LOGINบทที่ 3: กุญแจรถกลางสายฝน
ท้องฟ้าหลังหกโมงเย็นมืดเร็วกว่าปกติ เมฆฝนก้อนหนาทึบแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณมหาวิทยาลัยจนกลายเป็นสีเทาหม่น เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ในอก ลมกรรโชกแรงพัดพาเอาละอองน้ำสาดซัดเข้ามาใต้เพิงสังกะสีของลานจอดรถมอเตอร์ไซค์หลังตึกภาควิชาเครื่องกล ก่อนที่สายฝนห่าใหญ่จะเทกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา น้ำฝนเริ่มเอ่อท่วมขังตามรอยแตกของพื้นยางมะตอย ส่งกลิ่นดินชื้นและกลิ่นโอโซนคละคลุ้ง นักศึกษาส่วนใหญ่รีบเร่งฝ่าฝนกลับหอพักไปตั้งแต่คาบแล็บสุดท้ายเลิก ทิ้งให้ลานจอดรถที่มีเพียงแสงไฟนีออนสลัวติดๆ ดับๆ เหลือเพียงความเงียบงันและเสียงเม็ดฝนตกกระทบแผ่นสังกะสีดังกึกก้อง ตรงมุมเสาต้นในสุด เหนือเมฆนั่งยองๆ อยู่ข้างมอเตอร์ไซค์ครอบครัวคันเก่าสภาพผ่านศึก ปลายขากางเกงยีนส์เปียกชุ่มจนแนบไปกับข้อเท้า เสื้อช็อปสีกรมท่าถูกถอดออกพาดไว้บนเบาะ เหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวคอกลมที่เปื้อนคราบน้ำมันและฝุ่นดำเป็นดวงๆ แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือที่วางพิงไว้กับก้อนอิฐส่องกระทบล้อหลังที่นิ่งสนิท แบตเตอรี่หน้าจอขึ้นแถบสีแดงเตือนว่าเหลือไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ มือขวาของเขากำประแจแหวนเบอร์สิบแน่น ข้อมือออกแรงขันน็อตยึดก้านดึงเบรกหลังที่ขึ้นสนิมเขรอะจนเส้นเลือดปูดโปน กริ๊ก... ปัก! ปากประแจรูดหลุดออกจากหัวน็อตหกเหลี่ยมเป็นรอบที่สี่ คมเหล็กครูดเข้าที่ข้อนิ้วชี้อย่างแรงจนผิวหนังถลอก เลือดสีสดซึมออกมาผสมกับคราบจารบีสีดำ เหนือเมฆกัดฟันแน่น สะบัดมือไล่ความเจ็บแปลบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก้มลงมองแกนลูกเบี้ยวเบรกหลังที่ขยับค้าง ไม่ยอมคืนตัว สปริงดึงกลับข้างในคงหักหรือผ้าเบรกแตกติดตายอยู่ด้านใน ถ้าฝืนขี่ลุยถนนลื่นๆ ในสภาพที่ล้อหลังพร้อมจะล็อกตายตลอดเวลา รถจะปัดจนคว่ำตั้งแต่โค้งแรกหน้าประตูมอ “เชี่ยเอ๊ย...” เหนือเมฆสบถเบาๆ แข่งกับเสียงฟ้าร้อง ยกหลังมือข้างที่ไม่เปื้อนน้ำมันขึ้นปาดเหงื่อและละอองฝนที่เกาะพราวบนหน้าผาก ยิ่งรีบก็เหมือนยิ่งพัง ถ้าเข็นไปร้านซ่อมหน้ามอ ช่างคงคิดค่าเปิดดรัมเปลี่ยนผ้าเบรกไม่ต่ำกว่าสามร้อยบาท เงินจำนวนนั้นคือค่าข้าวของเขาทั้งอาทิตย์ เขาถึงต้องยอมนั่งงัดแงะมันเองอยู่ตรงนี้ด้วยเครื่องมือเก่าเก็บใต้เบาะ อย่างน้อย... ข้าวกล่องกะเพราเนื้อเมื่อตอนบ่ายก็ช่วยไม่ให้กระเพาะอาหารของเขาบิดเกร็งด้วยความหิวเหมือนทุกวัน แต่ความจริงข้อนั้นกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง หงุดหงิดที่ต้องยอมรับความช่วยเหลือจากคนที่เพิ่งชี้นิ้วสั่งเขาในโรงช็อป เสียงย่ำน้ำหนักๆ ดังแหวกลมฝนเข้ามาใกล้ รองเท้าเซฟตี้หนังแท้เหยียบลงบนแอ่งน้ำขังจนน้ำแตกกระจาย ก่อนที่ละอองฝนที่สาดซัดเข้ามาตามแรงลมจะพลันหยุดชะงักลงดื้อๆ เหนือเมฆชะงัก เงาดำทอดยาวลงมาบดบังแสงไฟนีออนด้านบน ร่มกอล์ฟคันใหญ่สีดำสนิทถูกกางกั้นอยู่เหนือศีรษะของเขา บังสายฝนและลมกระโชกออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบสงบใต้ผ้าร่มหนา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้ผสมกลิ่นยาสูบและน้ำมันเครื่องลอยปะทะจมูก เหนือเมฆเงยหน้าขึ้นมองผ่านหยดน้ำที่เกาะบนแพขนตา ราชันยืนค้ำหัวเขาอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งถือด้ามร่มอย่างมั่นคง เสื้อเชิ้ตสีดำตัวในปลดกระดุมคอสองเม็ด สวมทับด้วยแจ็กเก็ตหนังสีเข้มของชมรมมอเตอร์สปอร์ต ใบหน้าคมคายเรียบสนิทจนน่ากลัว ดวงตาดำจัดใต้คิ้วเข้มก้มมองสภาพของเด็กปีหนึ่งที่นั่งคลุกคราบดำอยู่บนพื้นปูน “ทำอะไร” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ แข่งกับเสียงฝนตกกระทบหลังคาร่ม “ซ่อมรถครับ” เหนือเมฆตอบห้วนๆ ก้มหน้าลงมองดุมล้อต่อ พยายามไม่สนใจคนที่ยืนจ้อง “เบรกมันติดนิดหน่อย” “สภาพนี้ไม่ได้เรียกติดนิดหน่อย” ราชันปรายตามองสายสลิงที่หย่อนยานและหน้ายางที่โล้นจนแทบไม่เห็นร่องรีดน้ำ “ลูกเบี้ยวตาย สปริงดึงกลับขาด สนิมกินจนเกลียวน็อตหวาน ยางหลังก็หมดสภาพ มึงยังจะกล้าคิดขี่มันออกไปบนถนนลื่นๆ อีกเหรอ” “มันรถของผม ผมรู้ระยะเบรกดี” เหนือเมฆจับประแจเตรียมจะออกแรงขันต่อ “ผมค่อยๆ ขี่เกียร์ต่ำเลาะริมฟุตบาทไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงหอ” “ดื้อด้าน” ราชันเอ่ยเพียงคำเดียว ก่อนจะย่อตัวลงมาอย่างรวดเร็ว มือหนาที่ว่างอยู่อีกข้างเอื้อมผ่านหน้าเหนือเมฆไป ปลายนิ้วคีบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ที่เสียบค้างอยู่ตรงสวิตช์สตาร์ต แล้วบิดดึงออกมาหน้าตาเฉย กริ๊ก “เฮ้ยพี่!” เหนือเมฆสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นยืนทันทีจนหัวเกือบชนโครงร่ม “เอากุญแจผมคืนมานะ!” ราชันยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยัดพวงกุญแจเก่าๆ ที่มีแผ่นยางรูปเฟืองของเหนือเมฆลงในกระเป๋าแจ็กเก็ตตัวเองอย่างใจเย็น “พี่ไม่มีสิทธิ์มาหยิบของของผมไปแบบนี้นะ เอาคืนมา!” เหนือเมฆก้าวพรวดเข้าไปจะแย่ง แต่ด้วยความลื่นของพื้นปูนเปียกน้ำ ทำให้รองเท้าผ้าใบเก่าๆ ไถลวูบ เขาเสียหลักเซถลำไปข้างหน้า สองมือที่เปื้อนคราบน้ำมันเครื่องสีดำปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของราชันเต็มแรง หมับ แผ่นอกหนาแน่นตึงใต้แจ็กเก็ตหนังไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว มือซ้ายของราชันยังคงถือด้ามร่มนิ่ง ขณะที่มือขวายื่นมารวบจับต้นแขนของเหนือเมฆไว้แน่นเพื่อดึงพยุงไม่ให้ล้ม ความเงียบทิ้งตัวลงชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงหัวใจของเหนือเมฆที่เต้นกระตุกรัว เหนือเมฆรีบดันตัวออก ก้มมองฝ่ามือตัวเองที่เพิ่งละเลงคราบจารบีและฝุ่นเหล็กสีดำเปื้อนลงบนเสื้อแจ็กเก็ตหนังราคาแพงของรุ่นพี่ปีสี่เป็นรอยฝ่ามือชัดเจน “ผม...” เหนือเมฆชะงัก ลอบกลืนน้ำลายลงคอ “ผมไม่ได้ตั้งใจ...” ราชันก้มมองรอยเปื้อนบนอกเสื้อตัวเอง แววตาไม่เปลี่ยนสี เขาไม่ได้แสดงความหงุดหงิดหรือโกรธเคืองออกมาแม้แต่น้อย มือหนาที่จับต้นแขนเหนือเมฆอยู่เลื่อนลงมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบาง แล้วออกแรงดึงทันที “เดินตามมา” “ไม่ไป! แล้วรถผมล่ะ พี่จะทิ้งไว้ตรงนี้เหรอ ถ้าโดนขโมยขึ้นมาจะทำยังไง!” “รถสภาพเศษเหล็กแบบนี้ ขโมยมันยังขี้เกียจเข็น” ราชันว่าพลางออกแรงลากโดยไม่สนใจแรงขัดขืน “พรุ่งนี้กูจะให้ไอ้ไม้เอากระบะชมรมมายกไปซ่อมที่ช็อป คืนนี้มึงกลับกับกู” “ผมไม่กลับกับพี่ ปล่อยนะพี่ราชัน!” เหนือเมฆพยายามขืนตัว ดึงข้อมือกลับสุดแรง แต่เรี่ยวแรงของคนที่เพิ่งหมดพลังไปกับการขันน็อตเทียบไม่ได้เลยกับคนที่ยกบล็อกเครื่องยนต์เป็นประจำ ราชันไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขากางร่มครอบศีรษะของทั้งคู่ ก้าวยาวๆ ลากเหนือเมฆฝ่าสายฝนตรงไปยังซุ้มจอดรถพิเศษของสตาฟฟ์ด้านข้างตึก ตรงนั้นมีบิ๊กไบค์สปอร์ตสีดำด้านคันใหญ่จอดเทียบอยู่ ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ ท่อไอเสียไทเทเนียม และเส้นสายเฉียบคมบ่งบอกถึงสมรรถนะระดับลงสนามแข่ง เป็นรถที่คนทั้งคณะรู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวที่ครอบครองมัน ราชันหุบร่มลง โยนร่มพาดไว้กับแฮนด์มอเตอร์ไซค์ ก่อนจะล้วงหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กสีเทาเข้มออกจากกระเป๋าเป้สะพายหลัง เขาดึงมือของเหนือเมฆขึ้นมา ออกแรงเช็ดคราบน้ำมันและหยดน้ำออกจากฝ่ามือและนิ้วมือที่ถลอกของคนตัวเล็กกว่าอย่างตั้งใจ สัมผัสของเนื้อผ้าหยาบกร้านผ่านรอยแผลทำเอาเหนือเมฆสะดุ้งเบาๆ แต่สัมผัสจากปลายนิ้วยาวของราชันที่คอยประคองหลังมือเขาไว้ กลับแผ่วเบาและระมัดระวังอย่างประหลาด “เจ็บก็ทน” ราชันพูดเสียงดุ แต่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับการเช็ดคราบดำออกจากซอกเล็บให้น้อง “คราวหลังถ้าไม่มีปัญญาดูแลตัวเอง ก็อย่าริอาจทำตัวเก่ง” เหนือเมฆเม้มปากแน่น มองดูใบหน้าด้านข้างของคนที่ก้มหน้าก้มตาเช็ดมือให้เขา ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาซึมผ่านผิวเนื้อเข้ามาจนความหนาวเย็นจากสายฝนรอบตัวเริ่มจางหายไปทีละน้อย ราชันเก็บผ้าเปื้อนคราบดำลงในกระเป๋า ก่อนจะปลดหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำสนิทที่แขวนอยู่ข้างรถขึ้นมา “ขึ้นรถ” “แต่ผมไม่มีหมวก...” ราชันไม่รอฟังคำปฏิเสธ เขายกหมวกกันน็อกใบนั้นขึ้น สวมครอบลงบนศีรษะของเหนือเมฆช้าๆ ปลายนิ้วหนาช่วยจัดปอยผมเปียกชื้นที่ปรกหน้าผากออกให้ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงสายรัดใต้คาง ปรับระดับให้พอดีแล้วกดล็อกเสียงดัง กริ๊ก กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของราชันอบอวลอยู่ภายในหมวกใบใหญ่ มันอุ่น และช่วยตัดขาดเสียงพายุฝนข้างนอกให้กลายเป็นเพียงเสียงอู้อี้ “แล้วพี่ล่ะ” เหนือเมฆถามผ่านกระจกหน้าหมวกที่เปิดค้างไว้ ราชันไม่ตอบ เขาก้าวขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์คันใหญ่ สตาร์ตเครื่องยนต์ทันที บรึ้ม! เสียงเครื่องยนต์สี่สูบคำรามกึกก้อง ลมร้อนจากท่อไอเสียพัดผ่านหน้าแข้ง ราชันหันมาพยักหน้าสั่งสั้นๆ “ขึ้นมา” เหนือเมฆจำใจต้องก้าวขึ้นซ้อนท้าย เบาะหลังค่อนข้างสูงและลาดเอียง ทำให้ระยะห่างระหว่างเขากับคนขับลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง เขาวางมือเกร็งๆ ไว้ตรงราวจับด้านหลัง พยายามทิ้งระยะห่างไม่ให้ตัวแตะโดนแผ่นหลังของรุ่นพี่ ราชันเหลือบมองกระจกข้าง เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของคนซ้อน เขายกยิ้มมุมปากเพียงนิด ก่อนจะเข้าเกียร์แล้วปล่อยคลัตช์ กระชากคันเร่งออกตัวทันที “เฮ้ย!” แรงส่งของเครื่องยนต์หนึ่งพันซีซีพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำเอาตัวของเหนือเมฆหงายหลังตามสัญชาตญาณ สองมือที่เคยจับเหล็กท้ายรถเปลี่ยนมารวบกอดเข้าที่เอวหนาของราชันแน่นโดยอัตโนมัติ ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันสนิท แผ่นหลังกว้างของราชันตระหง่านอยู่ตรงหน้า บดบังสายลมและเม็ดฝนที่สาดซัดเข้ามาอย่างหนักหน่วง ละอองฝนเย็นเฉียบปะทะได้เพียงแค่ช่วงไหล่และท่อนขาด้านนอก แต่แผ่นอกและใบหน้าของเหนือเมฆกลับปลอดภัยอยู่ใต้การกำบังของคนที่อยู่ข้างหน้า กลิ่นไอน้ำฝนที่พัดผ่าน ผสมผสานกับกลิ่นหนังแท้และไออุ่นจากแผ่นหลังแกร่งที่ส่งผ่านเสื้อแจ็กเก็ตเปียกชื้น ความเร็วของรถบิดฝ่าม่านน้ำฝนไปบนถนนรอบมหาวิทยาลัย เสียงท่อไอเสียคำรามกลบทุกสิ่ง แต่สิ่งที่ดังชัดเจนที่สุดในความรู้สึกของเหนือเมฆเวลานี้ กลับเป็นจังหวะการหายใจของตัวเองที่เริ่มติดขัด มือเรียวที่โอบรัดรอบเอวหนาเผลอกำชายเสื้อแจ็กเก็ตของราชันไว้แน่นขึ้น ราชันไม่ยอมผ่อนคันเร่ง แต่เหนือเมฆสัมผัสได้ว่า ฝ่ามือซ้ายของคนขับที่ละจากแฮนด์รถตอนจังหวะชะลอไฟแดง เลื่อนลงมาวางทับลงบนหลังมือของเหนือเมฆที่กอดเอวเขาอยู่ ปลายนิ้วหนากดแนบลงมาเบาๆ หนึ่งทีก่อนจะกลับไปคุมคลัตช์ตามเดิม เป็นการกระทำที่เงียบเชียบ ทว่าหนักแน่นจนคนซ้อนท้ายหน้าร้อนผ่าวอยู่ใต้หน้ากากหมวกกันน็อก ไม่ถึงสิบนาที รถบิ๊กไบค์คันใหญ่ก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบใต้ชายคาหน้าหอพักพัดลมเก่าๆ ในซอยเปลี่ยว น้ำฝนไหลหลากลงมาจากรางสังกะสีเป็นสาย เสียงฟ้าร้องเริ่มซาลงเหลือเพียงเสียงฝนพรำ ราชันดับเครื่องยนต์ เหนือเมฆรีบปล่อยมือออกจากเอวหนา ก้าวลงจากรถทันที ขาของเขาสั่นเล็กน้อยจากแรงเหวี่ยงและความเร็ว เขายืนกอดอก ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ ชายเสื้อยืดเปียกชุ่มลู่ไปกับลำตัว ราชันก้าวลงจากรถ ยืนเต็มความสูง หยดน้ำฝนเกาะพราวตามไรผมและใบหน้าคมคาย เสื้อแจ็กเก็ตด้านหน้าเปียกโชกเพราะเป็นคนรับแรงปะทะจากสายฝนทั้งหมดแทนคนที่ซ้อนท้าย เหนือเมฆเอื้อมมือจะปลดสายรัดคางเพื่อถอดหมวกคืน “เดี๋ยว” ราชันสั่งเสียงนิ่ง ราชันก้าวเข้ามาประชิดตัวเหนือเมฆใต้ชายคาแคบๆ ร่างสูงใหญ่กักขังคนตัวเล็กกว่าไว้กับผนังปูนหยาบ มือหนาเลื่อนมาแตะที่สายรัดคาง ปลดล็อกออกให้อย่างเบามือ แต่แทนที่จะดึงหมวกออก ราชันกลับเพียงแค่ดันกระจกหน้าหมวกขึ้นจนสุด เผยให้เห็นดวงตากลมโตที่สับสนและริมฝีปากบางที่ซีดเซียวเพราะความหนาว ราชันสบตากับเหนือเมฆนิ่ง แววตาดำสนิทคู่นั้นไม่มีความล้อเล่นหลงเหลืออยู่ มีเพียงความดุดันที่จริงจังจนน่าใจหาย “กุญแจรถมึง กูจะเก็บไว้จนกว่ารถจะซ่อมเสร็จ” “พี่ราชัน...” “อย่าคิดจะขี่ซากเหล็กนั่นอีก” ราชันโน้มตัวลงมา มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาจับขอบหมวกกันน็อกไว้ บังคับให้เหนือเมฆต้องแหงนหน้ามองเขาตรงๆ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าขาวที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของคนฟังหยุดชะงัก น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่า ทว่าดังก้องแหวกลมฝนเข้าไปถึงข้างใน “ถ้ามึงเป็นอะไรไป... กูจะเป็นคนที่รู้ ว่ากูปล่อยให้มันเกิดขึ้น” ราชันเว้นจังหวะ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นไหวคู่นั้น “จำไว้” พูดจบ ราชันก็ดึงกระจกหน้าหมวกลงมาปิดตามเดิม ตัดขาดสายตาของทั้งคู่ออกจากกัน เขาหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถ สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วขับเลี้ยวฝ่าสายฝนออกไปจากซอยอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เหนือเมฆยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาหน้าหอพักเพียงลำพัง หัวใจเต้นกระหน่ำรัวแรงจนเจ็บหน่วง ไออุ่นจากหมวกกันน็อกและคำพูดของราชันยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว... และในค่ำคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำนั้น เหนือเมฆก็เริ่มรู้ตัวว่า กำแพงในใจที่เขาสร้างมาทั้งชีวิต กำลังเริ่มสั่นคลอนเพราะผู้ชายคนนี้ทีละน้อยอย่างแท้จริงตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม







