로그인ข่าวว่ามารดากับน้องชายไม่เคยเดินทางไปถึงบ้านพักนอกเมือง ทำให้เสิ่นหลิงซีไม่อาจนั่งรออยู่ในจวนแม่ทัพได้อีกต่อไป
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เสิ่นเหวินโจวบอกทุกคนว่าเสิ่นฮูหยินมีอาการป่วยเรื้อรัง จำเป็นต้องเดินทางไปพักรักษาตัวในสถานที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ ส่วนเสิ่นหยาง บุตรชายคนเล็กวัยสิบหกปี ขอติดตามไปดูแลมารดาด้วย
หลิงซีเคยขอไปเยี่ยมหลายครั้ง แต่บิดากลับปฏิเสธ โดยอ้างว่าเส้นทางห่างไกลและนางกำลังเตรียมพิธีวิวาห์ ไม่ควรเดินทางให้เหน็ดเหนื่อย
เวลานั้นนางไม่ได้สงสัย เพราะเสิ่นเหวินโจวส่งจดหมายซึ่งอ้างว่าเป็นลายมือของมารดามาให้อย่างสม่ำเสมอ เนื้อหาในจดหมายบอกเพียงว่าสุขภาพค่อย ๆ ดีขึ้น และจะกลับมาเยี่ยมเมื่อถึงเวลาเหมาะสม
แต่หากมารดากับน้องชายไม่เคยไปถึงบ้านพัก จดหมายเหล่านั้นก็คงถูกปลอมขึ้นทั้งหมด
“ข้าต้องกลับไปที่จวนเสิ่น”
หลิงซีกล่าวกับจิ้งเหยียนหลังจากกู้เหยียนออกจากห้อง
แม่ทัพหนุ่มยังคงนอนพักเพราะพิษในร่างกาย แม้ไข้ลดลงแล้ว แต่ใบหน้ายังซีดกว่าปกติ บาดแผลตรงหัวไหล่ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเริ่มสมาน
“เวลานี้บิดาเจ้าอาจรู้แล้วว่าเราส่งคนไปตรวจบ้านพัก” เขากล่าว
“หากท่านพ่อรู้ว่าข้าสงสัย เขายิ่งอาจทำลายหลักฐานที่เหลือ”
“หรือคนที่จับมารดากับน้องชายของเจ้าอาจรู้ว่าเจ้ากำลังสืบหา แล้วเคลื่อนย้ายตัวประกันไปที่อื่น”
“เพราะเหตุนี้ข้าต้องไปวันนี้”
จิ้งเหยียนพยายามลุกขึ้น แต่หลิงซีรีบกดไหล่ข้างที่ไม่บาดเจ็บให้เขานอนลงตามเดิม
“ท่านจะไปในสภาพนี้ไม่ได้”
“ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าไปเพียงลำพัง”
“หากเราสองคนกลับจวนเสิ่นพร้อมกันทันทีหลังถูกลอบโจมตี ผู้ที่จับตาดูอยู่ย่อมรู้ว่าเราค้นพบบางอย่างแล้ว”
หลิงซีเตรียมข้ออ้างไว้เรียบร้อย ตามธรรมเนียมหลังแต่งงาน เจ้าสาวต้องกลับไปเยี่ยมครอบครัวเดิม นางกับจิ้งเหยียนยังไม่ได้ทำพิธีนี้เพราะเกิดเหตุต่อเนื่อง หากหลิงซีกลับไปคนเดียวโดยอ้างว่าสามีได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง ย่อมดูน่าสงสัยน้อยกว่า
“ข้าจะพากู้เหยียนกับทหารติดตามไปด้วย พวกเขาจะรออยู่นอกจวน” นางกล่าว
“หากเกิดสิ่งใด ข้าจะส่งสัญญาณทันที”
จิ้งเหยียนยังไม่พอใจ แต่รู้ว่านางกล่าวถูก
“ห้ามอยู่ห่างจากชิงเถา และห้ามรับประทานสิ่งใดที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัย”
“ท่านกำลังสั่งข้าเหมือนเด็ก”
“เพราะเจ้าชอบทำเรื่องเสี่ยงตาย”
“ผู้ที่ใช้ร่างรับลูกธนูแทนข้ามีสิทธิ์กล่าวเช่นนี้ด้วยหรือ”
คำถามย้อนกลับทำให้เขาเงียบไป
หลิงซีก้มลงช่วยจัดผ้าห่ม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“วางใจเถิด ข้าจะระวังตัวและกลับมาก่อนค่ำ”
จิ้งเหยียนจับข้อมือนางไว้ แล้วสอดป้ายหยกสีดำชิ้นหนึ่งลงในฝ่ามือ
“นี่คือป้ายบัญชาการส่วนตัวของข้า หากเกิดเหตุ จงมอบให้กู้เหยียน เขาสามารถใช้มันเรียกทหารจากค่ายนอกเมืองได้”
หลิงซีกำป้ายไว้แน่น
“ข้าจะนำกลับมาคืน”
“นำตัวเองกลับมาด้วยก็พอ”
น้ำเสียงจริงจังของเขาทำให้นางชะงัก ก่อนพยักหน้ารับคำ
ช่วงสาย รถม้าจากจวนแม่ทัพจึงมุ่งหน้าไปยังจวนเสนาบดี หลิงซีนำของฝากตามธรรมเนียมกลับบ้านเดิม ทั้งผ้าไหม เครื่องประดับ ยาบำรุง และสุราชั้นดี ทุกอย่างทำให้การมาเยือนดูเหมือนเป็นเพียงการกลับบ้านของบุตรสาวหลังแต่งงาน
เสิ่นเหวินโจวออกมาต้อนรับด้วยตนเอง แต่ทันทีที่เห็นว่าจิ้งเหยียนไม่ได้มาด้วย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ท่านแม่ทัพอยู่ที่ใด เหตุใดปล่อยให้เจ้ากลับมาเพียงลำพัง”
“เขาได้รับบาดเจ็บระหว่างไปไหว้พระนอกเมือง จึงต้องพักรักษาตัวเจ้าค่ะ”
“บาดเจ็บเพราะเหตุใด”
“ถูกโจรป่าซุ่มโจมตี”
หลิงซีจงใจไม่พูดถึงเฉินกวงหรือเหตุลอบจับตัวนาง ขณะเดียวกันก็จับสังเกตสีหน้าของบิดา
เมื่อได้ยินเรื่องโจรป่า เสิ่นเหวินโจวขมวดคิ้ว แต่ไม่มีท่าทีตกใจมากนัก จึงเป็นไปได้ว่าเขายังไม่รู้ว่าคนของตนถูกจับหรือเสียชีวิตไปแล้ว
“แล้วเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“ข้าปลอดภัยดี ท่านแม่ทัพช่วยเอาไว้”
แววตาของผู้เป็นบิดามีทั้งความโล่งอกและความกังวลปะปนกัน เขามองสำรวจรอบกายบุตรสาวราวกับต้องการมั่นใจว่านางไม่ได้ปิดบังบาดแผล
“ในเมื่อกลับมาแล้วก็ไปพักที่เรือนเดิมก่อน ข้าจะสั่งให้ครัวเตรียมอาหารที่เจ้าชอบ”
“ข้าอยากเข้าไปไหว้ท่านแม่ในห้องเจ้าค่ะ นางไม่ได้กลับมาร่วมพิธี ข้ายังไม่ได้บอกกล่าวว่าตนออกเรือนแล้ว”
เสิ่นเหวินโจวชะงัก
“ห้องนั้นปิดมาหลายเดือน เต็มไปด้วยฝุ่น ไม่มีสิ่งใดให้เข้าไปดู”
“เพียงจุดธูปหน้าห้องก็ได้เจ้าค่ะ”
“รอให้นางกลับมาแล้วค่อยไปพบด้วยตนเองเถิด”
การปฏิเสธอย่างรวดเร็วยิ่งทำให้หลิงซีมั่นใจว่าภายในห้องของมารดาต้องมีบางสิ่งถูกซ่อนไว้
นางไม่ได้โต้แย้ง เพียงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หลังรับประทานอาหารกลางวัน เสิ่นเหวินโจวถูกพ่อบ้านเรียกไปพบแขกจากกรมกลาโหม หลิงซีจึงอ้างว่าต้องการกลับไปพักที่เรือนเดิม แต่เมื่อพ้นสายตาผู้คน นางกลับพาชิงเถาอ้อมไปยังเรือนของมารดา
ประตูถูกลงกลอนจากภายนอก ทว่ากุญแจไม่ได้ถูกซ่อนไว้ซับซ้อน หลิงซีให้ชิงเถาคอยเฝ้าต้นทาง ก่อนใช้ปิ่นเส้นเล็กสะเดาะกลอนจนสำเร็จ
ทันทีที่เปิดประตู กลิ่นฝุ่นกับกลิ่นเครื่องหอมเก่าก็ลอยออกมา
ภายในห้องมืดสลัว ม่านหน้าต่างทุกด้านถูกปิด เฟอร์นิเจอร์ยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม ราวกับเจ้าของห้องเพียงออกไปชั่วครู่แล้วจะกลับมา
หลิงซีเปิดตู้เสื้อผ้า พบอาภรณ์ของมารดายังแขวนอยู่เกือบทั้งหมด ทั้งชุดลำลอง เสื้อคลุมสำหรับเดินทาง และอาภรณ์กันหนาวหลายชุด
หากมารดาตั้งใจเดินทางไปรักษาตัวเป็นเวลาหลายเดือน ย่อมต้องนำเสื้อผ้า เครื่องประดับ และยาไปด้วย แต่สิ่งจำเป็นเกือบทุกอย่างกลับยังอยู่ครบ
แม้แต่หีบสัมภาระใบใหญ่ก็ยังวางอยู่ใต้เตียง
“ฮูหยินไม่ได้เตรียมตัวเดินทางจริง ๆ เจ้าค่ะ” ชิงเถากล่าวเสียงเบา
หลิงซีมองไปรอบห้อง ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่โต๊ะเย็บปักริมหน้าต่าง
มารดาของนางชื่นชอบงานปัก และเป็นผู้สอนให้หลิงซีใช้ลวดลายกับสีของด้ายซ่อนข้อความมาตั้งแต่เด็ก หากนางถูกพาตัวไปโดยไม่ทันตั้งตัว อาจทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้บริเวณนี้
หลิงซีเปิดลิ้นชักของโต๊ะ แต่พบเพียงเข็ม ด้าย และแบบลายปักธรรมดา กระทั่งสังเกตเห็นหีบเย็บปักใบเล็กซึ่งมีรอยขูดตรงขอบเหมือนเพิ่งถูกเปิดอย่างรีบร้อน
ใต้หลอดด้ายหลายสิบสี มีผ้าเช็ดหน้าสีขาวพับซ่อนอยู่
บนผืนผ้าปักลายดอกเหมยห้ากลีบเรียงกันสิบสองดอก แต่แต่ละดอกใช้สีด้ายและจำนวนกลีบไม่เหมือนกัน หากมองผ่าน ๆ จะเหมือนความผิดพลาดของผู้ปัก ทว่าหลิงซีจำวิธีการเข้ารหัสนี้ได้
สีของด้ายแทนกลุ่มตัวอักษร จำนวนฝีเข็มแทนลำดับคำ ส่วนทิศทางของกลีบดอกใช้กำหนดว่าต้องอ่านจากซ้ายไปขวาหรือย้อนกลับ
นางนำกระดาษกับแท่งถ่านออกมาจดสัญลักษณ์ ก่อนค่อย ๆ ถอดความทีละคำ
ดอกแรกหมายถึง “ดอกเหมย”
ดอกที่สองกับสามรวมกันเป็นคำว่า “เบ่งบาน”
ส่วนลวดลายที่เหลือชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เมื่อถอดรหัสครบ หลิงซีก็อ่านข้อความบนกระดาษด้วยหัวใจเต้นแรง
“ดอกเหมยบานใต้ตำหนักไร้นาม”
ดอกเหมยคือสัญลักษณ์เดียวกับที่พบบนตัวมือสังหารและป้ายไม้ของซูอิง ส่วนตำหนักไร้นามอาจเป็นสถานที่ซึ่งมารดากับน้องชายถูกคุมขัง
“รีบเก็บผ้าผืนนั้นแล้วกลับออกไป”
เสียงของเสิ่นเหวินโจวดังขึ้นจากประตู
หลิงซีหันกลับทันที
บิดายืนอยู่ตรงทางเข้า สีหน้าเคร่งขรึม ข้างหลังเขามีพ่อบ้านจางซึ่งสั่งให้ชิงเถาออกไปรอด้านนอก ก่อนปิดประตูห้องลง
“ท่านพ่อตามข้ามาหรือเจ้าคะ”
“ตั้งแต่เจ้าถามถึงห้องของมารดา ข้าก็รู้ว่าเจ้าสงสัยแล้ว”
เสิ่นเหวินโจวเดินเข้ามา ก่อนหยิบกระดาษถอดรหัสจากมือบุตรสาวไปอ่าน แววตาของเขาสั่นไหวเมื่อเห็นข้อความ
“นางทิ้งสิ่งนี้ไว้จริง ๆ”
“ท่านรู้อยู่แล้วว่าท่านแม่ถูกจับตัวไป”
เขาไม่ตอบ แต่ความเงียบก็เพียงพอจะยืนยันทุกอย่าง
“ท่านแม่กับหยางเอ๋อร์อยู่ที่ใด”
“ข้าไม่รู้”
“ผู้ใดจับพวกเขาไป”
เสิ่นเหวินโจวหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า “องค์ชายรอง”
แม้เคยสงสัยมาก่อน แต่เมื่อได้ยินคำตอบชัดเจน หลิงซียังรู้สึกเหมือนถูกก้อนหินหนักกดทับกลางอก
“เกิดขึ้นเมื่อสามเดือนก่อน มารดากับน้องชายของเจ้าเดินทางไปไหว้พระที่วัดนอกเมือง ระหว่างทางขบวนถูกโจมตี” เขาเล่า “วันต่อมา คนขององค์ชายรองนำปิ่นกับตราประจำตัวของทั้งสองมามอบให้ข้า พร้อมข้อเสนอให้ร่วมมือ”
“ด้วยการส่งแผนผังเวรยามให้เขา?”
“ไม่เพียงเท่านั้น” เสิ่นเหวินโจวกำมือแน่น “เขาต้องการให้ข้าเปลี่ยนกำลังทหารรักษาประตูตะวันตก และเปิดประตูในคืนขึ้นสิบห้าค่ำ เพื่อให้ทหารของเขาเข้ายึดพระราชวัง”
“ท่านยอมทำตามทั้งที่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นหรือ”
“เจ้าคิดว่าข้ามีทางเลือกหรือ!”
เสียงของบิดาดังขึ้น ก่อนลดลงอย่างรวดเร็วราวกับเกรงคนด้านนอกจะได้ยิน
“ทุกครั้งที่ข้าปฏิเสธ พวกมันจะส่งสิ่งของเปื้อนเลือดมาให้ บางครั้งเป็นเสื้อของหยางเอ๋อร์ บางครั้งเป็นเส้นผมของมารดาเจ้า ข้าไม่รู้ว่าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่จริงหรือไม่ด้วยซ้ำ”
ความโกรธในใจหลิงซีค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวด นางเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดบิดาจึงดูแก่ลงภายในไม่กี่เดือน และเหตุใดเขาจึงยอมทำสิ่งซึ่งขัดต่อความซื่อสัตย์ที่ยึดถือมาตลอดชีวิต
“แล้วหลักฐานในห้องทำงานเล่า ท่านจงใจเก็บไว้ให้ข้าพบใช่หรือไม่”
เสิ่นเหวินโจวสบตานาง “ข้ารู้ว่าคนขององค์ชายรองจับตามองทุกการเคลื่อนไหว หากติดต่อเซียวจิ้งเหยียนโดยตรง พวกมันจะฆ่าตัวประกันทันที ข้าจึงทำได้เพียงทิ้งร่องรอยให้เจ้าเห็น”
“ท่านรู้ว่าข้าจะนำหลักฐานไปหาเขา?”
“เจ้าไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนต้องตาย แต่ก็ไม่ทอดทิ้งครอบครัว ข้ารู้จักบุตรสาวของตนเองดี”
กล่าวจบ เสิ่นเหวินโจวก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ
“นี่คือเส้นทางลับออกจากเมือง คืนนี้เจ้าจงพาจิ้งเหยียนหลบหนีไปเสีย ก่อนถึงคืนขึ้นสิบห้าค่ำ”
“แล้วท่านเล่า”
“ข้าจะทำตามแผนต่อไป อย่างน้อยอาจยื้อชีวิตมารดากับน้องชายเจ้าไว้ได้”
“หากองค์ชายรองก่อกบฏล้มเหลว ท่านจะถูกประหาร หากเขาทำสำเร็จ ท่านก็จะถูกฆ่าปิดปาก ไม่ว่าทางใดท่านย่อมไม่รอด”
เสิ่นเหวินโจวยิ้มอย่างขมขื่น “ตั้งแต่รับเงื่อนไขของเขา ข้าก็ไม่คิดว่าตนจะมีชีวิตรอดอยู่แล้ว”
“แต่ข้าคิด”
หลิงซีฉีกแผนที่หลบหนีในมือออกเป็นสองส่วน
“ข้าจะช่วยท่านแม่กับหยางเอ๋อร์ หยุดกองทัพขององค์ชายรอง และรักษาชีวิตท่านไว้ด้วย”
“หลิงซี อย่าดื้อรั้น เรื่องนี้ใหญ่เกินกำลังของเจ้า”
“ข้าอาจทำไม่ได้เพียงลำพัง แต่ข้ามีจิ้งเหยียน”
น้ำเสียงมั่นใจของนางทำให้ผู้เป็นบิดานิ่งไป
คืนนั้น จิ้งเหยียนเดินทางมาจวนเสิ่นผ่านทางลับ แม้บาดแผลยังไม่หาย เขาก็ยืนยันจะมาพบเสิ่นเหวินโจวด้วยตนเอง
บุรุษทั้งสองซึ่งควรเป็นพ่อตากับบุตรเขยกลับนั่งเผชิญหน้ากันในห้องลับ โดยมีแผนกบฏและชีวิตของคนทั้งเมืองเป็นเดิมพัน
พวกเขาตกลงว่าเสิ่นเหวินโจวจะยังแสร้งทำตามคำสั่ง แต่แผนผังเวรยามชุดต่อไปจะถูกแก้ไข ทำให้องค์ชายรองเข้าใจว่าประตูตะวันตกมีทหารเพียงเล็กน้อย ขณะที่จิ้งเหยียนจะซ่อนกำลังไว้ตามจุดสำคัญ
ส่วนหลิงซีจะถอดรหัสบนผ้า เพื่อตามหาว่า “ตำหนักไร้นาม” หมายถึงสถานที่ใด
ก่อนแยกจากกัน เสิ่นเหวินโจวคำนับจิ้งเหยียนอย่างลึกซึ้ง
“ข้าฝากหลิงซีไว้กับท่าน หากแผนล้มเหลว โปรดพานางออกจากเมือง ไม่ต้องห่วงชีวิตของข้า”
จิ้งเหยียนกลับตอบอย่างหนักแน่น
“นางไม่ยอมทิ้งท่าน ข้าก็จะไม่บังคับนาง เราจะออกจากเมืองพร้อมกันทุกคน”
ขณะเดียวกัน ภายในตำหนักขององค์ชายรอง สายลับผู้หนึ่งกำลังคุกเข่ารายงานการเคลื่อนไหวของจวนเสิ่น
“วันนี้ฮูหยินเซียวกลับไปเยี่ยมครอบครัวเดิม นางเข้าไปในเรือนของมารดาและอยู่ภายในกับเสนาบดีเสิ่นเป็นเวลานานพ่ะย่ะค่ะ”
เฉิงรุ่ยซึ่งกำลังรินชาหยุดมือ
“นางออกมาพร้อมสิ่งใดหรือไม่”
“ไม่พบสิ่งใดชัดเจน แต่หลังจากนางกลับไป ใต้เท้าเสิ่นสั่งเปลี่ยนเวรยามและเผากระดาษหลายฉบับ”
องค์ชายรองวางกาน้ำชาลงช้า ๆ ดวงตาซึ่งเคยอ่อนโยนกลับเย็นเยียบ
“เสิ่นหลิงซีฉลาดกว่าที่ข้าคิด”
เขาเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะ ก่อนออกคำสั่งกับคนสนิท
“ส่งคนจับตาดูนางเพิ่ม หากพบว่านางรู้ความจริง…”
เฉิงรุ่ยเว้นวรรค ก่อนคลี่ยิ้มบางเบา
“ให้นำตัวมาเป็น ๆ ข้ายังต้องใช้ความสามารถของนาง ส่วนคนที่คิดช่วยนาง...ฆ่าได้ทันที”
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล
ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง
ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน
ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ
ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่
คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา







