Share

ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย
ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย
Penulis: ปุยหิมะ

บทที่ 1

Penulis: ปุยหิมะ
ในความเลือนราง นางมองเห็นร่างสูงโปร่งสายหนึ่งเดินเข้ามาจากแดนไกล

สวมอาภรณ์ผ้าต่วนสีหมึก เกล้าผมครอบด้วยกวานหยก ใบหน้าของเซี่ยชิงเยี่ยนหล่อเหลาราวกับภาพวาด เขายังคงมีท่าทีเย็นชาและสูงส่งเช่นเดิม

“เกิดอันใดขึ้น?”

หงซิ่วราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางถลาเข้าไปคุกเข่าแทบเท้าเขา “ท่านโหว! ฮูหยินมีโรคไอเรื้อรังมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้ซื้อยาใช้เงินเกินไปหนึ่งอีแปะ แม่นางซูถึงกับจะโบยฮูหยินยี่สิบแส้! ฮูหยินร่างกายอ่อนแอ จะทนรับการลงทัณฑ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ขอท่านโหวโปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ!”

เซี่ยชิงเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาทอดมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของจ้าวเซ่อเซ่อ แววตาปรากฏร่องรอยแห่งความเวทนาวูบหนึ่ง

“หลิงอิน” เขาเอ่ยปาก “ช่างเถิด”

ซูหลิงอินขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที “ยามที่ท่านโหวพาข้าเข้าจวน ได้เอ่ยปากไว้เองมิใช่หรือ ว่าคนทั้งจวนล้วนต้องเชื่อฟังข้า”

“หากวันนี้ยอมทำลายกฎเกณฑ์เพื่อฮูหยินโหว วันหน้าผู้คนพากันเอาเยี่ยงอย่าง อำนาจจัดการจวนโหวนี้ ข้าไม่ขอรับไว้ก็แล้วกัน!”

เอ่ยจบ นางก็หมุนตัวเตรียมจะจากไป

เซี่ยชิงเยี่ยนรีบคว้าตัวนางไว้ “ได้ ๆ ๆ ข้าไม่ยุ่งแล้ว”

เขายกมือขึ้นปิดตาซูหลิงอินแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนโยน “อย่าดูเลย เลือดสาดเกินไป”

จ้าวเซ่อเซ่อมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย หัวใจคล้ายถูกคนควักออกไปทั้งเป็น เจ็บปวดจนนางแทบขาดใจ

นางไม่เข้าใจ เซี่ยชิงเยี่ยนที่เคยพร่ำบอกว่ารักนางอย่างสุดซึ้งผู้นั้น เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

เหตุใดสิ่งที่แปรเปลี่ยนง่ายดายที่สุดในโลกหล้า คือความจริงใจ?

นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงสามปีเท่านั้น…

สามปีก่อน เซี่ยชิงเยี่ยนลงใต้ไปเจียงหนานจึงได้พบนาง

ยามนั้นนางกำลังหลบฝนอยู่ใต้ระเบียงคด ทันทีที่เงยหน้าขึ้น ก็สบเข้ากับดวงตาเปื้อนยิ้มของเขา

“แม่นาง” น้ำเสียงของเขากังวานใส “ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าตกแล้ว”

ภายหลังนางจึงได้รู้ว่า คุณชายที่เก็บผ้าเช็ดหน้าให้นางผู้นี้ แท้จริงแล้วคืออู่อันโหวที่อายุน้อยที่สุดในราชวงศ์ปัจจุบัน

เขาเคยทำเรื่องโง่งมเพื่อนางมาตั้งเท่าไรกัน

รู้ว่านางชอบดอกโบตั๋น ก็ขนส่งสายพันธุ์ล้ำค่าสิบกระถางจากลั่วหยางข้ามคืน เพียงเพื่อให้นางได้ชมความงามตระการตาของ “โบตั๋นอันเป็นยอดบุปผางามแห่งแผ่นดิน”

ได้ยินว่านางกลัวความหนาวเย็น ก็ฝ่าหิมะไปล่าสุนัขจิ้งจอกขาว ยามเย็บเสื้อคลุมด้วยตนเอง ปลายเข็มทิ่มแทงปลายนิ้วจนเลือดซิบ

ครั้งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด โจรป่าจับตัวนางไป เขาควบม้าบุกค่ายเพียงลำพัง แม้กลางอกจะถูกธนูยิงแต่ยังคงปกป้องนางไว้สุดชีวิต เลือดสด ๆ อาบย้อมอาภรณ์ไปซีกหนึ่ง…

ท้ายที่สุดนางก็มิอาจต้านทานความรักอัน “ลึกซึ้ง” นี้ได้ จึงพยักหน้าตกลงแต่งงานกับเขา

เซี่ยชิงเยี่ยนจึงไปขอราชโองการจากฮ่องเต้ จัดสินสอดทองหมั้นยาวเหยียดสิบลี้ ลั่นวาจาว่าชาตินี้จะมีเพียงคู่เดียวตลอดไป ก่อนจะรับนางเข้าจวนโหวอย่างสมเกียรติ

หลังแต่งงานเขาปฏิบัติต่อนางดุจแก้วตาดวงใจ แม้แต่พระสนมในวังยังแย้มสรวลและถอนทอดใจว่า “ฮูหยินอู่อันโหวผู้นี้ เกรงว่าจะเป็นสตรีที่น่าอิจฉาที่สุดในใต้หล้าแล้วกระมัง”

จวบจนกระทั่งวันนั้น รถม้าของพวกเขาถูกสตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งขวางเอาไว้

นางกำลูกปัดทองคำกำมือหนึ่งปาใส่เซี่ยชิงเยี่ยน “ข้าเกลียดชังพวกผู้มีอำนาจเช่นพวกเจ้าที่สุด! คิดว่ามีเงินแล้วจะซื้อหาความจริงใจได้หรือ?”

ทว่าสิ่งที่ทำให้จ้าวเซ่อเซ่อตกตะลึงก็คือ เมื่อเผชิญกับการหยามเกียรติเช่นนี้ เซี่ยชิงเยี่ยนที่ปกติเด็ดขาดและเหี้ยมหาญ กลับมีรอยยิ้มประดับมุมปาก แววตาเปี่ยมไปด้วยความทะนุถนอม

“ชิงเยี่ยน” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “นางคือผู้ใดหรือ?”

เซี่ยชิงเยี่ยนตอบอย่างตรงไปตรงมา “เซ่อเซ่อ ข้าพบหญิงเก็บดอกบัวผู้หนึ่ง รู้สึก... หวั่นไหวกับนางยิ่งนัก ข้าอยากรับนางเป็นภรรยาเท่าเทียม”

ปลายนิ้วของจ้าวเซ่อเซ่อสั่นเทา “แล้วข้าเล่า? ท่านเคยบอกมิใช่หรือ ว่าจะมีเพียงข้าคนเดียวไปชั่วชีวิต?”

เซี่ยชิงเยี่ยนมองนาง แววตารู้สึกผิดทว่าแน่วแน่ “เซ่อเซ่อ ข้าไม่อยากหลอกลวงเจ้า”

“ข้าเคยให้คำมั่นสัญญาจริง ทว่านั่นคือตอนที่ยังมิได้พบกับหลิงอิน”

“ยามนี้ข้าเพิ่งตระหนักได้ ว่าข้าอาจจะมิได้รักเจ้ามากเพียงนั้น”

“หากข้าพบนางเร็วกว่านี้ ข้าคงไม่มีวันครองคู่กับเจ้า”

จ้าวเซ่อเซ่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน

เซี่ยชิงเยี่ยนกล่าวต่อ “คราแรกเพื่อแต่งกับเจ้า ข้าได้ทูลขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรส เป็นราชโองการจากเบื้องบน เจ้าและข้าจึงมิอาจหย่าร้างกันได้”

“ดังนั้นวันข้างหน้า เจ้ายังคงเป็นฮูหยินของจวนโหวแห่งนี้”

“ทว่านอกจากสถานะนี้แล้ว ความรักทั้งหมด ข้าจะมอบให้หลิงอิน”

จ้าวเซ่อเซ่อแทบแหลกสลาย น้ำตานองหน้าทุกวี่วัน ทั้งยังปลอบใจตนเองว่าเซี่ยชิงเยี่ยนคงเพียงแค่เห่อของใหม่ชั่วครั้งชั่วคราวเมื่ออยู่กับซูหลิงอิน

แต่ผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็รับซูหลิงอินเข้ามาในจวน

เป็นเพราะนางรังเกียจความฟุ้งเฟ้อ เกลียดชังผู้มีอำนาจ เซี่ยชิงเยี่ยนจึงคอยปลอบประโลมนาง “วันหน้าทั้งจวนโหวจะยกให้เจ้าดูแล เจ้าอยากมีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร ก็จงใช้ชีวิตเช่นนั้นเถิด จนกว่าเจ้าจะพอใจ แล้วค่อยแต่งเข้าจวนมาเป็นภรรยาข้า ดีหรือไม่?”

นับแต่นั้นมา ผู้คนทั่วทั้งจวนโหวต่างทุกข์ระทมสุดจะพรรณนา

จ้าวเซ่อเซ่อยิ่งอยู่อย่างตายทั้งเป็น

เบี้ยหวัดรายเดือนของนางถูกริดรอน แม้แต่ข้าวก็กินไม่อิ่มท้อง

อาการไอเรื้อรังของนางกำเริบ ทว่าเงินค่าซื้อยากลับถูกซูหลิงอินตีกลับด้วยข้อหา “สุรุ่ยสุร่าย”

กระทั่งวันนี้ นางเพียงเพราะใช้เงินเกินไปหนึ่งอีแปะ ก็ถูกโบยตีด่าทอต่อหน้าธารกำนัล…

เมื่อแส้สุดท้ายฟาดลงมา จ้าวเซ่อเซ่อก็มิอาจทนทานได้อีกต่อไป กระอักเลือดออกมาคำโต ภาพตรงหน้ามืดดับไปเป็นพัก ๆ

เมื่อฟื้นคืนสติอีกครั้ง นางก็พบว่าตนเองถูกหามกลับมายังเรือนแล้ว

ท่านหมอกำลังจับชีพจร “ฮูหยินบาดเจ็บไม่เบาเลย จำต้องดื่มยาทั้งวันทั้งคืน”

เขาเขียนเทียบยาแล้วส่งให้หงซิ่ว หงซิ่วเอ่ยถามเสียงสั่น “ต้องใช้เงินเท่าใดหรือเจ้าคะ?”

“สามตำลึง”

“พอจะ... ติดค้างไว้ก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ?” หงซิ่วน้ำเสียงสะอื้นไห้

ท่านหมอรู้อยู่แก่ใจว่าจวนโหวใช่ว่าจะไร้ทรัพย์ อีกทั้งวันวานจ้าวเซ่อเซ่อก็ปฏิบัติต่อเขาไม่เลว เขาเพิ่งจะคิดพยักหน้า

“มิได้!”

เสียงของซูหลิงอินดังมาจากนอกประตู

นางตีหน้าเย็นชาเดินเข้ามา “จวนโหวจะติดค้างหนี้สินได้อย่างไร? หากจ่ายไม่ไหว เช่นนั้นก็ไม่ต้องสั่งยาแล้ว”

หงซิ่วโกรธจัด “หากฮูหยินยังไม่ใช้ยาอีก ก็จะสิ้นใจอยู่แล้ว! ท่านเกลียดชังคนรวยก็ใช่ว่าจะเกลียดด้วยวิธีเช่นนี้! หรือต้องให้ทุกคนไม่มีข้าวกิน ไม่มีเงินรักษาโรค ท่านถึงจะพอใจกระนั้นหรือ?”

ซูหลิงอินหน้าทะมึนลง เพิ่งจะอ้าปากเถียง จ้าวเซ่อเซ่อก็ดึงหงซิ่วไว้ด้วยความอ่อนแรง “ข้ายังมีสินเดิม ใช้สินเดิมของข้า...”

“มิได้!” ซูหลิงอินตัดบทอย่างเด็ดขาด “ในเมื่อเจ้าแต่งเข้าจวนโหวแล้ว สินเดิมก็ย่อมเป็นของจวนโหว จะนำมาใช้ส่วนตัวได้อย่างไร?”

หงซิ่วโกรธจนตัวสั่นเทา กำลังจะโต้เถียง ทว่าซูหลิงอินกลับหันไปหาท่านหมอ “หากมีคนไข้จ่ายค่ารักษาไม่ไหว ปกติแล้วท่านจัดการอย่างไร?”

ท่านหมอเอ่ยอย่างลังเล “หะ... ให้พวกเขาออกไปเก็บสมุนไพรนอกเมืองมาขัดดอก”

ซูหลิงอินพยักหน้า “เช่นนั้นก็เชิญฮูหยินโหวออกไปเก็บสมุนไพรด้วยตนเองเถิด”

หงซิ่วไม่อยากจะเชื่อ “ฮูหยินบาดเจ็บสาหัสปานนี้ จะไปได้อย่างไร?”

ซูหลิงอินมิได้ใส่ใจ “นี่คือสิ่งที่นางสมควรแบกรับ ไม่อาจละเมิดกฎเพียงเพราะนางเป็นฮูหยินโหวได้หรอก”

“เอะอะอันใดกัน?”

เสียงเย็นชาสายหนึ่งดังขึ้น เซี่ยชิงเยี่ยนเอามือไพล่หลังยืนอยู่หน้าประตู สายตากวาดมองผู้คนอย่างราบเรียบ

หงซิ่วราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ได้ นางคุกเข่าคลานเข้าไปหา “ท่านโหว! ฮูหยินบาดเจ็บสาหัส แม่นางซูกลับบีบบังคับให้นางไปเก็บสมุนไพร นี่มิใช่ต้องการเอาชีวิตฮูหยินหรือเจ้าคะ?”

ซูหลิงอินไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “ท่านโหว หากวันนี้ท่านช่วยนาง ข้าจะออกจากจวนทันที!”

เซี่ยชิงเยี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็เอ่ยปากว่า “ทุกสิ่งล้วนฟังหลิงอินก็แล้วกัน”

จ้าวเซ่อเซ่อหลับตาลง ความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกทึ้งแล่นปราดมาจากกลางอก มันเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าแผลโดนโบยบนแผ่นหลังเป็นพันเป็นร้อยเท่า

“ข้าไปเอง” นางฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน

เส้นทางบนเขานอกเมืองนั้นแสนทุรกันดาร จ้าวเซ่อเซ่อลากสังขารที่ป่วยไข้ ไปเก็บสมุนไพรริมหน้าผา

นิ้วมือของนางถูกหนามเกี่ยวจนได้แผล เลือดไหลริน บาดแผลจากรอยแส้กลางหลังยิ่งทำให้เจ็บปวดจนหน้ามืด

หลายชั่วยามผ่านไป ในที่สุดนางก็เก็บสมุนไพรจนครบ ก่อนจะกลับมายังจวนโหวในสภาพที่ร่างอาบชุ่มไปด้วยเลือด

ยามเดินผ่านเรือนของซูหลิงอิน นางมองเห็นเซี่ยชิงเยี่ยนกำลังจับพู่กันวาดคิ้วให้ซูหลิงอิน

ใบหน้าของเขาอ่อนโยน ท่วงท่าระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ราวกับกำลังปรนนิบัติต่อของล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า

จ้าวเซ่อเซ่อเหม่อมองภาพนั้น ในหัวพลันนึกย้อนไปถึงเทศกาลหยวนเซียวปีนั้น เขาก็เคยวาดคิ้วให้นางเช่นนี้เหมือนกัน

ครานั้นเขาเคยบอกว่า “คิ้วของเซ่อเซ่อดุจดั่งขุนเขาแดนไกล ข้าจะขอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อวาดมัน”

ภายใต้พลุไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้า คุณหนูในห้องหอตั้งเท่าใดที่อิจฉาจนตาร้อนผ่าว

บัดนี้สองมือคู่นี้ ความอ่อนโยนนี้ ล้วนมอบให้ผู้อื่นไปเสียแล้ว

สิ่งที่แปรเปลี่ยนง่ายดายที่สุดในโลกหล้า แท้จริงแล้วก็คือใจคน

นางหัวเราะไปพลาง หยาดน้ำตากลับพร่าเลือนสติสัมปชัญญะไปพลาง

เมื่อกลับถึงเรือนนอน หงซิ่วเห็นนางมีคราบเลือดเกรอะกรังเต็มตัว พลันน้ำตาร่วงหล่นดั่งสายฝนด้วยความปวดใจยิ่งนัก

“คุณหนู วันเวลาเช่นนี้ ท่านยังต้องทนอยู่ไปถึงเมื่อใดกันเจ้าคะ?”

จ้าวเซ่อเซ่อยิ้มหยันอย่างซีดเซียว “ไม่ทนแล้ว ข้าจะหย่า”

หงซิ่วชะงักไป “แต่งานสมรสของคุณหนูกับท่านโหวเป็นราชโองการประทานสมรสนะเจ้าคะ หากฮ่องเต้มิได้มีพระบรมราชานุญาต ก็มิอาจหย่าร้างได้!”

มุมปากของจ้าวเซ่อเซ่อหยักโค้งเป็นรอยยิ้มซีดเซียว “ปีนั้นตระกูลจ้าวของเรามีความดีความชอบในการช่วยชีวิตองค์รักษ์ ฮ่องเต้ได้พระราชทานราชโองการเปล่ามาให้หนึ่งฉบับ”

“ขอเพียงไม่ขัดต่อกฎหมายของราชวงศ์เรา ไม่ว่าจะเขียนสิ่งใดลงไป ฮ่องเต้ก็ล้วนยินยอมทั้งสิ้น”

นางช้อนตาขึ้น ส่วนลึกของดวงตาเด็ดเดี่ยวถึงขีดสุด “ข้าจะใช้ราชโองการฉบับนี้ เพื่อให้ไม่ต้องพบเจอกับเขาอีกตลอดกาล”

“หงซิ่ว เจ้ารีบกลับเจียงหนานไปนำราชโองการมาเถิด”

“เมื่อราชโองการมาถึง พวกเราก็จะไปจากที่นี่”

จากไปตลอดกาล

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 23

    เซี่ยชิงเยี่ยนยื่นมือออกไป ทว่าทำอย่างไรก็มิอาจคว้าตัวคนผู้นั้นไว้ได้เขาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทำได้เพียงเบิกตามองจ้าวเซ่อเซ่อจากตนไปเช่นนี้ครู่ต่อมา ซูหลิงอินก็คลานเข้ามาแทบเท้าเขา“ท่านโหว ท่านมองข้าสิเจ้าคะ... ขอเพียงท่านช่วยข้า ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเหมือนนังแพศยาจ้าวเซ่อเซ่อผู้นั้น ข้า...” คำพูดของนางยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเซี่ยชิงเยี่ยนเตะกระเด็นอย่างแรง“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ากล่าวถึงเซ่อเซ่อ! เจ้าต่างหากคือตัวการ ซูหลิงอิน หากไม่มีเจ้า ข้ากับเซ่อเซ่อจะกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!” เขาเดือดดาลจนถึงขีดสุด เตะซูหลิงอินจนสติหลุดลอยบางทีอาจตระหนักได้ว่าตนเองไร้ซึ่งความหวังแล้วจริง ๆ ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัสทั่วสรรพางค์กาย ซูหลิงอินจึงแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา“เซี่ยชิงเยี่ยน ท่านเอาแต่โทษข้า ทว่าท่านเองก็เมินเฉยต่อความทุกข์ทรมานที่จ้าวเซ่อเซ่อต้องเผชิญมิใช่หรือ! หากท่านมิได้รู้เห็นเป็นใจ ข้าจะทำเรื่องเหล่านั้นมากมายได้อย่างไร คนที่ทำร้ายท่านก็คือตัวท่านเองชัด ๆ! เป็นท่านเองที่ทำจ้าวเซ่อเซ่อหล่นหาย ชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่มีวันได้ครองคู่กับคนที่ท่านรัก ชั่วชีวิต!” ซูหลิงอินไม่อา

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 22

    จุดหมายปลายทางคือเมืองหลวง จากเจียงหนานถึงเมืองหลวง แม้ใช้เส้นทางที่รวดเร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลานานนับครึ่งเดือน ตลอดครึ่งเดือนบนการเดินทางนี้ เซี่ยชิงเยี่ยนเอาแต่หยิบยกเรื่องราวในหนหลังขึ้นมากล่าวถึงอยู่เสมอ หวังเพียงจะได้เห็นท่าทีแห่งความรักจากจ้าวเซ่อเซ่อบ้าง ทว่าไม่ว่าเขาจะทุ่มเทความพยายามสักเพียงไร ในสายตาของจ้าวเซ่อเซ่อกลับมีเพียงหลิ่วหนานฝานผู้เดียวเท่านั้นพวกเขาทั้งสองนั่งกระซิบกระซาบหยอกล้อกันตลอดทั้งวัน รอยยิ้มนั้นช่างบาดตายิ่งนัก สองมือของพวกเขาแทบจะไม่เคยผละออกจากกัน แม้แต่ยามที่จ้าวเซ่อเซ่อเผลอหลับไป หลิ่วหนานฝานก็ยังคงกอบกุมมือของนางเอาไว้ บีบคลึงนิ้วมือนางเล่นอย่างแผ่วเบาช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เซี่ยชิงเยี่ยนต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทว่าเมื่อคิดว่าตนยังสามารถมองเห็นจ้าวเซ่อเซ่อได้ เขาก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้วันที่เดินทางมาถึงเมืองหลวง คือยามที่เซี่ยชิงเยี่ยนเบิกบานใจที่สุดเขากระตือรือร้นนำทางมาจนถึงตรอกเล็ก ๆ อันแสนสกปรกแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนไร้เรือนชานหรือก็คือพวกขอทาน ทำเอาจ้าวเซ่อเซ่อรู้สึกสับสนยิ่งนัก เหตุใดเซี่ยชิงเยี่ยนจึงพานางมาที

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 21

    หลิ่วหนานฝานรีบรุดมาถึง เขาเข้ามาขวางระหว่างเซี่ยชิงเยี่ยนกับจ้าวเซ่อเซ่ออย่างไม่เกรงกลัว ใช้ร่างกายของตนเองปกป้องนางเอาไว้จ้าวเซ่อเซ่ออดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร ท่านไปที่ใดมาหรือหนานฝาน?”รอยยิ้มของนางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเชื่อใจ เป็นสิ่งที่เซี่ยชิงเยี่ยนมิได้เห็นมาเนิ่นนาน เพียงแค่มองปราดเดียว ภายในใจของเขาก็พลันตื่นตระหนก จึงกดเสียงต่ำคำรามออกมา“เจ้าเป็นผู้ใด เซ่อเซ่อเป็นคนของข้า ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกขานนางเช่นนี้?”หลิ่วหนานฝานหันกายกลับมา จ้าวเซ่อเซ่อถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ปกติแล้วเขามักสวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย เนื้อผ้าล้วนแสนธรรมดา มองไม่ออกถึงความพิเศษอันใด ทว่าวันนี้อาภรณ์บนร่างแม้จะเป็นสีขาวเช่นเดิม แต่กลับมีลวดลายทอซ่อนอยู่มากมาย ดูหรูหราทว่าถ่อมตนขึ้นมิใช่น้อย สัมผัสได้ชัดเจนถึงความล้ำค่าของอาภรณ์ชุดนี้ต่อเรื่องนี้ ภายในใจของจ้าวเซ่อเซ่อพลันเกิดข้อสงสัยขึ้นมา หลิ่วหนานฝานเป็นเพียงหมอธรรมดาผู้หนึ่งในเจียงหนานจริงหรือ?นางมองดูหลิ่วหนานฝานแค่นเสียงหยัน “พวกท่านหย่าขาดกันแล้ว บัดนี้คนที่เซ่อเซ่อชอบคือข้า”เซี่ยชิงเยี่ยนมิกล้าเชื่อเรื่องพรรค์นี้ เขา

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 20

    วันรุ่งขึ้น เซี่ยชิงเยี่ยนก็ควบม้ามาถึงเจียงหนาน และหยุดลงที่หน้าเรือนร้านค้าของจ้าวเซ่อเซ่อในฐานะอู่อันโหว การที่เซี่ยชิงเยี่ยนจะสืบหาตัวจ้าวเซ่อเซ่อนั้นง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ นางจึงมิได้แปลกใจกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้นี้แต่อย่างใด หลังจากได้รับการปลอบโยนจากหลิ่วหนานฝาน นางก็คิดตกแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร เรื่องราวระหว่างนางกับเซี่ยชิงเยี่ยนก็จำต้องสะสางให้กระจ่างชัดเพียงแรกสบตากับนาง เซี่ยชิงเยี่ยนก็สาวเท้าเข้าไปหาทันทีตลอดหลายเดือนในสนามรบ ทุกลมหายใจของเขาล้วนคำนึงถึงจ้าวเซ่อเซ่อ แม้ศึกจะกำชัย แต่ในใจเขากลับมีเพียงจ้าวเซ่อเซ่อผู้เดียว เขาเร่งควบม้าฝ่าตะบึงกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงรับสั่งจะพระราชทานเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ให้ ทว่าเขากลับปฏิเสธจนสิ้น ขอเพียงราชโองการฉบับเดียว ราชโองการที่สามารถรั้งตัวนางกลับมาได้ครั้นผ่านความเป็นความตายมาได้ เมื่อได้พานพบจ้าวเซ่อเซ่ออีกครา ความรู้สึกของเซี่ยชิงเยี่ยนก็ดั่งได้ของล้ำค่าที่สูญหายกลับคืนมา เขาทอดสายตาสำรวจดวงหน้าของนาง พบว่าช่วงเวลาที่รอนแรมอยู่ในเจียงหนานนี้นางดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง พวงแก้มมีเนื้อหนังขึ้นเล็กน้อย ดูน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเดิมท

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 19

    หลังจากนั้น จ้าวเซ่อเซ่อได้ทำร่มด้วยมือของนางเองมอบให้แก่หลิ่วหนานฝาน เพื่อเป็นค่ารักษาที่เขาดูแลนางมาอย่างยาวนาน ยามที่หลิ่วหนานฝานได้รับ เขารู้สึกยินดียิ่งนัก นัยน์ตาของเขามิอาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ยามสบเข้ากับแววตาอันเร่าร้อนปานนั้น หัวใจของนางก็พลันเต้นระรัวเร็วขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามได้วันเวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว จ้าวเซ่อเซ่อเคยชินเสียแล้วกับการมีหลิ่วหนานฝานอยู่เคียงข้าง แม้แต่หงซิ่วยังอดบ่นมิได้ในบางครา ว่าหลิ่วหนานฝานที่เป็นเพียงหมอผู้หนึ่งกลับมาแย่งงานของนางไปเสียสิ้น ทุกสิ่งล้วนต้องแย่งทำความดีความชอบต่อหน้าคุณหนูมองดูท่าทีแก้มป่องแสนงอนของหงซิ่วแล้ว จ้าวเซ่อเซ่อก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจทว่ายามที่อากาศร้อนอบอ้าวยังมิได้ผ่านพ้นไปจนหมดสิ้น เมืองหลวงก็มีข่าวคราวส่งมาว่า อู่อันโหวเซี่ยชิงเยี่ยนรบชนะครั้งใหญ่กลับมา ว่ากันว่าเขาห้าวหาญไร้เทียมทานในสนามรบ บุกตัดหัวราชาซงหนูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แล้วหิ้วกลับมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้และข่าวลือที่แพร่สะพัดก่อนหน้านี้ก็เป็นความจริง เซี่ยชิงเยี่ยนที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงมิได้เรียกร้องสิ่งใด เขาเพียง

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 18

    จ้าวเซ่อเซ่อย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดเดิมทีนางเอ่ยปากถามหงซิ่วว่าต้องการมาด้วยกันหรือไม่ ทว่าหงซิ่วกลับรีบวิ่งหนีไปไกลเสียก่อน นางจึงจำต้องออกจากเรือนมากับหลิ่วหนานฝานเพียงลำพังสองคนเดินมาได้ไม่นาน ด้านนอกก็มีฝนโปรยปรายลงมา ดินแดนเจียงหนานนั้นฝนตกชุก ยามวสันตฤดูยิ่งมักมีฝนปรอยตกกระทบเป็นระลอก หลิ่วหนานฝานคุ้นชินกับสภาพอากาศเช่นนี้มานานแล้ว ในมือของเขาจึงกางร่มออกแล้วยกบังเหนือศีรษะให้จ้าวเซ่อเซ่อ“ระวังหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะเปียกฝนเอาได้” เขากล่าวพลางจงใจเอียงร่มไปทางจ้าวเซ่อเซ่อเล็กน้อยหยาดฝนสาดกระเซ็นจนเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ของบุรุษเปียกชุ่ม ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยกระทั่งถึงที่หมาย จ้าวเซ่อเซ่อจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหัวไหล่ของเขาเปียกชุ่มจนแทบจะแนบเนื้อ แผ่ไอชื้นแฉะออกมา“เมื่อครู่เหตุใดท่านจึงไม่บอกเล่า? ท่านเปียกไปหมดแล้ว” นางอดมิได้ที่จะร้อนใจขึ้นมาหลายส่วนทว่าหลิ่วหนานฝานกลับปัดหยดน้ำบนตัวออกอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วแย้มยิ้มส่งให้นาง “ร่างกายของเจ้าอ่อนแอ หากเจ้าเปียกฝนไปคงได้ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่ ส่วนข้านั้นร่างกายแข็งแรงบึกบึน ไม่เป็นอันใดหรอก หากเซ่อเซ่อห่วงใยข้า มอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status