LOGINบทที่ 5: ร้านถ่ายเอกสารตีสอง
ช่วงสัปดาห์สอบกลางภาค มหาวิทยาลัยตกอยู่ในสภาพคล้ายเขตกักกันที่ไร้ชีวิตชีวา ลานเกียร์ที่เคยแน่นขนัดไปด้วยเสียงคุยและเสียงกีตาร์โปร่งกลับเงียบสงัด มีเพียงลมดึกพัดเศษใบไม้แห้งหมุนคว้างไปตามทางเดินปูน แสงไฟนีออนตามเสาไฟทางเดินส่องสลับกับเงามืด ทิ้งคราบความเหนื่อยล้าของนักศึกษาที่ต้องสังเวยเวลานอนให้แก่ตำรากองโต เวลาตีหนึ่งสี่สิบห้า ร้านถ่ายเอกสารใต้หอพักนักศึกษาเปิดพัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ แข่งกับเสียงเครื่องซีร็อกซ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง แผ่นกระดาษเอสี่สีขาววิ่งผ่านลูกกลิ้งความร้อนออกมาทีละแผ่นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นไออุ่นของกระดาษใหม่ผสมกลิ่นหมึกผงคาร์บอนและกลิ่นโอโซนจากเครื่องจักรลอยอบอวลไปทั่วห้องแคบๆ เหนือเมฆยืนพิงเคาน์เตอร์กระจก สวมเสื้อยืดสีขาวตัวเก่าคอย้วยกับกางเกงขาสั้นสีเทา ขอบตาร้อนผ่าวและบวมช้ำจากความอดนอนสะสมมาตลอดสามวัน พลาสเตอร์ยาแผ่นเก่าตรงข้อนิ้วชี้ข้างขวาเริ่มเปื่อยลุ่ยและมีคราบผงหมึกสีดำเปื้อนเป็นปื้น กระป๋องกาแฟสำเร็จรูปรสเข้มที่ดูดจนแห้งขอดถูกบี้แบนคามือซ้าย พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงตรง เขามีสอบวิชาสถิติศาสตร์วิศวกรรม (Engineering Statistics) ต่อด้วยช่วงบ่ายกับวิชาปราบเซียนอย่างกลศาสตร์ของแข็ง (Mechanics of Solids) วิชาตัดเกรดที่พร้อมจะฉุดคะแนนเฉลี่ยของเด็กทุนให้ร่วงลงเหวได้ทุกเมื่อ ถ้าเกรดเฉลี่ยสะสมหลุดต่ำกว่าสามจุดสองศูนย์เมื่อไหร่ ทุนการศึกษาที่เขาใช้เป็นลมหายใจประทังชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะถูกตัดทิ้งทันที “ชุดสุดท้ายเสร็จแล้วไอ้หนุ่ม ทั้งหมดร้อยยี่สิบบาท” ป้าเจ้าของร้านยื่นปึกกระดาษหนาเกือบสองนิ้วที่เพิ่งเย็บมุมด้วยลวดตัวใหญ่ข้ามเคาน์เตอร์มาให้ “ขอบคุณครับป้า” เหนือเมฆล้วงเศษธนบัตรใบละยี่สิบยับยู่ยี่กับเหรียญสิบบาทจากกระเป๋ากางเกงส่งให้พอดีเป๊ะ เขารับปึกแนวข้อสอบเก่าย้อนหลังห้าปีขึ้นมากอดแนบอก ไอร้อนจากกระดาษที่เพิ่งออกจากเครื่องแผ่ความอบอุ่นผ่านเนื้อผ้าเสื้อยืดเข้ามาถึงหน้าอก ช่วยไล่ความหนาวเหน็บของลมดึกปลายเดือนกันยายนลงไปได้บ้าง เหนือเมฆผลักประตูกระจกของร้านก้าวออกไปสู่ความมืดภายนอก สายลมดึกพัดวูบเข้าปะทะหน้าจนเส้นผมยุ่งเหยิง ละอองน้ำค้างเริ่มจับตัวบนยอดหญ้า บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรริมรั้ว ทว่าก้าวขาพ้นชายคาหน้าร้านไปได้เพียงสามก้าว เขาก็ต้องชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน กลิ่นควันบุหรี่จางๆ กลิ่นใบยาสูบผสมกลิ่นเย็นของเมนทอลลอยตามลมมาแตะจมูก ตรงม้านั่งหินอ่อนตัวยาวใต้เงาพุ่มเข็มห่างออกไปไม่กี่เมตร มีจุดสีส้มแดงวาบขึ้นช้าๆ ตามจังหวะการสูดควัน ก่อนที่ควันสีเทาจะถูกพ่นลอยละล่องขึ้นไปในอากาศสลัว แสงไฟสีส้มจากโคมไฟหัวเสาสาดกระทบร่างสูงใหญ่ที่นั่งพาดขายาวอยู่ตรงนั้น ราชันสวมเสื้อยืดสีดำคอกลมธรรมดา ทับด้วยเสื้อช็อปสีควันบุหรี่ตัวเดิมที่ไม่ได้ติดกระดุม เผยให้เห็นแผ่นอกแน่นตึง มือข้างหนึ่งคีบบุหรี่ที่ไหม้ไปเกือบครึ่งมวน พอเห็นเหนือเมฆเดินออกมา ราชันก็บดปลายบุหรี่ลงกับกระป๋องกาแฟเปล่าบนโต๊ะหินเพื่อดับไฟอย่างไม่รีบร้อน เขาโยนก้นกรองลงถังขยะด้านข้าง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของคนตัวโตทาบทับลงมาบนร่างของเด็กปีหนึ่งจนมิด เหนือเมฆยืนนิ่ง กระชับปึกชีทในอ้อมแขนแน่นขึ้น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย “พี่ยังไม่กลับคอนโดอีกเหรอครับ” “ยัง” ราชันตอบสั้นๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าจากควันบุหรี่และอากาศเย็น “แล้วมานั่งทำอะไรตรงนี้ มืดก็มืด ยุงก็เยอะ” “นั่งเล่น” “ตีสองเนี่ยนะมานั่งเล่นหน้าหอพักปีหนึ่ง?” เหนือเมฆเลิกคิ้ว มองสำรวจคนตรงหน้าอย่างจับผิด “มอเตอร์ไซค์ผมพี่ก็ยึดไปไว้ที่ช็อปตั้งแต่เมื่อวาน กุญแจรถก็ยังไม่คืน วันนี้ยังจะมาดักรออะไรผมอีก” ราชันปรายตามองสภาพตาปรือของคนตัวเล็กกว่า รอยคล้ำใต้ดวงตากลมโตกับใบหน้าที่ซีดเซียวจากความอดนอนทำให้คิ้วเข้มของคนตัวสูงกระตุกชิดเข้าหากัน แววตาดุดันคู่นั้นกวาดมองปึกเอกสารหนาในมือเหนือเมฆก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ทำไมเพิ่งโผล่หัวมาซีร็อกซ์ป่านนี้” “ร้านเขาเพิ่งพิมพ์เสร็จครับ คนสั่งเยอะ” “แล้วทำไมไม่มาตั้งแต่หัวค่ำ” ราชันขยับเท้าก้าวเข้ามาใกล้ระยะประชิด กลิ่นยาสูบผสมกลิ่นน้ำหอมประจำตัวลอยวนอยู่รอบตัว “เมื่อคืนตีสองครึ่ง กูยังเห็นมึงออนไลน์เฟซบุ๊กอยู่เลย ไม่อ่านหนังสือให้มันเสร็จตั้งแต่เมื่อคืน” คำพูดที่หลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติตามความเคยชิน ทำให้บรรยากาศรอบข้างหยุดนิ่งลงชั่วขณะ เหนือเมฆชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขามองหน้าคนที่เพิ่งหลุดปากพูดอะไรบางอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัว ในหัวของเด็กปีหนึ่งเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว... เขาจำได้แม่นว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กกับราชัน ไม่เคยทักแชตส่วนตัว และในระบบโซเชียลมีเดียของเขาก็ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้หมด ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ ‘จุดสีเขียว’ แสดงสถานะการใช้งานในแถบแชตของคนที่เคยกดค้นหาชื่อกัน “พี่...” เหนือเมฆหรี่ตามอง “พี่รู้ได้ไงว่าผมออนไลน์ตอนตีสองครึ่ง” ราชันนิ่งไปทันที สีหน้าคมคายที่เคยวางมาดนิ่งเริ่มมีรอยร้าว แววตาคมกริบที่เคยใช้ข่มคนทั้งคณะวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด ลำคอหนาขยับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สันกรามคมกระตุกเกร็งขึ้นมาอย่างคนที่รู้ตัวว่าเพิ่งทำพลาดครั้งใหญ่ “กู... กูเห็นผ่านๆ” ราชันตอบห้วนๆ พยายามรักษาเนื้อเสียงให้นิ่งที่สุด “เห็นผ่านๆ ได้ยังไง” เหนือเมฆก้าวเข้าไปประชิดอีกครึ่งก้าว รอยยิ้มมุมปากเริ่มผุดขึ้นมาอย่างจับไต๋ได้ “เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ถ้าพี่ไม่พิมพ์ชื่อผมในช่องค้นหา หรือถ้าพี่ไม่กดเปิดหน้าต่างแชตของผมค้างไว้ พี่จะเห็นจุดสีเขียวของผมได้ยังไงครับ” “กูบอกว่ากูเห็นผ่านๆ ไงวะ จะซักไซ้ทำไมนักหนา” ราชันเริ่มเสียงแข็ง เบือนหน้าหนีไปมองเสาไฟข้างทางเพื่อหลบสายตากลมโตที่กำลังจ้องเค้นเอาคำตอบ แต่เหนือเมฆไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ หลังจากเห็นด้านหลุดๆ ของราชันในร้านหมูกระทะเมื่อวาน กำแพงความกลัวที่มีต่อรุ่นพี่คนนี้ก็ลดลงไปมาก เด็กหนุ่มเอียงคอมองตามไปสบตาอีกฝ่าย “พี่ส่องเฟซผมเหรอ” “ไม่ได้ส่อง” “ส่องชัดๆ” เหนือเมฆยิ้มกริ่ม แววตาเป็นประกายระยับ แกล้งทำเสียงล้อเลียน “คนอย่างพี่ราชัน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิศวะเครื่องกล ที่วันๆ ทำหน้าเหมือนพร้อมจะต่อยคนตลอดเวลา... แอบเปิดเฟซบุ๊กส่องเด็กปีหนึ่งตอนตีสองเนี่ยนะ” “ไอ้เหนือเมฆ” ราชันกดเสียงต่ำจนแทบเป็นเสียงขู่ คำรามในลำคอ ใบหูทั้งสองข้างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อแข่งกับความมืด “มึงอยากลองดีใช่ไหม” “ทำไมครับ โดนจับได้แล้วจะพาลเหรอ—” “พวกเธอสองคน ทำอะไรกันดึกดื่นป่านนี้!” เสียงเข้มงวดและทรงอำนาจดังแทรกขึ้นมาจากทางเดินริมรั้ว ทำลายสงครามประสาทของทั้งคู่ลงกะทันหัน เหนือเมฆสะดุ้งสุดตัว รีบหุบยิ้มแล้วหันขวับไปมอง ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัดในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกรมท่า สวมแว่นตากรอบหนา กำลังเดินถือกระเป๋าเอกสารหนังใบเก่าตรงเข้ามา แสงไฟหน้าร้านส่องกระทบใบหน้าดุดันที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ อาจารย์ชาญชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเครื่องกลและอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมมอเตอร์สปอร์ต ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยบและความยุติธรรมที่สุดในคณะ ชายที่แม้แต่วิศวกรจบใหม่ยังต้องก้มหัวให้ “อาจารย์ชาญชัย...” เหนือเมฆยกมือไหว้ทันทีโดยอัตโนมัติ ราชันเองก็ชะงัก ร่างสูงใหญ่ที่เคยยืนกอดอกอย่างทระนงรีบปลดแขนลงข้างตัวอย่างรู้กาลเทศะ เขายกมือไหว้อาจารย์ผู้ใหญ่ด้วยท่าทีสำรวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “สวัสดีครับอาจารย์” ราชันเอ่ยทัก น้ำเสียงนิ่งขรึมลงถนัดตา อาจารย์ชาญชัยหยุดยืนตรงหน้าทั้งคู่ ดันแว่นตาขึ้นมองสลับไปมาระหว่างลูกศิษย์ปีสี่มือหนึ่งของภาควิชา กับเด็กทุนปีหนึ่งที่เขาเพิ่งเห็นชื่อในใบคะแนนสอบคัดเลือก สายตาคมปราบของคนเป็นอาจารย์กวาดมองม้านั่งหินอ่อน ปึกกระดาษแนวข้อสอบ และระยะห่างที่ใกล้ชิดกันเกินปกติของคนทั้งสอง “ตีสองแล้ว พรุ่งนี้มีสอบเช้าไม่ใช่หรือไง” อาจารย์ชาญชัยถามเสียงเรียบ มองตรงไปที่เหนือเมฆ “เธอ... เหนือเมฆใช่ไหม เด็กทุนเครื่องกลปีนี้” “ใช่ครับอาจารย์” “อ่านหนังสือถึงไหนแล้ว ถึงได้เพิ่งลงมาเอาชีทป่านนี้ อย่าคิดว่าได้ทุนแล้วจะชะล่าใจนะ เกณฑ์คะแนนเฉลี่ยสะสมของทุนภาควิชานี้ ถ้าหลุดต่ำกว่าสามจุดสองเมื่อไหร่ สัญญาถูกยกเลิกทันที ไม่มีข้อยกเว้น” “ผมทราบครับอาจารย์ จะพยายามเต็มที่ครับ” เหนือเมฆตอบรับอย่างนอบน้อม อาจารย์ชาญชัยพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเบนสายตากลับมาหยุดที่ราชัน แววตาของอาจารย์เปลี่ยนเป็นเข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “แล้วเธอล่ะราชัน รถแข่งของชมรมประกอบเฟรมเสร็จหรือยัง ถึงได้มีเวลาว่างมาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวหอพักปีหนึ่งตอนตีสอง” “เสร็จเรียบร้อยแล้วครับอาจารย์ เหลือแค่รอชิ้นส่วนระบบส่งกำลังที่กำลังสั่งเข้ามา” ราชันตอบอย่างสุภาพ อาจารย์ชาญชัยมองลึกเข้าไปในดวงตาของลูกศิษย์คนโปรดเนิ่นนาน ประสบการณ์หลายสิบปีทำให้เขามองทะลุความตึงเครียดและสายตาที่ราชันใช้มองเด็กปีหนึ่งตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อาจารย์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก้าวเข้ามาใกล้ราชันอีกหนึ่งก้าว ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดุดัน แต่หนักแน่นและจริงจังจนคนฟังต้องสะอึก “ราชัน... มึงเป็นรุ่นพี่ปีสี่ เป็นประธานชมรม และอีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบออกไปทำงานแล้ว” อาจารย์ชาญชัยลดเสียงลงเล็กน้อยเพื่อคุยกันในระดับผู้ใหญ่ “การมีน้ำใจดูแลรุ่นน้องในภาควิชามันเป็นเรื่องดี แต่เส้นแบ่งระหว่าง ‘การดูแล’ กับ ‘การก้าวก่าย’ มันบางมาก มึงรู้ใช่ไหม” ราชันยืนนิ่ง สันกรามขบกันแน่นขึ้นเล็กน้อย “...ทราบครับอาจารย์” “รู้ก็ดี” อาจารย์ชาญชัยตบไหล่กว้างของราชันหนักๆ สองที “เหนือเมฆมันเป็นเด็กมีพรสวรรค์ มีอนาคตอีกไกล และมันต้องใช้สมาธิทั้งหมดเพื่อรักษาทุนการศึกษา อย่าเอาอารมณ์ส่วนตัว หรือเอาความคึกคะนองของมึงมาดึงให้เด็กมันไขว้เขว เข้าใจที่กูพูดใช่ไหม” “เข้าใจครับ” ราชันตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาราบเรียบ “ดี ถ้ารู้ตัวแล้วก็แยกย้ายกันไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ถ้ากูเห็นใครหลับในห้องสอบ กูจะปรับตกทั้งคู่” พูดจบ อาจารย์ชาญชัยก็หมุนตัวเดินถือกระเป๋าเอกสารมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถอาจารย์ ทิ้งไว้เพียงเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนที่ค่อยๆ ไกลออกไป ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหน้าร้านถ่ายเอกสารอีกครั้ง คำเตือนของอาจารย์ชาญชัยยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ คล้ายเส้นแบ่งเขตแดนที่ขีดกั้นระหว่างรุ่นพี่ปีสี่กับเด็กปีหนึ่งไว้อย่างชัดเจน เหนือเมฆมองแผ่นหลังของอาจารย์ที่ลับสายตาไป ก่อนจะหันกลับมามองราชันที่ยังคงยืนนิ่ง แววตาคมคายคู่นั้นดูมืดมนและอ่านไม่ออก “อาจารย์ไปแล้ว...” เหนือเมฆเอ่ยทำลายความเงียบ กระชับชีทในอ้อมแขน “ผมขึ้นหอไปอ่านหนังสือต่อแล้วนะพี่ พี่ก็กลับไปนอนได้แล้ว” เหนือเมฆหมุนตัว กำลังจะก้าวขาเดินขึ้นบันไดหอพัก หมับ! ฝ่ามือหนาที่ร้อนผ่าวเอื้อมมาคว้าเข้าที่คอเสื้อยืดด้านหลังของเหนือเมฆอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มีแรงดึงมหาศาลที่เหนี่ยวรั้งให้ร่างโปร่งต้องเซถอยหลังกลับมาปะทะเข้ากับแผงอกกว้างอีกครั้ง “เฮ้ยพี่!” ยังไม่ทันที่เหนือเมฆจะได้โวยวาย ราชันก็ใช้มืออีกข้างรวบเอวบางไว้แน่น ดึงร่างของเด็กดื้อเข้ามาจนแนบชิด ลมหายใจร้อนผ่าวที่มีกลิ่นยาสูบจางๆ เป่ารดข้างแก้มเนียน ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเฉียดผ่านพวงแก้มขาวที่กำลังตกใจ ดวงตาคมกริบของราชันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต แววตาคู่นั้นไม่มีความลังเล ไม่มีความสับสน และไม่ได้สนใจคำเตือนของอาจารย์เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความดื้อรั้นและเผด็จการที่ลุกโชนขึ้นมา ราชันกระตุกยิ้มมุมปาก เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากที่กำลังสั่นระริก “เออ... กูส่อง” คำสารภาพที่ไร้ความละอายหลุดออกมาตรงๆ ตามด้วยแรงกระชับที่เอวที่แน่นขึ้นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง “แล้วคืนนี้มึงต้องไปนั่งให้กูติวในห้อง อย่าคิดว่าจะรอด”ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม







