Masukหลังจากจิ้งเหยียนกับเสิ่นเหวินโจวตกลงร่วมมือกันอย่างลับ ๆ บรรยากาศภายในเมืองหลวงก็ดูเหมือนจะสงบลง
ไม่มีเหตุลอบสังหารเกิดขึ้นอีก สายลับที่จิ้งเหยียนส่งไปตรวจสอบตำหนักร้างทุกแห่งยังไม่พบร่องรอยของเสิ่นฮูหยินกับเสิ่นหยาง ส่วนองค์ชายรองก็ไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ นอกจากส่งคนมารับแผนผังเวรยามฉบับปลอมจากเสิ่นเหวินโจวตามกำหนด
ทว่าความสงบที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุซึ่งยังไม่มาถึง
ช่วงสายวันหนึ่ง ราชโองการจากกรมกลาโหมถูกส่งมายังจวนแม่ทัพ จิ้งเหยียนได้รับคำสั่งให้ออกตรวจสอบค่ายทหารนอกเมือง เนื่องจากมีรายงานว่ากำลังพลกับอาวุธภายในคลังไม่ตรงกับบัญชี
คำสั่งดังกล่าวมีตรารับรองจากราชสำนัก แม้แต่จิ้งเหยียนก็ไม่สามารถปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล
“รายงานนี้มาถึงในเวลาที่เหมาะสมเกินไป”
หลิงซีกล่าวหลังอ่านสำเนาราชโองการ “เพิ่งมีการเปลี่ยนเวรยามตามแผนปลอมของท่านพ่อ ท่านกลับถูกสั่งให้ออกจากเมืองทันที ข้าไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ”
“ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
จิ้งเหยียนม้วนเอกสารเก็บตามเดิม “มีคนต้องการตรวจสอบว่าข้าเคลื่อนกำลังลับไปไว้ที่ใด และอาจต้องการให้ข้าอยู่ห่างจากเมืองหลวงในคืนขึ้นสิบห้าค่ำ”
“เช่นนั้นท่านไม่ควรไป”
“หากไม่ไป พวกมันจะรู้ทันทีว่าข้าระแคะระคายแผนการแล้ว”
“แต่เส้นทางไปค่ายทหารนอกเมืองเหมาะสำหรับการลอบโจมตี ท่านเองก็ยังไม่หายจากบาดแผลครั้งก่อน”
แม้พิษถูกถอนออกเกือบหมด แต่บาดแผลจากลูกธนูยังไม่สมานดี หลิงซีจึงไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงออกไปนอกเมืองอีกครั้ง
จิ้งเหยียนยกมือแตะข้างแก้มนาง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ข้าจะเพิ่มกำลังคุ้มกัน และให้กู้เหยียนนำทหารอีกกลุ่มติดตามห่าง ๆ”
“ท่านเคยบอกเช่นนี้ก่อนพาข้าไปวัด”
“ครั้งนี้ข้ารู้ว่าพวกมันจะลงมือ จึงเตรียมรับมือได้ง่ายกว่า”
“แต่ศัตรูก็ย่อมรู้ว่าท่านเตรียมตัวเช่นกัน”
หลิงซีกำชายแขนเสื้อเขาแน่น ความทรงจำตอนลูกธนูปักเข้ากลางแผ่นหลังยังติดอยู่ในใจ นางไม่ต้องการเห็นเขากลับมาในสภาพเปื้อนเลือดอีก
จิ้งเหยียนโน้มลงจุมพิตหน้าผากนางอย่างแผ่วเบา
“ข้าสัญญาว่าจะกลับมา”
“คำสัญญาของแม่ทัพมีหลักประกันหรือไม่”
“ชีวิตของข้าอยู่ในมือเจ้าแล้ว หากผิดคำพูด เจ้าย่อมลงโทษได้”
“เช่นนั้นจงกลับมาให้ข้าลงโทษด้วยตนเอง”
รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนมุมปากของเขา ก่อนจิ้งเหยียนจะหมุนตัวเดินออกจากเรือน โดยไม่บอกหลิงซีเลยว่า แผนการซึ่งกำลังเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ไม่ได้มีเพียงการรับมือการลอบโจมตี
ขบวนของแม่ทัพออกจากเมืองหลวงในยามเฉิน รถม้าคันใหญ่ถูกล้อมด้วยทหารยี่สิบนาย ส่วนกู้เหยียนนำกำลังอีกสามสิบนายติดตามอยู่ในระยะห่างเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
หลิงซียืนมองจนขบวนลับสายตา ก่อนกลับเข้าจวนไปถอดรหัสบนผ้าของมารดาต่อ
ข้อความ “ดอกเหมยบานใต้ตำหนักไร้นาม” ยังคงเป็นปริศนา ในเมืองหลวงมีตำหนักร้างหลายแห่ง บางแห่งอยู่ในเขตพระราชฐาน บางแห่งเป็นวังเก่าของเชื้อพระวงศ์ผู้ถูกลงโทษ แต่ไม่มีสถานที่ใดมีชื่อเกี่ยวข้องกับคำว่าไร้นามโดยตรง
นางใช้เวลาครึ่งวันตรวจสอบตำราและแผนที่เก่า กระทั่งเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นนอกเรือน
พ่อบ้านจางวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด อาภรณ์ด้านหน้าของเขาเปื้อนฝุ่นและเหงื่อ
“ฮูหยิน…เกิดเรื่องแล้วขอรับ”
พู่กันในมือของหลิงซีหยุดนิ่ง “เกิดสิ่งใดขึ้น”
“ขบวนของท่านแม่ทัพถูกลอบโจมตีระหว่างผ่านช่องเขา รถม้าตกหน้าผาและเกิดไฟไหม้ขอรับ”
หัวใจของนางกระตุกวูบ
“แล้วจิ้งเหยียนอยู่ที่ใด”
พ่อบ้านจางก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตา
“ทหารกำลังนำร่างกลับมา”
ถ้วยชาบนโต๊ะถูกแขนเสื้อของหลิงซีปัดตกลงพื้นโดยไม่รู้ตัว เสียงแตกดังขึ้นพร้อมน้ำชาที่กระจายไปทั่ว แต่ไม่มีผู้ใดสนใจเก็บกวาด
“ร่างของผู้ใด”
“ท่านแม่ทัพ…ขอรับ”
“ไม่จริง”
หลิงซีลุกขึ้นเร็วเกินไปจนเก้าอี้ล้ม นางรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังโคลงเคลง แต่ยังฝืนเดินออกจากเรือน
“เขาสัญญาว่าจะกลับมา เขาไม่มีทางตายง่าย ๆ เช่นนี้”
หน้าประตูจวนมีทหารบาดเจ็บหลายคนเดินกลับมา บางคนมีผ้าพันแผลรอบศีรษะ บางคนต้องให้สหายช่วยประคอง ท่ามกลางพวกเขามีแคร่ไม้ซึ่งคลุมด้วยผ้าสีขาว
กลิ่นไหม้ลอยมาก่อนที่หลิงซีจะเดินเข้าไปถึง
บนแคร่มีร่างชายผู้หนึ่งถูกไฟเผาจนไม่อาจจำใบหน้าได้ รูปร่างกับความสูงใกล้เคียงจิ้งเหยียน ร่างนั้นสวมเกราะดำของแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ ข้างกายมีดาบประจำตัวซึ่งหลิงซีเคยเห็นเขาพกอยู่ทุกวัน
ป้ายหยกสลักชื่อ “เซียวจิ้งเหยียน” ถูกวางอยู่บนหน้าอก
หลิงซีหยุดนิ่งอยู่ห่างจากแคร่เพียงไม่กี่ก้าว
เสียงของผู้คนรอบตัวค่อย ๆ จางหาย นางมองเห็นเพียงร่างไหม้เกรียมบนผ้าขาวกับดาบที่คุ้นเคย
ก่อนออกเดินทาง เขาเพิ่งจุมพิตหน้าผากและสัญญาว่าจะกลับมา
คืนก่อนหน้านั้น ทั้งคู่ยังนอนอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน เขาเพิ่งบอกว่าจะไม่ยอมให้นางแต่งกับบุรุษอื่น แม้ทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
แต่นางยังไม่ได้บอกเขาด้วยซ้ำว่า ตนเริ่มไม่อยากจากไปไหนแล้ว
“เปิดผ้าออก”
เสียงของหลิงซีแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
พ่อบ้านจางรีบห้าม “ฮูหยิน สภาพของศพ…”
“ข้าบอกให้เปิด”
ทหารจำใจเปิดผ้าคลุมออกมากขึ้น รอยไหม้ปกคลุมทั่วร่างจนไม่เหลือสิ่งใดยืนยันใบหน้า มีเพียงแผลเป็นเก่าบนแขนขวาและชุดเกราะซึ่งใช้ระบุตัวตน
หลิงซียื่นมือออกไป แต่เมื่อปลายนิ้วเกือบแตะร่างนั้น นางกลับชักมือกลับโดยไม่รู้ตัว
ความเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ นางแทบทรุดลงกับพื้น หากชิงเถาไม่รีบเข้ามาประคองไว้
“ไม่ใช่เขา”
หลิงซีพึมพำซ้ำ ๆ “นี่ไม่ใช่จิ้งเหยียน เขาไม่มีทางผิดสัญญากับข้า”
ทว่าหลักฐานทุกชิ้นกลับยืนยันว่าบุรุษบนแคร่คือสามีของนาง
ข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ขุนนางฝ่ายต่าง ๆ ส่งคนมาแสดงความเสียใจ ขณะที่ทหารในกองทัพเริ่มแตกตื่น เพราะผู้ถืออำนาจสูงสุดของพวกเขาเสียชีวิตอย่างกะทันหัน
ยังไม่ทันถึงยามเย็น องค์ชายรองก็เดินทางมาที่จวนด้วยตนเอง
หลิงซีเปลี่ยนจากอาภรณ์สีอ่อนเป็นชุดไว้ทุกข์สีขาว เส้นผมปล่อยยาวโดยไม่มีเครื่องประดับ นางนั่งอยู่ข้างโลงชั่วคราวด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้
ความเจ็บปวดในใจเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อเห็นเฉิงรุ่ยก้าวเข้ามา นางก็รู้ว่าตนไม่อาจปล่อยให้ความเศร้าทำลายสติได้
จิ้งเหยียนเสียชีวิตในเวลาที่แผนกบฏกำลังใกล้เข้ามาเกินไป
หากการตายครั้งนี้เป็นฝีมือองค์ชายรอง เขาย่อมเดินทางมาเพื่อตรวจสอบว่า นางรู้แผนการมากเพียงใด และตราพยัคฆ์ของสามีอยู่ที่ใด
เฉิงรุ่ยหยุดอยู่หน้าโลง ก่อนวางดอกไม้ไว้ข้างร่าง
“ข้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แคว้นของเราต้องสูญเสียแม่ทัพผู้เก่งกาจ ส่วนเจ้าต้องสูญเสียสามีทั้งที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน”
หลิงซีไม่ตอบ นางมองเปลวเทียนเบื้องหน้าอย่างว่างเปล่า
“หลิงซี”
องค์ชายรองเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“หากเจ้าต้องการสิ่งใด ข้ายินดีช่วยเหลือ”
หญิงสาวหันมามองช้า ๆ ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา
“ช่วยหรือ พระองค์ช่วยทำให้คนตายกลับมาได้หรือไม่”
“ข้าทำไม่ได้ แต่ข้าสามารถคุ้มครองเจ้าและตระกูลเสิ่นแทนเขาได้”
“หม่อมฉันไม่ต้องการการคุ้มครอง”
“เวลานี้จวนแม่ทัพไร้ผู้นำ ศัตรูของจิ้งเหยียนอาจเข้ามาแก้แค้น ส่วนบิดาของเจ้ากำลังเผชิญแรงกดดันในราชสำนัก หากไม่มีผู้มีอำนาจช่วยเหลือ ทั้งสองตระกูลอาจตกอยู่ในอันตราย”
หลิงซีจ้องเขาเขม็ง “พระองค์ต้องการสิ่งใด”
เฉิงรุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ตราพยัคฆ์ของจิ้งเหยียน”
นางกำชายกระโปรงใต้แขนเสื้อแน่น
“ตรานั้นใช้บัญชาการทหารชายแดนเหนือ หากตกไปอยู่ในมือคนผิด บ้านเมืองอาจเกิดความวุ่นวาย” เขาอธิบาย “นำมันมามอบให้ข้า แล้วข้าจะทูลเสด็จพ่อให้คุ้มครองตระกูลเสิ่น รวมถึงรับรองว่าเจ้าจะไม่ถูกสอบสวนเรื่องการเคลื่อนกำลังของสามี”
“หม่อมฉันไม่รู้ว่าตราอยู่ที่ใด”
“จิ้งเหยียนต้องมอบให้เจ้าก่อนเดินทาง”
“เขาไม่เคยบอกสิ่งใดข้า!”
หลิงซีปัดถ้วยชาบนโต๊ะตกลงพื้น ก่อนลุกขึ้นชี้ไปยังโลงศพ
“เขาบอกเพียงว่าจะกลับมา แต่กลับทิ้งข้าไว้กับศพที่แม้แต่ใบหน้าก็มองไม่เห็น! หากพระองค์ต้องการตราหรือกองทัพก็ไปถามเขาเอง ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”
เสียงร้องของนางทำให้คนรับใช้รีบเข้ามาประคอง หลิงซีผลักทุกคนออก ก่อนทรุดลงข้างโลงและหัวเราะสลับร้องไห้ราวกับสูญเสียสติ
“เขาโกหกข้า…คนโกหก…”
เฉิงรุ่ยยืนมองอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อเห็นว่านางไม่ได้แสร้งปิดบังตรา แต่ดูเหมือนหญิงม่ายซึ่งจิตใจแตกสลายจริง ๆ เขาจึงไม่ซักไซ้ต่อ
“เจ้าพักเถิด ข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
หลังองค์ชายรองกลับไป หลิงซียังคงนั่งอยู่ข้างโลงจนค่ำ นางไม่ยอมรับอาหาร ไม่ยอมเปลี่ยนอาภรณ์ และไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามารบกวน
กระทั่งดึกสงัด ชิงเถาจึงพานางกลับไปพักในเรือนหลัก
ภายในห้องยังมีสิ่งของของจิ้งเหยียนวางอยู่ทุกแห่ง เสื้อคลุมพาดบนฉากกั้น ตำราพิชัยสงครามวางอยู่ข้างเตียง แม้แต่จอกน้ำชาซึ่งเขาใช้เมื่อคืนยังอยู่ในตำแหน่งเดิม
หลิงซีเดินไปหยิบเสื้อคลุมขึ้นมากอดไว้ น้ำตาซึ่งพยายามกลั้นมาตลอดไหลออกมาอีกครั้ง
“คนโกหก”
นางพึมพำ “ท่านบอกให้ข้าเลือกเองว่าจะอยู่หรือไป แต่กลับเป็นฝ่ายทิ้งข้าเสียก่อน”
ทันใดนั้น เสียงแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากหลังฉากกั้น
“ข้าไม่เคยคิดทิ้งเจ้า”
หลิงซีแข็งค้าง
เงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากความมืด จิ้งเหยียนสวมอาภรณ์สีดำ ร่างกายมีรอยถลอกและคราบเลือดเล็กน้อย แต่ยังมีชีวิตอยู่
เขามองนางด้วยแววตาอ่อนโยน
“ข้ากลับมาแล้ว”
หลิงซีจ้องเขาราวกับกำลังเห็นวิญญาณ ความยินดีแล่นผ่านหัวใจอย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก นางก้าวเข้าไปหา ยกมือแตะใบหน้าและหน้าอกเขาเพื่อยืนยันว่าเป็นคนจริง
ก่อนฝ่ามือนั้นจะตบลงบนใบหน้าเขาเต็มแรง
เพียะ!
จิ้งเหยียนไม่หลบ ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นป้องกัน
“เหตุใดไม่บอกข้า”
น้ำเสียงของหลิงซีสั่นเครือ “เหตุใดปล่อยให้ข้าเห็นศพนั้น เหตุใดปล่อยให้ข้าคิดว่าท่านตายแล้ว!”
“ความตายเป็นส่วนหนึ่งของแผน”
“ข้าถามว่าเหตุใดไม่บอกข้า!”
จิ้งเหยียนนิ่งไป ก่อนตอบเสียงต่ำ
“หากเจ้ารู้ ความเศร้าของเจ้าอาจไม่สมจริง องค์ชายรองจะดูออก”
“ดังนั้นท่านจึงใช้ความรู้สึกของข้าเป็นเครื่องมือ?”
“ข้าต้องทำให้เขาเชื่อว่าข้าตายจริง เพื่อบีบให้ฝ่ายกบฏเปิดเผยกำลังและออกตามหาตราพยัคฆ์”
“แล้วความรู้สึกของข้าเล่า”
หลิงซีทุบกำปั้นลงบนอกเขา น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ข้านั่งอยู่ข้างศพทั้งวัน คิดว่าตนไม่มีโอกาสพูดกับท่านอีก คิดว่าคืนที่เราอยู่ด้วยกันเป็นคืนสุดท้าย ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ารู้สึกเช่นไร”
จิ้งเหยียนจับมือทั้งสองของนางไว้
“ข้ารู้ว่าทำร้ายเจ้าและยอมรับผิดทั้งหมด”
“แต่หากย้อนกลับไป ท่านก็ยังจะทำเหมือนเดิมใช่หรือไม่”
ความเงียบของเขาคือคำตอบ
หลิงซีดึงมือกลับและถอยออกไปหนึ่งก้าว
ความยินดีที่เขายังมีชีวิตอยู่ยังคงเอ่อล้น แต่พร้อมกันนั้น รอยร้าวบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจ
เขารักนางและยอมใช้ชีวิตปกป้องนาง แต่กลับไม่เชื่อใจนางมากพอจะให้ร่วมตัดสินใจในแผนสำคัญ
“คืนนี้ท่านไปพักที่อื่นเถิด” นางกล่าว
“หลิงซี”
“ท่านต้องการให้ทุกคนเชื่อว่าตายแล้ว หากมีคนเห็นท่านอยู่ในเรือนของข้า แผนคงล้มเหลว”
เหตุผลของนางถูกต้อง แต่ความเย็นชาในน้ำเสียงทำให้จิ้งเหยียนรู้ว่านั่นไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด
“ข้าจะหาทางชดเชย”
“บางสิ่งไม่ได้ชดเชยด้วยคำขอโทษ”
นางหันหลังให้เขา “ต่อจากนี้ข้าจะยังแสดงเป็นหญิงม่ายเสียสติ ส่วนท่านจะซ่อนตัวไปสืบกองกำลังฝ่ายกบฏ เราจะทำตามแผนเหมือนเดิม”
“แล้วเรื่องระหว่างเราเล่า”
หลิงซีหลับตาลงเพื่อซ่อนน้ำตา
“ท่านเป็นผู้ทำให้ข้าเชื่อว่าท่านตายไปแล้ว ดังนั้นในสายตาข้าตอนนี้ เซียวจิ้งเหยียนก็ควรตายไปสักระยะเช่นกัน”
จิ้งเหยียนยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้พยายามเข้าไปกอดหรือบังคับให้นางหันกลับมา
“ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะยอมยกโทษให้”
กล่าวจบ เขาก็เปิดทางลับด้านหลังชั้นหนังสือและหายเข้าไปในความมืด
หลิงซีรอจนเสียงฝีเท้าจางหาย ก่อนทรุดนั่งข้างเตียง เสื้อคลุมของเขายังคงอยู่ในอ้อมแขน
นางดีใจที่เขามีชีวิตอยู่มากกว่าสิ่งใด
แต่เป็นครั้งแรกที่หลิงซีตระหนักว่า ความรักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการเดินร่วมทางกัน หากคนคนหนึ่งคิดเสียสละและตัดสินใจทุกอย่างเพียงลำพัง ขณะที่อีกคนถูกทิ้งไว้ให้รับผลจากการตัดสินใจนั้น
ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น จวนแม่ทัพจึงเริ่มจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการ
หลิงซีสวมชุดไว้ทุกข์และแสดงเป็นหญิงม่ายผู้แตกสลายต่อหน้าทุกคน ขณะที่สามีซึ่งยังมีชีวิตอยู่ซ่อนตัวอยู่ภายในเส้นทางลับใต้จวน คอยส่งคำสั่งให้ทหารคนสนิทออกสืบหากองกำลังฝ่ายกบฏ
คนทั้งเมืองเชื่อว่าแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเสียชีวิตแล้ว
และองค์ชายรองก็เริ่มเคลื่อนไหวกองกำลังของตน โดยไม่รู้ว่าบุรุษผู้ตายกำลังเฝ้ามองทุกอย่างจากภายในเงามืด
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล
ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง
ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน
ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ
ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่
คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา







