LOGINหลังกลับถึงจวนฉางเย่อ๋อง เซียวจิ่นเหิงสั่งให้ปิดประตูทุกบานและเพิ่มเวรยามรอบเรือนเก็บศพทันที
เยว่หลันนำร่างจดหมายกับบัญชีขนส่งซึ่งได้จากตำหนักองค์ชายสี่ไปตรวจสอบในห้องลับ แม้เอกสารจะยังไม่เพียงพอสำหรับกล่าวหาผู้ใดโดยตรง แต่ตราประทับบนบัญชีกลับตรงกับตราซึ่งใช้ขนลังอาวุธเข้าคลังเสบียงหลวง
คนในตำหนักของเซียวหย่งเซวียนเกี่ยวข้องกับการเตรียมก่อกบฏอย่างแน่นอน
สิ่งที่พวกเขายังขาดคือหลักฐานเชื่อมโยงองค์ชายสี่เข้ากับตราทหารที่ถูกขโมย รวมถึงตำแหน่งซ่อนกองกำลังภายในวัง
ช่วงเย็น กู้เหยียนนำข่าวใหม่มารายงานว่า มีคนลอบเข้าไปในเรือนเก็บศพถึงสองครั้ง ผู้บุกรุกไม่ได้แตะต้องของมีค่า หากพยายามเปิดโลงและค้นร่างไหม้เกรียมซึ่งถูกนำมาสวมรอยเป็นเซียวจิ่นเหิง
“เมื่อคืนคนของเราจับได้หนึ่งคน แต่เขากัดยาพิษตายก่อนสอบสวน” กู้เหยียนกล่าว
“ในตัวไม่พบสิ่งใดยืนยันฐานะ มีเพียงมีดขนาดเล็กกับคีมสำหรับคีบของออกจากบาดแผล”
“คีม?” เยว่หลันขมวดคิ้ว “พวกเขาไม่ได้ต้องการขโมยศพ แต่กำลังค้นหาของบางอย่างในร่าง”
เซียวจิ่นเหิงมองไปทางเรือนเก็บศพ “ศพนั้นเป็นมือสังหารซึ่งอยู่ในขบวนลอบโจมตี บางทีเขาอาจนำหลักฐานติดตัวมาโดยไม่รู้ว่าตนจะถูกฆ่า”
“หรือมีผู้ซ่อนสิ่งของไว้ในร่างของเขาเพื่อผ่านการตรวจค้น”
เยว่หลันตัดสินใจชันสูตรศพปลอมซ้ำอีกครั้งในคืนนั้น
ร่างถูกไฟเผาจนเสียหายอย่างหนัก แต่กระดูกส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ นางใช้เวลาหลายชั่วยามตรวจสอบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จนพบว่ากระดูกต้นแขนด้านซ้ายมีรอยแตกผิดธรรมชาติ
เมื่อแยกเนื้อไหม้เกรียมออก นางจึงพบโลหะบางชิ้นหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ผิวหนัง รอยแผลถูกเย็บอย่างประณีตและเกิดขึ้นหลายวันก่อนชายผู้นั้นเสียชีวิต
เซียวจิ่นเหิงใช้คีมดึงแผ่นโลหะออกมา บนนั้นมีสัญลักษณ์รูปดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวกับตัวเลขสามชุด
“เป็นรหัสตำแหน่งในสุสานหลวง” เขากล่าว “สัญลักษณ์นี้หมายถึงอุโมงค์ด้านเหนือ ส่วนตัวเลขใช้ระบุจำนวนก้าวจากแท่นศิลา”
“เหตุใดมือสังหารจึงมีแผนที่สุสานหลวงซ่อนอยู่ในร่าง”
“อาจเพราะมีสิ่งหนึ่งถูกเก็บอยู่ที่นั่น”
ตราทหารซึ่งถูกขโมยไปยังไม่เคยปรากฏ หากคนร้ายต้องการเก็บสิ่งสำคัญในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าตรวจค้น สุสานของเชื้อพระวงศ์ย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
เขตสุสานมีทหารรักษาการณ์ตลอดเวลา บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าใกล้ได้ เว้นแต่เป็นขบวนพระศพหรือได้รับพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้
เซียวจิ่นเหิงจึงตัดสินใจใช้พิธีศพของตนเป็นทางผ่าน
เช้าวันต่อมา ข่าวว่าพระศพของอ๋องฉางเย่ถูกขโมยก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวง
จวนอ๋องส่งคนออกค้นหาตามประตูเมือง ก่อนประกาศว่าได้พระศพกลับคืนมาจากศาลาร้างนอกเมือง เพื่อป้องกันเหตุซ้ำ ราชสำนักจึงกำหนดจัดพิธีฝังใหม่ภายในสองวัน
ทุกอย่างเป็นแผนล่อให้คนร้ายลงมือ
เซียวจิ่นเหิงจะเข้าไปซ่อนในโลงแทนศพปลอม เมื่อขบวนเดินทางถึงสุสานหลวง กู้เหยียนจะสร้างเหตุวุ่นวายเปิดโอกาสให้เขาออกจากโลงและลอบเข้าไปในอุโมงค์ด้านเหนือ หลังค้นพบตราทหารแล้วจึงใช้ทางลับกลับออกมา
เยว่หลันฟังแผนทั้งหมดด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย
“ท่านจะนอนอยู่ในโลงซึ่งถูกตอกตะปูตั้งแต่จวนไปจนถึงสุสาน หากแผนผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ท่านอาจถูกฝังทั้งเป็น”
“ด้านข้างโลงมีช่องระบายอากาศ และข้าสามารถเปิดฝาจากภายในได้”
“แล้วหากคนร้ายเปลี่ยนโลง หรือสั่งเผาพระศพขึ้นมาเล่า”
เซียวจิ่นเหิงนิ่งไปเล็กน้อย “พิธีของเชื้อพระวงศ์ใช้การฝัง ไม่มีเหตุผลให้เปลี่ยนเป็นเผา”
“ศัตรูของเราสามารถปลอมตราทหาร สังหารคนในคุกลับ และลำเลียงอาวุธเข้าวัง สิ่งใดทำให้ท่านคิดว่าพวกเขาจะทำตามธรรมเนียม”
“ข้าจะให้กู้เหยียนควบคุมขบวนด้วยตนเอง”
“ข้อความของโจวคังเพิ่งเตือนว่าคนทรยศอยู่ข้างกายท่าน ท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากู้เหยียนไว้ใจได้หรือไม่”
“เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องเสี่ยงด้วยตนเอง”
เยว่หลันลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ท่านรับปากว่าจะไม่วางแผนโดยไม่บอกข้า แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านสามารถบอกแล้วทำสิ่งใดก็ได้”
เซียวจิ่นเหิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า “หากไม่พบตราทหาร เราไม่มีทางพิสูจน์ว่าเครือข่ายกบฏเกี่ยวข้องกับผู้ใด พิธีบวงสรวงเหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว”
“เราหาวิธีอื่นได้”
“ไม่มีเวลา”
เยว่หลันสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเบาลง “หากเกิดสิ่งผิดพลาด ข้าต้องทำอย่างไร”
“รักษาความลับไว้ ต่อให้เกิดสิ่งใด ห้ามเปิดเผยว่าข้ายังมีชีวิต”
“ท่านกำลังขอให้ข้ายืนมองท่านถูกฝังอยู่ในโลงหรือ”
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น”
“ไม่มีผู้ใดรับรองได้”
เซียวจิ่นเหิงยกมือขึ้นคล้ายต้องการสัมผัสแก้มนาง แต่เมื่อเห็นสายตาไม่พอใจ เขาจึงหยุดไว้กลางอากาศ
“ข้าจะกลับมา”
เยว่หลันไม่ตอบ เพียงเดินออกจากห้องลับโดยไม่ยอมให้เขาเห็นความหวาดกลัวซึ่งกำลังก่อตัวอยู่ในใจ
วันประกอบพิธีมาถึงเร็วกว่าที่ต้องการ
โลงไม้ดำถูกตั้งอยู่กลางห้องโถงอีกครั้ง รอบด้านเต็มไปด้วยขุนนางและเชื้อพระวงศ์ซึ่งเดินทางมาร่วมส่งอ๋องฉางเย่เป็นครั้งที่สอง
คนทั่วไปเชื่อว่าภายในคือศพไหม้เกรียมซึ่งเพิ่งถูกค้นพบ แต่ความจริงเซียวจิ่นเหิงเข้าไปอยู่ในโลงก่อนรุ่งสาง พร้อมดาบสั้น แผ่นโลหะบอกตำแหน่ง และอุปกรณ์เปิดฝาโลงจากด้านใน
ส่วนศพปลอมถูกย้ายไปซ่อนในห้องเก็บน้ำแข็งของจวน
เยว่หลันสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว คุกเข่าอยู่หน้าโลงด้วยหัวใจไม่สงบ นางคอยมองกู้เหยียนซึ่งยืนควบคุมขบวน และหลัวมามาซึ่งจัดเตรียมเครื่องเซ่นอยู่ไม่ไกล
หนึ่งในสองคนอาจเป็นผู้ขโมยตราทหาร
หรือทั้งคู่อาจบริสุทธิ์ และผู้ทรยศตัวจริงกำลังยืนปะปนอยู่ในกลุ่มขุนนาง
เมื่อถึงฤกษ์ โลงศพถูกปิดฝาและตอกตะปูตามธรรมเนียม เสียงค้อนทุกครั้งทำให้เยว่หลันกำมือแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ
ขบวนเคลื่อนออกจากจวนไปยังสุสานหลวง มีทหารนำทาง ธงไว้ทุกข์ และนักพรตสวดส่งวิญญาณตลอดทาง ประชาชนต่างคุกเข่าริมถนนเพื่ออำลาแม่ทัพผู้ล่วงลับ
เซียวหย่งเซวียนเดินทางมาร่วมพิธีด้วยพระองค์เอง พระองค์ประทับอยู่บนหลังม้าสีขาว สีหน้าสงบนิ่งและโศกเศร้าอย่างเหมาะสม
เมื่อขบวนมาถึงลานด้านหน้าสุสาน ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน กู้เหยียนสั่งให้คนหามโลงไปยังเส้นทางด้านเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้าอุโมงค์มากที่สุด
แต่ก่อนจะเคลื่อนโลงผ่านประตูสุสาน ขันทีจากวังหลวงกลับขี่ม้ามาถึงพร้อมราชโองการฉบับใหม่
“หยุดขบวน!”
ทุกคนคุกเข่าลง ขันทีคลี่ราชโองการและประกาศว่า เนื่องจากพระศพเคยสูญหายและถูกเก็บไว้นอกเมืองหลายวัน หมอหลวงตรวจพบความเสี่ยงของโรคระบาด เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้เฝ้าสุสาน จึงมีพระบัญชาให้เปลี่ยนจากการฝังเป็นการเผาทันที
เยว่หลันเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ
สิ่งที่นางหวาดกลัวเกิดขึ้นจริง
“พระศพถูกปิดผนึกและผ่านการใช้สมุนไพรระงับการเน่าแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องเผา” นางกล่าว
ขันทีปรายตามอง “นี่เป็นความเห็นของหมอหลวงและพระบัญชาจากเบื้องบน พระชายาคงไม่คิดขัดราชโองการกระมัง”
“ขอให้ตรวจตราประทับก่อน”
“พระชายากำลังสงสัยว่ากระหม่อมปลอมราชโองการหรือ”
ขุนนางรอบข้างเริ่มซุบซิบ ขณะที่ทหารอีกกลุ่มเข้ามาควบคุมโลง กู้เหยียนพยายามขวาง แต่กลับถูกแสดงคำสั่งจากกรมวังให้ส่งมอบหน้าที่ทันที
“พระชายา” เขากระซิบเมื่อเดินผ่าน “หากกระหม่อมใช้กำลังตอนนี้ ทุกคนจะถูกกล่าวหาว่าขัดพระบัญชา”
เยว่หลันมองโลงซึ่งกำลังถูกลากไปยังเชิงตะกอน
แผนเดิมกำหนดให้เซียวจิ่นเหิงเปิดฝาโลงเมื่อเข้าใกล้อุโมงค์ แต่เวลานี้ทหารจำนวนมากล้อมอยู่ทุกด้าน เขาไม่สามารถออกมาโดยไม่เปิดเผยตัวตน
แม้จะมีช่องระบายอากาศ แต่เมื่อไฟลุกขึ้น อากาศร้อนกับควันจะทำให้เขาหมดสติก่อนทำลายฝาโลงได้ทัน
เยว่หลันต้องตัดสินใจว่าจะรักษาความลับ หรือรักษาชีวิตสามี
โลงถูกวางลงบนกองฟืน น้ำมันถูกเทไปรอบเชิงตะกอน นักพรตเริ่มสวดบทส่งดวงวิญญาณครั้งสุดท้าย
เยว่หลันเดินไปขวางคนถือคบเพลิง
“หยุดก่อน”
ขันทีขมวดคิ้ว “พระชายาอย่าทำให้พิธีล่าช้า”
“ไม่อาจเผาโลงนี้ได้”
“เพราะเหตุใด”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก “เพราะศพภายในไม่ใช่ร่างเดียวกับที่ถูกนำกลับมาจากหน้าผา”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลาน
เซียวหย่งเซวียนซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเชื้อพระวงศ์หรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาเริ่มกล่าวหาว่าเยว่หลันเสียสติเพราะความโศกเศร้า
“พระชายาจะรู้ได้อย่างไร” ขันทีถาม “หรือพระองค์เคยเปิดโลงตรวจพระศพโดยพลการ”
“ข้ามีความรู้ด้านการชันสูตร ศพแรกมีโครงร่างเล็กกว่าท่านอ๋อง กระดูกหัวไหล่ไม่มีรอยบาดเจ็บเก่า อีกทั้งยังถูกวางยาพิษก่อนถูกเผา”
“เรื่องไร้สาระ!” ขุนนางคนหนึ่งตวาด “เหตุใดพระชายาไม่รายงานตั้งแต่วันแรก”
“เพราะข้ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอ”
“แล้ววันนี้มีหลักฐานแล้วหรือ”
เยว่หลันมองโลงบนเชิงตะกอน นางไม่อาจตอบโดยไม่เปิดเผยว่าเซียวจิ่นเหิงอยู่ข้างใน
คนถือคบเพลิงได้รับสัญญาณให้เดินหน้าต่อ
“ข้าสั่งให้หยุด!”
เยว่หลันผลักทหารที่ขวางทางและปีนขึ้นไปบนเชิงตะกอน นางดึงขวานจากคนงานผู้หนึ่ง ก่อนใช้แรงทั้งหมดฟาดลงบนฝาโลง
เสียงไม้แตกดังสนั่น
“จับตัวพระชายา!” ขันทีตะโกน
กู้เหยียนกับองครักษ์จวนอ๋องเข้ามาขวางทหารหลวง เยว่หลันฟาดขวานซ้ำตรงตำแหน่งเดิม ตะปูตัวหนึ่งหลุดออก แต่ฝาโลงยังไม่เปิด
“เซียวจิ่นเหิง!” นางตะโกนโดยไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะได้ยิน “หากยังมีชีวิตอยู่ก็ช่วยข้าพังโลงเสีย!”
เสียงกระแทกดังมาจากด้านใน
ทุกคนรอบลานหยุดนิ่ง
ฝาโลงสั่นสะเทือน ก่อนถูกแรงจากภายในกระแทกจนแผ่นไม้แตก เซียวจิ่นเหิงถีบฝาโลงออกและลุกขึ้นท่ามกลางสายตาของขุนนาง เชื้อพระวงศ์ และทหารนับร้อย
ชายผู้ได้รับการประกาศว่าสิ้นพระชนม์ก้าวออกมาจากโลงศพของตนเอง
ชุดดำของเขาเปื้อนฝุ่น เส้นผมยุ่งเล็กน้อย แต่ใบหน้าคมคายกับดวงตาน่าเกรงขามไม่มีทางเป็นของคนอื่น
เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นทั่วลาน บางคนถอยหลัง บางคนคุกเข่าลงโดยคิดว่าเห็นดวงวิญญาณ ขณะที่ทหารหลวงชักอาวุธออกมาพร้อมกัน
เซียวจิ่นเหิงกระโดดลงจากเชิงตะกอน ก่อนดึงเยว่หลันไปไว้ด้านหลัง
“ข้าบอกให้เจ้ารักษาความลับ”
“แล้วปล่อยให้ท่านถูกเผาหรือ”
“ข้ามีทางออก”
“ฝาโลงถูกตอกตะปูเพิ่มจากด้านนอก ท่านไม่มีทางออกทันแน่”
เขาไม่อาจโต้แย้ง เพราะได้ยินเสียงทหารเทน้ำมันและรู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยเพียงใด
“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ควรปีนขึ้นมาเสี่ยงถูกจับ”
“ท่านเอาตัวเข้าไปนอนในโลง ยังมีหน้ามาว่าข้าเสี่ยงอันตรายอีกหรือ”
แม้สถานการณ์รอบด้านกำลังวุ่นวาย เซียวจิ่นเหิงกลับรู้สึกอยากดึงนางเข้ามากอด แต่เสียงประกาศของขันทีทำให้เขาต้องหันกลับไปเผชิญหน้ากับทหาร
“อ๋องฉางเย่แกล้งสิ้นพระชนม์ หลอกลวงเบื้องสูง ซ่อนตัวในเมืองหลวง และลอบเคลื่อนกำลังทหาร จับตัวเขาไว้!”
“ผู้ใดกล้า!” กู้เหยียนชักดาบออกมายืนข้างเจ้านาย
ทหารจวนอ๋องยืนประจันหน้ากับทหารหลวง ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจนเกือบเกิดการนองเลือด
รถม้าจากวังหลวงมาถึงในเวลาเดียวกัน ฮองเฮาเสด็จมาพร้อมขุนนางฝ่ายสนับสนุน พระนางคงได้รับข่าวเรื่องพิธีผิดปกติและเตรียมรับมือไว้แล้ว
“เซียวจิ่นเหิง” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้ายังมีชีวิตอยู่ แต่กลับปล่อยให้ราชสำนักจัดงานศพถึงสองครั้ง จุดประสงค์แท้จริงคือสิ่งใด”
“กระหม่อมถูกลอบสังหารและสงสัยว่ามีคนในกองทัพร่วมมือกับคนร้าย จึงจำต้องปิดบังเพื่อสืบหาความจริง”
“ด้วยการสร้างศพปลอม ปลอมพระศพของเชื้อพระวงศ์ และซ่อนตัวในจวนอย่างนั้นหรือ”
“หากกระหม่อมเปิดเผยตัว คนร้ายจะกำจัดพยานทั้งหมด”
“หรือแท้จริงเจ้าอาศัยโอกาสนี้ซ่องสุมกำลังเพื่อก่อกบฏ”
ขุนนางฝ่ายฮองเฮารีบคุกเข่ากล่าวสนับสนุน พวกเขานำบัญชีการเคลื่อนกำลังทหารชายแดนออกมา กล่าวหาว่าเซียวจิ่นเหิงสั่งให้ทหารจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าใกล้เมืองหลวงโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของฮ่องเต้
บัญชีเหล่านั้นอาจถูกปลอมขึ้น ทว่าเมื่อเซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ตรงหน้าทั้งที่ราชสำนักประกาศว่าเขาตาย หลักฐานปลอมจึงดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที
ฮ่องเต้ได้รับรายงานและเสด็จมาถึงภายหลัง พระพักตร์เต็มไปด้วยความโกรธกับความผิดหวัง
“จิ่นเหิง เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวหรือไม่”
“กระหม่อมยอมรับว่าปิดบังเรื่องยังมีชีวิต แต่ไม่เคยคิดก่อกบฏ”
“แล้วตราทหารของเจ้าอยู่ที่ใด”
เซียวจิ่นเหิงไม่สามารถตอบได้ เพราะตราของจริงถูกขโมยไปและอาจถูกซ่อนอยู่ใต้สุสานหลวง หากประกาศเรื่องนี้โดยไม่มีหลักฐาน ยิ่งทำให้ดูเหมือนเขาปล่อยให้ตราควบคุมกองทัพตกไปอยู่ในมือคนอื่น
ฮ่องเต้จึงจำเป็นต้องออกคำสั่ง
“จับเซียวจิ่นเหิงไปคุมขังที่ศาลต้าหลี่ ปลดอาวุธทหารจวนอ๋องทั้งหมด จนกว่าจะตรวจสอบความจริง ห้ามผู้ใดเคลื่อนกำลังโดยไม่ได้รับอนุญาต”
กู้เหยียนยกดาบขึ้นเตรียมต่อต้าน แต่เซียวจิ่นเหิงกลับห้ามไว้
“วางอาวุธ”
“ท่านอ๋อง!”
“นี่คือพระบัญชา”
กู้เหยียนจำต้องคุกเข่าและวางดาบ ทหารจวนอ๋องทั้งหมดจึงทำตาม
เยว่หลันก้าวออกมา “หม่อมฉันรู้เรื่องที่ท่านอ๋องยังมีชีวิต หม่อมฉันเป็นผู้ช่วยรักษาและซ่อนพระองค์ไว้ หากต้องสอบสวน—”
“ไม่จริง”
เสียงของเซียวจิ่นเหิงดังขึ้นขัดคำพูดนาง
เขาหันไปเผชิญหน้ากับฮ่องเต้และขุนนาง ก่อนประกาศอย่างชัดเจน
“ฉู่เยว่หลันไม่เคยรู้ว่ากระหม่อมยังมีชีวิตจนถึงวันนี้”
เยว่หลันมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “ท่านกำลังพูดอะไร”
“ตลอดเวลาที่ซ่อนตัว กระหม่อมเข้าออกจวนผ่านทางลับโดยไม่ให้นางพบ เมื่อจำเป็นต้องใช้นางสืบข้อมูล กระหม่อมก็ข่มขู่และหลอกให้นางทำตาม โดยอ้างว่ามีหลักฐานช่วยบิดาของนาง”
“ไม่ใช่เช่นนั้น!”
เซียวจิ่นเหิงไม่หันมามอง เพราะรู้ว่าหากสบตา เขาอาจไม่สามารถพูดต่อได้
“พระชายาเป็นเพียงหมากซึ่งกระหม่อมใช้เข้าถึงตระกูลฉู่ นางไม่มีส่วนรู้เห็นในแผนทั้งหมด”
ประโยคว่า ‘เป็นเพียงหมาก’ ทำให้หัวใจเยว่หลันเจ็บแปลบ แม้รู้ว่าเขากำลังพูดเพื่อช่วยนาง แต่ถ้อยคำกลับเหมือนมีดซึ่งตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างทั้งสองมาตลอด
“หากข้าไม่รู้แล้วเหตุใดจึงทุบโลงช่วยท่าน”
“เพราะเจ้าได้ยินเสียงจากภายในและคิดว่ามีคนเป็นถูกขังไว้”
“เซียวจิ่นเหิง!”
เขายังคงไม่มองนาง “ความผิดทั้งหมดเป็นของกระหม่อมเพียงผู้เดียว ขอฝ่าบาทอย่าทรงลงโทษผู้ไม่เกี่ยวข้อง”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมีรับสั่งให้นำตัวเซียวจิ่นเหิงออกไป
ทหารใส่โซ่ตรวนลงบนข้อมือของเขา เยว่หลันพยายามตามไป แต่กู้เหยียนกลับเข้ามาขวาง
“ปล่อยข้า!”
“ท่านอ๋องสั่งให้กระหม่อมพาพระชายากลับจวนพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทและอธิบายทุกอย่าง”
“เวลานี้ไม่มีผู้ใดฟัง หากพระชายาถูกจับไปด้วย คนที่ท่านอ๋องพยายามปกป้องจะไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”
เยว่หลันหันไปมองสามี
ก่อนถูกพาขึ้นรถนักโทษ เซียวจิ่นเหิงจึงยอมสบตานางเป็นครั้งสุดท้าย ริมฝีปากของเขาขยับโดยไม่มีเสียง แต่เยว่หลันอ่านได้ว่าเขากำลังกล่าวคำใด
อย่าตามมา
นางกำมือแน่นและส่ายหน้า ทว่าโซ่ตรวนก็ถูกดึง รถนักโทษเคลื่อนออกจากสุสาน พาเขาออกไปจากสายตา
การสอบสวนเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ฝ่ายฮองเฮายื่นหลักฐานเรื่องการเคลื่อนกำลังทหารและการสร้างพระศพปลอม ฮ่องเต้กำหนดเวลาให้เซียวจิ่นเหิงสามวันเพื่อพิสูจน์ว่ามีแผนก่อกบฏจริง หากไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ เขาจะถูกตัดสินฐานหลอกลวงเบื้องสูงและคิดกบฏ ซึ่งมีโทษประหาร
เยว่หลันถูกกักบริเวณอยู่ในจวนฉางเย่อ๋อง แม้ยังไม่ถูกตั้งข้อหา แต่ทหารหลวงเฝ้าทุกประตู ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกไปโดยพลการ
คืนนั้น ชิงอวี้นำกล่องอาหารเข้ามาให้ ภายในไม่ได้มีเพียงข้าวกับยาบำรุง หากมีจดหมายฉบับเล็กซ่อนอยู่ใต้ถาด
บนซองประทับตรารูปเมฆขององค์ชายสี่
เยว่หลันเปิดอ่านเพียงลำพัง
ข้อความในจดหมายมีเพียงไม่กี่บรรทัด
“ข้าสามารถช่วยให้เซียวจิ่นเหิงพ้นโทษ และจะส่งบิดาของเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย แลกกับหลักฐานทั้งหมดซึ่งนำออกมาจากห้องลับ หากยินยอม จงมาพบข้าที่ศาลาริมทะเลสาบก่อนเที่ยงคืน”
ไม่มีการลงพระนาม แต่เยว่หลันรู้ดีว่าผู้เขียนคือเซียวหย่งเซวียน
องค์ชายสี่ยอมรับโดยอ้อมว่า ฉู่เหวินซานอยู่ในมือของพระองค์
ด้านหนึ่งคือบิดาผู้ไม่รู้ชะตากรรม
อีกด้านคือสามีซึ่งเหลือเวลาเพียงสามวันก่อนถูกประหาร
ส่วนสิ่งที่องค์ชายสี่ต้องการ คือหลักฐานชิ้นเดียวซึ่งอาจเปิดโปงแผนชิงบัลลังก์และคืนความยุติธรรมให้คนตายทั้งหมด
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ก่อกบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายบนกำแพงวังได้รับการซ่อมแซม ตำหนักซึ่งถูกเพลิงเผาถูกสร้างขึ้นใหม่ ขุนนางที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของอดีตฮองเฮาถูกลงโทษตามความผิด ส่วนทหารชั้นผู้น้อยซึ่งถูกหลอกใช้และยอมวางอาวุธได้รับการละเว้นโทษตามคำร้องของเซียวจิ่นเหิงฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายหก ผู้มีความสามารถและไม่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงอำนาจ เป็นรัชทายาทพระองค์ใหม่ อีกทั้งยังปรับระบบควบคุมกำลังทหารทั้งหมดนับจากนั้น การเคลื่อนกองทัพจำนวนมากต้องได้รับตรารับรองจากสามฝ่าย ได้แก่ ฮ่องเต้ กรมทหาร และแม่ทัพผู้ควบคุมกำลัง ไม่อนุญาตให้บุคคลเพียงผู้เดียวถือครองอำนาจสั่งการทั้งหมดอีกต่อไปสำหรับเซียวจิ่นเหิง แม้จะได้รับการคืนตำแหน่งและได้รับข้อเสนอให้กลับไปควบคุมกองทัพชายแดนเหนือ แต่เขากลับยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพเมื่อฮ่องเต้ถามเหตุผล เขาตอบเพียงว่าใช้ชีวิตในสนามรบมานานเกินไป ถึงเวลาที่ควรคืนอำนาจให้แก่คนรุ่นใหม่ และใช้สิ่งที่ตนเรียนรู้มาสะสางความอยุติธรรมซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในราชสำนักเขาจึงได้รับแต่งตั้งให้ดูแลหน่วยตรวจสอบพิเศษ มีอำนาจรื้อฟื้นคดีซึ่งอาจถู
คมมีดเย็นเฉียบกดแนบอยู่บนลำคอของฉู่เยว่หลันฮองเฮาประทับอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับไหล่นางไว้แน่น อีกข้างถือมีดอาบพิษ หากพระนางขยับเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดบริเวณลำคออาจถูกตัดขาดในทันทีรอบท้องพระโรงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นน้ำมันซึ่งไหลออกมาจากช่องใต้พื้น องครักษ์ของฮองเฮายืนถือคบเพลิงอยู่ใกล้สายชนวน หากเปลวไฟสัมผัสลงไปแม้แต่นิดเดียว น้ำมันและดินระเบิดซึ่งฝังอยู่ใต้เสาหลายต้นจะลุกไหม้พร้อมกันฮ่องเต้ ขุนนาง ทหาร และคนทั้งหมดในบริเวณนี้จะไม่มีผู้ใดหนีออกไปทันเซียวจิ่นเหิงยืนอยู่ตรงลานหน้าท้องพระโรง ดาบในมือยังเปื้อนเลือดจากการต่อสู้ ข้างกายมีทหารรักษาเมืองซึ่งเพิ่งเปลี่ยนฝ่ายมาสนับสนุนเขาแม้กองกำลังของฮองเฮากำลังพ่ายแพ้ แต่พระนางกลับถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง เพราะชีวิตของเยว่หลันกับผู้คนจำนวนมากอยู่ในมือ“วางดาบ”เสียงของฮองเฮาดังมาจากบันไดท้องพระโรงเซียวจิ่นเหิงไม่ได้ขยับ ดวงตาคมจับอยู่ตรงรอยเลือดบาง ๆ บนลำคอภรรยา คมมีดกดลึกจนผิวถูกบาดแล้ว“ปล่อยนางก่อน”“เวลานี้เจ้ายังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าอีกหรือ”ฮองเฮาออกแรงกดมีดเพิ่ม ของเหลวสีแดงไหลลงมาตามลำคอของเยว่หลันเซียวจิ่นเหิงโยนดาบล
เสียงระฆังเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวงเปลวเพลิงลุกขึ้นจากหอเฝ้าระวังทางทิศใต้ พร้อมเสียงอาวุธปะทะและเสียงตะโกนของทหารซึ่งดังกระทบกำแพงสูงไปทุกทิศทางขบวนเสบียงที่ผ่านเข้ามาก่อนประตูวังปิดเผยตัวตนที่แท้จริง คนงานนับร้อยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ด้านในเป็นชุดทหารติดเกราะพร้อมรบ พวกเขาเปิดลังซึ่งควรบรรจุอาหารและเครื่องเซ่น แจกจ่ายดาบ ธนู กับหน้าไม้ให้แก่พรรคพวกซึ่งแฝงตัวอยู่ตามตำหนักต่าง ๆทหารเวรยามบริเวณประตูทิศใต้ถูกจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว คนขององค์ชายสี่สังหารหัวหน้าเวร ยึดกลไกประตู และจุดคบเพลิงเป็นสัญญาณให้กองกำลังซึ่งซ่อนอยู่นอกกำแพงบุกเข้ามาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประตูวังสามแห่งก็ตกอยู่ในการควบคุมของฝ่ายกบฏขุนนางซึ่งพักอยู่ในวังเพื่อเตรียมร่วมพิธีบวงสรวงถูกลากตัวออกจากที่พัก ผู้ใดประกาศภักดีต่อฮ่องเต้จะถูกปลดอาวุธและควบคุมตัว ส่วนผู้ที่เตรียมเข้าร่วมกับองค์ชายสี่อยู่แล้วต่างเปลี่ยนมาสวมผ้าสีครามตรงต้นแขน เพื่อให้ฝ่ายเดียวกันจดจำได้ฉู่เยว่หลันถูกขังอยู่ในเรือนชั้นในของตำหนักองค์ชายสี่ นางได้ยินเสียงการต่อสู้ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ แต่ไม่รู้ว่ากองกำลังฝ่ายใดกำลังได้เปรียบประตูห
คำสารภาพของหลัวมามาทำให้ทุกคนในศาลาร้างตกอยู่ในความเงียบหญิงผู้เลี้ยงดูเซียวจิ่นเหิงมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไม่เพียงเป็นสายลับของฮองเฮา หากยังเป็นผู้ผสมพิษลงในอาหารของเขาทีละน้อย และนำตราทหารปลอมไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือเพื่อสร้างหลักฐานว่าท่านอ๋องเตรียมก่อกบฏกู้เหยียนกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ดวงตาของเขาแดงก่ำทั้งจากความโกรธและความผิดหวัง“ท่านอ๋องเคารพท่านไม่ต่างจากมารดา” เขากล่าว “เหตุใดจึงทำกับพระองค์ได้ลงคอ”หลัวมามายังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อม ราวกับคำถามนั้นไม่อาจทำร้ายความรู้สึกของนางได้อีกแล้ว“ข้ามีหน้าที่ของข้า”“หน้าที่ซึ่งต้องวางยาคนที่ท่านเลี้ยงมากับมือหรือ”“หากข้าไม่ทำ คนอื่นก็จะทำอยู่ดี อย่างน้อยข้ายังควบคุมปริมาณให้เขามีชีวิตอยู่ได้นานถึงเพียงนี้”คำแก้ตัวนั้นยิ่งทำให้กู้เหยียนโกรธ เขาก้าวเข้าไปหมายจะจับตัวนาง แต่ฉู่เยว่หลันกลับยกมือห้าม“ตราทหารซึ่งพบในห้องหนังสือเป็นของจริงหรือไม่”จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตราที่ทหารหลวงค้นพบมีรูปลักษณ์เหมือนของจริงทุกประการ ทว่าเมื่อกู้เหยียนลองใช้คู่กับตราอีกครึ่งซึ่งเก็บอยู่ในกรมทหาร กลไกภายในกลับไม่เชื่อมเข้าหากัน
ชิงอวี้ยังคงคุกเข่าอยู่ใต้เงาต้นไม้ แม้พื้นดินจะชื้นเย็นและชายกระโปรงเปรอะเปื้อนโคลน นางก็ไม่กล้าขยับจนกว่าฉู่เยว่หลันจะอนุญาต“ครอบครัวของเจ้าอยู่ในมือองค์ชายสี่ หมายความว่าอย่างไร”เยว่หลันไม่ได้รีบเชื่อคำสารภาพ นางยืนห่างออกไปหลายก้าวและซ่อนมือข้างหนึ่งไว้ใกล้ถุงเข็มเงินใต้แขนเสื้อ“บิดาของบ่าวเคยเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคลังเสบียงทางใต้เจ้าค่ะ” ชิงอวี้ตอบ “เมื่อห้าปีก่อนเขาพบว่ามีข้าวจำนวนมากถูกนำออกจากคลังโดยใช้ตราประทับปลอม จึงคิดจะรายงานราชสำนัก แต่คนขององค์ชายสี่พบเรื่องเสียก่อน”“จากนั้นเล่า”“พวกเขาสร้างหลักฐานกล่าวหาว่าบิดาบ่าวเป็นผู้ยักยอกเสบียง หากไม่ยอมทำงานให้ พระองค์จะส่งหลักฐานเหล่านั้นให้กรมอาญา คนทั้งครอบครัวอาจถูกประหาร”“ดังนั้นเจ้าจึงถูกส่งมาอยู่ข้างกายข้า”ชิงอวี้พยักหน้า น้ำตาไหลลงตามแก้มหน้าที่ของนางคือรายงานทุกสิ่งที่เยว่หลันทำ ค้นหากุญแจทองแดง และหาตำแหน่งของหลักฐานจากห้องลับ ยาพิษในคืนแรกไม่ได้มีเป้าหมายฆ่าเยว่หลัน หากใช้ทำให้ร่างกายอ่อนแรงและความทรงจำสับสน เพื่อให้คำพูดของนางหมดความน่าเชื่อถือ“แล้วสาวใช้ในศาลบรรพชนเล่า เจ้าเป็นคนส่งนางมาค้นห้องหรือไม่”“ไม่ใช่
ฉู่เยว่หลันเผาจดหมายของเซียวหย่งเซวียนทันทีหลังอ่านจบเปลวไฟลามจากมุมกระดาษเข้าสู่ข้อความอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำซึ่งเสนอแลกชีวิตบิดากับหลักฐานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเถ้าสีดำอยู่ภายในกระถางทองเหลืองนางไม่คิดนำหลักฐานจากห้องลับไปแลกเปลี่ยนหากยอมทำตามข้อเสนอ องค์ชายสี่อาจปล่อยบิดาหรือช่วยเซียวจิ่นเหิงจริง แต่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจะไม่มีวันได้รับความยุติธรรม แผนก่อกบฏจะดำเนินต่อ และชีวิตของคนทั้งเมืองหลวงอาจต้องสูญเสียเพราะการตัดสินใจของนางที่สำคัญ คนซึ่งจับตัวฉู่เหวินซานไปย่อมไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าเมตตามาต่อรองเยว่หลันเรียกเสี่ยวเถาเข้ามาช่วยแต่งตัว นางเปลี่ยนเป็นชุดแพทย์ชาย เก็บเส้นผมทั้งหมดไว้ใต้หมวก ใช้ผงสมุนไพรทำให้ผิวคล้ำและแต้มหนวดบางเหนือริมฝีปากกู้เหยียนจัดเตรียมป้ายของหมอหลวงซึ่งถูกเรียกไปตรวจอาการนักโทษให้ ส่วนแผนหลบหนีถูกซ่อนอยู่ใต้กล่องเข็มเงิน“รถม้าจะรออยู่หลังศาลต้าหลี่” กู้เหยียนอธิบาย “กระหม่อมเตรียมม้าฝีเท้าดีไว้สามตัว หากท่านอ๋องออกจากคุกได้ เราจะใช้ทางน้ำหลบออกจากเมืองก่อนรุ่งสาง”“ทหารชายแดนเล่า”“มีกำลังส่วนหนึ่งรออยู่ที่เมืองชิงเหอ สามารถคุ้มกันท่านอ๋องเดินทางกลับเหนือได้”







