่พอแต่งจริง ใช้ชีวิตคู่กันจริง ๆ กลับไม่เป็นอย่างที่ฝัน เริ่มจะแตกร้าวทีละนิดโดยไม่มีการซ่อมแซม
“ฉันควรทำยังไงดี” อันดามองหน้าณิริน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยหยดน้ำตา
“อย่างแรก...แกคุมกำเนิดแบบไหน”
“ไม่ได้คุม” เพราะตั้งใจจะมีลูกกันและปล่อยมาตั้งแต่แต่งงานมาก็ยังไม่สมหวังสักที
ทว่า… “รอให้ประจำเดือนมาก่อน ฉันจะคุมแล้ว”
“ลูกแกคงไม่อยากเกิดมามีย่าประสาทมั้ง แกเลยไม่ท้องสักที” น้ำเสียงขุ่นมัวฉุนเฉียวขึ้นมาทันที เมื่อพูดถึงแม่สามีเพื่อน ณิรินอยากไปปะทะด้วยตัวเองสักฉากสองฉาก อยากจะถามว่าถ้าเกิดลูกมาแล้วหวงแบบนี้ก็เก็บไว้ในบ้านอย่าให้เทียวไปจีบสาวให้ช้ำหัวใจแบบนี้หรืออยากจะถามว่าเลี้ยงลูกไว้ทำสามีหรือไงถึงได้หวงอย่างนี้
ส่วนปรินซ์…สามีเพื่อนก็เหมือนกันถ้าโตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้วยังจัดการปัญหาในบ้านไม่ได้ก็ไม่ต้องมีเมีย!!
“ฉันว่าแกควรจัดการขั้นเด็ดขาดนะอันดา ยิ่งปล่อยยิ่งยากจะแก้ แกยอมมากเกินไป พี่ปรินซ์ได้ใจ แม่สามีก็ได้ใจ ข่มแกอย่างกับแกไม่มีหัวใจ”
“ฉันก็คิดว่าจะกลับมาทำงานเหมือนเดิม ไม่อยากอยู่ไร้ค่าแบบนี้อีกแล้ว…” ต่อให้เขาไม่ยอม เธอก็จะทำ คนเป็นภรรยาต้องเชื่อฟังสามีก็จริง แต่สามีก็ควรจะฟังภรรยาเหมือนกัน
ต่างคนก็ควรจะเคารพสิทธิ์ของกันและกัน ซึ่งเธอมั่นใจว่าถ้าเธอทำงานก็สามารถท้องได้ จะไม่กระทบเรื่องงานและการบำรุงครรภ์แบบที่ปรินซ์กังวล
อันดานั่งแท็กซี่ออกจากบ้านหลังจากปรินซ์ขับรถออกไปทำงานทั้งที่ไม่ทานข้าวเช้าคนใจลอยมองข้างทางด้วยใบหน้าเศร้า ไม่อยากย้อนนึกถึงสมัยรักกันใหม่ ๆ ให้เจ็บปวดอีกครั้ง“คุณครับ”“…”“คุณ! คุณครับ!!”“คะ!?” อันดาสะดุ้งตกใจ จู่ ๆ ลุงขับแท็กซี่ก็เรียกเธอ เมื่อหันซ้ายหันขวาก็เห็นว่ายังไม่ถึงที่ที่จะลง“เสียงมือถือคุณดังนานแล้ว ไม่รับเหรอครับ”“อ้อ! เอ่อ…ขอบคุณค่ะ” มือบางรีบเปิดกระเป๋าหาโทรศัพท์มือถือออกมารับสายทันที “ฮะ ฮาโหล…ค่ะแม่”(…ทำอะไรอยู่อันดา) ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยถาม“เอ่อ อันกำลังออกไปข้างนอกค่ะ”(กำลังไปข้างนอก…) แม่แอนเอ่ยทวนแล้วก็เงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง“ค่ะ”(งั้นแม่ไม่กวนแล้วดีกว่า ไว้อันดาถึงบ้านโทรกลับหาแม่หน่อยนะ)“คุยได้ค่ะ อันนั่งแท็กซี่คนเดียว” ทว่าอันดาไม่อยากวางสาย อยากคุยกับแม่แอนให้สบายใจ(แล้วอันดาจะไปไหน)“อันจะไปสมัครงานร้านณิรินค่ะ”(หืม!? ยังไงอันดา) เพราะรู้ว่าลูกสาวไม่ทำงาน แล้วจู่ ๆ ทำไมถึงจะไปสมัครงานขึ้นมา“คือ…อันอยากกลับมาทำงานเหมือนเดิม”(แล้วพี่ปรินซ์เขาว่าไงบ้าง) แม่แอนถามเพราะรู้สาเหตุที่ลูกออกจากงานดี ถึงจะไม่สนับสนุนเท่าไรแต่ลูกสาว
ร้านโกเอกติ่มซำสองสามีภรรยากำลังจัดแจงเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำเมนูติ่มซำต่าง ๆ ไว้ขายในวันถัดไป เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งพักที่หน้าทีวี“อันดาโทรมาบ้างไหมช่วงนี้” คนเป็นพ่อเอ่ยถามเสียงเป็นห่วง“ไม่เลย” แม่แอนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ สงสารชีวิตคู่ของลูกที่มีร่องรอยเปราะบาง มีแค่ลูกสาวของพวกเขาที่แบกรับไว้คนเดียวถึงลูกสาวไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนมีหรือจะดูไม่ออก ได้แต่ส่งกำลังใจห่าง ๆ รอวันที่ลูกมาระบายให้ฟัง“พ่อว่าพ่อโทรไปเองดีกว่า” พ่อเอกรักลูกสาวคนเดียวเหมือนแก้วตาดวงใจ ทรมานใจทุกครั้งที่เห็นลูกสาวทุกข์ ถ้าแต่งงานแล้วไร้ความสุข บางทีก็อยากได้ลูกสาวคนเดิมคืนมา“ดึกแล้วพ่อ เดี๋ยวแม่โทรหาพรุ่งนี้แต่เช้า” แม่แอนห้ามไว้พ่อเอกลังเลมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กดหาเจอลูกสาวเตรียมต่อสายหาแล้ว“นะพ่อ โทรไปตอนนี้เขาอยู่ด้วยกัน คุยไม่สะดวกหรอก”“อือ” พ่อเอกเข้าใจจึงยอมอย่างว่าง่ายวางโทรศัพท์มือถือไว้หน้าโต๊ะทีวีเหมือนเดิมแต่ลูกชายคนรองเดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงร่วมวงสนทนาด้วย“วันก่อนผมโทรไป น้องเสียงไม่ดีเลยครับ” อินเล่าให้ฟัง ทั้งที่เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน กลัวพ่อแม่จะไม่สบายใจ พยาย
อันดากลับมาถึงบ้านประมาณสามทุ่ม สิ่งแรกที่เธอมองคือรถสามีซึ่งที่จอดรถประจำยังว่างเปล่า‘เขายังไม่กลับบ้าน’พอเข้ามาในบ้านก็เจอกับแม่สามีนั่งอยู่ห้องรับแขก ก่อนจะเดินออกมาดักหน้ามองหน้าลูกสะใภ้ราวกับเป็นสิ่งของต้องห้ามสำหรับบ้านหลังนี้“หึ! บ้านฉันไม่ใช่โรงแรมข้างทางหรอกนะที่จะเข้าจะออกเวลาไหนก็ได้”“…” อันดาเหนื่อยเกินกว่าจะตอบโต้ จึงเดินเลี่ยงไม่ต่อปากต่อคำ“จะไปไหน”“คุณแม่คะ หนูไม่อยากมีเรื่องกับคุณแม่ ถ้าคุณแม่ไม่ชอบหนู เราต่างคนต่างอยู่กันได้ไหม” เธอทำดีที่สุดแล้ว ต่อให้เหนื่อยใจแค่ไหนก็อยากอดทนเพื่อคนที่รัก“จะทำแบบนั้นได้ไง ในเมื่อเธอยังลอยหน้าลอยตาในบ้านฉัน เป็นตัวปัญหาที่ทำให้ลูกฉันกลับบ้านดึกดื่น ป่านนี้ก็คงหนีเมียไปหาความสุขกับผู้หญิงคนอื่นที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจกว่า ไม่ใช่อยู่ด้วยแล้วมีแต่เรื่องปวดหัว” ปรางทิพย์จ้องลูกใภ้ตาเขม็ง รังเกียจรังงอนไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียเลย ทำไมลูกเธอต้องแต่งงานกับเด็กต่างจังหวัด ก็แค่ลูกสาวร้านติ่มซำ มันมีดีตรงไหน เทียบไม่ติดเลยสักนิดกับทายาทบริษัทอาหารแปรรูปชื่อดังของประเทศ“พี่ปรินซ์กลับบ้านช้าเพราะทำงาน…” อันดาจะพูดต่อ ว่าที่สามีเธอเครียดจนต้องห
กว่าอันดาจะกลับบ้านก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพราะเธอหาที่นั่งทำใจ เก็บทุกเรื่องไว้คนเดียว ตั้งใจจะกลับไปแล้วไม่เอาเรื่องหนักใจไปให้สามีรับรู้ รู้อยู่แล้วว่าพูดออกไปก็มีแต่เรื่อง พาลให้ทะเลาะกันเปล่า ๆ ยังไงเธอก็ยังอยากรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้ดีที่สุดซึ่งเมื่อกลับถึงบ้านอันดาก็เตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่งแล้วว่าอาจจะทะเลาะกับปรินซ์เรื่องที่กลับช้า ทว่าพอมาถึงบ้าน กลายเป็นเขาที่เข้ามาคุยกับเธอก่อน“อันดาอยู่ในห้องน้ำรึเปล่า”“ค่ะ”“เสร็จธุระแล้วออกมาคุยกับพี่หน่อยสิ” ปรินซ์รู้ว่าอันดาหนีหน้าเข้าไปในห้องน้ำ เขาเห็นว่าเธอเห็นเขาแล้วแต่เดินหนีขึ้นมาบนห้องอันดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะออกมาเผชิญหน้ากับปรินซ์หมับ!ร่างสูงสาวเท้าเข้ามากอดภรรยาหลอม ๆ กับเรื่องวันนี้“พี่ขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่”“…” อันดาก็เงียบ“พี่ขอโทษที่ผิดนัด”“…” อันดาก็เงียบเช่นเคย“อันดา พูดกับพี่หน่อยสิ”“แม่พี่เป็นยังไงบ้างคะ” ทว่าอันดาเลือกที่จะถามถึงเรื่องที่มีปัญหากัน“นอนพักอยู่โรงพยาบาลน่ะ”“แล้วพี่ไม่ไปเฝ้าเหรอคะ”“พี่แวะมาหาอันดาก่อน แต่เดี๋ยวก็คงกลับไป”“...” อันดาไม่พูดอะไรเพราะรู้อยู่แล้วต้องเป็นแบบนี้ถ้าไม่อ้
มือบางล้างจานข้าวตัวเองหลังทานข้าวเสร็จเรียบร้อย อันดาทำเป็นประจำทุกวันมีแค่มื้อเย็นเท่านั้นที่เธอไม่ต้องทำเองเพราะจะทานข้าวพร้อมกับปรินซ์ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างอันดากับแม่สามีที่สั่งไม่ให้เอาเรื่องนี้ไปฟ้องปรินซ์‘ลูกฉันก็ทำงานเหนื่อยอยู่แล้ว อย่าเอาเรื่องในบ้านไปฟ้องให้ตาปรินซ์เหนื่อยใจล่ะ’เพราะปรินซ์ต้องพิสูจน์ตัวเองในบริษัทเนื่องจากเป็นหลานคนเดียวที่ได้ทำงานจากตำแหน่งทั่วไปให้ไต่เต้าตัวเองด้วยความสามารถต่างจากพวกพี่ ๆ ที่เรียนจบก็เข้ามาบริหารกิจการเลยเหตุนี้มั้ง อันดาเลยยอมทำหูทวนลม ไม่เอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเล่าให้ปรินซ์ พอเขาถามว่าอยู่บ้านเป็นยังไงบ้างก็จะปล่อยผ่านเรื่องในใจตลอดมา กระทั่งเธอผ่านไปได้ยินบางอย่างที่คิดว่าต่อไปเธอน่าจะคุยกับสามีจริงจังสักที“ฉันสงสารคุณอันดาวะ!” ดาวสาวใช้ในบ้านกำลังรอผ้าในเครื่อง ระหว่างนั้นก็เปิดหัวข้อเพื่อเม้าท์มอยข้ามเวลาไปพลางๆ“เออวะ แต่งเข้ามาต้องมาทำงานเหมือนกับเป็นสาวใช้ เรียนจบก็สูง คุณปรินซ์น่าจะให้พาคุณอันดาไปช่วยงานดีกว่ามาอยู่บ้านให้แม่ผัวโขกสับอยู่แบบนี้” นิดร่วมวงสนทนาทันที เห็นทุกวันจนอดที่จะพูดถึงไม่ได้ “สงสารเนอะ มีแม่ผัวใจดำ
หลังแต่งงานปรินซ์พาอันดาเข้ามาอยู่ด้วยกันในบ้าน ไม่ได้แยกออกไปสร้างบ้านหรือซื้อบ้านใหม่เพราะความเป็นลูกคนเดียวเลยหวงแม่เป็นธรรมดา ซึ่งอันดาก็ไม่มีปัญหา ถึงแม้ที่บ้านฝั่งอันดาแนะนำให้แยกออกมาอยู่กันสองคนสามีภรรยา“กฎของบ้านนี้ทานข้าวเสร็จต้องไปล้างจานของตัวเอง จะมาทำตัวเป็นคุณหนูในบ้านนี้ไม่ได้หรอกนะ” ปรินซ์ออกไปทำงาน ปรางทิพย์ก็ออกกฎทันทีซึ่งอันดาไม่มีปัญหากับกฎนี้ เธออยู่หอพักคนเดียวมาตั้งนานเรื่องแค่นี้สบายมากหรืออยู่ที่บ้านเธอก็ทำเป็นเรื่องปกติเธอรู้ว่าแม่สามีหวงลูกมาก จะคอยโทรหาโทรตามอยู่บ่อย ๆ ซึ่งตอนคบกัน ปรินซ์กับอันดาไม่เคยพักด้วยกัน ไม่เคยนอนด้วยกันจนถึงเช้า มีแค่ตอนไปเที่ยวเท่านั้นที่ทั้งคู่สามารถใช้เวลาด้วยกันยี่สิบสี่ชั่วโมงปรินซ์เคยพาอันดาไปเจอแม่หลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งปรางทิพย์ก็จะไม่ชวนเธอคุย จะนั่งเงียบ ๆ มากกว่า แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจ จนถึงวันที่เธอเปลี่ยนสถานะจากแฟนลูกชายมาเป็นสะใภ้ของบ้านหลังนี้อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเจอก็ได้เจอ“เสื้อผ้าเธอก็เหมือนกัน ซักเองนะ อย่าใช้คนของฉัน”“หนูไม่มีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ เดี๋ยวของพี่ปรินซ์หนูซักให้เองได้ค่







