แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านกระจกใสบานใหญ่ของ “เดอะ ลอฟ คาเฟ่” คาเฟ่หรูใจกลางเมือง กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วสดลอยคลุ้งไปทั่ว ร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้มและหนังแท้ เสียงช้อนกระทบแก้วและเสียงบดกาแฟผสมกับเสียงพูดคุยเคร่งเครียดของนักธุรกิจ สร้างบรรยากาศทั้งหรูหราและอบอุ่น
รัญชิดา หรือ รัน หญิงสาวอายุ 27 ปีในชุดยูนิฟอร์มพนักงานเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำและมีผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลผูกที่เอา ก้าวออกมาจากเคาน์เตอร์ เธอมีใบหน้าสวยน่ารักแบบธรรมชาติ ดวงตากลมสวยคมชัด ผิวเนียนใส ริมฝีปากอวบอิ่มและรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้ลูกค้าประจำประทับใจอยู่เสมอ เส้นผมยาวสีน้ำดำเข้มถูกรวบเก็บอย่างเรียบร้อย แต่ยังเผยความอ่อนหวานของผู้หญิงผู้เป็นเจ้าของ
“รัน คาปูชิโน่ร้อนสองแก้ว โต๊ะสี่ได้แล้ว ช่วยเอาไปเสิร์ฟหน่อยนะ”
เสียงของประภาดา เพื่อนร่วมงานดังขึ้น
“ได้จร้า” รัญชิดาตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
เธอหยิบถาดที่มีกาแฟร้อนสองแก้วอย่างระมัดระวัง ก้าวเดินไปยังโต๊ะสี่ ซึ่งเป็นโซนส่วนตัวที่จัดไว้สำหรับนั่งคุยงานสำคัญหรือนัดพบกันของลูกค้านักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ โซนนี้มีโซฟานุ่มและโต๊ะกลางสำหรับวางเอกสารหรือเครื่องดื่ม ทำให้บรรยากาศดูหรูหราและเป็นส่วนตัว
รัญชิดาเดินถือถาดกาแฟไปยังโต๊ะสี่ โซน VIP ที่มีลูกค้าสองคนนั่งคุยกันอยู่ คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าสง่างามเต็มไปด้วยประสบการณ์ ส่วนอีกคน… ชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบต้น ๆ ใบหน้าคมสวยราวกับหลุดมาจากนิตยสาร เสื้อตัดเข้ารูปกับสูทสีเข้มยิ่งขับให้ร่างสูงสง่าของเขาโดดเด่น
ร่างสูงของชายหนุ่มที่กำลังคุยงานกับลูกค้าชะงัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพนักงานที่กำลังนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอทำให้ทั้งคู่สบตากัน
รัญชิดาพยายามก้าวเดินช้า ๆ ประคองถาดกาแฟด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าคมคายและดวงตาคมกริบของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันที มือของหญืงสาวเริ่มสั่นเล็กน้อย ใบหน้าแดงซ่านด้วยความประหม่าและความตื่นเต้นประดังเข้ามาในเวลาเดียวกัน เธอพยายามรวบรวมสมาธิ แต่ทุกฝีเท้ากลับยิ่งทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น
ขณะที่รัญชิดาเดินไปยังโต๊ะ สายตาของเธอไม่อาจละออกจากชายหนุ่มตรงหน้าได้ ในใจของเธอคิดว่า ทำไมหัวใจเธอถึงได้เต้นแรงกับลูกค้าคนนี้ด้วยนะ แต่เพราะมั่วแต่คิดและมีความตื่นเต้นไปกับสายตาคมของเขา ทำให้เธอเผลอสะดุดเขาของตัวเองล้ม
ร่างของรัญชิดาเซล้มไปข้างหน้า ถาดกาแฟในมือเอียงวูบ แก้วคาปูชิโน่ร้อนทั้งสองแก้วลอยละลิ่วก่อนจะคว่ำลงบนชุดสูทราคาแพงของชายหนุ่ม
"โอ๊ย!" รัญชิดาร้องด้วยความตกใจก่อนจะล้มลงไปนั่งกับพื้น พยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้
เธอเงยหน้าขึ้นมองลูกค้าหนุ่มคนนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“ขอโทษค่ะ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เธอพูดเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกผิด
ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง ปล่อยให้ความร้อนจากกาแฟซึมผ่านเนื้อผ้า ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองมาที่เธออย่างสงบ
“ไม่เป็นไร” เขาพูดเสียงเรียบ “คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ” เธอตอบและส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองไปยังคราบกาแฟร้อนที่เปื้อนบนเสื้อของเขาด้วยสีหน้าสำนึกผิด “คุณคงจะร้อนมากเลยนะคะ”
รัญชิดาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนออกมาทันที “ฉันช่วยเช็ดให้นะคะ” เธอเอ่ยเสียงเบาและค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้เขา
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปัดป้อง เขายอมให้เธอยืนอยู่ตรงหน้า และมองใบหน้าเปื้อนความรู้สึกผิดของเธอด้วยสายตาที่อ่อนลง รัญชิดา ค่อยๆ บรรจงซับคราบกาแฟบนอกเสื้อของเขาอย่างเบามือ สัมผัสของผ้าที่กระทบกับเนื้อผ้าสูททำให้เธอรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่หอมละมุนจนใจสั่น
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ดวงตาของทั้งสองสบกันในระยะประชิด หัวใจของเธอเต้นรัวอีกครั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหล่อเหลาของเขา
"เป็นอะไรมากมั้ยคุณธีรภัทร์" เสียงของชายวัยกลางคนที่มาด้วยเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ธีรภัทร์ ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ส่ายหน้าเล็กน้อยและยิ้มให้คู่สนทนา ก่อนจะหันกลับมามองพนัดงานสาวอีกครั้ง
รัญชิดายังคงกังวลกับคราบกาแฟที่เปียกชื้นบนเสื้อของเขา เธอเห็นคราบสีน้ำตาลเข้มที่ดูเหมือนจะซึมเข้าไปถึงเนื้อเสื้อเชิ้ตด้านใน
"ฉันว่าคุณปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกก่อนดีไหมคะ กาแฟมันร้อนมาก เดี๋ยวฉันช่วยนะค่ะ" เธอเอ่ยอย่างร้อนรน และพยายามช่วยเขาเเกะกระดุมเสื้อออก
ธีรภัทร์ ยิ้มเมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขายอมให้หญิงสาวตรงหน้าก้มหน้าก้มตาปลดกระดุมเสื้อของเขาออกอย่างเบามือ
เมื่อกระดุมเม็ดบนถูกปลดออก เธอก็ได้เห็นรอยแดงจากน้ำร้อนที่ลวกอยู่บนแผงอกกว้าง เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแรง รัญชิดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก มือสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้
เธอเงยหน้าขึ้นมอง และดวงตาก็ประสานเข้ากับสายตาคมเข้มของธีรภัทร์ที่กำลังมองลงมา พร้อมรอยยิ้มขำบางเบา ราวกับกำลังเอ็นดูมากกว่าถือโทษโกรธเคือง
“คุณคงเจ็บมากแน่ ๆ … ไปโรงพยาบาลไหมคะ เดี๋ยวฉันออกค่ารักษาให้เอง”
รัญชิดาเอ่ยเสียงสั่น ริมฝีปากเม้มแน่น น้ำตาคลอด้วยความรู้สึกผิดจนแทบจะร้องไห้ออกมา
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยตอบ เสียงของผู้จัดการร้านก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“รัน! ทำอะไรคุณลูกค้าน่ะ”
เสียงผู้จัดการร้านดังขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ
รัญชิดารีบหันไป เธอแทบจะทรุดลงไปอีกครั้งเมื่อเห็นแววตาดุของผู้จัดการ แต่ก่อนที่คำตำหนิจะพรั่งพรูออกมา ธีรภัทร์กลับเอ่ยขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ไม่ต้องโทษเธอหรอกครับ มันเป็นอุบัติเหตุ”
น้ำเสียงทุ้มชัดเจนทำให้ผู้จัดการชะงักไปเล็กน้อย สายตาคมของธีรภัทร์มองตรงไปยังผู้จัดการด้วยความสุขุม
ผู้จัดการหน้าถอดสีไปทันที รีบโค้งศีรษะขอโทษเขาซ้ำ ๆ “ผมต้องขออภัยจริง ๆ ครับ คุณธีรภัทร์ เดี๋ยวผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
แต่ชายหนุ่มกลับยกมือขึ้นเบา ๆ “ไม่จำเป็น ผมแค่ไมาอยากให้เธอถูกตำหนิ …เพราะเธอไม่ได้ทำผิดอะไร”
คำพูดนั้นชัดเจนจนรัญชิดาแทบหยุดหายใจ หัวใจเธอเต้นแรงด้วยทั้งความโล่งอกและความสั่นไหวที่ยากจะบรรยาย
แต่แล้วเสียงทุ้มเรียบของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แต่ผมคงต้องไปโรงพยาบาล…ตามที่เธอบอกจริง ๆ”
รัญชิดาสะดุ้ง เธอรีบก้มหน้าลง มือที่ยังกำผ้าเช็ดหน้าไว้สั่นน้อย ๆ “ขอโทษนะคะ ฉัน…ฉันทำให้คุณต้องเดือดร้อน”
ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ ราวกับไม่ยี่หระอะไร เขาเหลือบมองผู้จัดการร้านที่ยืนหน้าซีดอยู่ใกล้ ๆ “คุณไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมไปเอง แต่...” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหันกลับมามองรัญชิดาเต็มตา “ผมอยากให้เธอเป็นคนพาไป”
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบ รัญชิดาเบิกตากว้างทันที “คะ ให้…ฉันไปด้วยเหรอคะ”
“ก็ใช่สิ” ธีรภัทร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากลับจริงจัง “ในเมื่อคุณเป็นคนทำ ผมก็อยากให้คุณพาผมไปโรงพยาบาล”
หัวใจของรัญชิดาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกทั้งตกใจและเกรงใจ แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่ยืนตัวแข็ง ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ขณะที่ผู้จัดการรีบพยักหน้ารับแทนเธอทันที “ได้ครับคุณธีรภัทร์ เดี๋ยวผมจะให้รันไปด้วย เดี๋ยวผมขับรถให้นะครับ”
“ไม่ต้อง” ธีรภัทร์เอ่ยเสียงเรียบ แววตาคมกริบตวัดมองไปเพียงนิดเดียวก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที “ผมเอารถผมไปดีกว่า”
ธีรภัทร์หันไปยังชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน คุณวิษณุ นักธุรกิจใหญ่ที่กำลังคุยงานกันอยู่ก่อนหน้า
“ผมขอโทษนะครับคุณวิษณุ ไว้คุยกันวันหลัง ผมต้องไปโรงพยาบาลก่อน”
วิษณุยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้า “ไม่เป็นไรครับ เรื่องสุขภาพสำคัญกว่า ไว้เรานัดกันใหม่”
ธีรภัทร์ก้มหัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนหันกลับมามองรัญชิดา ดวงตาคมที่จับจ้องมาเหมือนดึงลมหายใจเธอหายไปครึ่งหนึ่ง
“ไปสิ” เขาพูดสั้น ๆ น้ำเสียงชัดเจนไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ
รัญชิดากำถาดเปล่าแน่นในมือ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก เธอไม่เคยรู้สึกประหม่าแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเดินตามผู้ชายคนหนึ่งออกไปจากร้านในวันนี้…จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ
รัญชิดารีบถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้วรีบเดินตามชายหนุ่มออกไปจากร้านอย่างว่าง่ายเหมือนถูกสะกดจิต เธอรู้สึกเหมือนสายตาทุกคู่ในร้านกำลังมองมาที่เธออย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม
เมื่อประตูร้านเปิดออก ลมร้อนยามบ่ายก็ปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอ แต่รัญชิดากลับรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัวราวกับเดินเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง เธอก้มหน้ามองพื้นตลอดทางจนถึงลานจอดรถ และได้เห็นรถยนต์สปอร์ตคันหรูสีดำที่จอดสงบอยู่อย่างโดดเด่น
“คุณให้ฉันขับให้ไหมคะ คุณเจ็บอยู่ น่าจะไม่สะดวก” เธอเอ่ยเสียงเบาอย่างเกรงใจ
ธีรภัทร์ หันมาเลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณขับเป็นเหรอ”
“ฉันขับเป็นค่ะ” รัญชิดาพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ฉันมีใบขับขี่แล้วก็ขับรถที่บ้านบ่อยๆ ค่ะ”
ธีรภัทร์จ้องมองเธอครู่หนึ่งเหมือนกำลังพิจารณา ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา “งั้นก็...ตามใจคุณ” เขาว่าพลางยื่นกุญแจรถยนต์สปอร์ตคันหรูให้เธอ
รัญชิดารับกุญแจมาไว้ในมืออย่างเก้ ๆ กัง ๆ ความรู้สึกประหลาดใจพุ่งขึ้นมาเต็มอก แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เธอเดินไปที่ฝั่งคนขับ กดปุ่มปลดล็อก และก้าวเข้าไปในรถ
เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นอย่างทรงพลังจนทำให้เธอตกใจเล็กน้อย เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ โดยมีธีรภัทร์นั่งอยู่ข้างๆ และมองเธออยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
บรรยากาศในรถเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คลอไปตลอดทาง รัญชิดารู้สึกเหมือนกำลังขับรถพาเจ้านายไปทำธุระส่วนตัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบเหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว แสงแดดยามบ่ายที่ส่องเข้ามาทำให้ใบหน้าของเขาดูโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน
ธีรภัทร์เอนศีรษะพิงเบาะ ดวงตาคมกริบยังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่หางตากลับจับได้ทุกการเคลื่อนไหวของรัญชิดา มือเรียวที่จับพวงมาลัยยังเกร็งเล็กน้อย ทำให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณเกร็งเกินไป ขับรถไม่ต้องตั้งใจจนตัวแข็งขนาดนั้นหรอก”
รัญชิดาสะดุ้งเล็กน้อย รีบตอบเสียงเบา “ค่ะ…ฉันแค่ไม่อยากทำให้คุณไม่สบายใจ”
รอยยิ้มมุมปากแตะที่ใบหน้าคมเข้มของเขา “ผมไม่ใช่ครูสอบใบขับขี่คุณสักหน่อย”
หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ ความเขินผสมกับความโล่งใจทำให้เธอเผลอยิ้มตาม “ก็คุณนั่งอยู่ข้างๆ ฉันก็เลย…” เธอหยุดพูดเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะหลุดปากบางอย่างเกินความจำเป็น
“เลยกลัวผมดุ” ธีรภัทร์ถามย้ำ น้ำเสียงเหมือนจะล้อเล็กน้อย แต่แฝงไปด้วยความนุ่มนวลที่เธอไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน
รัญชิดาหลบตา “ก็…ประมาณนั้นค่ะ”
เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอของเขา ก่อนที่บรรยากาศในรถจะเปลี่ยนไปจากความเงียบตึงเครียด เป็นความอบอุ่นแปลกๆ ที่แทรกตัวเข้ามาแทน รัญชิดารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเขา แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
รถสปอร์ตหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง รัญชิดาค่อยๆ ชะลอรถ ก่อนดับเครื่อง เธอถอนหายใจแผ่วๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งผ่านการสอบใหญ่ไปหนึ่งรอบ
เธอรีบเปิดประตูออกมายืนข้างรถ แล้วหมุนตัวไปเปิดประตูให้เจ้านายอย่างที่เคยทำกับแขกสำคัญ
ธีรภัทร์เหลือบตามองการกระทำเรียบร้อยนั้น ก่อนส่ายหน้าน้อยๆ “ผมไม่ใช่คนสำคัญถึงขั้นนั้นหรอก”
“แต่คุณเจ็บอยู่นี่คะ…” รัญชิดารีบตอบ สีหน้าจริงจังจนเขาเผลอยิ้มออกมา
“งั้นคุณก็เดินไปกับผมแล้วกัน จะได้สบายใจ” เขาว่าพลางก้าวลงจากรถ หญิงสาวจึงรีบเดินเคียงข้างเขาเข้าไปในตัวอาคาร
ภายในโรงพยาบาลตกแต่งอย่างหรูหราราวกับโรงแรมห้าดาว พนักงานและพยาบาลต่างก็โค้งคำนับให้ธีรภัทร์อย่างนอบน้อม ซึ่งทำให้รัญชิดาพอจะเดาได้ว่าชายหนุ่มคนนี้คงจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
“เดี๋ยวฉันไปจัดการเดินเรื่องให้นะคะ คุณนั่งรอตรงนี้ก่อน” รัญชิดา บอกอย่างไม่ลังเล เธอตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
ธีรภัทร์ หันมามองเธอนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาดูเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความคิด "ไม่ต้องหรอก" เขาตอบเสียงเรียบ "ผมเป็นคนไข้ VIP ของที่นี่ เดี๋ยวก็มีพยาบาลมารับเอง คุณนั่งลงเถอะ"
คำพูดของเขาทำให้รัญชิดารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอทำได้แค่พยักหน้าและเดินไปนั่งลงบนโซฟาหนังตัวใหญ่ข้างๆ เขา บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกปลอมในสถานที่แห่งนี้ และก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตคนรอบข้าง ทุกคนต่างแต่งตัวดีและดูมีฐานะ ต่างจากเธอในชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ดูมอมแมมเล็กน้อยจากการทำงาน
ไม่นานนัก พยาบาลก็เดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ "คุณธีรภัทร์คะ คุณหมอเรียกแล้วค่ะ"