Home / วาย / วิศวะราชัน / บทที่ 4: กระโปรงเชียร์กับกลิ่นหมูกระทะ

Share

บทที่ 4: กระโปรงเชียร์กับกลิ่นหมูกระทะ

last update publish date: 2026-10-16 10:08:17

บทที่ 4: กระโปรงเชียร์กับกลิ่นหมูกระทะ

ควันสีขาวขุ่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นมันหมูไหม้เกรียมและกลิ่นถ่านไม้ลอยคลุ้งอยู่ใต้เพิงสังกะสีของร้านหมูกระทะบุฟเฟต์ท้ายซอย ลมพัดพาเอาละอองควันพวยพุ่งไปตามแนวยาวของโต๊ะสแตนเลส เสียงเพลงลูกทุ่งจังหวะสามช่าที่เปิดจากลำโพงตู้ไม้หน้าร้านดังแทรกเสียงตะโกนคุยข้ามโต๊ะและเสียงแก้วกระทบกันระงม แสงไฟนีออนสีส้มสลัวสะท้อนกับหยดน้ำแข็งที่เกาะข้างเหยือกน้ำอัดลม บรรยากาศดิบเถื่อนและจอแจสไตล์ร้านหมูกระทะเด็กมหาลัยช่วงปลายสัปดาห์

โต๊ะตัวยาวริมรั้วถูกยึดครองโดยแก๊งวิศวะเครื่องกลร่วมสิบชีวิต

ฝั่งหนึ่งคือรุ่นพี่ปีสี่ขาใหญ่ของชมรมมอเตอร์สปอร์ต นำโดยไม้ที่นั่งถกแขนเสื้อช็อปคีบมันหมูก้อนขาวลงไปถูกระทะอะลูมิเนียมจนเสียงดังฉ่า ถัดไปคือภีมที่คอยเปิดขวดน้ำอัดลมแจกจ่ายอย่างใจเย็น และม่านฟ้าที่นั่งไขว่ห้างเท้าคาง คอยใช้ตะเกียบเขี่ยผักบุ้งลงในร่องน้ำซุป

ส่วนอีกฝั่งคือเด็กปีหนึ่งสามสี่คนที่นั่งตัวลีบติดกัน บาสกับเติร์ดนั่งเกร็งจนหลังตรงแทบไม่กล้าขยับตะเกียบ มีเพียงโอมที่พอจะยิ้มแหยๆ รับมุกรุ่นพี่ได้บ้าง

และตรงหัวโต๊ะ... ชายหนุ่มสองคนที่นั่งติดกันกลับสร้างบรรยากาศแปลกประหลาดที่ทำให้คนทั้งโต๊ะต้องลอบมองอยู่เป็นระยะ

เหนือเมฆนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีแดงตัวเตี้ย ข้อนิ้วชี้ข้างขวามีพลาสเตอร์ยาแผ่นเล็กปิดทับรอยถลอกจากการงัดประแจเมื่อวาน เขาก้มหน้ามองถ้วยน้ำจิ้มงาผสมพริกกระเทียมตรงหน้าเงียบๆ เสื้อยืดสีเทากับกางเกงยีนส์ตัวเก่าดูแปลกแยกจากเสื้อช็อปของคนอื่น

ความจริงเขาไม่ได้อยากมาเหยียบร้านนี้ตั้งแต่แรก แต่หลังจากเลิกเรียนตอนเย็น ไม้ก็ขับรถกระบะของชมรมไปยกเอารถมอเตอร์ไซค์คันพังของเขาขึ้นท้ายกระบะไปไว้ที่โรงช็อปตามคำสั่งของราชัน พอเหนือเมฆตามไปทวงกุญแจรถคืน คนสั่งการกลับยืนพิงโต๊ะเครื่องมือ กอดอกบอกหน้าตายว่า ‘รถมึงรื้ออะไหล่อยู่ ยังไม่เสร็จ ถ้าอยากได้คืน ก็เดินตามไปกินหมูกระทะท้ายซอย’

สุดท้ายเด็กปีหนึ่งทั้งกลุ่มเลยโดนลากตัวมานั่งเป็นตัวประกันอยู่ที่นี่

“แดกเยอะๆ ไอ้พวกปีหนึ่ง ไม่ต้องนั่งเกร็งเหมือนมาสอบสัมภาษณ์” ไม้ส่งเสียงห้าว พลางใช้ที่คีบเหล็กคีบหมูหมักนุ่มกองโตเทลงบนกระทะจนควันขาวฟุ้ง “ไอ้คิงมันเปิดกระเป๋าจ่ายไม่อั้น วันนี้วันต้อนรับช่างเครื่องใหม่ของชมรม แดกให้กระเพาะฉีกไปเลย!”

“ขอบคุณครับพี่ไม้” บาสยกมือไหว้ปลกๆ ก่อนจะสะกิดแขนเหนือเมฆเบาๆ ใต้โต๊ะ กระซิบเสียงรอดไรฟัน “มึง... คีบหมูแดกบ้างเหอะ นั่งหน้านิ่งจนพี่ราชันจะแดกหัวมึงแทนหมูแล้วเนี่ย”

เหนือเมฆไม่ได้ตอบเพื่อน แต่เขาสัมผัสได้ถึงไอร้อนและแรงกดดันจากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

ราชันนั่งพิงพนักเก้าอี้พลาสติกข้างตัวเขา แขนเสื้อเชิ้ตสีดำถูกพับร่นขึ้นมาจนถึงข้อศอก ท่อนขาเหยียดออกด้านข้างจนหัวเข่าแทบจะชนกับขาของเหนือเมฆ มือหนาข้างหนึ่งถือคีบเหล็กคอยกลับเนื้อหมูบนเตาไฟอย่างใจเย็น คอยเลื่อนจานผักและถ้วยน้ำจิ้มเข้ามาใกล้ฝั่งของเหนือเมฆโดยไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงสายตาดุดันที่ปรายตามองถ้วยเปล่าของน้องเป็นระยะ

“เอาเบียร์หน่อยไหมน้องเหนือเมฆ” พีทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกขวดเบียร์สีเขียวขึ้นมา แกล้งทำตาเยิ้มส่งยิ้มกวนประสาท “แก้วนี้พี่ชงให้เป็นพิเศษเลยนะ รับรองหวานเจี๊ยบ”

ยังไม่ทันที่เหนือเมฆจะอ้าปากตอบ มือหนาของคนที่นั่งข้างๆ ก็เอื้อมผ่านหน้าเขาไป คว้าหมับเข้าที่คอขวดเบียร์ในมือพีท แล้วดันกลับไปทางเดิมหน้าตาเฉย

“มันกินน้ำอัดลม” ราชันบอกเสียงเรียบ

“โถ่ ไอ้คิง มึงจะหวงอะไรขนาดนั้นวะ” พีทเบ้ปาก บ่นอุบอิบ “น้องมันโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว ให้จิบนิดจิบหน่อยเปิดคอจะเป็นไรไป ทีตอนปีหนึ่งพวกเราโดนรุ่นพี่ยัดเหล้าขาวจนอ้วกพุ่งไม่เห็นมึงว่าอะไรเลย”

“ตอนนั้นกูก็ไม่ได้อยากแดก” ราชันตวัดสายตามองเพื่อนสนิทด้วยความเย็นชา “แล้วถ้ามึงยังไม่หยุดพูดมาก กูจะเอาก้อนถ่านยัดปากมึงแทนหมู”

“ดุจริงโว้ย พ่อคุณ” พีทหัวเราะร่า ยกแก้วเบียร์ของตัวเองขึ้นซดอึกใหญ่ ก่อนจะหันไปสบตากับม่านฟ้าที่นั่งยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ แววตาของพีทพราวระยับเหมือนคนที่เพิ่งนึกแผนการชั่วร้ายออก

พีทวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดังตึง ควักโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดปลดล็อกหน้าจออย่างรวดเร็ว

“เออ พูดถึงเรื่องตอนปีหนึ่ง... พวกน้องๆ รู้ไหมครับว่าไอ้พี่ราชันของพวกมึงที่นั่งเก๊กขรึม หน้าเหมือนไม่ได้ขี้มาสามวันคนนี้เนี่ย สมัยเข้ามาเรียนใหม่ๆ มันเคยเป็นตัวท็อปของรุ่นมาก่อนนะเว้ย”

บาสกับโอมหูผึ่งทันที แม้แต่เหนือเมฆยังแอบเหลือบสายตาขึ้นมองด้วยความสงสัย

ราชันชะงักมือที่กำลังคีบหมู สันกรามคมกระตุกเกร็งขึ้นมาทันที ดวงตาหรี่แคบลงจ้องหน้าเพื่อนสนิท “ไอ้พีท... มึงเก็บโทรศัพท์ลงไปเดี๋ยวนี้”

“ไม่เก็บโว้ย! ของดีแบบนี้ต้องส่งต่อให้รุ่นน้องดูเป็นบุญตา!” พีทหัวเราะลั่นอย่างไม่กลัวตาย เขารีบก้าวถอยหลัง ลุกขึ้นยืนชูโทรศัพท์ขึ้นสูงแล้วกดเปิดคลิปวิดีโอหนึ่งขึ้นมา “ในฐานะที่น้องเหนือเมฆเพิ่งเข้ามาช่วยงานชมรม พี่ขอมอบสิ่งนี้เป็นของขวัญต้อนรับ!”

หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบ ปรากฏภาพคลิปวิดีโอความละเอียดต่ำที่ถ่ายไว้เมื่อสามปีก่อน

ในคลิปคือลานกิจกรรมกลางแจ้งของคณะวิศวะ มีเสียงกลองสันทนาการตีรัวเป็นจังหวะสนุกสนาน ท่ามกลางแถวนักศึกษาใหม่ มีเด็กหนุ่มปีหนึ่งร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมกริบแต่บูดบึ้งถึงขีดสุด กำลังยืนอยู่แถวหน้าสุดของขบวนหลีดคณะ

สิ่งที่ทำให้ทุกคนแทบพ่นน้ำออกจากปาก คือเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังสวม กระโปรงพลีตสั้นสีชมพูบานเย็นทับกางเกงยีนส์ ในมือถือพู่เชียร์ฟูฟ่องสีเงินสองข้าง ใบหน้าของราชันในตอนนั้นทั้งโกรธ ทั้งอาย และพร้อมจะฆ่าคนได้ทุกวินาที แต่สองแขนสองขากลับต้องขยับสะบัดพู่ไปตามจังหวะเพลงเชียร์ลีดเดอร์อย่างพร้อมเพรียงตามคำสั่งของว้ากเกอร์ปีสี่ในยุคนั้น

‘วิศวะสู้ๆ วิศวะสู้ตาย วิศวะไว้ลาย สู้ตายสู้ๆ!’

เสียงเพลงในคลิปดังแหวกลำโพงออกมาอย่างชัดเจน พร้อมกับภาพราชันที่ต้องจำใจกระโดดตบแล้วสะบัดก้นตามจังหวะด้วยสีหน้าตายด้านสุดขีด

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะระเบิดลั่นออกมาจากปากของพีทและไม้จนโต๊ะข้างๆ หันมามอง ม่านฟ้าหัวเราะจนต้องถอดแว่นตาออกมาเช็ดน้ำตา บาสกับโอมที่ตอนแรกเกร็งจนตัวแข็ง ถึงกับหลุดขำก๊ากออกมาอย่างลืมตัว เอามือกุมท้องจนหน้าแดงก่ำ

“ไอ้เหี้ยพีท! มึงลบคลิปนั้นทิ้งไปตั้งแต่สองปีที่แล้วไม่ใช่เหรอวะ!” ราชันลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูง หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัดที่ถูกแฉอดีตอันน่าอับอายต่อหน้ารุ่นน้อง เขาขยับตัวจะเดินข้ามโต๊ะไปแย่งโทรศัพท์ แต่พีทไหวตัวทัน รีบวิ่งหลบไปยืนหัวเราะอยู่หลังเสาร้าน

“กูแบ็กอัปไว้บนคลาวด์โว้ย! คิดว่ากูจะยอมลบสมบัติล้ำค่าของรุ่นเราเหรอวะ!” พีทตะโกนล้อเลียนข้ามโต๊ะ “ดูกล้ามขาน้องคิงตอนใส่กระโปรงสีชมพูสิครับน้องๆ พริ้วไหวสุดๆ!”

ราชันยืนกำหมัดแน่น ฟันกรามบดเข้าหากันจนนูนเด่น ใบหูทั้งสองข้างแดงก่ำลามไปจนถึงลำคอ เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปลากคอเพื่อนสนิทมาชำระแค้น

แต่แล้ว... เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างตัว

“คึ... ฮึๆ...”

ราชันชะงักฝีเท้า ค่อยๆ ก้มสายตากลับลงมามองคนที่นั่งอยู่ข้างเก้าอี้ของเขา

เหนือเมฆนั่งเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น ไหล่ทั้งสองข้างสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ดวงตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความแข็งกร้าวและเย็นชา บัดนี้กลับหยีโค้งลงจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว แก้มขาวเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อจากแรงกลั้นขำ

แต่สุดท้ายเด็กดื้อก็กลั้นไม่อยู่

เหนือเมฆหลุดเสียงหัวเราะพรืดออกมาอย่างหมดรูป สองมือปล่อยออกจากปาก ก้มหน้าฟุบลงกับขอบโต๊ะ หัวเราะจนตัวโยนจนผมหน้าม้าปรกกระจาย เสียงหัวเราะสดใส ดังกังวาน และไร้ซึ่งเกราะป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น

มันเป็นรอยยิ้มแรก... และเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขครั้งแรกที่ราชันได้เห็นจากเด็กคนนี้

เสียงดนตรีรอบข้าง เสียงหัวเราะล้อเลียนของพีท หรือแม้แต่เสียงโวยวายของคนในร้าน พลันเงียบหายไปจากประสาทการรับรู้ของราชันในทันที

ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบที่เคยดุดันตรึงแน่นอยู่บนใบหน้าของเหนือเมฆ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเนิบช้าและหนักแน่น กลับเริ่มเต้นรัวแรงขึ้นมา ความโกรธที่พร้อมจะเล่นงานพีทเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกแน่นอยู่ในอก

ราชันค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกข้างตัวน้องตามเดิม

เขาไม่สนใจคลิปบนโทรศัพท์ของพีทอีกต่อไป

มือหนาหยิบที่คีบเหล็กขึ้นมา คีบเนื้อหมูสามชั้นชิ้นหนาที่ย่างทิ้งไว้บนกระทะจนส่งกลิ่นหอม ชิ้นส่วนขอบนอกไหม้เกรียมเป็นสีน้ำตาลทอง กรอบกำลังดี ราชันจุ่มมันลงในถ้วยน้ำจิ้มของตัวเองเบาๆ เพื่อลดความร้อน ก่อนจะคีบไปวางลงบนจานข้าวของเหนือเมฆที่ยังคงนั่งก้มหน้าขำจนไหล่สั่น

แปะ

เหนือเมฆชะงัก เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลง เขายกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาที่เล็ดออกมาตรงหางตา เงยหน้าขึ้นมองชิ้นหมูสามชั้นในจาน สลับกับมองหน้าคนที่เพิ่งคีบมาให้

ราชันไม่ได้สบตาเขา คนตัวสูงนั่งหันหน้าเข้าหากระทะ มือยังคงคีบเนื้อหมูชิ้นใหม่ลงไปย่าง ใบหน้าคมคายปั้นนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใบหูทั้งสองข้างกลับแดงก่ำตัดกับผิวสีแทนอย่างชัดเจน

“ขำพอหรือยัง” ราชันถามเสียงห้วน ทุ้มต่ำและแหบพร่า

เหนือเมฆเม้มริมฝีปาก พยายามกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย “ยังครับ... กระโปรงสีชมพูเหมาะกับพี่ดีนะ”

“ปากดี” ราชันหันมาปรายตามองดุๆ แต่แววตาคู่นั้นกลับไม่มีความโกรธเคืองหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย “แดกเข้าไปได้แล้ว ย่างให้จนเกรียมหมดแล้วเนี่ย ถ้าผอมกว่านี้กูจะจับมึงมาเต้นหลีดแทนกู”

เหนือเมฆมองควันไฟที่ลอยกรุ่นจากชิ้นหมูสามชั้นในจาน รอยยิ้มบางๆ ยังคงแต้มอยู่บนริมฝีปาก เขาใช้ตะเกียบคีบหมูชิ้นนั้นเข้าปาก เคี้ยวความกรอบนอกนุ่มในและความหวานฉ่ำของเนื้อหมูที่ถูกย่างมาอย่างพอดี ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วช่องอกอย่างประหลาด

ม่านฟ้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสร้งยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบหลังกรอบแว่นจับจ้องมองปฏิกิริยาของเพื่อนสนิทมาตั้งแต่ต้น เธอเห็นทุกการกระทำ ตั้งแต่จังหวะที่ราชันนิ่งอึ้งมองรอยยิ้มของเด็กปีหนึ่ง ไปจนถึงตอนที่มือหนาค่อยๆ คีบหมูชิ้นที่สวยที่สุดลงในจานของน้อง

ม่านฟ้าขยับตัว โน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ราชันเล็กน้อย

เธอเอียงคอ กระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมพอที่จะทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินชัดเจน

“มึงมองเด็กมันเหมือนอยากกลืนลงคอไปทั้งตัวแล้วนะคิง”

ราชันชะงักมือที่กำลังคีบหมูทันที สันกรามคมขบแน่น เขาเหลือบสายตาขึ้นมองม่านฟ้าด้วยสายตาคาดโทษ แต่หญิงสาวเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน ก่อนจะหันกลับไปชนแก้วกับไม้หน้าตาเฉย

ทิ้งให้ราชันนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางควันหมูกระทะที่ลอยคลุ้ง พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังล้นทะลักอยู่ในอก... ความรู้สึกที่เขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ต่อให้ใช้กฎหรืออำนาจทั้งหมดที่มี เขาก็คงไม่มีทางควบคุมมันได้อีกต่อไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิศวะราชัน   ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุด

    ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล

  • วิศวะราชัน   ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)

    ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ

  • วิศวะราชัน   บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชัน

    บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ

  • วิศวะราชัน   บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชัน

    บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา

  • วิศวะราชัน   บทที่ 33: ธงตราหมากรุก

    บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน

  • วิศวะราชัน   บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อก

    บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status