LOGIN“ที่นี่มีกฎ และกูคือคนที่คุมกฎทั้งหมด” “แต่ผมคิดว่ากฎของพี่… แม่งไร้สาระ”
View Moreบทที่ 1: กฎของใคร
กลิ่นเหม็นไหม้ของน้ำยาหล่อเย็นผสมไอละอองน้ำมันเครื่องลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ อุณหภูมิใต้โครงหลังคาเหล็กโปร่งของโรงช็อปภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลช่วงบ่ายแก่ๆ อบอ้าวเสียจนเสื้อยืดตัวในชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เสียงเครื่องมิลลิ่งและเครื่องกลึงโลหะรอบข้างดังหวีดหวิวสลับกับเสียงค้อนเคาะเหล็กเป็นจังหวะสะเปะสะปะ แต่ตรงลานซีเมนต์กว้างด้านในสุด กลับมีเพียงเสียงกระดาษทรายขัดเนื้อโลหะดังครืดคราดอย่างน่าอึดอัด เด็กปีหนึ่งเกือบสามสิบชีวิตนั่งคุกเข่าเรียงแถวหน้ากระดานอยู่บนพื้นปูนหยาบ เสื้อช็อปสีกรมท่าตัวใหม่ที่เนื้อผ้ายังแข็งกระด้างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าสีดำ ปลายนิ้วของทุกคนแตกด้านและดำปื้นจากการจับเศษเฟืองเหล็กเก่าขึ้นมาขัดถูซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามคำสั่งของรุ่นพี่ปีสองที่ยืนคุมเชิงล้อมรอบ “ขัดเข้าไป! ใครสั่งให้พวกมึงหยุดมือ!” เสียงตวาดห้วนดังแหวกเสียงเครื่องจักรมาจาก ‘แดน’ รุ่นพี่ปีสองร่างผอมเกร็งที่ยืนกอดอก กวาดสายตาดุดันมองแถวน้องใหม่ด้วยความหงุดหงิด “กูบอกให้ขัดจนกว่าเนื้อเหล็กมันจะสะท้อนหน้ามึงได้ ชิ้นส่วนพวกนี้คือสิ่งที่รุ่นพี่ส่งต่อกันมา เป็นตัวแทนของหยาดเหงื่อและความอดทน ถ้าแค่เหล็กก้อนเดียวยังขัดให้ขึ้นเงาไม่ได้ พวกมึงก็ไม่ต้องสะเออะหวังจะได้ไปจับเครื่องมือจริงในแล็บ คุกเข่าลงไปแล้วขัดต่อ!” แกร๊ง! เสียงวางชิ้นส่วนเฟืองเหล็กหล่อกระทบกับหน้าโต๊ะทำงานสังกะสีดังลั่น มันไม่ได้ดังจนกลบเสียงโรงงาน ทว่าจังหวะที่จงใจปล่อยให้ตกกระทบกลับหยุดเสียงด่าทอของรุ่นพี่ลงได้สนิท สายตานับสิบคู่เหลือบมองไปยังต้นเสียงพร้อมกัน เหนือเมฆยืนตัวตรง แผ่นหลังเหยียดตึง มือเรียวที่เปื้อนฝุ่นเหล็กวางกระดาษทรายเบอร์หยาบลงข้างตัวอย่างไม่ใส่ใจ เสื้อช็อปตัวใหม่เอี่ยมที่ยังคงมีรอยพับจากร้านขับเน้นช่วงไหล่ให้ดูโปร่ง ใบหน้าเรียบเนียนเปื้อนคราบน้ำมันสีดำเป็นปื้นตรงโหนกแก้ม แต่แววตาใต้คิ้วเข้มกลับนิ่งสนิท ไร้ความตื่นตระหนกโดยสิ้นเชิง “ไอ้เมฆ... มึงทำบ้าอะไร ขัดต่อดิวะ” บาสที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือด รีบเอื้อมมือไปกระตุกขากางเกงยีนส์ของเพื่อนสนิทรัวๆ พลางส่งสายตาขอร้อง “เดี๋ยวพวกมันก็สั่งซ่อมทั้งรุ่นหรอก มึงใจเย็นก่อน” เหนือเมฆไม่ก้มลงมองเพื่อน เขาสบตารุ่นพี่ปีสองตรงๆ “ยืนขึ้นมาทำไมวะปีหนึ่ง!” แดนก้าวพรวดเข้ามาประชิดโต๊ะ ชี้นิ้วตรงมาที่หน้าผากของเหนือเมฆ “กูอนุญาตให้มึงลุกแล้วเหรอ!” “ขัดต่อไปก็เสียเศษเหล็กทิ้งเปล่าๆ ครับ” น้ำเสียงของเหนือเมฆราบเรียบ ไม่ได้ตะคอก ทว่าก้องกังวานและชัดเจนพอที่จะทำให้ทุกคนในรัศมีได้ยิน “มึงว่าไงนะ?” “ชิ้นนี้เป็นเฟืองเกียร์แบบเฉียง ผิวสัมผัสและระยะพิกัดความเผื่อถูกขึ้นรูปมาละเอียดระดับไมครอนเพื่อให้ขบกับฟันเฟืองตัวอื่นได้สนิท” เหนือเมฆใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนฟันเฟืองที่สึกหรอ “การเอากระดาษทรายหยาบมานั่งขัดมือแบบไม่มีทิศทาง ไม่มีหัววัดความหยาบผิว มันรังแต่จะทำให้โปรไฟล์ฟันเฟืองเสียรูป ยิ่งขัด ความหนาของฟันก็ยิ่งสึกไม่เท่ากัน” เขาเว้นจังหวะ กวาดสายตามองกระดาษทรายเปื้อนคราบสนิมในมือเพื่อนคนอื่น “ถ้าเอาชิ้นส่วนที่เสียศูนย์แบบนี้ไปประกอบในห้องเกียร์จริง พอเครื่องยนต์หมุนรอบจัด เกิดความเค้นสะสม ฟันเฟืองมันจะขัดกันจนแตกคากระปุกเกียร์ งานช่างเขาวัดกันที่ความเที่ยงตรงและหลักฟิสิกส์ ไม่ใช่การเอาเศษเหล็กชำรุดมาบังคับให้ขัดมือเพื่อพิสูจน์ความอดทนงมงายครับ” ทั้งโรงช็อปเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านช่องระบายอากาศ แดนยืนนิ่ง เลือดลมตีขึ้นหน้าจนใบหูแดงก่ำ ความอับอายที่ถูกเด็กทุนปีหนึ่งฉีกหน้าด้วยหลักการที่ตัวเองก็อธิบายไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจัด ฝ่ามือของรุ่นพี่ปีสองคว้าเข้าที่คอเสื้อช็อปของเหนือเมฆแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนกระดุมเม็ดบนแทบหลุด “มึงคิดว่ามึงเป็นใครมาจากไหนวะ!” แดนกัดฟันกรอด น้ำลายกระเซ็น “เพิ่งเหยียบตึกนี้ได้ไม่กี่วัน คิดว่าสอบติดคะแนนสูงแล้วจะอวดฉลาดสั่งสอนใครก็ได้เหรอ! กูเป็นรุ่นพี่มึง! ระบบที่นี่เขาสั่งให้ทำอะไร มึงก็ต้องทำ!” เหนือเมฆไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขายืนปักหลักนิ่ง ไม่เซตามแรงดึง สองมือทิ้งขนานอยู่ข้างลำตัว ไม่คิดจะปัดป้องหรือถอยหนี แววตานิ่งสนิทคู่นั้นสะท้อนเพียงความเย็นชาและดูแคลนระบบอำนาจนิยมจอมปลอมที่พยายามกดหัวเขา “ถ้าความเป็นรุ่นพี่มันวัดกันแค่ใครเกิดก่อนหรือใครเข้าเรียนก่อน โดยไม่ต้องสนว่าสิ่งที่สั่งมันถูกหรือผิด...” เหนือเมฆเอ่ยช้าๆ “ระบบแบบนั้น มันก็แค่เครื่องมือของคนที่ไม่มีปัญญาเอาชนะคนอื่นด้วยความสามารถครับ” “ไอ้สัดนี่!” แดนเงื้อกำปั้นขึ้นสุดแขน เด็กปีหนึ่งรอบข้างพากันหลับตาปี๋ บาสทำท่าจะถลันเข้าไปห้าม แต่ยังไม่ทันที่กำปั้นจะเหวี่ยงลงมา “พอ” เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง มันไม่ใช่เสียงตะโกน ไม่ได้มีความเกรี้ยวกราด ทว่าเป็นเสียงทุ้มต่ำ เย็นยะเยือก และหนักแน่นจนอากาศรอบตัวพลันหนักอึ้งลงในพริบตา บรรยากาศในโรงช็อปชะงักงัน ช่างกลรุ่นพี่คนอื่นที่กำลังคุมเครื่องจักรอยู่ไกลๆ ถึงกับรีบกดสวิตช์ดับเครื่อง เสียงรองเท้าเซฟตี้หนังแท้กระทบพื้นซีเมนต์ดังเป็นจังหวะเนิบช้า สม่ำเสมอ ทว่าทุกก้าวที่ขยับใกล้เข้ามากลับทำให้กลุ่มคนที่ยืนมุงอยู่รีบถอยร่น แตกฮือออกเป็นช่องทางกว้างโดยไม่ต้องมีใครเอ่ยปากสั่ง ราชันก้าวเดินเข้ามาในวงล้อม เสื้อช็อปสีกรมท่าของเขาผ่านการใช้งานและซักมานับครั้งไม่ถ้วนจนสีซีดจางเป็นสีควันบุหรี่ ปลายแขนเสื้อทั้งสองข้างพับร่นขึ้นลวกๆ เหนือข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่มีรอยไหม้จางๆ จากสะเก็ดไฟเชื่อมเหล็ก ในกระเป๋าเสื้อด้านหน้าเหน็บเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์เหล็กและปากกาเคมีสีดำ รูปร่างสูงใหญ่และไหล่กว้างตระหง่านทอดเงาทาบทับลานปูนจนดูมืดลงไปถนัดตา ราชันค่อยๆ ถอดถุงมือหนังช่างเครื่องออกทีละข้าง โยนมันลงบนโต๊ะสังกะสีตรงหน้าแดน ตึง! แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยทำให้แดนสะดุ้งสุดตัว มือที่กำคอเสื้อเหนือเมฆไว้คลายออกทันทีราวกับแตะโดนของร้อน เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าว ก้มหน้าหลบสายตาอย่างลนลาน “พี่... พี่ราชัน” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อครู่หดหาย เหลือเพียงความสั่นเครือ “คือ... เด็กนี่มันไม่ยอมทำตามกฎ มันเถียงคำไม่ตกฟาก แถมยังว่าระบบของคณะ...” ราชันไม่แม้แต่จะปรายตามองรุ่นน้องปีสองที่กำลังละล่ำละลักแก้ตัว สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวใต้คิ้วหนาปัดผ่านบรรยากาศรอบข้าง ก่อนจะหยุดนิ่งลงที่ใบหน้าของเด็กปีหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงข้ามโต๊ะ เหนือเมฆยังคงยืนอยู่ที่เดิม คอเสื้อช็อปยับย่นเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองสบประสานกับราชันกลับไม่มีร่องรอยของความเกรงกลัว ไม่มีความคิดที่จะก้มหน้าหลบตาเหมือนคนอื่นในคณะ ราชันก้าวเท้าข้ามพื้นที่ว่างระหว่างโต๊ะเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเหนือเมฆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ ความสูงที่ต่างกันเกือบหนึ่งช่วงศีรษะบีบให้เหนือเมฆต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาระดับสายตา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้ผสมกลิ่นยาสูบและน้ำมันเครื่องจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวราชันสร้างแรงกดดันมหาศาลจนคนรอบข้างแทบไม่กล้าสูดหายใจ “มึงชื่ออะไร” ราชันถามขึ้น น้ำเสียงเรียบสนิทจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ “เหนือเมฆครับ” “รู้ไหมว่าที่นี่มีกฎ” ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มที่เย็นชาของคนตรงหน้าโดยไม่กะพริบ “รู้ครับ” “แล้วทำไมไม่ทำตาม” “เพราะกฎบางข้อถูกตั้งขึ้นมาโดยคนที่ไม่ได้ใช้สมองคิด” เหนือเมฆตอบสวนกลับทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่วินาทีเดียว “และผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเคารพกฎที่ไร้สาระ” “ไอ้เหี้ยเมฆ...” บาสครางแผ่ว ยกสองมือกุมขมับคล้ายจะเป็นลมอยู่รอมร่อ คนทั้งโรงช็อปต่างพร้อมใจกันเบือนหน้าหนี ไม่มีใครกล้าจินตนาการถึงจุดจบของเด็กปากดีคนนี้ ทว่า ราชันกลับไม่ได้บันดาลโทสะ ดวงตาคมคายคู่นั้นกวาดมองใบหน้าขาวที่เปรอะคราบดำ ไล่ลงมายังริมฝีปากบางที่เม้มแน่นอย่างทระนง ราชันยกยิ้มขึ้นที่มุมปากเพียงเสี้ยววินาที เป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้กระดูกสันหลังหนาววาบ “ปากดี” ราชันขยับเท้าก้าวประชิดเข้าไปอีกครึ่งก้าว ปลายรองเท้าเซฟตี้แทบจะชนกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของเหนือเมฆ ไอร้อนจากร่างกายแกร่งแผ่ซ่านออกมาจนเหนือเมฆสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแน่นตึงใต้เสื้อช็อปสีซีด “คิดว่าตัวเองฉลาดพอจะตัดสินคนอื่นตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เหยียบโรงช็อปเลยงั้นเหรอ” “ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน” เหนือเมฆเชิดคางขึ้น ไม่ยอมถอยหนีแม้แผ่นหลังจะสัมผัสได้ถึงขอบโต๊ะเหล็ก “แต่ผมรู้ว่าอะไรคือวิศวกรรม และผมจะไม่ยอมทำลายชิ้นงานเพื่อสนองอัตตาหรืออำนาจของใครทั้งนั้น... ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นพี่ก็ตาม” ความเงียบทิ้งตัวลงมาอย่างหนักหน่วงจนแทบขาดใจ ราชันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ส่องประกายดื้อรั้นคู่นั้นเนิ่นนาน ความเงียบของเขากดดันยิ่งกว่าเสียงตวาดใดๆ ในโลก ทว่ายิ่งเขากดดัน เด็กตรงหน้ากลับยิ่งเบิกตาสู้ ไม่ยอมปริปากขอโทษ ไม่ยอมแม้แต่จะกะพริบตาเพื่อแสดงความพ่ายแพ้ ราชันโน้มตัวลงมาช้าๆ ใบหน้าคมคายเลื่อนเข้ามาใกล้จนกระทั่งปลายจมูกแทบจะแตะผิวแก้มขาว ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้ออ่อนข้างลำคอของเหนือเมฆ กลิ่นอายดิบเถื่อนเฉพาะตัวและรังสีคุกคามทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเด็กปีหนึ่งกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ ราชันลดระดับเสียงลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคน น้ำเสียงนั้นแหบพร่า ทุ้มต่ำ ทว่าเฉียบขาดและหนักแน่นดุจโซ่ตรวนที่พร้อมจะล่ามตรึงทุกสิ่งไว้ใต้ฝ่าเท้า “อย่าทำให้กูสนใจ...” ราชันเว้นจังหวะ ริมฝีปากเฉียดผ่านใบหูที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อของคนอวดดี “เพราะถ้ากูมองมึงแล้ว... มึงจะถอยกลับไม่ได้อีก เหนือเมฆ”ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา


![เกือบหอบลูกหนีเพราะสามีไม่รัก[PWP]-Omegaverse](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![ผมก็แค่พี่เลี้ยงเด็ก ที่ดันได้พ่อเค้าเป็นสามี [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

