เข้าสู่ระบบเสียงระฆังส่งวิญญาณยังดังแว่วมาจากลานด้านหน้า ขณะที่เจ้าของงานศพหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าสาว
ฉู่เยว่หลันใช้มือข้างหนึ่งประคองแผ่นหลังของเซียวจิ่นเหิง อีกข้างรีบกดบาดแผลบริเวณชายโครงเพื่อห้ามเลือด ร่างของเขาหนักกว่าที่นางคาดไว้มาก เพียงพยายามพยุงให้ลุกขึ้น นางก็แทบเสียหลักล้มตามลงไปด้วย
“ท่านอ๋อง ได้ยินข้าหรือไม่”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วคล้ายยังมีสติอยู่บ้าง ทว่าเปลือกตากลับไม่ยอมเปิด ลมหายใจของเขาร้อนจัดและไม่สม่ำเสมอ
เลือดที่ซึมผ่านชุดดำไม่ได้มีเพียงกลิ่นคาว หากยังแฝงกลิ่นหวานประหลาดซึ่งทำให้นางนึกถึงยาพิษบางชนิด
เยว่หลันกัดฟันรวบรวมกำลัง หมายจะพาเขาไปนอนบนเตียง แต่เซียวจิ่นเหิงกลับคว้าข้อมือนางไว้ทันที
“ไม่…ใช่ที่นั่น”
เสียงของเขาแหบพร่าจนแทบฟังไม่ชัด
“แล้วจะให้ข้าพาท่านไปที่ใด”
ชายหนุ่มพยายามยกมือชี้ไปยังผนังด้านหลังเตียง ก่อนแรงทั้งหมดจะหมดลงอีกครั้ง
ฉู่เยว่หลันมองตามปลายนิ้วของเขา ผนังตรงนั้นดูไม่ต่างจากส่วนอื่น มีเพียงภาพวาดทิวเขาหิมะติดอยู่ตรงกลาง นางวางร่างเขาพิงเสาเตียงชั่วคราวแล้วเดินเข้าไปตรวจสอบ
เมื่อใช้นิ้วเคาะลงบนผนัง เสียงที่ได้กลับกลวงกว่าส่วนอื่น
ด้านหลังมีพื้นที่ซ่อนอยู่จริง
นางเลื่อนภาพวาดออกจึงพบหมุดทองแดงซ่อนอยู่ตรงขอบกรอบไม้ แต่ไม่ว่าจะกดหรือหมุนอย่างไร กลไกก็ไม่ขยับ
“หมุนหัวพยัคฆ์…ไปทางซ้าย”
เสียงของเซียวจิ่นเหิงดังขึ้นจากด้านหลัง
เยว่หลันจึงพิจารณาหมุดอีกครั้ง เมื่อมองใกล้ ๆ จึงเห็นว่ามันถูกหล่อเป็นรูปหัวพยัคฆ์ขนาดเล็ก นางหมุนมันไปทางซ้ายตามคำบอก เสียงกลไกภายในผนังก็ดังขึ้นเบา ๆ ก่อนแผ่นไม้ส่วนหนึ่งจะเลื่อนเปิด เผยทางเดินแคบซึ่งมืดสนิทอยู่ด้านหลัง
“ท่านซ่อนทางลับไว้ในห้องหอด้วยหรือ”
เซียวจิ่นเหิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันยืนตรงก็เกือบล้มลงอีกครั้ง
เยว่หลันรีบเข้าไปรับ น้ำหนักส่วนใหญ่ของเขาจึงทิ้งลงบนบ่าของนาง
“หากยังดื้อรั้นอยู่เช่นนี้ ข้าคงต้องเรียกคนมาช่วย”
“ห้ามเรียกผู้ใด”
คราวนี้น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดขึ้นอย่างชัดเจน
“ไม่มีผู้ใดในจวนที่ข้าไว้ใจได้”
คำพูดนั้นทำให้ฝีเท้าของเยว่หลันชะงักไปชั่วครู่
จวนแห่งนี้เป็นจวนของเขา คนรับใช้และองครักษ์ต่างอยู่ใต้บัญชามาหลายปี แต่เขากลับไม่เชื่อใจแม้แต่คนเดียว แสดงว่าศัตรูซ่อนตัวอยู่ใกล้กว่าที่นางคิด
เยว่หลันไม่ได้ซักถาม นางรวบรวมกำลังพาเขาเข้าไปในทางลับ ก่อนใช้เท้าดันกลไกให้ผนังปิดกลับตามเดิม
ภายในมืดจนมองไม่เห็นสิ่งใด เซียวจิ่นเหิงยกมือคลำกำแพงแล้วกดลงบนก้อนอิฐก้อนหนึ่ง ตะเกียงน้ำมันบนผนังจึงถูกจุดขึ้นด้วยกลไก
แสงสลัวเผยให้เห็นบันไดทอดลงไปด้านล่าง ทางเดินสิ้นสุดตรงห้องลับขนาดไม่ใหญ่ ภายในมีเตียงไม้ โต๊ะ เข็มทิศ แผนที่ชายแดน รวมถึงชั้นเก็บอาวุธหลายชนิด ประตูอีกด้านน่าจะเชื่อมต่อกับห้องเก็บอาวุธของจวน
ดูเหมือนสถานที่แห่งนี้ถูกเตรียมไว้สำหรับหลบซ่อนตั้งแต่แรก
เยว่หลันพาเซียวจิ่นเหิงไปนอนบนเตียง จากนั้นรีบฉีกเสื้อบริเวณบาดแผลออก นางไม่ทันสนใจด้วยซ้ำว่าการเปิดเสื้อผ้าบุรุษในคืนแต่งงานควรทำให้นางรู้สึกกระดากเพียงใด เพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าร้ายแรงกว่าที่คาดไว้
คมอาวุธแทงเข้าบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา บาดแผลไม่ลึกจนถึงอวัยวะภายใน แต่เนื้อรอบแผลเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดดำเล็ก ๆ กำลังแผ่กระจายออกไปโดยรอบ
“อาวุธอาบพิษจริงด้วย”
นางหยิบเข็มเงินจากถุงเล็กที่พกติดตัว ก่อนแทงลงข้างบาดแผล ปลายเข็มเปลี่ยนเป็นสีดำภายในเวลาไม่นาน
เซียวจิ่นเหิงลืมตาขึ้นช้า ๆ “เจ้ารักษาได้หรือไม่”
“หากตอบไม่ได้ ท่านจะฆ่าปิดปากข้าก่อนหรือ”
แววตาคมกริบหยุดอยู่บนใบหน้านาง “หากคิดฆ่าเจ้า ข้าคงไม่พาเข้ามาเห็นที่นี่”
“เมื่อครู่ดาบของท่านยังพาดอยู่บนคอข้า”
“ข้าต้องแน่ใจก่อนว่าเจ้าจะไม่ร้องเรียกคน”
“วิธีทำให้ผู้คนเชื่อใจของท่านอ๋องช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ”
เยว่หลันกล่าวประชด ก่อนหันไปค้นกล่องยาในห้อง นางพบผ้าสะอาด สุราแรง เข็มเย็บแผล และสมุนไพรห้ามเลือดเตรียมไว้อย่างครบถ้วน จึงลงมือทำความสะอาดบาดแผล
ทันทีที่ผ้าชุบสุราสัมผัสลงบนเนื้อ เซียวจิ่นเหิงก็เกร็งตัว แต่เขาไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว มีเพียงกล้ามเนื้อทั่วร่างที่แข็งขึ้นและเหงื่อเย็นซึ่งผุดตามกรอบหน้า
“ผู้ใดทำร้ายท่าน”
“ยังไม่รู้”
“ท่านรอดจากรถม้าตกหน้าผาได้อย่างไร”
“ข้ากระโดดออกมาก่อนรถม้าตกลงไป”
“แล้วศพในโลงเป็นใคร”
“หนึ่งในมือสังหารที่ถูกฆ่าตาย”
มือของเยว่หลันหยุดเล็กน้อย “คนของท่านนำศพนั้นมาสวมรอยหรือ”
“ข้าเป็นผู้สั่งเอง”
“แสดงว่าท่านตั้งใจให้คนทั้งเมืองเชื่อว่าตนตายแล้ว”
“หากข้าไม่ตาย คนที่อยู่เบื้องหลังจะไม่วางใจ”
เขาตอบเพียงเท่านั้น ก่อนปิดปากเงียบอีกครั้ง
เยว่หลันมองเขาอย่างไม่พอใจ “ท่านต้องการให้ข้าช่วยปิดบังความลับ แต่กลับไม่คิดบอกข้อมูลใดแก่ข้าเลยหรือ”
“ยิ่งเจ้ารู้น้อยเท่าใดก็ยิ่งปลอดภัย”
“ข้าแต่งเข้ามาในจวนของคนที่ราชสำนักประกาศว่าตาย ถูกบังคับให้คำนับป้ายวิญญาณ และเพิ่งพบสามีถือดาบรออยู่ในห้องหอ ท่านยังคิดว่าข้าปลอดภัยอยู่อีกหรือ”
เซียวจิ่นเหิงเงียบไป
เยว่หลันใช้มีดเล็กกรีดปากแผลเพิ่มเพียงเล็กน้อยเพื่อระบายเลือดพิษ เลือดสีคล้ำไหลออกมาทันที นางกดเข็มเงินลงใกล้บาดแผลเพื่อชะลอการกระจายของพิษ
ชายหนุ่มหายใจแรงขึ้น ความเจ็บปวดทำให้กรามขบแน่น
“พิษทำให้กล้ามเนื้อของท่านอ่อนแรง แต่ไม่ได้ออกฤทธิ์รุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตในทันที” นางตรวจชีพจรบริเวณข้อมือ
“ผู้ลงมือน่าจะต้องการให้ท่านหมดกำลังระหว่างการต่อสู้ แล้วจึงสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนตายเพราะรถม้าตกหน้าผา”
“ถูกต้อง”
“คนผู้นั้นรู้เส้นทางเดินทาง รู้จำนวนองครักษ์ และยังรู้ว่าท่านจะกลับเมืองหลวงวันใด”
“คนในราชสำนักสามารถเข้าถึงข่าวเหล่านั้นได้”
“เพียงคนในราชสำนักคงไม่พอ” เยว่หลันสบตาเขา “ต้องมีคนในกองทัพของท่านให้ความร่วมมือด้วย”
ดวงตาของเซียวจิ่นเหิงมืดลง “นี่คือเหตุผลที่ข้าไม่อาจไว้ใจคนในจวน”
เขาเปิดเผยว่าก่อนขบวนจะออกจากเมืองชายแดน คำสั่งเปลี่ยนเส้นทางถูกส่งมาโดยใช้ตราประทับกองทัพของเขา ผู้ส่งสารเป็นทหารซึ่งรับใช้เขามาหลายปี กระนั้นหลังส่งคำสั่งสำเร็จ คนผู้นั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ฝ่ายตรงข้ามไม่เพียงมีอำนาจในราชสำนัก แต่ยังสามารถออกคำสั่งแทนเขาภายในกองทัพได้
หากข่าวการรอดชีวิตของเขาแพร่ออกไป ศัตรูจะทำลายหลักฐาน กำจัดพยาน และอาจลงมือกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เยว่หลันจัดการเย็บบาดแผลเสร็จ จากนั้นพันผ้ารอบเอวเขาแน่นพอห้ามเลือด นางควรหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนกำลังเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่เพียงใด ทว่าความคิดแรกที่ปรากฏกลับเป็นคดีของบิดา
“ทหารที่ท่านกล่าวถึงเกี่ยวข้องกับศพซึ่งบิดาข้าถูกกล่าวหาว่าปลอมแปลงผลชันสูตรหรือไม่”
เซียวจิ่นเหิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง “เกี่ยวข้อง”
“เช่นนั้นท่านก็รู้อยู่แล้วว่าบิดาข้าอาจถูกใส่ร้าย”
“ข้ารู้เพียงว่าเขาปกปิดบางอย่าง แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการหรือกำลังถูกบังคับ”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันชักเข็มเงินขึ้นมาจ่อบริเวณใกล้บาดแผลของเขาโดยฉับพลัน
“เจ้าคิดทำอะไร”
“เตือนให้ท่านอ๋องเข้าใจสถานการณ์”
ปลายเข็มกดลงบนจุดชีพจร หากนางออกแรงมากกว่านี้เพียงเล็กน้อย ความเจ็บปวดจะแล่นไปทั่วร่างซึ่งกำลังอ่อนแรง
“เวลานี้ชีวิตของท่านอยู่ในมือข้า หากต้องการให้เราร่วมมือกัน ท่านไม่ควรออกคำสั่งกับข้าราวกับข้าเป็นทหารใต้บัญชา”
แทนที่จะโกรธ เซียวจิ่นเหิงกลับมองนางด้วยความสนใจ
“สตรีทั่วไปเมื่อพบสามีที่ควรตายไปแล้ว คงตกใจจนหมดสติ”
“น่าเสียดายที่ท่านแต่งกับบุตรสาวเจ้ากรมอาญา ข้าอยู่กับศพมาตั้งแต่เด็ก คนเป็นจึงไม่น่ากลัวเท่าใดนัก”
“เจ้ากำลังข่มขู่ข้าหรือ”
“กำลังเจรจาอย่างเท่าเทียม”
เยว่หลันเก็บเข็มเงิน แล้วกล่าวข้อตกลงของตนอย่างชัดเจน
ข้อแรก เซียวจิ่นเหิงต้องช่วยนางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฉู่เหวินซาน
ข้อสอง เขาห้ามทำร้ายหรือลงโทษคนตระกูลฉู่โดยปราศจากหลักฐาน แม้จะสงสัยว่าบิดานางเกี่ยวข้องกับคดีเก่าก็ตาม
ข้อสาม เขาต้องเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับการลอบสังหารและคดีซึ่งกำลังสืบอยู่ ห้ามปิดบังหรือใช้ให้นางเข้าไปเสี่ยงโดยไม่รู้ความจริง
ส่วนเยว่หลันจะช่วยรักษาบาดแผล ปิดบังว่าเขายังมีชีวิต และสืบหาคนทรยศจากภายในจวนในฐานะพระชายาม่าย ผู้ซึ่งศัตรูน่าจะไม่ระวังตัวมากนัก
เซียวจิ่นเหิงพิจารณาเงื่อนไขอย่างเงียบ ๆ
“ข้ารับสองข้อแรก”
“แล้วข้อสามเล่า”
“ข้าจะบอกเฉพาะสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องรู้”
“เพราะท่านยังไม่ไว้ใจข้า?”
“ถูกต้อง”
เยว่หลันหัวเราะเบา ๆ อย่างไร้ความขบขัน “บังเอิญเหลือเกิน เพราะข้าก็ยังไม่ไว้ใจท่านเช่นกัน”
“เช่นนั้นเราก็เท่าเทียมกันแล้ว”
คำตอบหน้าตายของเขาทำให้นางอยากใช้เข็มแทงลงไปจริง ๆ สักครั้ง
ท้ายที่สุดทั้งคู่จึงตกลงกันเพียงชั่วคราว เยว่หลันเตือนว่า หากวันใดพบว่าเขาปิดบังข้อมูลซึ่งทำให้นางหรือบิดาได้รับอันตราย ข้อตกลงทั้งหมดจะสิ้นสุดทันที
เซียวจิ่นเหิงพยักหน้ารับ ก่อนความเหนื่อยล้าจะทำให้เขาหลับไปในที่สุด
เยว่หลันนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืน นางคอยตรวจชีพจรและเปลี่ยนผ้าพันแผล กระทั่งแสงแรกของรุ่งเช้าลอดผ่านช่องระบายอากาศเข้ามา อาการไข้ของเขาจึงลดลงเล็กน้อย
เสียงเคาะประตูห้องหอดังขึ้นจากด้านนอก
“พระชายา ถึงเวลาถวายน้ำชาแก่ป้ายวิญญาณแล้วเจ้าค่ะ”
เยว่หลันรีบออกจากห้องลับ ปิดกลไกบนผนังและจัดเตียงให้ดูเหมือนนางนอนอยู่เพียงลำพังตลอดคืน จากนั้นจึงเปิดประตูด้วยสีหน้าอิดโรย
คนซึ่งยืนอยู่หน้าประตูมีอยู่สามคน
คนแรกคือชายหนุ่มในชุดแม่ทัพ ดวงหน้าคมเข้มและแผ่นหลังตั้งตรง แม้ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอน เขายังดูแข็งแกร่งน่าเกรงขาม
“กระหม่อมกู้เหยียน รองแม่ทัพประจำกองทัพแดนเหนือ ขอถวายพระพรพระชายา”
เขาคุกเข่าลงและคำนับนางอย่างเต็มพิธี
เยว่หลันทราบทันทีว่านี่คือคนสนิทของเซียวจิ่นเหิง ท่าทางโศกเศร้าของเขาดูจริงใจ ไม่เหมือนการเสแสร้ง แต่เมื่อเจ้าของจวนยังไม่ยอมเปิดเผยตัวต่อคนผู้นี้ นางจึงไม่อาจวางใจได้
“รองแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี ท่านอ๋องเคยกล่าวถึงท่านไว้ในจดหมาย”
คำโกหกนั้นทำให้กู้เหยียนชะงัก “ท่านอ๋องเคยเขียนถึงกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เพียงกล่าวว่าหากในจวนมีเรื่องใด ข้าสามารถขอความช่วยเหลือจากท่านได้”
ดวงตาของกู้เหยียนสั่นไหว ก่อนก้มศีรษะต่ำลง “กระหม่อมจะปกป้องพระชายาด้วยชีวิต”
คนที่สองเป็นหญิงสูงวัยท่าทางสำรวม นามว่า หลัวมามา นางเคยเป็นแม่นมของเซียวจิ่นเหิงและดูแลจวนแทนเขามานานหลายปี
“เมื่อคืนพระชายาหลับสบายหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามธรรมดา แต่สายตาของหญิงชรากลับเหลือบมองผ่านไปยังภายในห้องราวกับต้องการตรวจสอบบางอย่าง
“ข้านั่งสวดมนต์ให้ท่านอ๋องเกือบทั้งคืน จึงเพิ่งได้นอนไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม” เยว่หลันตอบ “นับจากวันนี้ข้าจะถือศีลไว้ทุกข์เจ็ดวัน ระหว่างนั้นไม่ต้องให้ผู้ใดเข้ามารบกวน ข้าจะรับอาหารเพียงวันละสองมื้อและรับประทานแต่ของเรียบง่าย”
หลัวมามาขมวดคิ้ว “แต่พระชายาเพิ่งเดินทางมา เกรงว่าร่างกายจะรับไม่ไหว”
“ข้าตั้งใจทำเพื่อดวงวิญญาณของสามี มามาคงไม่คิดห้ามกระมัง”
เมื่อถูกอ้างถึงความกตัญญูต่อผู้ตาย อีกฝ่ายจึงไม่อาจคัดค้านได้
คนสุดท้ายเป็นสาวใช้หน้าตางดงาม อายุไม่น่าเกินสิบแปดปี นางย่อตัวลงอย่างนอบน้อม
“บ่าวชื่อชิงอวี้ ถูกส่งมารับใช้พระชายาตามพระบัญชาของฮองเฮาเพคะ”
เยว่หลันมองมือของนางซึ่งเรียบเนียน ไม่มีรอยด้านแบบสาวใช้ทั่วไป แม้จะก้มหน้าสำรวม แต่ท่วงท่ากลับได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
การส่งคนจากวังมาอยู่ข้างกายนางทันทีหลังแต่งงาน ย่อมไม่ใช่เพียงเพื่อปรนนิบัติ
“ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงเมตตา” เยว่หลันกล่าว “แต่ข้าชอบอยู่เงียบ ๆ หากไม่มีคำสั่งก็ไม่ต้องเข้ามาในเรือน”
ชิงอวี้รับคำอย่างว่าง่าย ทว่าดวงตาซึ่งเหลือบมองรอยเลือดจาง ๆ ตรงชายกระโปรงของนางไม่อาจหลุดพ้นสายตาไปได้
ตลอดทั้งวัน เยว่หลันต้องรับแขกซึ่งเดินทางมาไว้อาลัย นางสวมชุดขาว นั่งข้างป้ายวิญญาณ และแสดงบทพระชายาผู้โศกเศร้าโดยไม่มีผู้ใดสงสัย
เมื่อกลับเข้าเรือน นางแอบแบ่งอาหารส่วนหนึ่งซ่อนไว้ในตะกร้าใส่เครื่องเซ่น ก่อนนำเข้าไปให้เซียวจิ่นเหิงในห้องลับ
“ดูเหมือนท่านอ๋องจะได้รับความภักดีจากคนจำนวนมาก” นางวางถาดอาหารลง “รองแม่ทัพกู้แทบหลั่งน้ำตาเมื่อกล่าวถึงท่าน แต่ท่านกลับยังไม่คิดให้เขารู้ว่าตนมีชีวิต”
“น้ำตาไม่ใช่หลักฐานของความภักดี”
“แล้วหลัวมามาเล่า”
“นางเลี้ยงข้ามาตั้งแต่เล็ก”
“แสดงว่าไว้ใจได้”
“ข้าบอกแล้วว่าเวลานี้ไม่มีผู้ใดไว้ใจได้”
เยว่หลันสังเกตเห็นความเจ็บปวดซึ่งผ่านวาบในดวงตาของเขาเพียงชั่วครู่ การต้องสงสัยคนที่เปรียบเสมือนมารดาคงไม่ใช่เรื่องง่าย
นางไม่ได้ซักถามต่อ จนกระทั่งยามค่ำจึงเริ่มตรวจเลือดและพิษในร่างของเขาอีกครั้ง
เยว่หลันเผาผงสมุนไพรหลายชนิดแล้วหยดเลือดลงบนแผ่นกระเบื้อง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้นางประหลาดใจ เพราะพิษจากบาดแผลไม่ใช่สิ่งเดียวที่อยู่ในร่างของเขา
“ก่อนออกเดินทาง ท่านมีอาการอ่อนเพลียหรือชาตามปลายนิ้วบ้างหรือไม่”
เซียวจิ่นเหิงนิ่งคิด “บางครั้งมือขวาจะไม่มีแรง ข้าคิดว่าเป็นเพราะอาการบาดเจ็บเก่า”
“แล้วใจสั่น หายใจติดขัด หรือนอนไม่หลับเล่า”
“มีบ้าง”
“พิษในร่างท่านไม่ได้เพิ่งเข้าสู่ร่างเมื่อคืนเกิดเหตุ” เยว่หลันเงยหน้าขึ้น “ท่านได้รับพิษทีละน้อยมาอย่างน้อยหลายเดือน อาวุธที่แทงท่านเพียงกระตุ้นให้พิษเดิมออกฤทธิ์เร็วขึ้น”
นั่นหมายความว่าคนร้ายสามารถเข้าถึงอาหาร ยา หรือน้ำดื่มของเขามาเป็นเวลานาน
เซียวจิ่นเหิงกำมือช้า ๆ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นพิษชนิดใด”
“ยังยืนยันไม่ได้ แต่ข้าเคยเห็นคำอธิบายอาการเช่นนี้ในสำนวนคดีหนึ่ง”
“คดีใด”
“การสิ้นพระชนม์ของอดีตรัชทายาทเมื่อสิบปีก่อน”
บรรยากาศภายในห้องลับเปลี่ยนไปทันที
เซียวจิ่นเหิงมองเปลวไฟในตะเกียง ก่อนกล่าวว่าอดีตรัชทายาทเป็นพระเชษฐาต่างมารดาของเขา พระเชษฐามีพระพลานามัยแข็งแรงมาโดยตลอด แต่กลับเริ่มประชวรโดยไม่มีสาเหตุ พระหัตถ์อ่อนแรง หายพระทัยติดขัด และสิ้นพระชนม์ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
หมอหลวงสรุปว่าเป็นโรคหัวใจ ส่วนรายงานชันสูตรไม่พบพิษ
“ข้าไม่เคยเชื่อรายงานนั้น” เขากล่าว “หลังพระเชษฐาสิ้นพระชนม์ ผู้เกี่ยวข้องกับคดีทยอยตายหรือหายตัวไป หมอหลวงตกน้ำ เจ้าหน้าที่บันทึกสำนวนถูกไฟคลอก แม้แต่คนเฝ้าสุสานก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“ผู้ตรวจศพในเวลานั้น…”
“หนึ่งในนั้นคือฉู่เหวินซาน บิดาของเจ้า”
เยว่หลันนิ่งงัน
ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าเหตุใดเซียวจิ่นเหิงจึงสนใจตระกูลฉู่ และเหตุใดบิดาจึงมีกุญแจซึ่งเกี่ยวข้องกับจวนอ๋อง
“ดังนั้นการแต่งงานของเราจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”
เขาไม่ปฏิเสธ “ข้าเป็นผู้ทูลขอพระราชทานสมรสก่อนออกจากชายแดน”
“เพราะต้องการใช้ข้าเข้าถึงบิดา?”
“ข้าต้องการรื้อคดีเก่า และเชื่อว่าบิดาเจ้ารู้บางสิ่ง”
เยว่หลันรู้สึกเย็นวาบในอก นางเคยคิดว่าตนถูกเพียงราชสำนักบังคับให้แต่งงานกับคนตาย แต่ความจริงชื่อของนางถูกเซียวจิ่นเหิงเลือกไว้ตั้งแต่แรก
นางไม่ใช่เจ้าสาว หากเป็นกุญแจอีกดอกซึ่งเขาต้องการใช้เปิดความลับของบิดา
“หากท่านไม่ถูกลอบสังหาร ท่านก็ยังตั้งใจแต่งกับข้าเพราะบิดาของข้าใช่หรือไม่”
เซียวจิ่นเหิงมองนางนิ่ง แววตาของเขามีบางอย่างซึ่งนางอ่านไม่ออก
“เหตุผลที่ข้าเลือกเจ้า มิได้มีเพียงเรื่องบิดาของเจ้า”
“แล้วมีเหตุผลใดอีก”
เขาเบือนหน้าหนี “ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าต้องรู้”
เยว่หลันหัวเราะเย็นชา “สุดท้ายท่านก็ยังปิดบังข้า”
นางเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดลงกล่อง ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้องลับโดยไม่สนใจว่าเขาจะกล่าวสิ่งใดต่อ
ทันทีที่ผนังปิดลง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“พระชายา บ่าวชิงอวี้เจ้าค่ะ”
เยว่หลันสูดลมหายใจ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเปิดประตู
ชิงอวี้ยืนถือถาดไม้ บนนั้นมีชามยาต้มซึ่งยังส่งไอร้อน
“ฮองเฮาทรงเป็นห่วงว่าพระชายาจะเศร้าโศกจนล้มป่วย จึงรับสั่งให้ห้องยาจัดยาบำรุงมาให้เจ้าค่ะ”
เยว่หลันรับชามขึ้นมา กลิ่นสมุนไพรหลายชนิดผสมกันจนยากแยกแยะ นางกำลังจะยกขึ้นจิบตามมารยาท เสียงกลไกหลังผนังก็ดังขึ้นแผ่วเบา
มือข้างหนึ่งพุ่งออกมาปัดชามยาหลุดจากมือนาง
ชามกระเบื้องตกแตก ยาสีน้ำตาลหกกระจายเต็มพื้น
ชิงอวี้ตกใจจนถอยหลัง ส่วนเยว่หลันรีบขยับตัวยืนบังช่องลับ ก่อนที่สาวใช้จะทันเห็นผู้ซ่อนอยู่ด้านหลัง
เสียงของเซียวจิ่นเหิงดังลอดออกมาเบาจนมีเพียงนางได้ยิน
“ห้ามแตะต้องยานั่น”
เยว่หลันก้มมองของเหลวบนพื้น ก่อนเห็นเข็มเงินซึ่งตกออกมาจากแขนเสื้อของตนสัมผัสเข้ากับยา
ปลายเข็มค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ
พิษชนิดเดียวกับที่กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างของเซียวจิ่นเหิง ถูกส่งมาให้นางดื่มถึงห้องในคืนแรกที่แต่งเข้าจวน
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ก่อกบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายบนกำแพงวังได้รับการซ่อมแซม ตำหนักซึ่งถูกเพลิงเผาถูกสร้างขึ้นใหม่ ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของอดีตฮองเฮาถูกลงโทษตามความผิด ส่วนทหารชั้นผู้น้อยซึ่งถูกหลอกใช้และยอมวางอาวุธได้รับการละเว้นโทษตามคำร้องของเซียวจิ่นเหิงฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายหก ผู้มีความสามารถและไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจ เป็นรัชทายาทพระองค์ใหม่ อีกทั้งยังปรับระบบควบคุมกำลังทหารทั้งหมดนับจากนั้น การเคลื่อนกองทัพจำนวนมากต้องได้รับตรารับรองจากสามฝ่าย ได้แก่ ฮ่องเต้ กรมทหาร และแม่ทัพผู้ควบคุมกำลัง ไม่อนุญาตให้บุคคลเพียงผู้เดียวถือครองอำนาจสั่งการทั้งหมดอีกต่อไปสำหรับเซียวจิ่นเหิง แม้จะได้รับการคืนตำแหน่งและได้รับข้อเสนอให้กลับไปควบคุมกองทัพชายแดนเหนือ แต่เขากลับยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเมื่อฮ่องเต้ถามเหตุผล เขาตอบเพียงว่าใช้ชีวิตในสนามรบมานานเกินไป ถึงเวลาที่ควรคืนอำนาจให้แก่คนรุ่นใหม่ และใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้มาสะสางความอยุติธรรมซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในราชสำนักเขาจึงได้รับแต่งตั้งให้ดูแลหน่วยตรวจสอบพิเศษ มีอำนาจรื้อฟื้นคดีซึ่งอาจถู
คมมีดเย็นเฉียบกดแนบอยู่บนลำคอของฉู่เยว่หลันฮองเฮาประทับอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับไหล่นางไว้แน่น อีกข้างถือมีดอาบพิษ หากพระนางขยับเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดบริเวณลำคออาจถูกตัดขาดในทันทีรอบท้องพระโรงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นน้ำมันซึ่งไหลออกมาจากช่องใต้พื้น องครักษ์ของฮองเฮายืนถือคบเพลิงอยู่ใกล้สายชนวน หากเปลวไฟสัมผัสลงไปแม้แต่นิดเดียว น้ำมันและดินระเบิดซึ่งฝังอยู่ใต้เสาหลายต้นจะลุกไหม้พร้อมกันฮ่องเต้ ขุนนาง ทหาร และคนทั้งหมดในบริเวณนี้จะไม่มีผู้ใดหนีออกไปทันเซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ตรงลานหน้าท้องพระโรง ดาบในมือยังเปื้อนเลือดจากการต่อสู้ ข้างกายมีทหารรักษาเมืองซึ่งเพิ่งเปลี่ยนฝ่ายมาสนับสนุนเขาแม้กองกำลังของฮองเฮากำลังพ่ายแพ้ แต่พระนางกลับถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง เพราะชีวิตของเยว่หลันกับผู้คนจำนวนมากอยู่ในมือ“วางดาบ”เสียงของฮองเฮาดังมาจากบันไดท้องพระโรงเซียวจิ่นเหิงไม่ได้ขยับ ดวงตาคมจับอยู่ตรงรอยเลือดบาง ๆ บนลำคอภรรยา คมมีดกดลึกจนผิวถูกบาดแล้ว“ปล่อยนางก่อน”“เวลานี้เจ้ายังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ”ฮองเฮาออกแรงกดมีดเพิ่ม ของเหลวสีแดงไหลลงมาตามลำคอของเยว่หลันเซียวจิ่นเหิงโยนดาบล
เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวงเปลวเพลิงลุกขึ้นจากหอเฝ้าระวังทางทิศใต้ พร้อมเสียงอาวุธปะทะและเสียงตะโกนของทหารซึ่งดังกระทบกำแพงสูงไปทุกทิศทางขบวนเสบียงที่ผ่านเข้ามาก่อนประตูวังปิดเผยตัวตนที่แท้จริง คนงานนับร้อยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ด้านในเป็นชุดทหารติดเกราะพร้อมรบ พวกเขาเปิดลังซึ่งควรบรรจุอาหารและเครื่องเซ่น แจกจ่ายดาบ ธนู กับหน้าไม้ให้แก่พรรคพวกซึ่งแฝงตัวอยู่ตามตำหนักต่าง ๆทหารเวรยามบริเวณประตูทิศใต้ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว คนขององค์ชายสี่สังหารหัวหน้าเวร ยึดกลไกประตู และจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณให้กองกำลังซึ่งซ่อนอยู่นอกกำแพงบุกเข้ามาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประตูวังสามแห่งก็ตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายกบฏขุนนางซึ่งพักอยู่ในวังเพื่อเตรียมร่วมพิธีบวงสรวงถูกลากตัวออกจากที่พัก ผู้ใดประกาศภักดีต่อฮ่องเต้จะถูกปลดอาวุธและควบคุมตัว ส่วนผู้ที่เตรียมเข้าร่วมกับองค์ชายสี่อยู่แล้วต่างเปลี่ยนมาสวมผ้าสีครามตรงต้นแขน เพื่อให้ฝ่ายเดียวกันจดจำได้ฉู่เยว่หลันถูกขังอยู่ในเรือนชั้นในของตำหนักองค์ชายสี่ นางได้ยินเสียงการต่อสู้ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ไม่รู้ว่ากองกำลังฝ่ายใดกำลังได้เปรียบประตูห
คำสารภาพของหลัวมามาทำให้ทุกคนในศาลาร้างตกอยู่ในความเงียบหญิงผู้เลี้ยงดูเซียวจิ่นเหิงมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไม่เพียงเป็นสายลับของฮองเฮา หากยังเป็นผู้ผสมพิษลงในอาหารของเขาทีละน้อย และนำตราทหารปลอมไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือเพื่อสร้างหลักฐานว่าท่านอ๋องเตรียมก่อกบฏกู้เหยียนกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ดวงตาของเขาแดงก่ำทั้งจากความโกรธและความผิดหวัง“ท่านอ๋องเคารพท่านไม่ต่างจากมารดา” เขากล่าว “เหตุใดจึงทำกับพระองค์ได้ลงคอ”หลัวมามายังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อม ราวกับคำถามนั้นไม่อาจทำร้ายความรู้สึกของนางได้อีกแล้ว“ข้ามีหน้าที่ของข้า”“หน้าที่ซึ่งต้องวางยาคนที่ท่านเลี้ยงมากับมือหรือ”“หากข้าไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี อย่างน้อยข้ายังควบคุมปริมาณให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานถึงเพียงนี้”คำแก้ตัวนั้นยิ่งทำให้กู้เหยียนโกรธ เขาก้าวเข้าไปหมายจะจับตัวนาง แต่ฉู่เยว่หลันกลับยกมือห้าม“ตราทหารซึ่งพบในห้องหนังสือเป็นของจริงหรือไม่”จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตราที่ทหารหลวงค้นพบมีรูปลักษณ์เหมือนของจริงทุกประการ ทว่าเมื่อกู้เหยียนลองใช้คู่กับตราอีกครึ่งซึ่งเก็บอยู่ในกรมทหาร กลไกภายในกลับไม่เชื่อมเข้าหากัน
ชิงอวี้ยังคงคุกเข่าอยู่ใต้เงาต้นไม้ แม้พื้นดินจะชื้นเย็นและชายกระโปรงเปรอะเปื้อนโคลน นางก็ไม่กล้าขยับจนกว่าฉู่เยว่หลันจะอนุญาต“ครอบครัวของเจ้าอยู่ในมือองค์ชายสี่ หมายความว่าอย่างไร”เยว่หลันไม่ได้รีบเชื่อคำสารภาพ นางยืนห่างออกไปหลายก้าวและซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ใกล้ถุงเข็มเงินใต้แขนเสื้อ“บิดาของบ่าวเคยเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังเสบียงทางใต้เจ้าค่ะ” ชิงอวี้ตอบ “เมื่อห้าปีก่อนเขาพบว่ามีข้าวจำนวนมากถูกนำออกจากคลังโดยใช้ตราประทับปลอม จึงคิดจะรายงานราชสำนัก แต่คนขององค์ชายสี่พบเรื่องเสียก่อน”“จากนั้นเล่า”“พวกเขาสร้างหลักฐานกล่าวหาว่าบิดาบ่าวเป็นผู้ยักยอกเสบียง หากไม่ยอมทำงานให้ พระองค์จะส่งหลักฐานเหล่านั้นให้กรมอาญา คนทั้งครอบครัวอาจถูกประหาร”“ดังนั้นเจ้าจึงถูกส่งมาอยู่ข้างกายข้า”ชิงอวี้พยักหน้า น้ำตาไหลลงตามแก้มหน้าที่ของนางคือรายงานทุกสิ่งที่เยว่หลันทำ ค้นหากุญแจทองแดง และหาตำแหน่งของหลักฐานจากห้องลับ ยาพิษในคืนแรกไม่ได้มีเป้าหมายฆ่าเยว่หลัน หากใช้ทำให้ร่างกายอ่อนแรงและความทรงจำสับสน เพื่อให้คำพูดของนางหมดความน่าเชื่อถือ“แล้วสาวใช้ในศาลบรรพชนเล่า เจ้าเป็นคนส่งนางมาค้นห้องหรือไม่”“ไม่ใช่
ฉู่เยว่หลันเผาจดหมายของเซียวหย่งเซวียนทันทีหลังอ่านจบเปลวไฟลามจากมุมกระดาษเข้าสู่ข้อความอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำซึ่งเสนอแลกชีวิตบิดากับหลักฐานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเถ้าสีดำอยู่ภายในกระถางทองเหลืองนางไม่คิดนำหลักฐานจากห้องลับไปแลกเปลี่ยนหากยอมทำตามข้อเสนอ องค์ชายสี่อาจปล่อยบิดาหรือช่วยเซียวจิ่นเหิงจริง แต่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม แผนก่อกบฏจะดำเนินต่อ และชีวิตของคนทั้งเมืองหลวงอาจต้องสูญเสียเพราะการตัดสินใจของนางที่สำคัญ คนซึ่งจับตัวฉู่เหวินซานไปย่อมไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าเมตตามาต่อรองเยว่หลันเรียกเสี่ยวเถาเข้ามาช่วยแต่งตัว นางเปลี่ยนเป็นชุดแพทย์ชาย เก็บเส้นผมทั้งหมดไว้ใต้หมวก ใช้ผงสมุนไพรทำให้ผิวคล้ำและแต้มหนวดบางเหนือริมฝีปากกู้เหยียนจัดเตรียมป้ายของหมอหลวงซึ่งถูกเรียกไปตรวจอาการนักโทษให้ ส่วนแผนหลบหนีถูกซ่อนอยู่ใต้กล่องเข็มเงิน“รถม้าจะรออยู่หลังศาลต้าหลี่” กู้เหยียนอธิบาย “กระหม่อมเตรียมม้าฝีเท้าดีไว้สามตัว หากท่านอ๋องออกจากคุกได้ เราจะใช้ทางน้ำหลบออกจากเมืองก่อนรุ่งสาง”“ทหารชายแดนเล่า”“มีกำลังส่วนหนึ่งรออยู่ที่เมืองชิงเหอ สามารถคุ้มกันท่านอ๋องเดินทางกลับเหนือได้”







