Se connecter
ร่างบางในชุดนิสิตสีขาว กระโปรงทรงเอรัดรูป ยืนรออยู่ที่ป้ายหน้าคณะ ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยบวกกับการแต่งกายด้วยของแบรนด์เนมทั้งรองเท้า กระเป๋า ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหลียวมองได้ไม่อยาก
ดวงสวยชะเง้อคอมองไปทางถนน สีหน้าเร่งรีบเหมือนรอใครบางคน ข้อมือเล็กยกขึ้นดูนาฬิกาเรือนหรู ใกล้จะถึงเวลานัดของรุ่นพี่เต็มที
“ฮึ! หายไปไหนของพวกมันนะ” เสียงเล็กฮึกฮักในลำคอ คิ้วเรียวขมวดเป็นปม ก่อนจะหยิบมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดในกระเป๋าแบรนด์เนมออกมากดโทรออก
“แก้ม! มึงอยู่ไหน จะมาถึงหรือยังเนี่ย” ฉันกรอกเสียงหงุดหงิดลงไปในสาย เพราะใกล้จะถึงเวลารับน้องตามที่รุ่นพี่แจ้งแล้ว แต่เพื่อนของฉันกลับยังไม่มีใครมาสักคน มัวไปทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้
แก้มหรือน้องแก้ม นายสมบัติ ใจโต เพื่อนสนิทของฉันตั้งแต่มัธยม ผู้ชายร่างใหญ่แต่หัวใจฟรุ้งฟริ้ง สะดีดสะดิ้งได้ทุกเวลา
“โอ๊ย ถึงแล้วค่ะ อยู่ป้ายรถเมล์แล้วเนี่ย จะรีบอะไรหนักหนาอิเค้ก” ท้ายประโยคแก้มแอบจิกกัดฉันเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ฉันโทรจิกมันเป็นไก่ไปหลายรอบ
“มึงไม่รู้เหรอว่ารุ่นพี่นัดกี่โมง”
“รู้สิ ก็นัดเก้าโมงไง”
“แล้วนี่มันกี่โมงแล้ว?”
“อุ้ยตาย!! อีกสิบนาที” เหมือนแก้มจะรู้ตัวว่าตัวเองสายแล้ว เพราะเสียงที่ลอดผ่านเข้ามาในโทรศัพท์คือมันกำลังวิ่ง
“แฮ่กๆ อิเค้ก มึงอยู่ไหน?”
“กูยืนรออยู่ตรงป้ายคณะ อ่า กูเห็นมึงแล้ว” ฉันวางสายทันทีที่เห็นร่างใหญ่โตของเพื่อนหัวใจตุ๊ดซีส์วิ่งมา พร้อมกับโบกมือเรียก
“แฮ่กๆ อ้าว แล้วอิแคร์ละ” แก้มพูดไปหอบไป ถามถึงเพื่อนในแก๊งชะนีอีกคนที่ยังไม่เห็นหน้า
“ไม่รู้ กูโทรหามันไม่ติดเลยเนี่ย” ฉันตอบด้วยสีหน้ากังวล มือก็พยายามกดโทรหาเพื่อน แต่กลับเงียบสนิทติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้า
‘เป็นอะไรหรือเปล่านะ’ ฉันคิดในใจ เริ่มเป็นห่วงเพื่อน
“อิแก้ม อิส้ม” แคร์ตะโกน วิ่งโบกมือมาแต่ไกล ฉันยิ้มกว้างเมื่อเห็นหน้าเพื่อนก็ทำให้คลายกังวล
“ฮึ กว่าจะมา” แก้มปรายหางตามอง พูดแซะคนที่มาช้ากว่าตัวเองไม่ถึงนาที
“อ้าว เร็วๆ ครับ ใครมาถึงแล้วก็รีบมาเข้าแถวเลย ให้ไวหน่อยน้องๆ วิ่งครับวิ่ง” พี่ว้ากปีสองตะโกนใส่โทรโข่งเรียกให้ไปเข้าแถว
“อุ้ยตาย เหนื่อยอีกแล้วกู”
“เลิกบ่นได้แล้ว คนอื่นวิ่งไปโน่นแล้ว” ฉันบอกพร้อมกับลากแขนเพื่อนร่างยักษ์ที่เอาแต่บ่นว่าเหนื่อยวิ่งไปเข้าแถวเพราะกลัวจะไม่ทัน เผลอๆ อาจจะถูกทำโทษที่มาช้าก็ได้
“ตัวโตอย่างกับควาย ทำเป็น...นะมึง” ได้ทีแคร์ก็ขอกัดคืนบ้างจะได้ไม่เสียเปรียบ
“ชิ! อิจฉากูล่ะสิ ที่กูสวยและบอบบางขนาดนี้” แก้มตอบพร้อมกับทำท่าสะบัดบ๊อบใส่ เหมือนกูสวยและบอบบางมากจริงๆ
ในที่สุดรุ่นน้องปีหนึ่งก็มาเข้าแถวกันครบทุกคนอย่างเป็นระเบียบ ฉันกับเพื่อนสนิทสามคนยืนอยู่แถวหน้าสุด ต่อมารุ่นพี่ปีสองก็ถือกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมเท่าเอสี่ พร้อมกับเชือกและปากกาเมจิกเข้ามาแจกให้น้องในแถว
“อ้าว ทุกคนเงียบๆ หน่อยนะครับ” หัวหน้าพี่ว้ากปีสองตะโกนใส่โทรโข่งอีกแล้ว
“ทุกคนคงได้กระดาษแข็งและอุปกรณ์ครบแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้ยกมือขึ้นนะ” หลังจากที่พี่ว้ากประกาศถาม น้องปีหนึ่งต่างก็หันไปมองหน้ากันแต่ไม่มีใครยกมือ
“แสดงว่าได้กันครบแล้วนะครับ พี่อยากจะให้พวกเราเขียนชื่อเล่นของตัวลงบนป้าย แล้วใช้เชือกที่ให้ไปทำเป็นสายคล้องคอ ห้อยติดตัวไว้ตลอด ตราบใดที่ยังอยู่ในชุดนิสิต ห้ามถอด! ห้ามหาย! จนกว่าจะครบหนึ่งเดือนนะครับ”
“วอท?” เสียงอุทานที่ไม่ได้ตั้งใจหลุดออกมาจากริมฝีปากของฉัน เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาห้อยป้ายชื่อใหญ่ๆ แบบนี้ติดตัวไปทั่วมหาลัย
“ทุกคนรับทราบ?”
“รับทราบครับ / รับทราบค่ะ”
‘เค้กส้ม’
ฉันขอแนะนำตัวก่อนแล้วกัน ฉันชื่อ ลลิตา วิจิตรพงศ์ ชื่อเล่น เค้กส้ม บางคนก็เรียกอิเค้ก อิส้ม อิส้มเค้ก หรืออะไรก็ได้แล้วแต่ความสนิท
ฉันสวยและรวยมากเพราะที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องเขียนทุกชนิด จะเรียกว่าฉันเป็นลูกคุณหนูก็ได้ไม่ว่ากัน นิสัยแก้ยากของฉันคือเป็นคนประเภทที่อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ แบบเสียเงินไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้ เพราะถูกพ่อแม่เลี้ยงแบบสปอยมาตั้งแต่เด็ก
แต่ฉันก็ไม่ได้เอาแต่ใจจนไร้เหตุผลแบบพ่อแม่รังแกขนาดนั้น เพราะฉันก็ยังมีนิสัยส่วนดีอยู่บ้าง แต่ก็จะมีแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่รู้ ส่วนคนอื่นคงมองว่าฉันเป็นคนนิสัยแย่ แต่ฉันไม่แคร์เพราะฉันถือสัจธรรมที่ว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด ฉันจะไปใส่ใจกับคนพวกนั้นก็ใช่เรื่อง
ที่สำคัญสวยๆ อย่างฉันยังไม่เคยมีแฟนเลยเป็นตัวเป็นตนเลยสักครั้ง ทั้งที่อายุก็กำลังจะเริ่มเข้าเลขสองแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เคยมีผู้ชายมาจีบนะ เพราะที่ผ่านมาก็มีคนเข้ามาคุยบ้าง แต่ฉันไม่เคยถูกใจใครเลยสักคน ดังนั้นการใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยนี่แหละจะเป็นบันไดก้าวแรกให้ฉันได้ตามหาใครคนนั้น
คนที่จะมาเป็นแฟนคนแรกของฉัน
“ทุกคนเขียนป้ายชื่อกันเสร็จแล้วใช่ไหมครับ?” หัวหน้าพี่ว้ากตะโกนใส่โทรโข่งเสียงดังอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้พวกเราตกแต่งป้ายชื่อกันอยู่พักหนึ่ง แต่สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจคือเขาจะใช้โทรโข่งทำไมเพราะเสียงที่เขาตะโกนมันก็ดังามากพออยู่แล้ว
“อ้าว! น้องๆ เงียบก่อนครับ พี่มีเรื่องจะประกาศให้ทราบ” รุ่นพี่ประกาศทำให้น้องปีหนึ่งทุกคนหันมาตั้งใจฟัง
“วันนี้จะมีรุ่นพี่ปีสามเข้ามาดูการรับน้องของพวกเราด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องทำให้เต็มที่ พร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และที่สำคัญต้องมีความสามัคคี เพื่อให้รุ่นพี่เห็นว่าพวกเราสมควรได้รับเหรียญรุ่นนะครับ รับทราบ?”
“รับทราบครับ / รับทราบค่ะ”
หลังจากรุ่นพี่คนนั้นประกาศเสร็จ พี่ว้ากปีสามประมาณสิบกว่าคน ก็เดินเรียงแถวกันขึ้นมายืนตรงหน้าเวที และนั่นทำให้สายตาของฉันสะดุดเข้ากับร่างสูงโปร่งที่เกินร้อยแปดสิบ เขาอยู่ในชุดนิสิตชายสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำ ใบหน้าหล่อเหลาขาวจัดจนฉันแทบจะเป็นลม
สิ่งที่ฉันตั้งใจไว้ในตอนแรกของการเข้ามาเรียนในรั้วมหาลัยก็เริ่มมีเขาเป็นเป้าหมาย
‘นี่แหละแฟนคนแรกของฉัน’
“อิแก้มๆ มึงดู” ฉันกระซิบลอดไรฟัน พร้อมกับเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของแก้มที่ยืนอยู่ข้างๆ
“อิเค้ก เก็บอาการก่อน” แก้มกระซิบตอบ ยืนเก๊กทำหน้านิ่ง เหมือนไม่สนใจที่จะหันมาคุยกับฉันเพราะกลัวรุ่นพี่ดุ แต่ตอนนี้ใครไหวก็เก๊กไปก่อนเลย เพราะฉันไม่ไหวแล้วจะเป็นลมกับความหล่อของพี่ว้ากปีสาม
พี่ว้ากทุกคนยืนนิ่งอยู่ในท่าเอามือไขว้หลัง ใบหน้าเรียบตึงเหมือนกับทหารที่กำลังยืนประจำแถว ต่อมาหัวหน้าพี่ว้ากปีสองคนเดิมก็สั่งให้พวกเราวิ่งรอบคณะสองรอบเพื่อเป็นการสร้างความสามัคคี
ทำให้เหนื่อยเข้าไปอีก!
“จะวิ่งอะไรนักหนาวะ ไม่เข้าใจ ความสามัคคีมันอยู่ที่การวิ่งเหรอวะ” แคร์ นางสาวปิ่นสุดา รักสงบ หญิงสาวผู้เงียบขรึมผู้ไม่ค่อยพูดค่อยจาแต่ถ้าได้พูดก็ตรงประเด็นทุกครั้งบ่นอุบขึ้นมา
“โอ๊ย” ฉันร้องออกมาด้วยความเจ็บ ร่างทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น
รอบสุดท้ายฉันวิ่งสะดุดกับหลุมบนถนน ล้มจนเข่าถลอกแต่โชคดีที่ข้อเท้าไม่แพลงและไม่เจ็บมากเท่าไหร่ แก้มรีบวิ่งเข้ามาพยุงฉันลุกขึ้น
“เป็นอะไรมากไหมมึง” แก้มถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง มองสำรวจร่างกายของฉันเหมือนหารอยแผล
“ไม่เป็นไร รีบไปกันเถอะ” ฉันส่ายหน้าเพราะว่าไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ ยังพอเดินไหวและบอกให้เพื่อนวิ่งกันต่อ เราสามคนช้ามากแล้ว คนอื่นทยอยวิ่งไปเข้าแถวจะครบแล้ว
และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อเราสามคนวิ่งกลับมาถึงแถวช้าที่สุด ทำให้พี่ว้ากปีสองคนนั้นตะโกนใส่โทรโข่งมาทางพวกเรา
“อ้าว!! น้องสามคนนั้นนะไหวไหม วิ่งให้ไวเลยครับ เพื่อนคนอื่นมาถึงครบหมดแล้ว วิ่งๆ”
“ไหวค่ะพี่ รอแป๊บน่า” แก้มตะโกนตอบพร้อมกับโบกไม้โบกมือ และส่งรอยยิ้มตามนิสัยร่าเริงของชายหัวใจหญิง
หลังจากที่เราเข้ามายืนในแถวตามตำแหน่งเดิมแล้ว พี่ว้ากปีสามคนที่ฉันหมายตาไว้ก็เดินขึ้นไปบนเวที ฉันมองทุกย่างก้าวของเขาด้วยสายตาปลาบปลื้ม เพราะความหล่อออร่าของพี่ว้ากที่ฮอตจนทะลุปรอท
“พวกคุณรู้ไหมว่าการรับน้องมีไว้เพื่ออะไร?” เสียงทุ้มมีเสน่ห์เหมือนหน้าตาพูดขึ้นโดยไม่ใช้โทรโข่ง แต่ก็สามารถดึงดูดให้ทุกคนในคณะเงียบและหันมาตั้งใจฟัง
“มันมีไว้เพื่อทำให้พวกคุณทุกคนรู้จักกันมากขึ้น มีความสามัคคีกันในหมู่คณะมากขึ้น”
ฉันมองใบหน้าของพี่ว้ากปีสามอย่างหลงใหล คนอะไรไม่รู้ไม่ว่าจะพูดจะเดินก็ดูน่ามองไปหมด และฉันก็อยากจะปรบมือให้ประโยคที่เขาพูดโดนใจ แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้เพราะทุกคนต่างกำลังตั้งใจฟัง ต่อมาฉันก็แทบจะสะดุ้งเมื่อนิ้วเรียวของเขาชี้มาทางฉัน
“พวกคุณเห็นเพื่อนคนนั้นไหม” เขาพูดขณะที่ชี้มาที่ฉัน รู้สึกว่าตัวเองจะเริ่มเลิ่กลั่กเพราะทำอะไรไม่ถูก
เขาชี้หน้าฉันทำไม?
หลังจากกินเสร็จพี่พายุก็จัดการเก็บโต๊ะทำความสะอาดทุกอย่างเป็นพ่อบ้านพ่อเรือน ส่วนฉันก็ถือวิสาสะเดินสำรวจดูห้องของเขา หนังสือเรียนถูกเก็บอย่างเป็นระเบียบ ภาพวาดหลายรูปติดอยู่บนผนังห้อง ไม่รู้ว่าเขาวาดเองหรือซื้อเอามาตกแต่ง บอกให้รู้ว่าเขาเองก็ชอบงานศิลปะเหมือนกันไหนจะถ้วยรางวัลที่ตั้งอยู่บนชั้นอีกหลายใบ ทั้งหล่อทั้งเรียนเก่ง เป็นเด็กกิจกรรม มีครบทุกอย่างในตัวเขา ฉันยิ้มด้วยความปลาบปลื้ม เดินมาหยิบกรอบรูปของเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง“ชอบพี่เหรอ” จู่ๆ เสียงทุ้มเอ่ยถามชนิดที่ฉันยังไม่ทันได้ตั้งตัว หันกลับไปมองก็เห็นว่าเขามายืนอยู่ด้านหลังแล้ว ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือแอบไปเรียนวิชานินจามาถึงได้โผล่จากตรงนั้นมาตรงนี้ได้ไวแบบนี้“...” ฉันมองเขาตาโต หูฝาดไปหรือเปล่าที่ได้ยินเขาถามประโยคนี้ หรือเขาไปกินอะไรผิดมา“ทำไมถึงชอบพี่” พี่พายุถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ฉันรู้ว่าไม่ได้หูฝาดไปตายแล้วอิเค้ก ตั้งใจจะมาอ่อยเขาแต่ดันเจอเขาอ่อยกลับแถมอ่อยแรงด้วย แล้วฉันจะตั้งรับยังไง“...”“ว่ายังไงครับ” ร่างสูงขยับเข้ามาใกล้“ทำไมถึงคิดว่าเค้กชอบพี่ละคะ”เอาสิ อ่อยมาฉันอ่อยกลับไม่ยอมเสียเปรียบบอกความในใ
พี่พายุขับรถพาฉันกลับมาตามเส้นทางหอพักของเขา คงเพราะไม่รู้จะไปส่งฉันที่ไหน เขาพยุงฉันขึ้นมาบนห้อง ค่อยๆ วางฉันลงบนเตียง ก่อนจะเดินออกไป ตามมาด้วยเสียงปิดประตูและเสียงน้ำไหลคงไปอาบน้ำแหละ แค่คิดใบหน้าก็ร้อนผ่าวฉันดีดตัวลุกจากเตียง อยากจะกรี๊ดดังๆ แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้เดี๋ยวเขาได้ยิน ฉันมองไปรอบๆ ห้องข้าวของของเขาถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ สะอาดสะอ้านมากกว่าห้องของฉันเสียอีก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปอันหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะหนังสือที่ช่างดูคุ้นตาเหลือเกิน ฉันเดินไปหยิบมันขึ้นมา ยิ้มแก้มแทบปริเมื่อรู้ว่ามันคือกรอบรูปที่ฉันทำให้เขาเป็นของขวัญสำหรับพี่รหัสเมื่อปีที่แล้วรูปที่ฉันแอบถ่ายเขาในมุมเผลอตอนที่กำลังเล่นบาส อยู่ในกรอบสีชมพูน่ารัก พร้อมกับการ์ดรูปหัวใจที่เขียนด้วยลายมือตัวเองของขวัญสำหรับพี่รหัสที่น่ารักค่ะ จากเค้กส้มฉันไล่ปลายนิ้วไปตามรูปหน้าได้สัดส่วน เรื่อยมาจนถึงปลายจมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ฉันยิ้มออกมาด้วยหัวใจที่พองโต“ยังเก็บไว้อยู่สินะ” แต่แล้วฉันก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง“ตื่นแล้วเหรอ”ฉันหันกลับไป สายตาของเราประสานกัน ตกอยู่ในภวังค์ความเงียบ หั
“พี่ยุ!” ฉันอุทานชื่อของคนที่ฉันอ้วกใส่ด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด ก่อนจะก้มมองกางเกงยีนของเขาที่เลอะอ้วกฉันเต็มไปหมดรู้สึกอายจนต้องแกล้งเมาต่อ ซุกหน้ากับอกกว้าง อยู่ในวงแขนของเขา ไม่กล้าเงยขึ้นมาสบตา“พี่พายุขา น้องแก้มขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ พอดีว่ามันเมามาก อย่าโกรธมันเลยน่า พลีส~” แก้มพูดเสียงออดอ้อนพร้อมกับยกมือไหว้ สีหน้าสำนึกผิดแทนเพื่อน “ไม่เป็นไรครับ”“ใจดีจังเลยค่ะ” แก้มยิ้มเขิน ยืนบิดตัวไปมา“…” ส่วนฉันยังคงแกล้งหลับอยู่ในอ้อมแขนของเขาต่อ เพราะอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน แกล้งหลับไปก่อนแล้วกัน“พี่พายุ แคร์ฝากดูส้มแป๊บดิ” จู่ๆ แคร์ก็พูดขึ้นฉันขมวดคิ้วสงสัยว่าทำไมพวกมันถึงคิดจะทิ้งฉัน ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าเพื่อนกำลังวางแผนการร้ายกาจที่จะทำให้ฉันได้อยู่กับพี่พายุตามลำพัง‘งื้อ เพื่อนรัก รักเพื่อน’“ครับ?” คำว่าครับของเขาเหมือนจะเป็นประโยคคำถามมากกว่าประโยคตอบรับทำให้แคร์ต้องพูดต่อ“อ้อ คือว่าแคร์กับแก้มจะกลับไปเอากระเป๋าที่โต๊ะค่ะ เดี๋ยวมา”“เออๆ ใช่ๆ เราสองคนลืมกระเป๋าค่ะ ฝากพี่พายุดูแลเค้กแป๊บนะคะ แล้วพวกเราจะรีบกลับมา น่า~”“ได้ครับ”'สำเร็จ!' ฉันลอบยิ้ม แอบหรี่ตามองก็เห็
“สวัสดีค่ะรุ่นพี่”“!!!” ฉันลุกจากเก้าอี้หันกลับไป “เมื่อกี้มากับพี่ยุเหรอคะ”“ไม่เห็นเหรอ” ฉันถามกลับ ยืนกอดอกเผชิญหน้า“ก็เห็นนะคะ แต่ว่าเมื่อกี้หนูไปถามพี่ยุมา เขาบอกว่าพี่ไม่ได้เป็นแฟนเขานี่คะ แต่ว่าเป็น...” รุ่นน้องคนนั้นยิ้มมุมปาก ปลายนิ้วม้วนปอยผมตัวเองไปมา ท่าทางยียวนชวนตบ มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า “!!!” หัวใจฉันหล่นตุ้บ ไม่ใช่เพราะกลัวรุ่นน้องคนนี้หรอกนะ แต่เพราะฉันกลัวคำตอบของเขาต่างหาก“เป็นอะไรคะน้อง? คนเขาเป็นแฟนกันแล้วยังจะมายุ่งกับเขาอีก” แก้มสวนขึ้นเพราะรู้สึกโกรธแทน “ก็เป็น...น้องรหัสนะสิคะ พี่ยุบอกว่าพี่เค้กส้มไม่เคยมาขอเป็นแฟนเลย แล้วแบบนี้จะเรียกว่าแฟนได้ยังไงกัน จริงไหมคะ” น้องคนนั้นพูดไปยิ้มไปทำเหมือนกับว่าตัวเองเหนือกว่า“...” ฉันกำมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ ปลายเล็บยาวที่เพิ่งต่อมาจิกลงไปในเนื้อ“อิเค้กใจเย็น” แก้มกระซิบข้างหู พร้อมกับกอดไหล่ฉันไว้“นี่น้อง ถ้าไม่รู้อะไรพี่ว่าอย่าพูดจะดีกว่านะ เพราะน้องอาจจะเงิบในภายหลังได้ ทางที่ดีน้องกลับไปหาเพื่อนของน้องเถอะ ก่อนจะถูกพวกพี่ตบ” แคร์บอกด้วยสีหน้านิ่งแต่ก็พร้อมจะเอาจริง“…” รุ่นน้องคนนั้นยิ้มราวกับเห็นว่ามันเป็นเรื่
“เค้กกำลังจะไปงานเลี้ยงที่คณะค่ะ”“แล้วพี่ยุจะไปไหนคะ”“พี่ก็กำลังจะไปงานเลี้ยงที่คณะเหมือนกัน”“ถ้าอย่างนั้น...เค้กจะไปกับพี่ไหม?”“ไปค่ะ” คงไม่ต้องรอให้พระอิฐพระปูนมาสวดหรือรอให้ใครมาตัดริบบิ้น ฉันยิ้มและตอบตกลงเขาไปทันทีพี่พายุเดินไปที่รถ ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับหมวกกันน็อคใบใหญ่“ใส่ไว้นะ” เขาใส่หมวกกันน็อคของเขาที่มีอยู่ใบเดียวให้ฉัน กลิ่นแชมพูอ่อนๆ แบบผู้ชายยังหอมอบอวลอยู่ในหมวกทำให้ใบหน้าฉันร้อนผ่าวร่างสูงก้าวขึ้นไปนั่งบนรถบิ๊กไบค์ ก่อนจะหันมามองฉันเหมือนดูว่าฉันจะขึ้นได้ไหมฉันยิ้มพลางนึกในใจว่ารุ่นพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเตรียมพร้อมมาแล้ว เพราะรู้ว่าต้องมาทำอะไรแบบนี้ ฉันจึงเลือกใส่ชุดกระโปรงสั้นรัดรูปที่มีซับด้านในเป็นกางเกงให้ง่ายต่อการนั่งซ้อนท้ายขาของฉันก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะ ก่อนจะโน้มตัวลงไปโอบกอดเอวเขาไว้แน่นราวกับว่ากลัวตก แต่ความจริงแล้ว...ฉันอยากกอดรุ่นพี่แบบนี้มานานแล้วรถบิ๊กไบค์ค่อยๆ ออกตัว ฉันหันกลับไปโบกมือให้เพื่อนสองคนที่ยืนแอบอยู่หลังต้นไม้ ตอนนี้พวกมันยิ้มหน้าบาน กระโดดดีใจ แก้มเล่นใหญ่กว่าใคร ปาดน้ำตาเหมือนกำลังจะร้องไห้ไม่รู้ฉันเป็นโรคจิตหรือเปล่าเพราะชอ
เวลาหนึ่งทุ่มนิดๆหลังจากแต่งตัวเสร็จ ฉันก็ออกมายืนรอพี่พายุอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้กับหอพักของเขาเพื่อทำตามแผนที่เพื่อนบอกสายตาของฉันทอดมองออกไปบนท้องถนนที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากหลอดนีออนข้างทางที่ส่องสว่างจนฉันเริ่มกลัว ในใจพลางคิดว่าฉันทำถูกไหมที่เลือกแผนนี้ แต่แล้วความกลัวและความกังวลของฉันทุกอย่างก็หายไป เมื่อเสียงมือถือดังขึ้น“ว่าไงมึง” ฉันกดรับสาย“ออกไปแล้วๆ ทำตามแผนได้เลย” แก้มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อฉันส่งมันสองคนไปสอดแนมที่หอพักของพี่พายุ และโทรมารายงานทันทีที่เห็นเขาขับรถออกมา“ระวังตัวด้วยนะมึง”“อืม ขอบใจมาก” ฉันกดวางสาย พร้อมกับชะโงกหน้าไปมองบนท้องถนน แสงไฟจากหน้ารถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์เลี้ยวผ่านโค้งเข้ามา ใกล้ถึงจุดที่ฉันยืนอยู่ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมาเพื่อเรียกความกล้า ก่อนที่ขาสองข้างจะก้าวเดินออกไปเอี๊ยดดด....!!!เสียงล้อรถเบรกลากไปกับพื้นถนนจนได้กลิ่นไหม้ ทิ้งรอยดำเป็นทางยาวหลายเมตรฉันยืนหลับตาปี๋ สั่นไปทั้งตัว ในใจพลางคิดว่าตัวเองตายหรือยัง“เป็นอะไรไหมครับ?!” เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยความตกใจ ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาทีละข้างก็เห็นว่าเขามายืนอยู่ตร



![Evil Engineerร้ายรักวิศวะเลว [ไนต์]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



