เสียงล้อลากของกระเป๋าเดินทางครูดไปกับพื้นทางเข้าบ้านหลังใหญ่จนเกิดเสียงดังครืด ๆ ปั้นชายืนมองประตูไม้สีเข้มตรงหน้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วก้มมองข้อความในโทรศัพท์อีกครั้ง
คิริน : เข้ามาเลยประตูไม่ได้ล็อก เราอยู่ในครัว
เธอเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงก่อนเอื้อมมือเปิดประตูเข้าไป บ้านหลังนี้เธอเคยมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องลากกระเป๋ามาอยู่จริง ๆ บ้านสองชั้นขนาดใหญ่มีหลายห้องนอนทั้งที่ปัจจุบันมีคนอยู่เพียงสองคน คิรินกับน้องชายของเขาและนับจากวันนี้จะเพิ่มเธอเข้าไปอีกหนึ่ง ปั้นชามองกล่องกระดาษสามใบกระเป๋าเดินทางสองใบและกระเป๋าใส่อุปกรณ์วาดรูปขนาดใหญ่ที่กองอยู่ข้างเท้า ก่อนถอนหายใจเป็นรอบที่สอง ชีวิตหลังเรียนจบของคนอื่นอาจเริ่มต้นด้วยงานใหม่ เงินเดือนก้อนแรกหรือการออกไปเที่ยวฉลอง ส่วนชีวิตหลังเรียนจบของเธอเริ่มต้นด้วยการทะเลาะกับพ่อครั้งใหญ่ เก็บของออกจากบ้านและย้ายเข้ามาเช่าห้องในบ้านเพื่อนสนิท ฟังดูรุ่งเรืองมาก
“มาแล้วเหรอ” เสียงทุ้มคุ้นเคยดังมาจากด้านใน คิรินเดินออกมาจากครัวในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกับกางเกงขายาวสีเข้ม หน้าตาสุขุมเหมือนเดิมทุกประการ ปั้นชาพยักหน้า
“อือ”
คิรินมองสัมภาระข้างตัวเธอแล้วเลิกคิ้ว “นี่คือของทั้งหมด?”
“ที่จำเป็น”
“แล้วที่เหลือ?”
“ทิ้งไว้”
“บ้านพ่อ?”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง “อือ”
เพื่อนสนิทมองหน้าเธอเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถามต่อ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ปั้นชาสนิทกับคิรินมาตั้งแต่มัธยม เขารู้ว่าเวลาไหนควรถามและเวลาไหนควรทำเป็นไม่รู้
“เอาของขึ้นไปก่อน เดี๋ยวเราช่วย”
“ไม่ต้อง”
“มีสามกล่องสองกระเป๋า”
“ยกได้”
“ปั้น”
“อะไร”
“แขนเธอเท่าไม้เสียบลูกชิ้น”
หญิงสาวก้มมองแขนตัวเองแล้วเงยหน้ากลับไป “ไม้เสียบลูกชิ้นรับน้ำหนักได้เยอะนะ”
คิรินหัวเราะก่อนยกกล่องกระดาษใบใหญ่ขึ้นโดยไม่สนคำปฏิเสธของเธอ “ห้องเธออยู่ชั้นสอง ห้องริมซ้าย ห้องน้ำในตัว เราให้แม่บ้านมาทำความสะอาดไว้แล้ว”
“ค่าเช่าเท่าเดิมที่คุย?”
“ห้าพัน”
ปั้นชาหยุดเดินทันที “ถูกไป”
“แพงไป?”
“ถูก”
“งั้นหมื่นหนึ่ง”
“ห้าพันก็ดี”
คิรินหันมามองอย่างรู้ทัน “เมื่อกี้ใครบอกถูกไป”
“ไม่มี”
“เราได้ยิน”
“หูฝาด” สองคนเดินขึ้นบันไดด้วยบทสนทนาสั้น ๆ ตามนิสัยที่คบกันมานานจนไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ ปั้นชากำลังจะยกกระเป๋าอีกใบตามขึ้นไปเสียงอะไรบางอย่างก็ดังมาจากชั้นสอง
ตึง!
ตามด้วยเสียงผู้ชายโวยวาย
“ไอ้เหี้ย ใครเอาเสื้อกูไปวะ!”
ปั้นชาหยุดเท้าคิรินหยุดเช่นกัน ทั้งคู่เงยหน้ามองชั้นบนพร้อมกัน สามวินาทีต่อมาประตูห้องหนึ่งถูกเปิดออกอย่างแรง ชายหนุ่มร่างสูงเดินออกมาในสภาพผมยุ่ง เสื้อยืดสีดำยับ ๆ กับกางเกงวอร์มสีเทาที่เอวต่ำพอให้เห็นขอบกางเกงด้านในนิด ๆ เขากำลังถือโทรศัพท์แนบหูและเดินลงบันไดมาโดยยังไม่ทันสังเกตแขกใหม่
“เออ กูหาไม่เจอ…ตัวที่ใส่เมื่อคืนอะ…ไม่รู้ดิ เดี๋ยวถามพี่กู—” เขาเงยหน้าขึ้นสบตาปั้นชา หญิงสาวมองเขาชายหนุ่มมองเธอคิรินมองทั้งคู่ สุดท้ายคนที่พูดก่อนคือคีตะ
“เชี่ย”
คิรินถอนหายใจ “ทักคนเป็นแค่นี้?”
“ไม่ใช่ ผมตกใจ”
“แล้วต้องตกใจเป็นคำว่าเชี่ย?”
“ถ้าตกใจเป็นคำว่าสวัสดีมันก็แปลกปะ”
คิรินหลับตาลงเหมือนกำลังนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจ ปั้นชายืนหน้านิ่งเธอจำคีตะได้ น้องชายของคิรินที่เธอเคยเจอประปรายตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ครั้งล่าสุดน่าจะเกือบปีแล้วตอนนั้นเขาก็หน้าตาดี แต่ดูเหมือนในรอบปีที่ผ่านมาเจ้าตัวจะสูงขึ้นอีกนิดไหล่กว้างขึ้นและใบหน้าที่เคยมีความเป็นเด็กมากกว่านี้เริ่มคมชัดขึ้น ผมสีน้ำตาลอ่อนยุ่งเหยิงจากการเพิ่งตื่น ตกลงมาปรกหน้าผากอย่างไม่ตั้งใจ ที่เด่นที่สุดคือลักยิ้มตรงแก้มข้างหนึ่งซึ่งโผล่ขึ้นทันทีตอนเขายิ้ม
“อ้าว พี่ปั้นชา” คีตะกดวางสายแล้วเดินลงมา
“จำผมได้ไหม”
“ได้”
“จริงดิ”
“อือ”
“ผมนึกว่าพี่จำไม่ได้”
“จำได้”
“ประทับใจขนาดนั้นเลย?” ปั้นชามองหน้าเขาสามวินาที
“คิรินเล่าวีรกรรมไว้เยอะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าคีตะชะงัก คิรินหลุดหัวเราะ
“พี่!”
“อะไร”
“พี่เล่าอะไรเกี่ยวกับผมให้เขาฟัง”
“เรื่องจริง”
“เรื่องจริงเรื่องไหน มีเยอะ”
“นั่นแหละปัญหา”
ปั้นชาก้มลงลากกระเป๋าตัวเองขึ้นบันไดต่อ คีตะมองตามก่อนหันไปถามพี่ชาย
“เดี๋ยวนะ เขามาทำอะไร”
“อยู่ที่นี่”
“หา?”
“ปั้นจะมาเช่าห้องอยู่”
“บ้านเรา?”
“บ้านนี้แหละ”
“นานแค่ไหน”
ปั้นชาหยุดบนขั้นบันได หันกลับมามอง “ทำไม”
คีตะกะพริบตา “เปล่า แค่ถาม”
“ถ้ารำคาญ เดี๋ยวฉันเพิ่มค่าเช่าให้นาย”
“ไม่ใช่ ๆ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น”
“งั้นก็ไม่มีปัญหา”
“เดี๋ยวพี่ ผมยังไม่ได้—”
ปั้นชาหันหลังเดินขึ้นไปแล้วคีตะยืนมองตามตาค้าง
“พี่ เขายังเย็นชาเหมือนเดิมเลยว่ะ”
คิรินยกกล่องเดินผ่านน้องชาย “อย่าไปกวนเขา”
“ผมยังไม่ได้กวนเลย”
“กูบอกล่วงหน้า”
“พี่มองผมเป็นคนยังไง”
คิรินหยุดเท้าแล้วหันกลับมา “อยากให้ตอบจริง?”
“ไม่ละ”
หลังจากจัดของเข้าห้องเกือบสองชั่วโมงปั้นชาก็นั่งลงบนพื้นข้างเตียงอย่างหมดแรง ห้องที่คิรินให้เธออยู่ใหญ่กว่าหอเดิมเกือบสองเท่า มีโต๊ะทำงานอยู่ริมหน้าต่างตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ชั้นหนังสือและระเบียงเล็ก ๆ ที่มองเห็นสวนหลังบ้าน เธอนำแท็บเล็ตวาดรูปกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกมาวางบนโต๊ะเป็นอย่างแรกจากนั้นค่อยหยิบกรอบรูปใบเล็กออกจากกล่อง เป็นภาพเธอกับแม่ตอนยังเด็กปั้นชามองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนคว่ำกรอบลงบนโต๊ะ โทรศัพท์สั่นขึ้น
ข้อความจากพ่อ
พ่อ : ถ้าหายโกรธแล้วก็กลับบ้าน
ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีคำถามว่าเธออยู่ที่ไหนเหมือนทุกครั้ง ปั้นชากดปิดหน้าจอแล้วโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง
“ปั้น กินข้าวไหม” เสียงคิรินดังจากหน้าห้อง
“กิน”
“สั่งอะไรดี”
“อะไรก็ได้”
“คนที่ตอบอะไรก็ได้เลือกยากที่สุด”
“ข้าว”
“ข้าวอะไร”
“ที่กินได้”
“นี่ช่วยแล้ว?”
“อือ”
คิรินถอนหายใจ “งั้นข้าวมันไก่”
“ได้”
“ไม่เอาหนัง?”
“อือ”
“ไม่เอาแตงกวา?”
“อือ”
“น้ำจิ้มเยอะ?”
“อือ”
คิรินเงียบไปครู่หนึ่ง
“จำได้หมดใช่ไหม”
“เป็นเพื่อนกันมากี่ปี”
ปั้นชาไม่ตอบแต่ริมฝีปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย มื้อเย็นวันแรกในบ้านใหม่ควรจะผ่านไปอย่างสงบ ถ้าไม่นับว่าระหว่างที่ปั้นชากำลังกินข้าวอยู่คีตะเดินลงมาพร้อมผู้หญิงคนหนึ่ง หญิงสาวคนนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งซึ่งจากขนาดแล้วไม่น่าจะเป็นของเธอ ปั้นชาตักข้าวเข้าปากคิรินหลับตาลงทันที คีตะชะงักอยู่ตรงทางเข้าครัว
“อ้าว” ผู้หญิงข้างตัวเขามองคนสองคนที่โต๊ะอาหารอย่างงง ๆ “พี่นายเหรอ”
“ครับ”
“แล้วผู้หญิงคนนั้น?”
คีตะมองปั้นชา ปั้นชามองข้าวมันไก่
“เพื่อนพี่ผม”
“อ๋อ” ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ ปั้นชาทักทายตามมารยาท
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะ”
คิรินวางช้อน “จะไปไหน”
คีตะทำหน้าระแวง “ไปส่งเขา”
“ก็ดี”
“อะไรของพี่”
“เปล่า”
คีตะหันไปหยิบกุญแจรถก่อนออกจากบ้านเขาหันกลับมามองปั้นชาอีกครั้ง หญิงสาวยังคงกินข้าวต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูปิดลงคิรินถอนหายใจยาว
“ขอโทษ”
ปั้นชามองเขา “เรื่อง?”
“น้องเรา”
“ทำไม”
“มันก็เป็นอย่างนี้”
“อือ”
“รำคาญไหม”
“ยัง”
คำว่า ‘ยัง’ ทำให้คิรินหัวเราะ “ถ้ามันกวนมากบอกเรา”
“ฉันจัดการเองได้”
“นั่นแหละที่กลัว”
ประมาณสี่ทุ่มปั้นชาอาบน้ำเสร็จและกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าแท็บเล็ต เธอมีคอมมิชชันวาดภาพปกนิยายที่ต้องส่งภายในสามวันจึงตั้งใจจะทำให้เสร็จครึ่งหนึ่งคืนนี้ ทุกอย่างสงบดีจนกระทั่งสี่ทุ่มยี่สิบเสียงรถหลายคันเข้ามาจอดหน้าบ้าน สี่ทุ่มยี่สิบห้าเสียงคนหัวเราะ สี่ทุ่มครึ่งเสียงเพลงดังขึ้น ปั้นชาหยุดปากกาค้างกลางอากาศเธอมองเพดาน
ตึ้บ ตึ้บ ตึ้บ
เสียงเบสสั่นจนแก้วน้ำบนโต๊ะขยับ ปั้นชายังนิ่งเธอสูดหายใจเข้า วาดภาพต่อแต่พอห้านาทีผ่านไป มีเสียงผู้ชายตะโกนจากชั้นล่าง
“คีตะ! มึงแพ้อีกแล้ว!” ตามด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น ปั้นชาหยุดอีกครั้งคิ้วเริ่มกระตุกเธอหยิบหูฟังขึ้นมาใส่เปิดเพลงแล้วทำงานต่อ ผ่านไปอีกสิบนาที ปัง! เสียงอะไรบางอย่างตกกระแทกพื้นตามด้วยเสียงคีตะ
“ไม่แตก ๆ เฮ้ย ยังอยู่!”
ปั้นชาวางปากกาถอดหูฟังลุกขึ้นเดินออกจากห้อง คิรินยืนอยู่หน้าห้องตัวเองพอดีในสภาพถือโทรศัพท์ด้วยสีหน้าปวดหัว สองคนสบตากัน
“เดี๋ยวเราจัดการ”
“ไม่ต้อง”
“ปั้น”
“ฉันจะคุย”
“นั่นแหละที่เราห่วง”
หญิงสาวเดินลงบันไดไป ภาพตรงหน้าคือชายหนุ่มประมาณหกเจ็ดคนกับผู้หญิงอีกสามคนกระจายตัวอยู่เต็มห้องนั่งเล่น บนโต๊ะมีขนมเครื่องดื่มและแก้วพลาสติกวางเต็มไปหมด เจ้าของงานปาร์ตี้กำลังนั่งพิงโซฟาหัวเราะจนเห็นลักยิ้ม จนกระทั่งสายตาเหลือบมาเห็นเธอรอยยิ้มค่อย ๆ หายไป
“อ้าว”
ปั้นชายืนอยู่ตรงบันไดในชุดนอนขายาวสีดำ เสื้อยืดสีขาว ผมยาวตรงปล่อยสยายลงมา เธอมองคนในห้องหนึ่งรอบทุกคนเริ่มเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
“พี่ปั้น” คีตะลุกขึ้น “ยังไม่นอนเหรอ”
“กำลังทำงาน”
“อ๋อ”
“เสียงดัง”
คีตะเหลือบมองลำโพง “เดี๋ยวผมเบาให้”
“ขอบคุณ” เธอหันกลับ
คีตะรีบพูด “เดี๋ยว”
ปั้นชาหันมาถาม “อะไร”
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นเล็กน้อย “พี่ไม่คิดจะลงมานั่งด้วยกันหน่อยเหรอ เพื่อนผมน่ารักนะ”
ชายคนหนึ่งบนโซฟายกมือ “สวัสดีครับพี่”
ปั้นชามองคนนั้นจากนั้นมองคีตะ “ไม่”
“โห ตอบเร็ว”
“ต้องคิด?”
“อย่างน้อยลังเลให้เกียรติเพื่อนผมหน่อย”
“ไม่”
เพื่อนคีตะหัวเราะกันลั่น คีตะเอามือกุมอก “เจ็บแทนมันเลย”
ปั้นชามองลำโพง “เบาเสียง”
“ครับ ๆ คุณผู้เช่า”
เธอกำลังจะเดินขึ้นบันได คีตะตะโกนตามหลัง “ถ้าพี่นอนไม่หลับเรียกผมได้นะ”
หญิงสาวหยุด ปั้นชาหันกลับมาช้า ๆ “เรียกทำไม”
คีตะยิ้มจนลักยิ้มขึ้น “เดี๋ยวผมกล่อม”
เพื่อนทั้งห้องส่งเสียงโห่ทันที ปั้นชาจ้องหน้าเขาจากนั้นตอบเสียงเรียบ “ขอบคุณ แต่เสียงนายเป็นสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ”
เสียงหัวเราะระเบิดขึ้นทั้งห้อง คีตะยืนค้างเพื่อนคนหนึ่งถึงกับตบโต๊ะ “โดนแล้วมึง!”
ปั้นชาเดินกลับขึ้นชั้นสองโดยไม่หันมองอีก คิรินยืนพิงราวบันไดอยู่ด้านบนเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อปั้นชาเดินผ่านเขายกนิ้วโป้งให้ เธอมองนิ้วนั้น
“อะไร”
“ไม่มี”
“แปลกคน” แล้วเดินกลับห้องไป ส่วนคีตะที่อยู่ชั้นล่างยืนมองตามแผ่นหลังหญิงสาวจนหายลับไปเพื่อนสะกิดแขน
“ใครวะ โคตรสวย”
คีตะหันขวับ “เพื่อนพี่กู”
“มีแฟนยัง”
“ไม่รู้”
“ขอไอจีดิ”
“ไม่มี”
“มึงไม่รู้หรือไม่ให้”
คีตะขมวดคิ้ว “กูไม่มี”
เพื่อนยิ้มอย่างรู้ทัน “แล้วทำไมต้องทำหน้าหงุดหงิด”
“กูไม่ได้หงุดหงิด”
“เออ ๆ”
คีตะหยิบรีโมตขึ้นมาเบาเสียงเพลงจากระดับเกือบเต็มเหลือไม่ถึงครึ่ง เพื่อนอีกคนมองอย่างตกใจ “เฮ้ย เบาจริง?”
“เขาทำงาน”
“เมื่อกี้พี่มึงลงมาด่าตั้งสองรอบ มึงยังไม่เบา”
คีตะชะงัก “กู…ลืม”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง “อ๋อ ลืม”
“อ๋ออออ”
“พวกมึงหุบปาก”
เกือบตีหนึ่งทุกคนแยกย้ายกลับจนหมด คีตะกำลังเก็บแก้วบนโต๊ะอย่างขอไปทีตอนเห็นปั้นชาเดินลงมาจากชั้นบนเขามองนาฬิกา
“ยังไม่นอนอีก?”
“หิว”
“มีมาม่า”
“รู้” เธอเดินเข้าไปในครัวเปิดตู้หยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมา คีตะเดินตามเข้ามายืนพิงเคาน์เตอร์มองเธอต้มน้ำ
“พี่ทำงานดึกทุกวันเหรอ”
“บางวัน”
“ทำอะไร”
“งาน”
“ถามเหมือนไม่ได้ถามเลย”
ปั้นชาไม่ตอบ คีตะยืนมองเธอเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งซึ่งถือเป็นเวลานานผิดปกติสำหรับคนพูดมากอย่างเขา
“เรื่องเมื่อกี้…โทษที”
มือที่กำลังแกะซองเครื่องปรุงหยุดเล็กน้อย ปั้นชาเงยหน้ามอง “อะไร”
“เสียงดัง”
“อือ”
“แค่อือ?”
“จะให้ทำยังไง”
“อย่างน้อยก็ด่าผมหน่อย ผมเตรียมเถียงแล้ว”
“เสียเวลา”
คีตะหัวเราะออกมา “พี่แม่งเหมือนเดิมเลย”
“นายก็เหมือนที่คิรินเล่า”
“แสบ?”
“ปัญหาเยอะ”
“แรงนะ”
“เรื่องจริง”
เขายิ้มพลางเอียงหน้า “แต่หล่อขึ้นใช่ไหม”
ปั้นชามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า คีตะยืดตัวขึ้นเหมือนกำลังรอคำชม
“ไม่รู้”
“พี่!”
“ไม่ได้สังเกต”
“นี่ผมยืนอยู่ตรงหน้าขนาดนี้”
“แล้ว?”
“สังเกตตอนนี้ก็ได้”
เธอมองอีกครั้งก่อนหันกลับไปเทน้ำร้อนลงชาม “ธรรมดา”
คีตะทำหน้าเหมือนถูกยิงกลางอก “โห”
ปั้นชาแอบยกมุมปากโดยที่เขาไม่ทันเห็น
“ผู้หญิงครึ่งคณะผมร้องไห้แล้วนะถ้าได้ยิน”
“งั้นอย่าบอก”
“พี่นี่พูดน้อยแต่แต่ละคำทำร้ายจิตใจมาก”
“ไปนอน”
“ไล่?”
“อือ”
“บ้านผมนะ”
ปั้นชาหันมอง คีตะยิ้มกว้างทันที “แต่เชิญพี่อยู่ตามสบายเลยครับ”
หญิงสาวยกชามมาม่าขึ้นแล้วเดินผ่านเขา ก่อนออกจากครัวเธอหยุดนิดหนึ่ง “คีตะ”
“ครับ?”
“พรุ่งนี้ถ้าจะพาเพื่อนมา”
เขาเลิกคิ้ว “ทำไม”
“บอกก่อน”
“ทำไม พี่จะได้หนี?”
“จะได้ซื้อที่อุดหู” พูดจบเธอก็เดินจากไป คีตะยืนอ้าปากค้างก่อนหัวเราะออกมาคนเดียวในครัว บนชั้นสองคิรินยืนอยู่ตรงทางเดินเพราะลงมาหาน้ำพอดี เขามองน้องชายที่กำลังยิ้มคนเดียวจากนั้นมองปั้นชาที่เดินถือมาม่ากลับห้องแล้วถอนหายใจยาว แค่วันแรกบ้านที่เคยวุ่นวายเพราะคีตะคนเดียวดูเหมือนจะกำลังวุ่นวายขึ้นเป็นสองเท่าและไม่รู้ทำไม คิรินมีลางสังหรณ์แปลก ๆ ว่าการให้เพื่อนสนิทย้ายเข้ามาอยู่บ้านครั้งนี้ อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ทำให้เขาปวดหัวที่สุดในชีวิตก็ได้ ส่วนในห้องของตัวเองปั้นชาวางชามมาม่าลงข้างแท็บเล็ต ก่อนเหลือบมองประตูห้องแล้วนึกถึงใบหน้ากวนประสาทของใครบางคน เธอถอนหายใจ
“น่ารำคาญ”
จากนั้นจึงหยิบปากกาขึ้นวาดงานต่อ โดยไม่ได้รู้เลยว่าในครัวชั้นล่าง คนที่ถูกว่า ‘น่ารำคาญ’ กำลังเปิดโทรศัพท์ค้นหาไอจีของเธออยู่เงียบ ๆ
“ปั้นชา…” คีตะพึมพำพลางกดค้นชื่อ ผลการค้นหาขึ้นบัญชีผู้ใช้หนึ่งบัญชีเป็นรูปโปรไฟล์ภาพวาดแมวดำหน้าบึ้ง เขาหัวเราะ
“เหมือนเจ้าของเลยว่ะ” นิ้วกำลังจะกดติดตาม ก่อนหยุดเขาคิดอยู่สองวินาทีแล้วกดลงไป
Follow
คีตะยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียง ‘เพื่อนพี่ชายหน้าดุ’ จะเข้ามาปั่นชีวิตที่วุ่นวายอยู่แล้วของเขาให้ยุ่งเหยิงกว่าเดิมอีกหลายเท่า และที่แย่ที่สุดคือ… เขาจะเป็นคนเดินเข้าไปหาเรื่องยุ่งเหยิงนั้นด้วยตัวเองทุกวันเสียด้วย