Share

บทที่ 3

Author: Nuan4545
last update publish date: 2026-08-18 20:25:00

ทันทีที่รัญชิดาก้าวลงจากรถ หัวใจของเธอยังเต้นแรงกับถ้อยคำสุดท้ายของชายหนุ่ม เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะก้าวเข้าไปในร้านคาเฟ่ที่เธอทำงานอยู่

ผู้จัดการชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ เห็นเธอกลับมาก็รีบก้าวออกมาหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“คุณธีรภัทร์เป็นอย่างไรบ้าง” เขาเอ่ยถามทันทีด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“คุณหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่แผลน้ำร้อนลวกเล็กน้อย ได้ทำแผลกับทายาเรียบร้อยแล้ว”

ผู้จัดการพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าคลายกังวลลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบสายตามองรัญชิดาอย่างพิจารณา “ดีแล้วที่คุณธีรภัทร์ไม่เป็นอะไรมาก…” เขาหยุดเล็กน้อย “คราวหน้าต้องระวังมากกว่านี้นะรัน” ผู้จัดการเอ่ยเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอจนรัญชิดาใจหายวาบ

“ค…ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ

“ครั้งนี้ทำกาแฟหกใส่ลูกค้า ถึงคุณธีรภัทร์จะไม่ว่าอะไร แต่ร้านเราก็เสียภาพลักษณ์ไปแล้ว เข้าใจใช่ไหม” น้ำเสียงจริงจังบ่งบอกว่าเขาไม่ได้พูดเล่น

รัญชิดากัดริมฝีปากแน่น พยักหน้าเงียบ ๆ

ผู้จัดการถอนหายใจ ก่อนเอ่ยคำตัดสินเด็ดขาด “งั้นเดือนนี้ ฉันจะหักเงินเดือนเธอเพื่อไม่ให้คนอื่นมองว่าลำเอียง จำไว้ให้ดีนะรัน งานแบบนี้พลาดบ่อย ๆ ไม่ได้”

รัญชิดาก้มหน้าลงต่ำทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เสียงในอกเหมือนถูกกดทับแน่น เธอรู้ตัวดีว่าความผิดครั้งนี้เกิดจากความสะเพร่าเอง จะโทษใครไม่ได้เลย

“ค่ะ ผู้จัดการ” เธอตอบเสียงแผ่ว พยายามควบคุมไม่ให้น้ำเสียงสั่นเครือ “รันจะระวังมากกว่านี้ค่ะ”

มือเล็กกำชายผ้ากันเปื้อนแน่นจนข้อนิ้วซีด เธอเลือกที่จะไม่แก้ตัว ไม่โต้เถียง ยอมรับโทษทุกอย่างโดยไม่บ่ายเบี่ยง เพราะในใจรู้ดี…นี่คือความรับผิดชอบของเธอ

หลังเลิกงาน รัญชิดาเดินออกมาจากร้าน แสงไฟตามถนนใหญ่เริ่มพร่ามัวเมื่อเธอเลือกจะเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ เพื่อกลับบ้าน ระยะทางสองกิโลเมตรดูไม่ไกลนัก แต่สำหรับหญิงสาวที่ทำงานมายาวนานทั้งวัน ขาของเธอเริ่มล้าแทบจะยกไม่ไหว ทว่าเธอก็ยังยิ้มบาง ๆ ให้ตัวเอง เพราะอย่างน้อยการเดินกลับก็ช่วยประหยัดค่าโดยสารที่เธอไม่กล้าฟุ่มเฟือย

บ้านที่รัญชิดาอาศัยอยู่เป็นบ้านเช่าครึ่งปูนครึ่งไม้สองชั้นเล็ก ๆ ในซอยแคบ ๆ เพื่อนบ้านรอบข้างล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ เสียงทีวีจากบ้านข้าง ๆ ดังลอดออกมาเป็นระยะ กลิ่นแกงส้มและปลาทอดลอยมาตามลม แต่ในกระเป๋าของเธอกลับมีเพียงขนมปังราคาไม่กี่บาทที่ตั้งใจซื้อกลับไปให้น้องชาย

เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เธอเงยหน้ามองผนังไม้ที่เก่าและเริ่มผุพังบางส่วน แสงไฟสลัวจากชั้นบนทำให้รู้ว่าแม่เลี้ยงของเธอยังไม่เข้านอน รัญชิดาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป

นี่คือบ้าน…บ้านที่ไม่ใช่ของเธอแท้ ๆ แต่เธอก็ไม่มีที่อื่นให้กลับไป เธออาศัยอยู่กับพ่อแท้ ๆ ของเธอ แม่เลี้ยง และน้องชายต่างแม่ แม้พ่อจะรักเธอ แต่สายตาที่แม่เลี้ยงใช้มองเธอมักเต็มไปด้วยความรำคาญ และน้องชายที่กำลังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อก็มักทำตัวมีปัญหาอยู่เสมอ

ทุกครั้งที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน รัญชิดารู้สึกเหมือนแบกความกดดันเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งก้อนบนบ่า แต่เธอก็ต้องกัดฟันอดทน เพราะเธอไม่มีสิทธิ์เลือก

เมื่อรัญชิดาเปิดประตูเข้ามา กลิ่นอาหารที่ยังอุ่น ๆ ลอยมาแตะจมูก เธอเห็นพ่อกำลังนั่งรออยู่ตรงโต๊ะไม้เก่า ๆ ในห้องโถงเล็ก ๆ ใบหน้าที่เริ่มมีร่องรอยความชราของท่านยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นเธอก้าวเข้ามา

“รัน กลับมาแล้วเหรอลูก เหนื่อยมั้ย วันนี้ทำงานหนักหรือเปล่า” เสียงทุ้มอบอุ่นถามอย่างห่วงใย

รัญชิดาฝืนยิ้ม หย่อนกระเป๋าสะพายลงข้างเก้าอี้ “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะพ่อ รันโอเคค่ะ” ถึงแม้ในความจริงเท้าของเธอแทบจะหมดแรงก็ตาม

“แล้ววันนี้ทำไมพ่อกลับเร็วจังเลยคะ” รัญชิดาเอ่ยถามอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นพ่อนั่งอยู่บนโซฟา ทั้งที่เวลานี้ตามปกติแล้ว เขาควรจะยังอยู่บนท้องถนนกับงานขับแท็กซี่

สุรพลยกยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับคล้ายซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ “พ่อรู้สึกเพลียนิดหน่อย เลยตัดสินใจไม่ฝืน…อยากกลับมากินข้าวกับลูก ๆ กับแม่ที่บ้านบ้าง” เสียงทุ้มที่ออกมาช่างอบอุ่น แต่ก็ฟังดูโรยแรงในที

ในใจของรัญชิดาเจ็บหน่วงขึ้นมา เธอไม่อยากเห็นพ่อแบกรับความเหนื่อยยากเช่นนี้เลย หากไม่ติดเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระที่กองอยู่ตรงหน้า เธออยากให้พ่อได้พักอย่างสบาย ไม่ต้องขับรถรอนแรมดึกดื่นทุกวัน

“รัน กลับมาแล้วเหรอ มากินข้าวเถอะ แม่ทำไว้รอแล้ว” เสียงสมพรดังมาจากครัว

รัญชิดาฝืนยิ้ม เดินไปล้างมือแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ข้าวสวยร้อน ๆ กับแกงจืดหมูสับวางเรียงราย ถึงแม้จะเป็นอาหารเรียบง่าย แต่สำหรับเธอแล้ว มันคือความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้ลืมความเหนื่อยล้าจากทั้งวันได้ชั่วขณะ

“แล้วน้องล่ะค่ะ ไม่มาทานข้าวหรือ” เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ทานไปแล้วล่ะ เห็นว่าไม่สบายเลยขอตัวขึ้นไปนอนแล้ว” พ่อของเธอตอบ พลางถอนหายใจเบา ๆ ราวกับยังเป็นห่วงลูกทั้งสองอยู่ แม้จะเหนื่อยล้าจากงานทั้งวัน

รัญชิดามองอาหารตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ในใจอดเป็นห่วงพ่อไม่ได้ไม่อยากให้ท่านต้องเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป แต่ก็ทำอะไรได้เพียงแค่เฝ้ามองและฝืนยิ้มไปพร้อม ๆ กับพยายามกลั้นความห่วงใยเอาไว้

เมื่อทานข้าวกันได้ครู่ใหญ่ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เหมือนจะสงบก็เริ่มเปลี่ยนไป

“รัน…” สมพร แม่เลี้ยงวางช้อนลงช้า ๆ ก่อนถอนหายใจ “ค่าใช้จ่ายในบ้านมันเยอะขึ้นทุกวัน ไหนจะค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าบ้าน ค่าเรียนน้องอีก”

รัญชิดาชะงัก ก้มหน้าลงทันทีเหมือนเด็กที่ถูกตำหนิ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามา เธอรู้ดีว่าเงินที่เธอหามาจากการทำงานพิเศษยังไม่พอ แม้จะพยายามแล้วก็ตาม

สุรพลเห็นสีหน้าลูกสาวก็รีบเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พอแล้ว ไม่ต้องพูดตอนนี้ ให้รันกินข้าวให้เสร็จก่อน”

“ฉันจะพูดตอนนี้ คุณเงียบไปเลยนะ!” สมพรหันไปว่าให้สามีตัวเอง พร้อมกับจ้องตาเขม็ง

สุรพลเงียบไป แต่อึดอัดกับสายตาที่จ้องเขม็งมา รู้สึกเหมือนตัวเองถูกจับผิดทุกความคิด

รัญชิดาก้มหน้าลง พูดเบา ๆ “ไม่เป็นอะไรค่ะพ่อ” ก่อนจะเปิดกระเป๋าสตางค์ และหยิบธนบัตรส่งให้ผู้เป็นมารดา

นางสมพรรับมา นับเงินแล้วถอนหายใจ

“แค่ห้าพันมันจะพออะไรล่ะ” เธอบ่นเสียงต่ำ

รัญชิดาพูดเสียงอ่อน “นี่เป็นค่ากับข้าว ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่าบ้าน รันจะไปจ่ายเองค่ะ ถ้าแม่คิดว่าไม่พอ เดี๋ยวพอเงินออกวีคหน้ารันเอามาให้ใหม่ค่ะ”

นางสมพรพยักหน้า “ก็ได้…” เธอว่าพลางเก็บเงินเข้ากระเป๋า

สุรพลมองหน้าภรรยาตัวเองด้วยสายตาเอือมระอาใจ เขาอยากจะต่อว่าหรือห้ามอะไรสักอย่าง แต่ก็รู้ดีว่าถ้าเอ่ยปากออกไปตอนนี้ คงจะยิ่งทำให้สมพรไม่พอใจมากขึ้น เลยได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วหลับตาเล็กน้อย พยายามกลั้นความอึดอัดไว้

ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันถัดมา บรรยากาศในร้าน เดอะ ลอฟ คาเฟ คลาคล่ำไปด้วยลูกค้าที่แวะมานั่งพักผ่อนและทำงาน

ประตูร้านถูกผลักออกเบา ๆ เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ เหนือบานประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งของ ธีรภัทร์ ที่ก้าวเข้ามา เขาสวมชุดสูทเนี๊ยบสีเข้ม แต่ดีไซน์ทันสมัยดูไม่เป็นทางการจนเกินไป ยิ่งเสริมให้รูปลักษณ์ดูสง่างามและมีเสน่ห์สะดุดตา

รัญชิดาที่กำลังง่วนอยู่หลังเคาน์เตอร์ รับออเดอร์จากลูกค้าด้วยรอยยิ้มประจำตัว เธอเงยหน้าขึ้นอย่างเคยเพื่อกล่าวทักทาย แต่ถ้อยคำที่ตั้งใจจะเอ่ยกลับชะงักค้างอยู่ตรงริมฝีปาก

ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อย เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ไม่คิดว่าจะปรากฏตรงหน้า ใบหน้าของชายที่เธอไม่เคยลืม และไม่คิดว่าจะได้เจออีกครั้ง

หัวใจของรัญชิดาเต้นสะดุด จังหวะรวนเรจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เธอไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกใจที่ได้พบเขาอย่างไม่คาดคิด หรือเพราะแววตาลึกซึ้งที่ชายหนุ่มทอดมองตรงมา มันช่างราวกับสายตานั้นสามารถสั่นคลอนโลกทั้งใบของเธอให้ไหวสะเทือนได้ในพริบตาเดียว

หญิงสาวรีบสูดหายใจเข้าลึก ดึงสติกลับคืนมาอย่างยากลำบาก ก่อนบังคับให้ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ตามแบบฉบับของพนักงานต้อนรับ เธอพยายามปิดบังความวูบไหวในใจ และเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด

“สวัสดีค่ะ…คุณภีม จะรับอะไรดีคะ”

ธีรภัทร์ยกยิ้มมุมปาก แววตาคมทอดมองเธออย่างไม่ปิดบัง "เอสเปรสโซ่เย็นแก้วหนึ่งครับ"

รัญชิดาพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าจอของเครื่องรับออเดอร์ ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนเมนู “เอสเปรสโซ่เย็น” อย่างรวดเร็ว แต่หัวใจกลับเต้นแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ เธอกด “ยืนยันออเดอร์” ส่งตรงไปยังบาร์กาแฟ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

“รอสักครู่นะคะ” น้ำเสียงเธอสั่นน้อย ๆ แต่ยังคงความสุภาพเอาไว้ได้ เธอหันหลังกลับไปและเริ่มลงมือทำกาแฟให้เขา เธอพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด

ธีรภัทร์พยักหน้า ยกยิ้มบางที่มุมปาก ร่างสูงโปร่งเดินไปเลือกที่นั่งริมกระจก ทว่าดวงตาคมยังไม่วายหันกลับมามองเธอเป็นระยะ ราวกับไม่คิดจะปล่อยให้เธอหลุดพ้นจากสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว

รัญชิดาล้วงมือไปหยิบถาดใส่แก้วกาแฟเย็นที่พึ่งทำเสร็จจากบาร์ ปลายนิ้วเธอสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น แต่เธอก็พยายามควบคุมให้มั่นคงที่สุด

เธอเดินไปยังโต๊ะริมกระจกที่ธีรภัทร์นั่งอยู่ ดวงตาคมของเขายังคงจับจ้องมาที่เธอราวกับอ่านทุกความรู้สึก

“เอสเปรสโซ่เย็นของคุณลูกค้าค่ะ” เธอเอ่ยเสียงสุภาพ พลางวางแก้วเครื่องดื่มไปตรงหน้าเขาอย่างระมัดระวัง

ธีรภัทร์ยกยิ้มบาง ๆ รับแก้วกาแฟ “ขอบคุณครับ” น้ำเสียงเรียบแต่มีความอบอุ่นเจืออยู่

รัญชิดายืนรออยู่สักครู่ รู้สึกว่าทุกลมหายใจของเธอเหมือนหยุดชั่วขณะ เมื่อต้องอยู่ใกล้เขาเพียงไม่กี่ก้าว หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา

“เอ่อ…ถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มก็บอกได้นะคะ” เธอกล่าว พยายามให้เสียงฟังดูปกติที่สุด

"วันนี้คุณเลิกงานกี่โมง"

“ฉันเลิกประมาณห้าโมงเย็นค่ะ” เธอตอบเสียงเบา แอบรู้สึกใจเต้นแรงราวกับเพิ่งวิ่งขึ้นบันไดหลายชั้น "คุณภีมมีอะไรหรือเปล่าค่ะ"

ธีรภัทร์ยิ้มมุมปาก “งั้นผมจะนั่งรอคุณเลิกงานนะ”

รัญชิดาเงยหน้าขึ้น แววตาแสดงความสงสัย “นั่งรอฉัน…ทำไมคะ”

ธีรภัทร์ หัวเราะเบา ๆ “ก็…เมื่อวานคุณทำกาแฟหกใส่ผม จำไม่ได้แล้วเหรอ”

“จำได้ค่ะ” รัญชิดาตอบเสียงแผ่ว ใบหน้าเริ่มแดงก่ำด้วยความอับอาย

“วันนี้ผมต้องเข้าไปล้างแผลที่โรงพยาบาล” เขาพูดพร้อมกับยิ้ม “ผมอยากให้คุณไปด้วย”

รัญชิดาชะงักไปเล็กน้อย ใจเต้นแรงราวกับมีใครมากดปุ่มอยู่ตรงกลางอก เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ได้ค่ะ งั้นคุณนั่งรอฉันซักครู่นะคะ เดี๋ยวร้านใกล้ปิดแล้ว” เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“ครับ” ธีรภัทร์ตอบเสียงเรียบ แต่แววตาคมยังคงจับจ้องเธออยู่ตลอดเวลา

เมื่อถึงเวลาเลิกงาน รัญชิดา ก็เดินมาหา ธีรภัทร์ ที่ยังคงนั่งรอเธออยู่ตรงมุมเดิม เขากำลังเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้วยท่าทางสบายๆ

"ขอโทษที่ให้รอนะคะ" รัญชิดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย

"ไม่เป็นไรครับ" เขาตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ "ผมไม่ได้มารอนานขนาดนั้น"

ธีรภัทร์ลุกขึ้นยืนแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงขายาวสีเข้มที่เข้าชุดกับเสื้อเชิ้ตของเขา เขายิ้มบางๆ แล้วผายมือเชิญให้เธอเดินนำไปก่อนอย่างสุภาพ “เชิญครับ”

“ค่ะ” รัญชิดาตอบรับและเดินนำเขาไปที่ลานจอดรถด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของเขาที่ดูสุภาพอ่อนโยนและให้เกียรติเธอเสมอ

ธีรภัทร์เดินมาถึงรถแล้วเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้กับหญิงสาว

“ขอบคุณค่ะ” รัญชิดาตอบเบา ๆ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะฝั่งผู้โดยสาร ปรับตัวให้นั่งสบาย ขณะที่หัวใจเต้นแรงเพราะความใกล้ชิด

หลังจากนั้น ธีรภัทร์ขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ กดสตาร์ทรถแล้วมองเธอด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะขับออกไป

รัญชิดานั่งเงียบ ๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ความรู้สึกหลากหลายปะปนอยู่ในใจ ทั้งความกังวล ความประหม่า และความตื่นเต้น เธอมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ…หัวใจของเธอกำลังเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   บทที่ 91

    "แต่งงานกับผมนะ รัญชิดา มาสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบของเราตลอดไป" รัญชิดารับช่อดอกกุหลาบมาไว้ในอ้อมแขน น้ำตาแห่งความสุขไหลอาบแก้ม เธอพยักหน้ารับทั้งน้ำตา "ค่ะ! รันจะแต่งงานกับคุณค่ะ คุณภีม" ธีรภัทร์ยิ้มกว้างอย่างที่สุด เขาลุกขึ้นยืนและดึงเธอเข้ามากอดอย่างแนบแน่น จูบท่ามกลางแสงดาวและแสงไฟ

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   บทที่ 90

    สมพรจ้องมองธีรภัทร์และรัญชิดาสลับกันไปมา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความงุนงง แต่เมื่อประเมินทักอย่างได้แล้ว เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้ก็เป็นลูกชายเศรษฐี ไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณพีรพงษ์เลย และที่สำคัญที่สุด... ลูกสาวเธอก็ยังคงได้แต่งงานกับคนรวย ใบหน้าของสมพรที่เคยตึงเครียดก็เริ่มคลายลง เปลี่ยนเป็นรอยยิ

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   บทที่ 89

    รัญชิดาปลดเข็มขัดนิรภัย หันไปมองธีรภัทร์ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นคง "พร้อมนะคะ คุณภีม" รัญชิดาถาม "พร้อมกว่านี้ไม่มีอีกแล้วครับ" ธีรภัทร์ตอบ ก่อนจะกดจูบลงบนหลังมือเธอเบา ๆ "ตอนนี้ผมเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณแล้ว" ทั้งสองก้าวลงจากรถ และเดินเข้าไปในตัวบ้าน เมื่อเข้ามาในบ้าน รัญชิ

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   บทที่ 88

    นางปราณียืนงงอยู่ครู่หนึ่ง เธอสลับมองระหว่างรัญชิดาที่นั่งเคียงคู่กับธีรภัทร์ กับพีรพงษ์ที่นั่งหัวโต๊ะกับเมษา บรรยากาศมันช่างแปลกประหลาดจนเธอไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลย เธอจึงเก็บความสงสัยทั้งหมดไว้ในใจ ไม่กล้าซักถามอะไรออกมา เธอรีบเดินไปยกอาหารเช้ามาเสิร์ฟตามคำสั่ง วางจานอาหารลงตรงหน้าทุกคนอย่างเ

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   บทที่ 87

    เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น รัญชิดาเดินกะเผลกเบา ๆ ลงมาจากบันได อาการปวดที่เท้าทุเลาลงมากจนแทบไม่รู้สึก แต่ความเหนื่อยล้าจาก 'ค่ำคืนที่ไม่จบลงง่าย ๆ' ยังคงทำให้ใบหน้าเธอมีร่องรอยความสุขที่ปิดไม่มิด เธอเดินมาที่ห้องอาหาร เห็นนางปราณีกำลังจัดโต๊ะอาหารอย่างขะมักเขม้น "อรุณสวัสดิ์ค่ะ ป้าณี" รัญชิดาทักทา

  • วิวาห์แค้นใต้เงาเงิน   บทที่ 86

    "ไม่จริง!" ธีรภัทร์ปฏิเสธเสียงต่ำ "คุณไม่ได้มีแค่โชคชะตา! คุณมีผม! ผมรักคุณ รัญชิดา! และผมจะไม่ยอมปล่อยให้คุณไปเป็นของใครอีกแล้ว" เขาขยับตัวลงจากเตียง ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอทันที ใบหน้าของเขาจริงจังและเต็มไปด้วยความรู้สึก รัญชิดาตกใจจนมือทาบอก "คุณภีม! คุณจะทำอะไรคะ ลุกขึ้นสิ!" รัญชิดาอุทานด้ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status