Home / โรแมนติก / วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์ / บทที่ 9 ภรรยาที่กลายเป็นผู้ต้องหา

Share

บทที่ 9 ภรรยาที่กลายเป็นผู้ต้องหา

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:41:22

พิธีศพของแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬดำเนินติดต่อกันเป็นวันที่สาม

ผ้าสีขาวถูกแขวนทั่วจวน ตะเกียงมงคลสีแดงซึ่งเหลือจากพิธีวิวาห์ถูกปลดออกจนหมด เหลือเพียงโคมไว้ทุกข์ส่องแสงสลัวอยู่ตามระเบียง เสียงสวดส่งวิญญาณดังแว่วตั้งแต่เช้าจนค่ำ ขณะที่ควันธูปลอยปกคลุมห้องโถงจนบรรยากาศภายในจวนหม่นมัว

หลิงซียังคงสวมอาภรณ์ไว้ทุกข์และนั่งอยู่ข้างโลงศพตลอดทั้งวัน

ต่อหน้าแขกเหรื่อ นางเป็นหญิงม่ายซึ่งสูญเสียสามีหลังแต่งงานได้เพียงไม่กี่วัน ดวงตาบวมแดง ใบหน้าซีดเซียว ไม่พูดกับผู้ใดเกินความจำเป็น

ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของโลงศพยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อคืนก่อนเขาเพิ่งออกจากห้องนอนของนางผ่านทางลับ

หลังจากนั้นจิ้งเหยียนไม่ได้มาพบนางอีก เขาส่งข่าวผ่านกู้เหยียนเพียงสั้น ๆ ว่า กำลังขององค์ชายรองเริ่มเคลื่อนไหวออกจากค่ายลับหลายแห่ง และมีคนพยายามติดสินบนผู้บัญชาการทหารรักษาประตูเมือง

หลิงซีอ่านรายงานทุกฉบับ แต่ไม่เคยส่งข้อความส่วนตัวกลับไปหาเขา

นางยังไม่อาจลืมความรู้สึกตอนเห็นศพไหม้เกรียมในชุดเกราะของสามี ไม่อาจลืมว่าตนร้องไห้อยู่หน้าโลง ขณะที่เขาซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและปล่อยให้นางเจ็บปวดเพื่อทำให้แผนสมจริง

นางเข้าใจความจำเป็นทางการทหาร แต่การเข้าใจไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้สึกเสียใจ

ในช่วงสาย ขณะที่หลิงซีกำลังเผากระดาษเงินหน้าป้ายวิญญาณ เสียงม้าจำนวนมากก็ดังขึ้นนอกจวน ตามมาด้วยเสียงอาวุธกระทบเกราะและคำสั่งให้เปิดประตู

พ่อบ้านจางรีบร้อนเข้ามาในห้องโถง

“ฮูหยิน ทหารหลวงปิดล้อมจวนไว้แล้วขอรับ”

หลิงซีวางกระดาษในมือลง

“ผู้ใดนำกำลังมา”

“รองเจ้ากรมอาญากับองครักษ์ของราชสำนักขอรับ พวกเขาถือหมายจับมาด้วย”

“หมายจับผู้ใด”

พ่อบ้านจางยังไม่ทันตอบ นายทหารหลวงหลายสิบนายก็บุกเข้ามาในโถง บุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็นรองเจ้ากรมอาญาเดินตามหลัง เขาคลี่ม้วนราชโองการออกต่อหน้าทุกคน

“เสิ่นหลิงซีรับคำสั่ง!”

นางลุกขึ้นคุกเข่าลงอย่างสงบ แม้ภายในเริ่มตระหนักว่าบางสิ่งผิดปกติ

“กรมอาญาได้รับหลักฐานว่าเสิ่นหลิงซีลอบส่งเส้นทางตรวจค่ายทหารให้กลุ่มมือสังหาร เป็นเหตุให้แม่ทัพเซียวจิ้งเหยียนถูกโจมตีและเสียชีวิต ทั้งยังมีส่วนขโมยตราพยัคฆ์ซึ่งใช้บัญชาการกองทัพชายแดนเหนือ จึงมีคำสั่งให้นำตัวไปสอบสวนทันที”

ชิงเถาตกใจจนทรุดลง

“เป็นไปไม่ได้! ฮูหยินไม่มีทางทำร้ายท่านแม่ทัพ!”

หลิงซีหันไปมองผู้กล่าวหา

“หลักฐานอยู่ที่ใด”

รองเจ้ากรมอาญานำจดหมายฉบับหนึ่งออกมา ภายในเขียนรายละเอียดเส้นทาง ขบวนคุ้มกัน และเวลาที่จิ้งเหยียนจะออกจากเมืองอย่างครบถ้วน ด้านล่างมีตราประจำตัวของหลิงซีประทับอยู่

นอกจากนั้นยังมีคำให้การจากสาวใช้ในจวนว่า นางเคยเห็นหลิงซีส่งกล่องไม้ให้บุรุษแปลกหน้าทางประตูหลัง ก่อนขบวนแม่ทัพจะถูกลอบโจมตีเพียงหนึ่งวัน

“ตราประทับถูกปลอมขึ้น” หลิงซีกล่าว

“จริงหรือปลอม กรมอาญาจะเป็นผู้ตรวจสอบ”

“สาวใช้ผู้ให้การชื่ออะไร”

“เมื่อถึงสถานที่สอบสวน เจ้าจะได้พบพยานทั้งหมด”

ทหารสองนายก้าวเข้ามาพร้อมโซ่ตรวน ชิงเถารีบเข้าขวาง แต่ถูกผลักจนล้มลงกับพื้น

หลิงซีมองไปรอบโถง กู้เหยียนไม่อยู่ ส่วนทหารคนสนิทของจิ้งเหยียนถูกสั่งให้ไปประจำตามค่ายต่าง ๆ ตั้งแต่เช้า เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามเลือกจังหวะซึ่งจวนแม่ทัพมีกำลังป้องกันน้อยที่สุด

นางยื่นมือให้ใส่ตรวนโดยไม่ขัดขืน

“ข้าจะไปกับพวกท่าน แต่อย่าแตะต้องคนในจวน พวกเขาไม่เกี่ยวข้อง”

รองเจ้ากรมอาญาพยักหน้า ก่อนสั่งให้ควบคุมตัวนางออกไป

สองข้างถนนเต็มไปด้วยประชาชนที่มามุงดู ข่าวลือแพร่กระจายรวดเร็วกว่าขบวนทหาร บางคนกล่าวว่าหลิงซีแต่งกับจิ้งเหยียนเพื่อขโมยอำนาจให้ตระกูลเสิ่น บางคนเชื่อว่านางมีคนรักอยู่ก่อน จึงร่วมมือกับมือสังหารฆ่าสามีในช่วงที่ยังแต่งงานกันได้ไม่นาน

จากภรรยาผู้สูญเสียสามี นางกลายเป็นหญิงแพศยาฆ่าสามีภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม

หลิงซีถูกนำตัวไปยังท้องพระโรงชั้นนอก ไม่ใช่คุกกรมอาญาตามที่คาด ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ขุนนางจากกรมอาญา กรมกลาโหม และราชสำนักมาร่วมฟังการไต่สวน เพราะคดีเกี่ยวข้องกับตราพยัคฆ์และความมั่นคงของแผ่นดิน

องค์ชายรองประทับอยู่ด้านซ้ายของพระแท่น ใบหน้าของเขาแสดงความผิดหวังกับเสียใจอย่างแนบเนียน

เสิ่นเหวินโจวเองก็ถูกเรียกเข้ามา เขามองบุตรสาวด้วยความกังวล แต่ไม่สามารถเข้าช่วยเหลือต่อหน้าผู้คนได้

“เสิ่นหลิงซี” เจ้ากรมอาญาเอ่ย “เจ้ายอมรับหรือไม่ว่าเป็นผู้ส่งเส้นทางของแม่ทัพเซียวให้มือสังหาร”

“ไม่ยอมรับเจ้าค่ะ เอกสารฉบับนั้นถูกปลอมแปลง”

“ตราประทับเป็นของเจ้าหรือไม่”

“มีลักษณะเหมือนของข้า แต่ตราจริงยังอยู่ที่จวน ผู้ใดก็สามารถแกะเลียนแบบได้”

เจ้ากรมอาญาสั่งให้พาตัวพยานเข้ามา หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้าท้องพระโรงด้วยท่าทางหวาดกลัว หลิงซีจำได้ว่าเป็นสาวใช้จากเรือนซักล้าง ชื่ออาเถา

“เจ้าเห็นสิ่งใด จงรายงานตามความจริง” เจ้ากรมอาญากล่าว

อาเถาคุกเข่า ตัวสั่นอยู่ตลอดเวลา

“ก่อนท่านแม่ทัพออกตรวจค่ายหนึ่งวัน บ่าวเห็นฮูหยินมอบกล่องไม้ให้บุรุษชุดเทาที่ประตูหลังเจ้าค่ะ บ่าวได้ยินฮูหยินกล่าวว่า เส้นทางทั้งหมดอยู่ในกล่อง และขอให้ทำตามแผน”

“ข้าไม่เคยไปประตูหลังในวันนั้น” หลิงซีโต้แย้ง

“ผู้ใดสั่งให้เจ้าให้การเท็จ”

“บ่าวกล่าวความจริงเจ้าค่ะ!”

อาเถาก้มศีรษะจรดพื้น ไม่ยอมสบตานาง

จากนั้นเจ้ากรมอาญาจึงเปิดกล่องหลักฐาน ภายในมีจดหมายโต้ตอบหลายฉบับ แผนที่เส้นทาง และผ้าผืนหนึ่งซึ่งปักรหัสลับเหมือนวิธีที่หลิงซีใช้

“ของเหล่านี้ถูกพบในห้องของเจ้า” เขากล่าว

“เจ้าจะอธิบายอย่างไร”

หลิงซีเห็นผ้าปักก็รู้ทันทีว่าผู้สร้างหลักฐานรู้เรื่องความสามารถถอดรหัสของนางเป็นอย่างดี บนผ้ามีข้อความซึ่งตั้งใจทำให้ดูเหมือนนางติดต่อกับมือสังหาร และมีรายละเอียดการขโมยตราพยัคฆ์หลังจิ้งเหยียนเสียชีวิต

องค์ชายรองลุกขึ้นจากที่ประทับ

“เสด็จพ่อ หลักฐานทั้งหมดชี้ไปยังเสิ่นหลิงซี แต่ลูกยังไม่เชื่อว่านางจะทำเรื่องเช่นนี้ ขอพระองค์ทรงตรวจสอบให้ละเอียดด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ถ้อยคำฟังคล้ายปกป้อง แต่แท้จริงเป็นการย้ำต่อหน้าทุกคนว่าหลักฐานมีน้ำหนักเพียงใด

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรหลิงซีด้วยแววตาเย็นชา

“ตราพยัคฆ์อยู่ที่ใด”

“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ”

“เจ้าเป็นภรรยาของจิ้งเหยียน เขาไม่เคยมอบตราให้เจ้าหรือ”

“ไม่เคยเพคะ”

เฉิงรุ่ยกล่าวแทรก

“หรือแท้จริงตรานั้นตกไปอยู่ในมือของคนที่เสิ่นหลิงซีติดต่อด้วยแล้ว หากล่าช้ากว่านี้ กองทัพชายแดนอาจถูกเคลื่อนเข้าหาเมืองหลวง”

เสียงขุนนางเริ่มดังระงม หลายคนขอให้ใช้ทัณฑ์ทรมานเพื่อบังคับให้นางเปิดเผยตำแหน่งของตราพยัคฆ์

หลิงซีมองผู้คนรอบตัวและเข้าใจแผนขององค์ชายรองในทันที

หากชิงตราพยัคฆ์จากนางไม่ได้ เขาก็จะสร้างข้อหาให้นางเป็นผู้ขโมย แล้วใช้อำนาจราชสำนักค้นจวนแม่ทัพทุกซอกทุกมุม

ฮ่องเต้กำลังจะมีรับสั่ง เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากนอกท้องพระโรง

“ไม่จำเป็นต้องสอบสวนเรื่องการตายของกระหม่อมอีก”

ทุกคนหันไปทางประตูพร้อมกัน

จิ้งเหยียนเดินเข้ามาในอาภรณ์แม่ทัพสีดำเต็มยศ ข้างกายมีกู้เหยียนกับทหารพยัคฆ์ทมิฬติดตาม ใบหน้าของเขายังมีรอยบาดเจ็บ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนมีชีวิต ไม่ใช่วิญญาณหรือภาพลวงตา

เสียงอุทานดังไปทั่วท้องพระโรง

หลิงซีมองเขาด้วยความประหลาดใจ นางรู้ว่าเขายังไม่ตาย แต่ไม่คิดว่าจะเปิดเผยตัวในวันนี้ เพราะแผนเดิมคือต้องซ่อนตัวต่อจนกองกำลังฝ่ายกบฏเคลื่อนไหวทั้งหมด

จิ้งเหยียนคุกเข่าถวายบังคม

“กระหม่อมยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์รถม้าตกหน้าผาเป็นแผนลวงเพื่อจับกลุ่มมือสังหาร ขอฝ่าบาททรงลงโทษที่กระหม่อมปิดบังพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ทรงกริ้วที่ถูกปิดบัง แต่การกลับมาของแม่ทัพคนสำคัญยังเป็นเรื่องน่ายินดี จึงยังไม่ลงโทษทันที

องค์ชายรองปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว

“ท่านแม่ทัพปลอดภัยนับเป็นโชคดีของแผ่นดิน เช่นนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าเสิ่นหลิงซีฆ่าสามีย่อมตกไป”

“ข้อหาฆ่าข้าอาจตกไป” จิ้งเหยียนกล่าว

“แต่ยังมีเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร การติดต่อคนร้าย และตราพยัคฆ์ซึ่งสูญหาย”

หลิงซีเงยหน้ามองเขา

นางคาดว่าเขาจะเปิดโปงหลักฐานปลอมและช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ แต่จิ้งเหยียนกลับหันไปกราบทูลฮ่องเต้

“เสิ่นหลิงซีเป็นภรรยาของกระหม่อม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจวนแม่ทัพโดยตรง กระหม่อมขอรับหน้าที่ควบคุมตัวและสอบสวนด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง

ขุนนางหลายคนตีความว่า จิ้งเหยียนไม่เชื่อใจภรรยาและต้องการสอบสวนด้วยตนเองเพราะหวาดระแวงว่านางอาจขโมยอำนาจทางทหารไปให้ตระกูลเสิ่น

เสิ่นเหวินโจวกำหมัดแน่น แต่ยังไม่อาจพูดสิ่งใด

องค์ชายรองพิจารณาจิ้งเหยียนครู่หนึ่ง

“ท่านแม่ทัพจะเข้าข้างภรรยาหรือไม่”

“หากนางมีความผิด กระหม่อมจะลงโทษด้วยตนเอง”

“แล้วหากนางไม่ยอมเปิดเผยตำแหน่งตราพยัคฆ์เล่า”

“กระหม่อมมีวิธีทำให้นางพูด”

น้ำเสียงเย็นชาของเขาทำให้ขุนนางเชื่อว่า ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้แตกหักอย่างสมบูรณ์แล้ว

เฉิงรุ่ยจึงยอมสนับสนุนคำขอ เพราะคิดว่าหากปล่อยให้จิ้งเหยียนกับตระกูลเสิ่นหันมาเป็นศัตรูกัน ย่อมเป็นประโยชน์ต่อแผนการของตนมากกว่า

ฮ่องเต้มีรับสั่งให้จิ้งเหยียนควบคุมตัวหลิงซีไว้เจ็ดวัน หากยังไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ ต้องส่งตัวนางกลับไปให้กรมอาญา

หลิงซีถูกพาขึ้นรถม้าในฐานะนักโทษ ข้อมือยังถูกพันธนาการ จิ้งเหยียนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่พูดอะไรตลอดเส้นทาง

เมื่อกลับถึงจวน เขาไม่ได้พานางไปยังเรือนหลัก แต่ลงไปยังคุกลับใต้ห้องหนังสือ

คุกแห่งนี้แตกต่างจากห้องขังทั่วไป ภายในสะอาด มีเตียง โต๊ะ ตะเกียง และทางออกเพียงทางเดียวซึ่งทหารคนสนิทเฝ้าอยู่ ไม่มีบ่าวไพร่หรือสายลับภายนอกเข้าถึงได้

ทันทีที่ประตูปิด หลิงซีก็กล่าวขึ้น

“นี่คือแผนใหม่ของท่านหรือ”

“องค์ชายรองเริ่มสงสัยว่าเจ้ารู้เรื่องตัวประกัน หากปล่อยให้เจ้าอยู่ในเรือนหลัก เขาจะส่งคนเข้ามาจับตัวอีก” จิ้งเหยียนปลดโซ่ตรวนให้นาง “ที่นี่เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด”

“เหตุใดไม่บอกข้าก่อน”

มือของเขาชะงัก

“เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วเกินไป ข้าเพิ่งรู้เรื่องหมายจับก่อนเข้าท้องพระโรงไม่นาน”

“แต่ท่านยังตัดสินใจแทนข้าอีกครั้ง”

“ข้าต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราแตกหักกัน”

“ท่านทำได้สมจริงดี”

หลิงซีดึงมือกลับและหันหน้าหนี ไม่ยอมพูดกับเขาอีก

หลายวันต่อมา จิ้งเหยียนนำอาหารและรายงานมาส่งด้วยตนเองทุกครั้ง แต่นางพูดเพียงเรื่องแผนการ ไม่ยอมสนทนาเรื่องอื่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลิงซีพบเอกสารพับอยู่ใต้ถาดอาหาร นางคิดว่าเป็นรายงานทั่วไป แต่เมื่อเปิดอ่านกลับพบหนังสือรับรองซึ่งจิ้งเหยียนยื่นต่อฮ่องเต้ก่อนรับตัวนางมา

ในหนังสือเขาใช้ตำแหน่งแม่ทัพและชีวิตของตนเองเป็นประกันว่า หากเสิ่นหลิงซีมีความผิดจริง เขาจะยอมรับโทษฐานปกป้องผู้กระทำผิดร่วมกับนาง

หลิงซีอ่านถ้อยคำซ้ำหลายครั้ง

เขาไม่ได้เพียงนำตัวนางมาคุมขัง แต่ผูกชะตาของตนเองไว้กับคดีนี้อย่างเงียบ ๆ โดยไม่เคยบอกนาง

คืนนั้น เมื่อจิ้งเหยียนนำอาหารมา นางจึงยอมเอ่ยกับเขาเป็นครั้งแรก

“เหตุใดต้องใช้ชีวิตท่านเป็นหลักประกัน”

“เพราะไม่มีสิ่งอื่นหนักแน่นพอให้ฮ่องเต้ยอมมอบตัวเจ้าแก่ข้า”

“หากข้าถูกตัดสินว่าผิด ท่านจะรับโทษจริงหรือ”

“ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเผชิญโทษเพียงลำพัง”

แม้ยังไม่อาจยกโทษเรื่องการตายปลอมทั้งหมด แต่กำแพงในใจของหลิงซีก็เริ่มสั่นคลอน

นางจึงตัดสินใจใช้เวลาที่อยู่ในคุกตรวจสอบสมุดรายชื่อซึ่งพบในห้องทำงานบิดาอีกครั้ง จิ้งเหยียนนำสำเนามาให้ พร้อมตำราแผนที่เมืองหลวงหลายฉบับ

หลิงซีเคยคิดว่ารายชื่อเหล่านั้นคือขุนนางผู้ร่วมกบฏ แต่เมื่อเปรียบเทียบอักษรตัวแรก ตำแหน่งราชการ และลำดับตัวเลขท้ายชื่อ นางกลับพบว่าทุกชื่อมีความสัมพันธ์กับถนนหรือสิ่งปลูกสร้างบางแห่ง

แซ่ของขุนนางใช้แทนทิศทาง ตำแหน่งใช้แทนประเภทอาคาร ส่วนจำนวนขีดในชื่อใช้บอกระยะห่างจากพระราชวัง

มันไม่ใช่รายชื่อบุคคล แต่เป็นรหัสแสดงตำแหน่งคลังอาวุธที่ฝ่ายกบฏวางแผนเข้ายึด

“คลังเสบียงเหนือ ประตูตะวันตก ค่ายทหารรักษาวัง…”

หลิงซีเขียนตำแหน่งลงบนแผนที่ทีละจุด ก่อนพบว่าลูกศรทั้งหมดมุ่งไปยังสถานที่เดียวกัน

ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกของพระทางราชวัง

ด้านล่างสัญลักษณ์มีตัวอักษรซึ่งแปลได้ว่า “ของสำคัญสองชิ้น”

หลิงซีรีบเรียกจิ้งเหยียนเข้ามา

“ข้าคิดว่าพบตำหนักไร้นามแล้ว”

เขาก้มลงมองแผนที่

“ตำหนักแห่งนี้เคยเป็นของพระสนมที่ถูกลบชื่อออกจากบันทึกราชวงศ์ หลังนางเสียชีวิตจึงไม่มีผู้ใดเรียกชื่อตำหนักอีก”

“จึงถูกเรียกว่าตำหนักไร้นาม”

หลิงซีชี้ไปยังข้อความด้านล่างด้วยมือสั่นเล็กน้อย

“ของสำคัญสองชิ้นอาจหมายถึงท่านแม่กับหยางเอ๋อร์ พวกเขาอาจถูกขังอยู่ใต้ตำหนักแห่งนี้”

จิ้งเหยียนมองตำแหน่งบนแผนที่ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม

ตำหนักร้างอยู่ใกล้อุโมงค์ส่งเสบียงและคลังอาวุธ หากตัวประกันถูกขังอยู่ที่นั่นจริง การเข้าไปช่วยย่อมเท่ากับเดินเข้าสู่ใจกลางกำลังของฝ่ายกบฏ

แต่หลังค้นหามาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็พบร่องรอยแรกของคนที่หายตัวไป

และครั้งนี้ หลิงซีจะไม่ยอมให้ผู้ใดวางแผนหรือออกไปเสี่ยงชีวิตโดยทิ้งนางไว้ข้างหลังอีกแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 15 คืนเข้าหอที่แท้จริง Nc

    หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 14 ผู้ชนะที่ยอมวางดาบ

    ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 13 คืนกบฏ

    ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 12 กับดักใต้ตำหนักร้าง

    ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 11 คำสัตย์ของพยัคฆ์ Nc

    ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 10 จดหมายหย่าเปื้อนเลือด

    คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status