LOGIN“ปล่อยนะ! ไอ้บ้าสกาย ปล่อย!” ไอรินพยายามสะบัดมือออก แต่อีกฝ่ายจับไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก เขาไม่ได้ออกแรงบีบจนเจ็บ แต่รัดกุมจนไม่มีทางดิ้นหลุด
สกายใช้มืออีกข้างหยิบแหวนออกจากกล่อง ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่หลังมือของเธอขณะที่กำลังสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้าย
ความเย็นเยียบของโลหะเสียดสีกับผิวเนื้อ สวนทางกับอุณหภูมิร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาที่กอบกุมอยู่ ไอรินเงยหน้าขึ้นมองสกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่เข้าใจ
แต่สิ่งที่เธอเห็นในดวงตาคมกริบคู่นั้น... ไม่ใช่ความรำคาญ ไม่ใช่ความอึดอัดที่โดนบังคับอย่างที่เธอคิด แต่มันคือความนิ่งลึกที่ซ่อนประกายบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ออก ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังสวมแหวนเพื่อรับผิดชอบ แต่กำลังสวมปลอกคอเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของต่างหาก
“เรียบร้อยแล้วครับ” สกายปล่อยมือเธอ แล้วหันไปบอกผู้ใหญ่
ไอรินก้มมองแหวนเพชรบนนิ้วตัวเอง น้ำตาแห่งความคับแค้นใจคลอเบ้า เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ตุ๊กตาหมากรุกที่ถูกจับวางลงบนกระดาน โดยมีแม่ของเธอและผู้ชายตรงหน้าเป็นคนควบคุมเกม
“ดีมาก” คุณศจีพยักหน้าอย่างพอใจ “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป น้องสกาย ป้าฝากรับส่งไอรินที่มหาลัยด้วยนะ ช่วงนี้ข่าวคงจะเยอะ ป้าไม่อยากให้ไอรินคลาดสายตา”
“ได้ครับคุณป้า ผมจะ ‘ดูแล’ ไอรินให้อย่างดี” สกายรับคำหนักแน่น
“แม่ไม่มีสิทธิ์มาสั่งให้เขาตามประกบรินนะ!” ไอรินโพล่งขึ้นมา หมดความอดทนในที่สุด
“ฉันมีสิทธิ์ เพราะฉันเป็นแม่แก” คุณศจีตอกกลับ “และตอนนี้สกายก็เป็นคู่หมั้นของแก เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะรู้ว่าแกอยู่ที่ไหน ทำอะไร กับใคร”
ไอรินหอบหายใจแรง ความกดดันในห้องนี้กำลังบีบรัดเธอจนแทบจะระเบิด เธอทนมองหน้าแม่ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ ทนมองหน้าคุณหญิงที่เอาแต่ยิ้ม และที่สำคัญ... เธอทนมองหน้าไอ้ผู้ชายหน้าตายที่ยอมก้มหัวรับคำสั่งง่ายๆ คนนี้ไม่ได้อีกต่อไป
“รินเกลียดแม่... และฉันก็เกลียดนายด้วย!”
ไอรินสะบัดหน้า หมุนตัววิ่งหนีออกจากห้องรับแขกตรงดิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นสองของตัวเองทันที
ปัง!
เสียงปิดประตูห้องนอนดังสนั่นลั่นบ้าน ตามมาด้วยเสียงกดล็อกกริ๊ก
ไอรินพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตู ทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นไม้ปาร์เก้ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับ อาการปวดหัวจากแฮงก์ที่คิดว่าดีขึ้นแล้วกลับมาโจมตีอีกครั้งพร้อมกับความเครียดที่พุ่งปรี๊ด
เธออยู่ในห้องนอนเดิมสมัยเด็ก ห้องที่เคยคุ้นเคย แต่วันนี้มันกลับดูแปลกตาและกว้างเกินไป แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดในอกลดลงเลย
หญิงสาวยกมือซ้ายขึ้นมาดูตรงหน้า
แหวนเพชรเม็ดงามส่องประกายล้อแสงแดด มันควรจะเป็นเครื่องประดับที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันอยากจะได้สวม แต่สำหรับเธอ... มันคือพันธนาการ มันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
ทำไมสกายถึงยอมง่ายขนาดนี้?
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมอนั่นไม่ใช่คนที่จะยอมรับคำสั่งใครถ้าเขาไม่อยากทำ ต่อให้เป็นแม่ตัวเองก็เถอะ ตอนเด็กๆ เขาเคยหัวรั้นและร้ายกาจขนาดไหนเธอรู้ดีที่สุด หรือว่า... เขาแค่อยากจะใช้สถานะคู่หมั้นนี่มาเพื่อแก้แค้นและควบคุมชีวิตเธอให้อึดอัดเล่นๆ ?
ใช่... ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ ไอ้คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเอ๊ย!
ไอรินพยายามดึงแหวนออกจากนิ้ว แต่ออกแรงดึงเท่าไหร่มันก็ไม่ออก ราวกับว่าขนาดของมันถูกสั่งทำมาให้พอดีเป๊ะกับข้อนิ้วของเธออย่างน่าประหลาดใจ ยิ่งดึง นิ้วก็ยิ่งแดงและเจ็บจนต้องยอมแพ้ปล่อยมือตกลงข้างตัว
ความเงียบในห้องเริ่มทำให้เธอรู้สึกเหงาแปลกๆ
เธอเกลียดความเงียบ เกลียดการอยู่คนเดียวในพื้นที่ปิด มันมักจะดึงเอาความทรงจำแย่ๆ ในวัยเด็กตอนที่ถูกสกายขังไว้ในห้องเก็บของมืดๆ กลับมาเสมอ แม้ตอนนี้ห้องจะสว่าง แต่ความรู้สึกถูกกักขังมันกลับชัดเจนขึ้นมาในรูปแบบของ ‘สถานะ’ แทน
ไอรินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติ เธอยกมือขวาขึ้นมาลูบแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายเบาๆ นัยน์ตากลมโตที่เคยสั่นไหวเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว
“คอยดูเถอะสกาย ฉันจะหาทางถอนหมั้นให้ได้... ให้เร็วที่สุดด้วย”
ห้าทุ่มสี่สิบห้านาที
ไอรินทิ้งตัวลงบนเตียงนอนหนานุ่มภายในคอนโดส่วนตัว หลังจากทนอึดอัดกับบรรยากาศที่บ้านใหญ่ไม่ไหว เธอตัดสินใจขับรถกลับมาที่นี่ตั้งแต่หัวค่ำโดยไม่ได้บอกใคร แม้แต่แม่ที่กำลังสั่งจัดเตรียมงานหมั้นสายฟ้าแลบก็ไม่สน
ฝนด้านนอกเริ่มตกปรอยๆ ก่อนจะหนักขึ้นจนได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างชัดเจน
หญิงสาวในชุดนอนสายเดี่ยวสีขาวผ้าซาตินพลิกตัวไปมาเป็นรอบที่ร้อย ความเหนื่อยล้าสะสมจากการแฮงก์และอาการปวดหัวน่าจะทำให้เธอหลับสนิทได้ไม่ยาก แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
ดวงตากลมโตยังคงเบิกโพลงจ้องมองเพดานห้องที่เปิดไฟสลัวไว้
ปลายนิ้วโป้งขวาลูบคลำแหวนเพชรบนนิ้วนางข้างซ้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัมผัสเย็นเยียบของมันย้ำเตือนถึงสถานะ ‘คู่หมั้น’ ที่ถูกยัดเยียดให้เมื่อช่วงบ่าย ยิ่งคิดถึงหน้าคนสวมให้ ก้อนความหงุดหงิดก็ยิ่งตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย
“ตอนเด็กๆ... พี่เคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด พี่เคยทำให้รินต้องเจอกับความมืดมิดที่น่ากลัวที่สุด...” น้ำเสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงอดีตที่เขาเกลียดชังตัวเองมาตลอดไอรินส่ายหน้าทั้งน้ำตา สะอื้นจนตัวโยน เธออยากจะบอกว่าเธอไม่โกรธแล้ว เธอให้อภัยเขาหมดแล้ว แต่ก้อนสะอื้นมันจุกอยู่ที่คอหอยจนพูดไม่ออก“ที่ผ่านมา พี่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อชดเชยให้ริน แม้แต่วิธีที่เห็นแก่ตัวที่สุดพี่ก็เคยทำมาแล้ว” สกายพูดต่อ นัยน์ตาของเขามีหยาดน้ำตาคลอเบ้าเช่นกัน “แต่วันนี้... พี่อยากจะลบภาพจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของรินทิ้งไปให้หมด แล้วแทนที่มันด้วยความทรงจำที่ดีที่สุดของเราสองคน”เขาเลื่อนกล่องแหวนเข้าไปใกล้เธออีกนิด“พี่เคยทำให้รินกลัวความมืดที่สุด... แต่วันนี้ พี่ขอเป็นแสงสว่างที่รินจะไม่มีวันสูญเสียไปได้ไหมครับ?”ประโยคขอแต่งงานที่ไม่ได้มีการประดิษฐ์คำหวานเลี่ยน แต่มันถูกกลั่นออกมาจากส่วนลึกที่สุดของก้อนเนื้อในอกซ้าย มันพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจของไอรินอย่างรุนแรงกำแพงทุกอย่าง แผลในใจทุกรอย และความทรงจำสีดำมืดทุกหยด ถูกผู้ชายคนนี้เยียวยาและชะล้างมันออกไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดไอรินไม่ต้องหยุดคิดแม้แ
“พี่กาย...” ไอรินเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว ออกแรงขืนมือที่ถูกจับไว้ไม่ให้เดินต่อ “ทางนี้มัน... ไปบ้านพักคนงานเก่าไม่ใช่เหรอคะ”สกายหยุดเดิน เขารับรู้ได้ถึงแรงต้านและฝ่ามือที่เริ่มเย็นเฉียบของคนข้างตัว ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาหาเธอ นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้าหวานที่กำลังมีความกังวลฉายชัดอยู่ในความมืดสลัว“ใช่ครับ ทางนี้แหละ” เขาตอบรับตามตรงไอรินขมวดคิ้ว “เรามาทำอะไรทางนี้คะ แถวนี้มันมืด รินไม่อยากเดินเข้าไป”สกายไม่ได้ขยับตัวดึงรั้งให้เธอเดินตาม เขาก้าวเข้ามาประชิดตัว ยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาประคองพวงแก้มของเธอไว้อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ ลงบนผิวเนื้อที่เริ่มเย็นเยียบ“เชื่อใจพี่ไหม ริน”คำถามสั้นๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความหมายลึกซึ้งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบไอรินสบตากับเขา แววตาของสกายไม่มีการบังคับขืนใจ ไม่มีความเผด็จการ มีเพียงความหนักแน่นและความปลอดภัยที่พร้อมจะมอบให้เธออย่างไม่มีขีดจำกัด ผู้ชายคนนี้พิสูจน์ตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าเขาจะไม่มีวันพาเธอไปเจอกับเรื่องเลวร้ายอีกความหวาดกลัวในใจที่กำลังก่อตัวขึ้น ถูกความเชื่อมั่นที่มีต่อเขาปัดเป่าจนเจือจางลงหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พย
ตอนพิเศษ 3 แสงสว่างในความมืดมิดสองปีต่อมาบรรยากาศภายในห้องอาหารของคฤหาสน์ตระกูลภักดีดำรงอบอวลไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ แสงไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลสาดส่องลงมากระทบชุดจานชามพอร์ซเลนราคาแพงที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างประณีตไอรินในชุดเดรสเปิดไหล่สีครีมเรียบหรูยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบ รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าขณะรับฟังบทสนทนาของผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัว“โมเดลโครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำที่หนูรินเป็นคนออกแบบ บอร์ดบริหารทางฝั่งป้าโหวตให้ผ่านแบบเอกฉันท์เลยนะลูก” คุณหญิงศิริพรเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ตากายก็เอาแต่ยืดอกอวดคนในที่ประชุมใหญ่เลยว่า แฟนผมเก่งที่สุด”“คุณแม่ครับ” สกายที่นั่งอยู่ข้างไอรินปรามเสียงกลั้วหัวเราะ “ผมแค่พูดตามความจริง ไม่ได้อวดสักหน่อย”ไอรินหันไปค้อนขวับใส่คนตัวโตที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ สองปีที่ผ่านมาในฐานะสถาปนิกเต็มตัว เธอพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานจนเป็นที่ยอมรับ และโครงการล่าสุดก็เป็นโปรเจกต์ร่วมทุนระหว่างบริษัทแม่ของเธอและบริษัทของสกาย ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้ใช้อำนาจเส้นสายดันผลงานเธอให้ผ่าน แต่เขาปล่อยให้เธอสู้ด้วยฝีมือตัวเองตามที่เคยตกลงกันไว้“อย่าไปชมมันมากเลยค
“ไม่ได้ค่ะ รินตั้งแล้ว พี่ต้องทำตาม!”ไอรินหัวเราะร่วน อาศัยจังหวะที่เขากำลังเผลอ ปล่อยมือจากคอเสื้อแล้วโถมน้ำหนักตัวผลักแผงอกกว้างของเขาเต็มแรง หวังจะแกล้งให้เขาหงายหลังล้มลงไปบนโซฟาแต่เธอประเมินปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ชายคนนี้ต่ำเกินไปสกายเสียหลักเพียงนิดเดียว เขากางแขนออกยันพนักโซฟาไว้ได้ทันท่วงที และด้วยสัญชาตญาณความว่องไว เขาตวัดวงแขนอีกข้างรัดรอบเอวบางของไอริน รั้งร่างของเธอให้ล้มตามลงมาทาบทับอยู่บนตัวเขาอย่างแม่นยำ“ว้าย!”ไอรินหลุดเสียงอุทาน ร่างกายของเธอปะทะเข้ากับแผงอกแข็งแกร่งอย่างจัง สองมือวางทาบอยู่บนบ่ากว้างเพื่อทรงตัว ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้นสกายที่ตอนนี้แผ่นหลังราบไปกับเบาะโซฟา กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาของเขาพราวระยับไปด้วยความชอบใจที่สามารถพลิกเกมกลับมาเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง แขนแกร่งรัดรอบเอวเธอไว้แน่น บังคับให้เธอนั่งคร่อมทับอยู่บนหน้าขาของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ“คิดจะเล่นงานพี่ด้วยกำลังเหรอ ตัวแค่นี้” เขากระซิบเสียงพร่า เลื่อนมือขึ้นมาบีบจมูกรั้นของเธอเบาๆ อย่างมันเขี้ยว“พี่กายขี้โกง ปล่อยรินเลยนะ” ไอรินดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขน พยายามจะยันตัวล
“โอเคค่ะ รินยอมรับกฎข้อสองของพี่กายก็ได้” เธอเชิดหน้าขึ้น “แต่ในเมื่อพี่ตั้งกฎได้ รินก็ต้องมีสิทธิ์ตั้งกฎของรินเหมือนกัน แฟร์ๆ”สกายเลิกคิ้ว ยื่นปากกาและสมุดโน้ตในมือส่งให้เธอ “เอาสิ ว่ามาเลย”ไอรินรับปากกามาถือไว้ เคาะมันกับปลายคางตัวเองอย่างใช้ความคิด ดวงตากลมโตหรี่มองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงรักษาความนิ่งสงบไว้ได้อย่างดีเยี่ยม“ข้อหนึ่งของริน...” เธอจดปลายปากกาลงบนกระดาษฝั่งตรงข้ามกับที่เขาเขียน “พี่กายห้ามทำหน้าตึง หรือทำหน้ายักษ์ใส่รินเวลาที่รินทำตัวงี่เง่าเพราะความเหนื่อยเด็ดขาด”สกายขมวดคิ้ว “พี่เคยทำแบบนั้นเหรอ”“ประจำค่ะ!” ไอรินแฉ “เวลาพี่กายหงุดหงิดที่รินไม่ยอมกินข้าวตรงเวลา หรือตอนที่รินบ่นเรื่องงาน พี่กายชอบทำหน้านิ่ง สันกรามนูนๆ สายตาดุๆ เหมือนพร้อมจะกินหัวรินตลอดเวลา รินเหนื่อยจากงานมาแล้ว รินไม่อยากกลับมาเจอหน้าตึงๆ ของพี่ที่ห้องอีก มันทำให้รินอึดอัด”คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาทำเอาสกายชะงัก เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเวลาที่เขาเป็นห่วงหรือขัดใจ การแสดงออกทางสีหน้าของเขาจะสร้างความกดดันให้เธอมากขนาดนี้เขาเป็นคนประเภทที่แสดงอารมณ์ไม่เก่งมาแต่ไหนแต่ไร เวลาห่วงมากๆ ก็มักจะเผลอทำหน้าดุเ
“น่ารักดีออก รินชอบ” เธอหัวเราะคิกคักชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาถอดผ้ากันเปื้อนเจ้าปัญหานั้นออก โยนมันทิ้งไว้บนเก้าอี้ ก่อนจะรวบเอวบางของไอรินให้ขยับเข้ามาประชิดตัว ดึงร่างของเธอเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมอก“ทำงานหนักเกินไปแล้วนะริน สภาพโทรมจนจะเป็นแพนด้าอยู่แล้ว” เขาก้มหน้าลงมากระซิบชิดใบหู “เจ้านายใช้งานหนัก หรือว่าบริหารเวลาไม่เป็นกันแน่”“มันเป็นช่วงเริ่มโปรเจกต์ใหม่นี่คะ ทุกอย่างมันก็เลยต้องเร่งไปหมด” ไอรินอธิบาย ซบหน้าลงกับอกเขา สูดกลิ่นสบู่หอมสะอาดเข้าปอด “แต่รินส่งงานไปแล้ว คืนนี้ได้นอนยาวๆ แน่นอน”“ให้มันจริงเถอะ”สกายผละออกเล็กน้อย จับจูงมือเธอให้เดินตามไปที่โซฟาตัวกว้างกลางห้องรับแขก เขากดไหล่เธอให้นั่งลง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว ไม่นานนักก็กลับออกมาพร้อมกับแก้วน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง ยื่นส่งให้เธอไอรินรับมาดื่มรวดเดียวครึ่งแก้ว รู้สึกสดชื่นขึ้นมากสกายทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขาไม่ได้เปิดทีวี หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กงานอย่างที่ควรจะเป็นในเช้าวันหยุด ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือไปหยิบสมุดโน้ตปกหนังสีดำและกระดาษโพสต์อิทที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้าขึ้นมาถือไว้เขาดึงปากกาออกจากสันสมุด หมุ







