รัญชิดา นั่งรออยู่บนโซฟาตัวเดิมด้วยความกระวนกระวายใจ เธอไม่รู้ว่าอาการของเขาหนักแค่ไหน หรือเขาจะโกรธเธอมากหรือเปล่า เธอได้แต่ก้มหน้ามองพื้นจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินออกมาจากห้อง
ธีรภัทร์ก้าวออกมาจากห้องตรวจ โดยมีคุณหมอสุทธพงษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลวัยกลางคนที่ใบหน้าใจดีและท่าทีอบอุ่น เดินเคียงข้างมาด้วย คุณหมอสุทธิ์ยังเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ธีรภัทร์ให้ความเคารพ ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองมากกว่าความตึงเครียดในครู่แรก
“หลานไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก” คุณหมอสุทธิพงษ์ เอ่ยพลางยิ้มบาง “แค่แผลน้ำร้อนลวก อาทำความสะอาดแผลและทายาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ”
“ขอบคุณมากครับคุณอาหมอ” ธีรภัทร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ นอบน้อมตามแบบฉบับ ก่อนจะเหลือบสายตามายังหญิงสาวที่นั่งรออย่างกระวนกระวาย
รัญชิดารีบลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล “คุณไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ” เสียงเธอสั่นเล็กน้อยราวกับกลัวคำตอบ
ธีรภัทร์ยกยิ้มบาง คล้ายจะปลอบใจ “ไม่เป็นไรครับ อย่างที่คุณอาหมอบอก แค่แผลน้ำร้อนลวกนิดหน่อยเอง”
รัญชิดาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เมื่อมั่นใจว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง ดวงตาที่คลอไปด้วยความกังวลค่อย ๆ คลายลง แต่กลับกลายเป็นความกระอักกระอ่วนแทน เธอยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหันไปบอกเขาเสียงสั่นพร่า
“งั้น…ฉันจะไปจ่ายค่ารักษาให้คุณเองนะคะ ถือว่าเป็นความผิดของฉัน”
“ไม่ต้อง...” ธีรภัทร์ร้องห้ามทันที แต่ยังไม่ทันจบประโยค หญิงสาวก็รีบก้มศีรษะให้เขาแล้วหันหลังเดินจ้ำไปทางแผนกการเงินโดยไม่ฟังคำคัดค้าน
ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังเล็กที่รีบร้อนจนเกินไป พลันรอยยิ้มบางผุดขึ้นบนริมฝีปากอย่างห้ามไม่อยู่
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ อาหมอ” ธีรภัทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
คุณหมอสุทธิพงษ์พยักหน้ายิ้ม ๆ “ได้สิ ดูแลตัวเองด้วยล่ะ อย่าทำให้หลานสะใภ้ในอนาคตต้องลำบากใจ”
คำพูดทีเล่นทีจริงนั้นทำให้ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ แต่แววตาคมกลับเหลือบมองไปทางรัญชิดาที่รีบเดินไปยังแผนกการเงินโดยไม่รอเขาเสียแล้ว ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนก้าวเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน
รัญชิดารีบหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาอย่างร้อนรน เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งยอดค่าใช้จ่าย ดวงตากลมโตเบิกกว้างทันที ตัวเลขบนหน้าบิลสูงเกินกว่าที่เธอคาดไว้มาก ห้าพันบาทเต็ม ๆ ซึ่งมันเกือบเท่ากับเงินเดือนครึ่งหนึ่งของเธอเลยทีเดียว
“อะ…เอ่อ ค่ารักษาพยาบาล…เท่านี้เลยเหรอคะ” น้ำเสียงเธอสั่นเครืออย่างไม่ทันตั้งตัว
เจ้าหน้าที่เพียงยิ้มสุภาพและพยักหน้า “ใช่ค่ะ คุณต้องการชำระเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตดีคะ”
"เงินสดค่ะ"
มือบางสั่นเล็กน้อยตอนล้วงหาธนบัตร ใจเต้นรัว ความกังวลตีตื้นขึ้นมาในอก แต่ก่อนที่เธอจะได้ยื่นเงิน ธีรภัทร์ก็ก้าวเข้ามาทันเวลา มือหนายื่นออกไปจับมือของรัญชิดาที่กำลังเลื่อนธนบัตรส่งให้เจ้าหน้าที่เอาไว้แน่นพอที่จะหยุดการกระทำของเธอได้ทันที
ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือเขาส่งผ่านมาถึงปลายนิ้ว ทำเอารัญชิดาชะงัก หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วกลับยิ่งสั่นระส่ำมากกว่าเดิม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างตกใจ ดวงตาคมของชายหนุ่มทอดมองลงมาเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและจริงจัง
“ผมบอกแล้วไงครับ ว่าไม่ต้องออกให้” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นใกล้หู ราบเรียบแต่หนักแน่นพอให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้าเองยังชะงักไปด้วย
รัญชิดาสะดุ้ง รีบดึงมือกลับทันที ราวกับปลายนิ้วพลันร้อนวูบขึ้นมาเพียงเพราะการสัมผัสเมื่อครู่
ธีรภัทร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันมาทางเธอ “ขอโทษครับ” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ
จากนั้นจึงหยิบธนบัตรในมือเธอคืนอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เธอเสียหน้า ก่อนจะหันไปยื่นบัตรเครดิตของตนให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้าแทน
“ใช้ของผมแทนครับ”
“ได้ค่ะ” เจ้าหน้าที่รีบพยักหน้ารับ พลางยื่นมือมารับบัตร
เมื่อเจ้าหน้าที่รูดบัตรเสร็จแล้ว ยื่นบัตรคืนให้พร้อมกับใบเสร็จ ธีรภัทร์ก็รับมาเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ของเขา ก่อนจะหันมามองรัญชิดาที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น "ไปกันเถอะครับ"
รัญชิดาก้าวตามธีรภัทร์ไปอย่างเงียบ ๆ ใจเต้นแรงทั้งจากความเกรงใจและความเขินอาย เธอพยายามก้มหน้าหลบสายตาผู้คนที่จับจ้องมา แต่ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและมั่นคงจากร่างสูงที่เดินนำหน้าอยู่ไม่ไกล
เมื่อมาถึงรถสปอร์ตคันหรู รัญชิดาชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเขา
“คุณ…” เธอเอ่ยเสียงเบา
ธีรภัทร์ยิ้มบาง ๆ พลางสบตาเธอ “คุณเรียกผมว่า ‘ภีม’ ก็ได้ครับ”
คำพูดสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมายนั้น ทำให้รัญชิดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า “คะ… คุณภีม” เธอเอ่ยชื่อเขาอย่างติดขัดในลำคอ
"ขึ้นรถเถอะ" ธีรภัทร์ พูดพลางเปิดประตูรถให้ "เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่ร้าน"
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ” รัญชิดารีบปฏิเสธทันที “ฉันกลับเองได้ค่ะ เกรงใจคุณภีม”
"ไม่เป็นไร" เขาตอบเสียงเรียบ "ผมอยากจะไปส่ง"
"แต่..." รัญชิดาพยามจะปฎิเสธ
“ไม่มีแต่ ถ้าคุณกลับเอง กว่าคุณจะกลับถึงร้านก็คงอีกนาน คุณไม่กลัวผู้จัดการคุณว่าเหรอ” ธีรภัทร์ พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
รัญชิดาเงียบไปทันที เธอเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไงก็ต้องกลับไปที่ร้านเพื่อเปลี่ยนชุดและขอโทษผู้จัดการอีกครั้ง เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย พยักหน้ารับอย่างเกรงใจ "คะ…ก็จริงค่ะ"
ธีรภัทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “ขึ้นรถเถอะครับ”
รัญชิดาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วงและเกรงใจ “คุณ…คุณขับเองได้แล้วเหรอคะ แผลไม่เจ็บแล้วใช่ไหมคะ”
ธีรภัทร์แสร้งทำสีหน้าเจ็บเล็กน้อย ขมวดคิ้วเบา ๆ ราวกับแผลน้ำร้อนยังทำให้เขาเจ็บอยู่ “อื้อ…ก็ยังเจ็บอยู่เล็กน้อยครับ”
รัญชิดาตกใจทันที รู้สึกสงสารและอดเป็นห่วงไม่ได้ “ถ้างั้น…คุณอย่าขับเลยค่ะ เดี๋ยวฉันขับให้เองนะคะ”
ธีรภัทร์ยิ้มบาง ๆ ในลำคอ แกล้งทำเป็นอ่อนแรงเล็กน้อยเพื่อให้เธออดเห็นใจไม่ได้ แต่สายตาคมกลับมองเธอด้วยแววขี้เล่นราวกับสนุกกับความกังวลของเธอ “ถ้างั้น…ก็รบกวนด้วยนะครับ”
รัญชิดาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เธอเดินอ้อมไปอีกฝั่งและขึ้นไปนั่งตรงที่นั่งคนขับอย่างคล่องแคล่ว มือบางวางลงบนพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรูที่ดูไม่เข้ากับชุดยูนิฟอร์มของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอก็ตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ โดยมีธีรภัทร์นั่งอยู่ข้าง ๆ และมองเธออยู่ตลอดเวลา
“ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะครับว่าคนตัวเล็ก ๆ อย่างคุณจะขับรถเก่งขนาดนี้” ธีรภัทร์พูดขึ้นหลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกไปได้สักพัก
รัญชิดาชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ดวงตากลมโตสบเข้ากับสายตาคมของร่างสูงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบหันกลับไปตั้งสมาธิกับถนนข้างหน้า “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ… ที่จริงนี่เป็นครั้งแรกนะคะ ที่ฉันได้ขับรถแพงขนาดนี้”
ธีรภัทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ “ถ้าไม่บอก ผมคงไม่รู้เลยนะครับ เพราะคุณขับได้สบายกว่าที่คิดมาก”
แก้มของรัญชิดาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มือบางกำพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องถนนตรงหน้าไม่กล้าหันไปมองเขา ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจเบา ๆ ของชายหนุ่ม ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมบรรยากาศในรถอีกครั้ง
“คุณ…ไม่โกรธฉันจริง ๆ ใช่ไหมคะ” เธอถามขึ้นแผ่วเบา สายตายังคงมองตรงไปข้างหน้า
“ผมจะโกรธคุณไปทำไมล่ะ” ธีรภัทร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
รัญชิดาเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ “ก็ฉันทำกาแฟหกใส่คุณ แถมคุณยังต้องมาเสียเงินค่ารักษาพยาบาลตัวเองอีก… ฉันรู้สึกว่าตัวเองเหมือนติดหนี้บุญคุณคุณมาก ๆ เลยค่ะ”
ธีรภัทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนเอียงศีรษะมองไปที่เธอ “ถ้าคุณรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณผมจริง ๆ …งั้นคุณก็เอาโทรศัพท์มานี่สิ”
รัญชิดาขมวดคิ้วเล็กน้อย มือยังคงจับพวงมาลัยแน่น สายตาจับจ้องถนนตรงหน้า “เอ่อ…โทรศัพท์เหรอคะ”
“ใช่ครับ โทรศัพท์ของคุณ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววขี้เล่น ดวงตาคมเป็นประกายราวกับกำลังจงใจทำให้เธอสับสน
หัวใจของรัญชิดาเต้นแรงจนแทบทะลุอก มือที่จับพวงมาลัยเริ่มสั่นน้อย ๆ เธอเอื้อมอีกมือไปหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างตัว พลางเหลือบตามองเขาแวบหนึ่งด้วยความลังเล
“คุณ…จะเอาไปทำอะไรเหรอคะ” น้ำเสียงเธอสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
“เอามาเถอะครับ ผมไม่ทำอะไรหรอก” เขายิ้มบาง ๆ ดวงตาคมมีแววเจ้าเล่ห์นิด ๆ
สุดท้ายเธอก็ยอมยื่นโทรศัพท์ให้ เขารับมันมาอย่างไม่รีบร้อน ปลายนิ้วสัมผัสกับมือเธอแผ่วเบา ทำเอาเธอรีบชักกลับแทบไม่ทัน
“รหัสล่ะครับ” เขาเงยหน้าขึ้นถามตรง ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำฟังดูจริงจัง แต่แววตากลับมีร่องรอยขบขันซ่อนอยู่
รัญชิดาเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสนใจถนน “...หนึ่งหกตัวค่ะ”
ธีรภัทร์เลิกคิ้วขึ้นทันที “ทำไมคุณตั้งรหัสง่ายจัง ไม่กลัวใครเอาไปกดเล่นแล้วข้อมูลหลุดเหรอ”
หญิงสาวยกมุมปากยิ้มจาง ๆ แต่สายตายังจ้องตรงไปข้างหน้า “โทรศัพท์มันไม่มีอะไรสำคัญหรอกค่ะ จะหลุดไปก็ไม่มีใครอยากรู้หรอก”
ธีรภัทร์ยิ้มมุมปากและกดรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ของเขาลงไปในเครื่องของเธอ เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้เธอ
“เรียบร้อยครับ” เขาพูด “ถ้าคุณอยากใช้หนี้บุญคุณผมจริง ๆ ครั้งหน้าคุณค่อยเลี้ยงข้าวผมซักมื้อก็แล้วกัน”
รัญชิดารับโทรศัพท์คืนด้วยมือสั่น ๆ ใจเต้นโครมคราม เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับธีรภัทร์อีกครั้ง แต่กลับเห็นรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและแฝงความขี้เล่นอยู่ในที
“คะ…ค่ะ” เธอพึมพำเสียงเบาอย่างเกรงใจ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกประหม่าและเขินอาย
ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ พลางกวาดสายตามองเธออย่างเอ็นดู “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกครับ ผมไม่ได้คิดมากอะไรหรอก”
รัญชิดาเม้มปาก พยายามเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วจับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย ขณะรถเคลื่อนตัวออกไปบนถนน เธออดไม่ได้ที่จะมองสายตาคมของเขาเป็นระยะ ๆ
รถสปอร์ตคันหรูค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถด้านหน้าของคาเฟ ร้านยังคงเปิดไฟสว่างไสว ผู้คนบางตาลงแล้วเพราะใกล้เวลาปิด รัญชิดาชะลอรถจนจอดสนิท หัวใจเธอเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูกเมื่อหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“ถึงแล้วค่ะ…” เธอพูดเสียงเบา มือยังวางแน่นบนพวงมาลัย
ธีรภัทร์หันมามองเธอด้วยแววตาสงบนิ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ขับเก่งกว่าที่คิดนะครับ”
รัญชิดารีบส่ายหน้าแก้มร้อนวูบขึ้นมา “ไม่หรอกค่ะ ฉันเกร็งจะตายอยู่แล้ว”
ธีรภัทร์หัวเราะเบาๆ “ผมรู้” เขาพูด “แต่คุณก็ยังทำได้ดี”
คำพูดนั้นทำให้รัญชิดาเงียบไป เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจอย่างประหลาด ธีรภัทร์เอื้อมมือไปปลดล็อกประตูรถและหันมามองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยน “วันนี้ขอบคุณมากนะครับ”
“ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ ที่คุณไม่เอาเรื่อง” เธอตอบออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ
ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำอบอุ่นจนหัวใจเธอสะท้าน “ผมบอกคุณแล้วไงครับ ว่าผมไม่โกรธ… แต่ถ้ามีโอกาสหน้า คุณต้องเลี้ยงข้าวผมนะ”
รัญชิดาชะงักเล็กน้อย แก้มขึ้นสีอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ…”
แววตาคมของเขายังคงจับจ้องมา ทำเอาเธอต้องรีบเบือนสายตาออกไปทางอื่น หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก
“งั้น…รันไปก่อนนะคะ” เธอเอ่ยเสียงเบา มือบางเอื้อมไปเปิดประตูรถ
“อ้อ เดี๋ยวก่อนครับ” ธีรภัทร์เรียกไว้ทันที น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความสนใจ “เมื่อกี้…คุณบอกว่าชื่อรันใช่ไหม”
รัญชิดาหันกลับมาเล็กน้อย ดวงตากลมโตสั่นระริก ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ… รัน รัญชิดา”
ธีรภัทร์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองเธอด้วยสายตาที่ต่างไปจากก่อนหน้า “รัญชิดา…” เขาออกเสียงชื่อนั้นช้า ๆ ราวกับกำลังลิ้มรส
หัวใจของรัญชิดาสะดุดวูบ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนอยู่เพียงเสี้ยววินาที รู้สึกเหมือนร่างกายร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ชื่อเพราะดีนะครับ” เขาเสริมเบา ๆ รอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากริมฝีปาก
รัญชิดาไม่กล้าสบตา รีบก้มหน้าลงและเอ่ยเสียงแผ่ว “ขะ…ขอบคุณค่ะ”
เธอรีบก้าวลงจากรถ หัวใจเต้นแรงโครมครามราวกับจะระเบิด ขณะที่ประตูปิดลง เธอกลับยังได้ยินเสียงทุ้มของเขาดังสะท้อนอยู่ในหูอย่างชัดเจน
“แล้วเจอกันใหม่นะครับ…รัญชิดา"