Masukอคิณถูกส่งตัวมายังโรงเรียนเล็ก ๆ กลางชนบท ในฐานะ “ครูอาสา” ตามแผนประชาสัมพันธ์ของบริษัทระดับพันล้านที่เขากำลังจะก้าวขึ้นเป็นท่านประธานในอนาคต ภาพลักษณ์ที่ดีงามต่อสาธารณะสำคัญพอ ๆ กับความสามารถทางธุรกิจ การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภารกิจช่วยเหลือสังคม หากคือหน้าที่ที่ถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสมในเส้นทางชีวิตของเขา ที่นั่นเอง อคิณได้พบกับธาริน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทว่ามีแววตาอบอุ่นและจริงใจอย่างที่อคิณไม่คุ้นเคย จากการทำงานร่วมกันในแต่ละวัน ความใกล้ชิดค่อย ๆ ก่อตัวอย่างเงียบงัน บทสนทนาเล็ก ๆ รอยยิ้มบางเบา การช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องร้องขอ กลายเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งสองต่างรับรู้ถึงความรู้สึกที่ค่อย ๆ เติบโตในใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาเป็นคำพูด เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า เส้นทางชีวิตของพวกเขา…สวนทางกันเกินไป ความรู้สึกที่เก็บงำไว้นานวันกลับยิ่งทวีความชัดเจน จนกระทั่งคืนหนึ่ง ความใกล้ชิดทางใจได้พาให้พวกเขาเผลอก้าวล้ำเส้นของความสัมพันธ์ทางกายไปโดยไม่ทันคิด ท่ามกลางความเงียบงันของชนบท และหัวใจที่เต้นแรงเกินจะห้ามไหว
Lihat lebih banyakเสียงเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์คันหรูที่ปกติจะคำรามอย่างทรงพลัง บัดนี้กลับส่งเสียงครางครืดคราดอย่างอ่อนแรงล้อหลังที่เคยหมุนฉิวบนทางด่วนกรุงเทพฯ กลับปั่นวนอยู่กับที่ ยิ่งเหยียบคันเร่งมากเท่าไหร่ ยางราคาแพงก็ยิ่งจมลึกลงไปในปลักโคลนสีแดงข้นคลั่กมากเท่านั้น
อคิณถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเรียวสวยที่ดูแลมาอย่างดีลูบใบหน้าหล่อเหลาของตัวเองด้วยความระเหี่ยใจ เขาเปิดประตูรถก้าวลงมาด้วยความระมัดระวัง แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น รองเท้าแบรนด์เนมสีขาวสะอาดก็ถูกโคลนดูดหายไปครึ่งค่อนทาง
“เฮ้ย! เชี่ย แม่ง! เอ้ย!"
เขามองดูสภาพรถพอร์เช่คันงามที่เลอะไปด้วยเศษดิน และมองไปรอบๆ ที่มีเพียงป่าไม้เขียวครึ้มกับถนนลูกรังที่เปียกชุ่มหลังพายุฝนเพิ่งผ่านพ้นไป ความเงียบของป่าทำให้อคิณเริ่มใจคอไม่ดี จนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์ดีเซลดังกระหึ่มแว่วมาจากหัวโค้งไกลๆ
รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นเก่ากึ๊ก สีเขียวขี้ม้าที่มีตราสัญลักษณ์หน่วยงานราชการติดอยู่ข้างประตู เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ มันดูสมบุกสมบันและแข็งแรงขัดกับรถของเขาลิบลับ รถคันนั้นจอดสนิทก่อนที่ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะก้าวลงมา
ชายหนุ่มผู้มาใหม่สวมหมวกปีกกว้าง ใบหน้าคมเข้มกร้านแดดดูแข็งแรง ผิวสีแทนของเขาดูสุขภาพดีและเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบชายชาตรี หนุ่มผมยาวมัดรวบไว้ข้างหลังเดินตรงมาที่อคิณด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
“รถติดหล่มเหรอครับคุณ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“ครับ... ผมพยายามเร่งเครื่องแล้วอ่า แต่มันยิ่งจมลึกกว่าเดิมซะอีกอ่ะครับ” อคิณตอบน้ำเสียงแห้งๆ พลางมองรองเท้าตัวเองอย่างเสียดาย
“รถเตี้ยแบบนี้ไม่เหมาะกับทางแถวนี้หรอกครับ ยิ่งหลังฝนตก โคลนมันดูดเก่งกว่าที่คิด” ชายคนนั้นเดินไปสำรวจที่ล้อรถ “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมช่วยลากขึ้นมาให้”
เขากล่าวอย่างมีน้ำใจ ร่างสูงเดินกลับไปที่ท้ายรถของตน หยิบโซ่เหล็กและอุปกรณ์ลากจูงออกมาอย่างคล่องแคล่ว เขาคุกเข่าลงบนพื้นดินเปื้อนโคลนอย่างไม่นึกรังเกียจ เพื่อคล้องโซ่เข้ากับจุดยึดใต้ท้องรถหรู อคิณมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง... ทั้งที่เขากลัวเปื้อนโคลนแทบตาย แต่คนตรงหน้ากลับดูกลมกลืนกับมันได้อย่างน่าประหลาด
“เอาล่ะ ไปขึ้นรถครับ ใส่เกียร์ว่างไว้ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ ดึงเอง”
อคิณทำตามอย่างว่าง่าย เครื่องยนต์เก่าแต่ทรงพลังของรถป่าไม้คำรามลั่น ควันสีดำจางๆ พุ่งออกจากท่อไอเสีย แรงฉุดมหาศาลค่อยๆ ฉุดรั้งรถพอร์เช่ให้พ้นจากหล่มโคลนขึ้นมาอยู่บนพื้นถนนที่แข็งกว่าได้สำเร็จในที่สุด
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่หนุ่มเดินกลับมาหาอคิณที่ลงจากรถมากล่าวขอบคุณ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าเช็ดมือที่เปื้อนคราบน้ำมันและดิน
“ขอบคุณมากจริงๆ ครับ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงต้องนอนเฝ้ารถในป่านี่แน่ๆ” อคิณบอกด้วยใจจริง
“ยินดีครับ คนไทยด้วยกัน” เขาถอดหมวกออก เผยให้เห็นเส้นผมสีดำสนิทที่ยาวยุ่งนิดๆ “ผมธาริน เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำเขตนี้ครับ แล้วคุณล่ะ... ดูไม่เหมือนคนที่นี่เลย จะไปไหนเหรอครับ?”
อคิณนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่งยิ้มบางๆ ที่ดูสุภาพและถ่อมตัวที่สุดเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้
“ผมชื่ออคิณครับ... เป็นครูคนใหม่ที่เพิ่งถูกส่งมาสอนที่โรงเรียนในหมู่บ้านข้างหน้านี้ พอดีอยากมาถึงก่อนวันเปิดเทอมน่ะครับ แต่อาจจะประเมินเส้นทางต่ำไปหน่อย”
ธารินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองสลับระหว่างใบหน้าหล่อเหลาเจ้าสำอางค์กับรถหรูราคาหลายล้าน
“ครูเหรอครับ?” ธารินหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตามีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ “ดูท่าว่าโรงเรียนของเราจะได้ของขวัญ ชิ้นใหญ่จากกรุงเทพฯ ซะแล้วสิ... ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณครูอคิณ ทางไปหมู่บ้านยังอีกไกล ขับตามหลังรถผมไปช้าๆ แล้วกัน ผมจะไปส่ง”
อคิณมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำไปที่รถ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ... การใช้ชีวิตในชนบทที่เขาเคยคิดว่าน่าเบื่อ บางทีมันอาจจะมีอะไรน่าตื่นเต้นกว่าที่คิดก็ได้
กลิ่นดินปืนและควันจากสงครามธุรกิจหมื่นล้านค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงคราบความทรงจำที่ขมขื่นและเกาะกินหัวใจ ธารินในสภาพใจแตกสลาย เดินตรงไปยังห้องทำงานของท่านเจ้าสัวเกรียงไกร ประตูไม้บานใหญ่เปิดออกอย่างแผ่วเบา ราวกับแม้แต่เสียงก็ยังเกรงใจความพ่ายแพ้ของเขา“อ้าว! ธาริน มาถึงนี่มีอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ้มหนักเอ่ยทักจากหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ในชีวิตเดินเข้าไปใกล้ “ท่านครับ ผมพอแล้วครับ พอแล้วจริงๆ” มือสั่นเทาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใครอีกต่อไป “จากนี้ไป ผมขอยุติบทบาทของธนวีร์ หลานชายของท่าน”คำพูดนั้นแผ่วเบา ทว่าเหมือนคมมีดกรีดลึกลงในความเงียบของห้อง“และผมอยากขอให้ท่าน… อย่าถือโทษวรโชติเมธีอีกเลยนะครับ ที่ผ่านมา คุณธนากับครอบครัวก็ได้รับบทเรียนหนักหนาสาหัสพอแล้ว”ท่านเจ้าสัวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลุยส์ค่อยๆ เอนตัวพิงพนัก สายตาคมลึกมองหลานชายอย่างรู้ทันทุกอย่าง“ธาริน เธอยอมแพ้แล้วสินะ” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างชัดเจน “ฉันหมายถึงเรื่องอคิณน่ะ”ธารินยิ้มออกมาทั้งน้ำตา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนใช้หลังมือปาดมัน
หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในห้องทำงานลับของอัครเดชโชติช่วง ปรากฏจุดสีแดงกระพริบถี่ๆ อยู่บนแผนที่ดิจิทัล ธนวีร์หรือธาริน นั่งจ้องมองมันด้วยดวงตาที่แทบไม่ได้พักผ่อนมาตลอดทั้งคืน หลังจากที่เขาใช้เส้นสายลับทางการสื่อสารแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ที่อคิณใช้โทรหาธนาเมื่อวันก่อน ในที่สุดเขาก็พบตำแหน่งปัจจุบันของหัวใจที่หายไป"ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองงั้นเหรอ" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ปนเปไปกับความหวาดกลัวเขาไม่ได้สั่งให้ลูกน้องตามไปจัดการเหมือนทุกครั้ง แต่เขากลับเลือกที่จะคว้ากุญแจรถแล้วขับออกไปเพียงลำพัง ธารินในชุดลำลองที่พยายามพรางตัวที่สุดสวมแว่นกันแดดสีเข้มและหมวกแก๊ปบดบังใบหน้า เขาเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในห้างหรู สายตาคมกริบสอดส่ายหาแผ่นหลังที่คุ้นเคย แผ่นหลังที่เขาเคยสวมกอดจากด้านหลังในบ้านพักหลังเล็กๆ เมื่อครั้งอดีตภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาเข่าของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแทบทรุดลงกับพื้นหินอ่อน ธารินหลบวูบเข้าหลังเสาขนาดใหญ่ หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก แสงไฟวอร์มไวท์ในแผนกของใช้เด็กอ่อนดูนวลตา แต่มันกลับกรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกของเขาอย่างโหดร้ายห่า
ภายในห้องทำงานสุดหรูบนชั้นสูงสุดของตึกอัครเดชโชติช่วง บรรยากาศกลับสลัวราง มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าภายนอกที่สาดเข้ามาพาดผ่านร่างของชายหนุ่มที่โลกขนานนามว่าปีศาจ ธนวีร์หรือในอดีตคือธาริน บัดนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพนักธุรกิจผู้สง่างาม เขานั่งพิงโซฟาหนังราคาแพง เนคไทถูกกระชากออกจนหลวมกึ่งกลางอก ใบหน้าคมคายแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้ามีขวดวิสกี้ชั้นดีราคาหลักแสนที่ถูกดื่มไปเกือบครึ่งขวด พร้อมแก้วคริสตัลที่สั่นคลอนตามแรงมือที่สั่นเทาของเขา หยาดน้ำใสๆ คลออยู่ที่เบ้าตาคมกริบ ความเจ็บปวดที่ถูกอคิณประกาศแต่งงานกับหญิงอื่นมันกรีดลึกยิ่งกว่าแผลไหนๆ ในชีวิต"ทำไม.. ทำไมต้องเป็นคนอื่น อคิณ" เขาพึมพำเสียงแหบพร่า "ผมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คุณมาครอบครอง แม้จะต้องเป็นปีศาจในสายตาคุณ แต่ทำไมสุดท้ายคุณก็ยังเลือกที่จะทิ้งผมไปหาคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่า!"ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้า เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นหินอ่อนก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและมั่นใจ ประธานสาวสวยอย่างชญาดา ทายาทแห่งสิริเกียรติโภคิณ เดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่รอให้เลขาฯ หน้าห้องอนุญาตเธอมองร่างที่ดูไร้สติของธนวีร์ด้วย
สามเดือนต่อมาภายในคฤหาสน์หรูของตระกูลวรโชติเมธีที่เคยอบอวลด้วยความอบอุ่น บัดนี้กลับเยียบเย็นราวกับสุสาน บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิท ราคาแพงระยับ นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหลุยส์กลางห้องรับแขก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาจ้องมองเจ้าหน้าที่ธนาคารและทนายความที่กำลังเดินวุ่นไปทั่วบ้าน เพื่อติดป้ายทรัพย์สินถูกยึดลงบนแจกันโบราณ เปียโนหลังงาม และเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่อคิณเคยรักเขาคนนี้คือธนวีร์ ทายาทเพียงคนเดียวของเจ้าสัวเกรียงไกร หรือที่ใครๆ ต่างหวาดเกรงในฉายานักธุรกิจปีศาจแผนการของปีศาจอย่างเขาควรจะสมบูรณ์แบบ วรโชติเมธีต้องล้มละลาย อคิณต้องหมดสิ้นหนทาง และสุดท้าย อคิณจะต้องซมซานมาคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขา ยอมเดินเข้าสู่กรงทองที่ธารินจงใจสร้างขึ้นเพื่อกักขังคนรักไว้ชั่วนิรันดร์ทว่ากับผิดคาด อคิณกลับหายไป หายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากวันที่บริษัทล้มละลาย"ลูกชายของคุณหายไปไหน!" ธนวีร์สบถเบาๆ ในลำคอ ความโกรธแค้นและโหยหาปนเปจนเขาแทบคุ้มคลั่ง เขาจึงตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย คือการบีบคั้นหัวใจของอคิณผ่านบุพการีธนาและพิมพรรณ นั่งตัวสั่นเทาอยู่ฝั่ง
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง.. แสงอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่านร่างของเจ้าสัวเกรียงไกร อัครเดชโชติช่วง ชายวัยหกสิบสี่ปี ผู้ออกคำสั่งเพียงคำเดียวก็สะเทือนไปทั้งวงการพลังงานเอเชีย เขานั่งนิ่งบนเก้าอี้หนังแท้ สายตาจ้องมองออกไปที่ทัศนียภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า "ชัยชนะมันรสชาติขมป
..เช้าวันต่อมา ธารินมาทำงานในสภาพที่ใครเห็นก็ต้องตกใจ ขอบตาที่ดำคล้ำจากฝันที่เหมือนจริงทำเอาเขาเพลีย.. ใบหน้าที่เคยดูหล่อเหลาเข้มข้นกลับดูซีดเซียวเหมือนคนป่วยหนัก"โอ๊ยยยย! สภาพ! นี่คนหรือซากศพคะคุณธาริน?" เสียงแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่เจนนี่ดังขึ้นพร้อมกับร่างในชุดสีบานเย็นที่เดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา
งานเลี้ยงขอบคุณพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ห้องบอลรูมของโรงแรมหรูใจกลางเมือง แสงไฟคริสตัลระยิบระยับล้อกับแก้วแชมเปญราคาแพง ผู้คนในชุดราตรีและสูทหรูต่างพากันเข้ามาชื่นชมผู้ชนะรายใหม่ของวงการโลจิสติกส์ธนวีร์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวงล้อมของผู้คน ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาราวกับรูปสลักหินอ่อน
ณ โรงแรมแกรนด์รอยัลใจกลางกรุง ค่ำคืนนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นวิมานบนดินเพื่อต้อนรับเหล่านักธุรกิจชั้นนำ งานการกุศลประจำปีของสมาคมพาณิชย์เป็นเพียงฉากหน้า เพราะเบื้องหลังคือการหยั่งเชิงและคานอำนาจระหว่างตระกูลใหญ่.. เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงแผ่วเบาเคล้าไปกับเสียงแก้วแชมเปญที่กระทบกันอย่างมีจริตอคิณอยู่