Masukปลายนิ้วแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการกรำศึกของเซียวจิ้งเหยียนบีบปลายคางของเยว่หลันแน่นขึ้นเล็กน้อย ทว่าเจินชิงหลีในร่างดรุณีน้อยกลับไม่ปริปากร้องโอดครวญ นางเพียงปรายตามองปลายนิ้วนั้น ก่อนจะยกมือที่ยังคงมีบาดแผลจากการขีดข่วนในป่าขึ้นมา จับข้อมือของเจิ้นเป่ยอ๋องแล้วค่อย ๆ ดันออกอย่างเชื่องช้า
เซียวจิ้งเหยียนยอมปล่อยมืออย่างนึกสนุก เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง กอดอกรอฟังว่ามดปลวกตรงหน้าจะพ่นวาจาใดออกมา
เยว่หลันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความปวดร้าวในอก ดวงตาหงส์ทอประกายเย็นเยียบขณะช้อนขึ้นสบตากับผู้กุมอำนาจแห่งทิศอุดร
“หม่อมฉันย่อมมีของขวัญชิ้นใหญ่ถวายตามที่ลั่นวาจาไว้... ทว่าก่อนจะมอบมันให้ท่าน ท่านอ๋องต้องช่วยยัดข้อหาให้ข้ากับน้องชายเสียก่อนเพคะ”
สิ้นประโยคอันเรียบง่ายแต่ใบหน้ากลับเชิดรั้นอย่างเย่อหยิ่ง ทำให้กระโจมทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า เทียนล่างที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูถึงกับอ้าปากค้าง ลืมเลือนแม้กระทั่งกฎเกณฑ์เบื้องสูง เผลอโพล่งสอดปากออกไปด้วยความตกตะลึง
“ยัดข้อหาให้ตัวเอง? เจ้า... เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!”
คนปกติมีแต่จะร้องขอชีวิตให้พ้นผิด ทว่าสตรีจิตไม่ปกติผู้นี้กลับร้องขอให้เจิ้นเป่ยอ๋องยัดข้อหาให้ตนเองเนี่ยนะ!
นางกินดีหมีหรือหัวใจเสือมา เขาอยากจะรู้จริง
เซียวจิ้งเหยียนยกมือขึ้นเป็นเชิงปรามไม่ให้เทียนล่างสอดคำ นัยน์ตาสีนิลประดุจก้นบึ้งของหุบเหวลึกจ้องมองดรุณีน้อยอย่างค้นหา “ข้อหาอันใด?”
“ข้อหากบฏขัดพระราชโองการเพคะ” เยว่หลันตอบกลับเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดุจหินผา
“ข้าต้องการให้ท่านอ๋องประกาศออกไปเมื่อเข้าเมืองหลวงว่า จวงเยว่หลันและจวงอี้เฉิน บังอาจขัดขวางขบวนทัพเจิ้นเป่ยอ๋อง ทำให้การเดินทัพกลับเมืองหลวงจิ่งอันต้องล่าช้า ถือเป็นการขัดราชโองการของฮ่องเต้เจี้ยนอู่... มีความผิดขั้นสูงสุด โทษทัณฑ์คือประหารเก้าชั่วโคตร!”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้ความตายลอยอวลอยู่ในอากาศ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของผู้ฟังเย็นเฉียบ
“และขอให้ท่านอ๋องส่งกองทหารที่ดุดันที่สุด ไปล้อมบ้านผู้ตรวจการแผ่นดิน บีบคั้นให้จวงห้าวอวี่ และคนในตระกูลจวงทุกคน มารับโทษทัณฑ์ประหารนี้ร่วมกัน ในฐานะบิดาและคนร่วมตระกูลที่ไม่อาจสั่งสอนบุตรให้ดีได้!”
บรรยากาศในกระโจมตึงเครียดขึ้นมาทันที จวงอี้เฉินที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มตัวสั่นงันงกหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำว่าประหาร ทว่าเยว่หลันกลับตบผ้าห่มเบา ๆ เพื่อยืนยันว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร
เซียวจิ้งเหยียนเลิกคิ้วกระบี่ขึ้นสูง ความเย็นชาบนใบหน้าเริ่มปรากฏร่องรอยของความฉงนผสมผสานกับความสนใจที่พุ่งทะยาน เขาเดินวนรอบเตียงไม้ราวกับพยัคฆ์ที่กำลังไล่ต้อนแผนการหนีของเหยื่อตัวจ้อย
“ลากบิดาบังเกิดเกล้าและคนทั้งตระกูลมารับโทษประหารเก้าชั่วโคตรร่วมกับเจ้า?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามช้า ๆ “เจ้าทำไปเพื่ออะไร? หากข้าส่งคนไปบีบคั้นจวงห้าวอวี่จริง เจ้าคิดหรือว่าขุนนางมีคุณธรรมจอมปลอมนั่นจะยอมตายไปพร้อมกับเจ้า?”
“เขาไม่มีทางยอมตายพร้อมกับพวกข้าหรอกเพคะ... และนั่นคือสิ่งที่ข้าอยากได้”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น แววตาของสตรีผู้อ่อนแอมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวและอำมหิตของอดีตพระชายาที่เคยผ่านการนองเลือดในวังวนอำนาจ
“อะไรคือสิ่งที่เจ้าอยากได้”
“เพื่อบีบให้เขา 'ตัดชื่อ' ข้ากับน้องชายออกจากผังตระกูลจวงอย่างเป็นทางการต่อหน้าประจักษ์พยานอย่างไรเล่าเพคะ!”
คำเฉลยของนางเปรียบดั่งแสงสว่างท่ามกลางความมืดกลางกระโจม เยว่หลันเค้นยิ้มหยันเมื่อนึกถึงบิดาเดรัจฉานผู้นั้น ที่ทำกับมารดาและน้องชายเจ้าของร่าง
“จวงห้าวอวี่ขับไล่มารดาและพวกข้าออกจากจวนก็จริง ทว่าเพื่อรักษาหน้าตาและทายาทสืบทอดที่ยังไม่มีชื่ออยู่ในตระกูล เขาจึงยังไม่ได้ทำเรื่องลบชื่อพวกข้าออกจากตระกูล...หากข้ายังมีชื่อผูกมัดอยู่ในตระกูลจวง เมื่อถึงวันที่เขาทำพลาดและมีความผิดฐานกบฏ ข้ากับน้องชายย่อมต้องถูกประหารไปด้วย! ข้าไม่มีวันยอมตายเพราะความโลภของบิดา!”
ดวงตาของเยว่หลันวาวโรจน์ สองมือกำแน่นนึกถึงตอนที่จวงห้าวอวี่เงื้อดาบขึ้นบั่นคอบิดาและคนตระกูลเจิน
“ข้าจึงจำเป็นต้องใช้โทษประหารเก้าชั่วโคตร จากท่านอ๋อง ไปจี้ที่คอให้เขาหวาดกลัวจนลนลาน รีบเขียนหนังสือตัดขาดสายเลือด ลบชื่อข้ากับอี้เฉินออกจากตระกูล เพื่อรักษาชีวิตเขาและอนุภรรยาในจวน... ทันทีที่หนังสือตัดขาดถูกประทับตรา พวกข้าก็จะไม่ใช่คนตระกูลจวงอีกต่อไป!”
หึ... หึหึ...
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังหลุดรอดออกมาจากลำคอแกร่งของเซียวจิ้งเหยียน เขามองเด็กสาววัยปักปิ่นตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป พลางคิดว่านางอายุเท่านี้แต่ท่าทีราวกับผ่านเรื่องราวมามากมาย คิดอ่านรอบคอบกว่ากุนซือ
ในกองทัพเสียอีก และแผนการแยบยลเสียจนคนจับไม่ได้นางไม่ใช่ลูกแกะที่หลงฝูง แต่เป็นอสรพิษที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้อย่างมิดชิด!
มองดู ๆ ไปดรุณีน้อยผู้นี้ช่างมีจิตใจอำมหิตและรอบคอบโดยแท้ แม้จะเป็นบิดาบังเกิดเกล้า นางก็กล้าใช้ความตายมาบีบคั้นเพื่อตัดขาดสายเลือดอย่างเลือดเย็นเพื่อเอาตัวรอด แผนการกระหน่ำตีและถอยร่นนี้ ช่างไร้ที่ติจนน่าขนลุก!
หากเขาไม่ได้ให้หมอทหารตรวจสอบใบหน้าและร่างกายนางให้ถี่ถ้วนคงนึกว่าเป็นไส้ศึกจากต่างแคว้นใช้หน้ากากหนังมนุษย์ลอบเข้ามาเป็นสาย
ทว่า... แม้จะถูกใจในความเด็ดเดี่ยว เซียวจิ้งเหยียนก็ยังคงเป็นพยัคฆ์ร้ายผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในกองทัพ เขาย่อมไม่ยอมเป็นเพียงหมากบนกระดานให้เด็กเมื่อวานซืนหลอกใช้โดยง่าย
ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมา ก้าวชิดขอบเตียงจนเงาทะมึนทาบทับร่างเล็กของเยว่หลันจนมิด เขาดันมือทั้งสองข้างลงบนฟูก สูดกลิ่นอายความกดดันเข้าประชิด รังสีคุกคามแผ่ซ่านจนตะเกียงในกระโจมวูบไหว
“แผนการยืมดาบฆ่าคนและตัดขาดสายเลือดของเจ้าช่างลึกล้ำ...” เซียวจิ้งเหยียนหรี่ดวงตาคมดุจเหยี่ยวลง มุมปากแสยะยิ้มอันตราย
“แล้วเหตุใดข้าต้องเป็นคนแกว่งดาบนั้นตามที่เจ้าขอ? ...หากข้าปฏิเสธ ไม่ยอมเล่นงิ้วฉากนี้กับเจ้าเล่า เจ้าจะทำเช่นไร?”
การลองใจที่เดิมพันด้วยชีวิตเริ่มต้นขึ้น เทียนล่างกลั้นหายใจ รอคอยความตายของเด็กสาวอวดดี
ทว่าเยว่หลันกลับไม่หลบสายตา นางเชิดหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ขี้ระแวง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองเหลือเพียงฝ่ามือกั้น นางเอ่ยถ้อยคำที่แทงทะลุจุดอ่อนของผู้กุมกองทัพแดนเหนืออย่างแม่นยำและเจ็บแสบที่สุด
“เช่นนั้น... ท่านอ๋องก็จะได้เพียงศีรษะของข้าผู้เดียวไปทิ้งให้สุนัขกินเพคะ” ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มเย็นชาพลางเอ่ยต่อ
“ส่วนตระกูลเจินสามร้อยชีวิตก็ปล่อยตายเปล่าไปเถอะ ขุนนางชั่วที่สมคบคิดกันเข่นฆ่าตระกูลเจิน ท่านก็จงปล่อยให้พวกมันเสวยสุขบนกองเลือด และกุมอำนาจในราชสำนักต่อไป!”
“ท่านอ๋อง... ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ได้เพคะ ลูกกลัวหมดแล้ว”เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเยว่หลันที่เดินถือจานขนมเข้ามา นางมองภาพสามีผู้ยิ่งใหญ่กำลังยืนทำตาเขียวใส่เด็กแปดขวบและเด็กสองขวบแล้วก็ให้ขบขันนัก เขาก็เอาแต่ใจเช่นนี้ ชอบให้ลูกรักเขาคนเดียว แม้แต่นางมองบุรุษแปลกหน้าแค่แวบเดียวยังเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไม่ให้นางออกจากห้องแรมเดือน สามปีที่ผ่านมาความงดงามของนางยิ่งทวีคูณ บารมีพระชายาแผ่ซ่านดุจนางพญา ผู้คนทั้งแคว้นต่างชื่นชม และหลายคนต่างอิจฉาที่เจิ้นเป่ยอ๋องไม่รับชายาเพิ่ม ทั้งไม่สนใจสตรีอื่น ทำตัวดุจพระที่บวชละทางโลก แต่ยามที่อยู่พระชายาราวกับบุรุษหิวกระหาย“เยว่หลัน ดูลูกสาวเจ้า ยามนี้ข้าดุคำเดียวก็วิ่งโร่ไปหาอี้เฉิน ข้าวของบนโต๊ะทำงานข้าก็ถูกนางรื้อจนพังพินาศ บัญชีเมืองหลวงที่ข้าต้องตรวจส่งคืนฮ่องเต้ ยามนี้กลายเป็นสมุดวาดภาพของนางไปเสียแล้ว!” เจิ้นเป่ยอ๋องเดินเข้าไปฟ้องภรรยาพลางนวดขมับตัวเองเยว่หลันหัวเราะคิก วางจานขนมลงแล้วเอื้อมมือไปลูบแผงอกแกร่งเบา ๆ เป็นการปลอบใจพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังน้อยใจลูกสาว“หนิงเอ๋อร์ยังเด็กนี่เพคะ ท่านก็อย่าไปถือสานางเลย ยามอยู่แดนเหนือนางก็กวนท่
เวลาผันผ่านไปราวกับติดปีกบิน เพียงพริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาสามปีเต็ม...ดินแดนซูโจวอันขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสายน้ำและสะพานหินที่มีทิวทัศน์สวยงาม ยามนี้เต็มไปด้วยความร่มรื่นในฤดูใบไม้ผลิ ทว่าภายในคฤหาสน์ตงฉินของตระกูลกู้ บรรยากาศที่เคยสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึกตักพร้อมกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กน้อย“ท่านหญิง! วิ่งช้า ๆ หน่อยเจ้าค่ะ บ่าวตามไม่ทันแล้ว!”เสียงสาวใช้ร้องท้วงมาแต่ไกล หลังจากรับหน้าที่ต่อจากพ่อบ้านหลี่ให้ตามท่านหญิงน้อยมาโดยเร็ว เพราะเกรงจะหกล้ม ร่างกลมป้อมของเด็กหญิงวัยสองขวบเศษในชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวดูคล้ายซาลาเปาก้อนนิ่มกำลังวิ่งเตาะแตะอย่างคล่องแคล่ว ตากลมโตสุกใสถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดาไม่มีผิดเพี้ยน แก้มยุ้ยสองข้างแดงระเรื่อขณะที่ในอ้อมแขนเล็ก ๆ กำลังกอด ‘ตำราพิชัยสงคราม’ เล่มหนาเตอะของบิดาเอาไว้แน่นจากการขโมยคิดว่าเป็นหนังสือเรื่องราวประหลาดในเมืองซูโจว“ท่านยะทวก! ช่วยด้วยยย!” เสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วพยายามจะเรียก ‘ท่านยายทวด’ แต่ด้วยความที่เพิ่งหัดพูดจึงออกเสียงเพี้ยนไปหมด‘เซียวหนิง’ คือท่านหญิงตัวน้อยแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แ
“พร้อมแล้วใช่หรือไม่... คนดีของข้า”เซียวจิ้งเหยียนกระซิบเสียงพร่า แววตาดุดันเต็มไปด้วยความต้องการอันลึกล้ำ ชายหนุ่มคว้าเอวคอดกิ่วของนางไว้มั่น รูดรั้งกางเกงของตนเองลง เผยให้เห็นแก่นกายบุรุษที่ขยายตัวจนตึงแน่น ร้อนระอุและทรงพลังประดุจเหล็กกล้าที่ผ่านการเผาไฟเยว่หลันเหลือบไปเห็นขนาดอันเขื่องของมันก็ให้หวาดหวั่นใจจนแทบสิ้นสติ “ทะ... ท่านอ๋อง... มันใหญ่เกินไป”“ข้าจะเบามือ... สัญญา” ทว่าคำสัญญาของพยัคฆ์ร้ายนั้นหาเชื่อถือได้ไม่ เซียวจิ้งเหยียนจับสะโพกมนให้ยกขึ้นรับกับท่าทางที่จะสร้างความสุข จากนั้นจึงกดกระแทกแก่นกายร้อนระอุบุกทะลวงฝ่าความคับแน่น ล่วงล้ำเข้าสู่ใจกลางความบริสุทธิ์ของนางในคราเดียวจนสุดความยาว!ปึก!“กรี๊ดดด! อื้อออ!...”เยว่หลันเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดแล่นริ้วสลับกับความจุกเสียดจนน้ำตาไหลพราก นางหวีดร้องออกมาคำหนึ่งแต่กลับถูกริมฝีปากหนาประกบจูบปิดปากกลืนกินเสียงร้องนั้นไปจนสิ้น รสจูบดุดันรุนแรงเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด ขณะที่เบื้องล่างของนางกำลังขยายตัวโอบรัดความแข็งแกร่งของเขาอย่างคับแน่นจนชายหนุ่มต้องครางฮึ่มในลำคอด้วยความเสียวซ่านใจแทบขาด“แน่นเหลือเกิน...หลันเอ๋อร์ของข
แรงสั่นสะเทือนของรถม้าคันใหญ่ที่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางหลวงมุ่งสู่แดนเหนือ ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มภายในห้องโดยสารลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ม่านไหมเนื้อหนาที่ถูกดึงปิดทึบทุกบานกลับช่วยกักเก็บกลิ่นอายอุ่นซ่านและความปรารถนาอันเข้มข้นของบุรุษเพศเอาไว้จนอึดอัดเยว่หลันรู้สึกเหมือนตนเองเป็นกวางตัวน้อยที่หลงเข้ามาในรังของสัตว์ร้าย แผ่นหลังบางแนบสนิทกับเบาะขนจิ้งจอกหนานุ่ม โดยมีร่างสูงใหญ่กำยำของเจิ้นเป่ยอ๋องเซียวจิ้งเหยียนทาบทับอยู่เบื้องบน นัยน์ตาสีนิลคู่คมของเขาในยามนี้วาวโรจน์ไปด้วยเพลิงราคะที่ปิดไม่มิด มันทั้งหิวโหย ดุดัน และพร้อมจะขย้ำนางให้แหลกคามือ“ท่านอ๋อง... อย่าเพคะ... ด้านนอกยังมีทหารและองครักษ์เงาเดินขนาบข้างอยู่นะเพคะ...” นางประท้วงเสียงสั่น ข้อมือทั้งสองข้างถูกมือหนารวบไว้เหนือศีรษะด้วยพันธนาการที่แน่นหนาดุจปลอกเหล็ก“พวกเขาอยู่ด้านนอก... ย่อมไม่ได้ยินสิ่งใด หากเจ้าไม่ ‘ส่งเสียง’ ดังจนเกินไป... หลันเอ๋อร์”เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดใบหูหอมกรุ่น ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะกดจุมพิตหนัก ๆ ลงบนซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มจนร่างบางสะท้านเฮือก เยว่หลันพยายามกักเก็บเสียงครางซ่านเสียวเอาไ
ทว่าเมื่อฮ่องเต้หนุ่มเพียงแค่ปรายตามองไปทางเจ้าสาวด้วยความชื่นชม...ขวับ!เจิ้นเป่ยอ๋องตวัดสายตาพิฆาตใส่คนที่มีฐานะเป็นหลานชายทันที พร้อมกับขยับวรกายสูงใหญ่บังร่างของเยว่หลันไว้มิดชิด แผ่รังสีหึงหวงออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น! เขาเพิ่งรู้ไม่กี่วันนี้ว่านางไปเดินซื้อของในตลาดกับพ่อบ้านเหล่าบุรุษมองจนเหลียวหลัง จากนั้นเขาก็สั่งห้ามนางออกไปไหนทันที ทำให้ต้องทะเลาะกันอยู่หลายวันสตรีของข้าใครก็ห้ามมองทั้งนั้น!“ฝ่าบาท... สายตาของท่าน มองไปทางอื่นเถิด นี่คือพระชายาของข้า!”วาจาหวงก้างที่หลุดออกมาทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องกระแอมไอแล้วเบือนหน้าหนี ทุกคนต่างรู้ซึ้งแล้วว่า พยัคฆ์แดนเหนือผู้นี้ขี้หวงหลังจากพิธีวิวาห์พระราชทานอันยิ่งใหญ่และเหน็ดเหนื่อยผ่านพ้นไป ขบวนเสด็จอันทอดยาวของเจิ้นเป่ยอ๋องและพระชายาก็เคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ดินแดนเหนืออันหนาวเหน็บทว่าอบอุ่นที่สุดในหัวใจแม้หานโจวจะเต็มไปด้วยหิมะ แต่หลิงโจวนั้นจะมีพื้นที่เขียวขจีและแม่น้ำไหลผ่าน ดังนั้นนอกจากเป็นเมืองทหารจะเป็นเส้นทางการค้าที่เอาสินค้าแดนเหนือลงมายังเมืองชิงเหอที่เป็น
ในคุกหลวงกลิ่นอับชื้นและคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วคุกหลวงใต้ดินอันมืดมิด เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนชวนให้บรรยากาศยิ่งดูวังเวงน่าขนลุก ทว่า... ร่างระหงในชุดกระโปรงหรูหรากลับก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง เสียงรองเท้าปักลายมงคลกระทบพื้นศิลาเย็นเยียบดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงมัจจุราชที่กำลังมาเยือนเยว่หลันหยุดยืนอยู่หน้าห้องขังชั้นในสุด นัยน์ตากลมโตที่เคยสุกใสบัดนี้ทอประกายเย็นชาประดุจน้ำแข็ง ทอดมองลอดลูกกรงเหล็กเข้าไปยังร่างที่คุดคู้สั่นเทาอยู่มุมห้องร่างที่เคยสวมชุดมังกรสี่เล็บสีทองบัดนี้เหลือเพียงอาภรณ์สีขาวหม่นหมองเปรอะเปื้อนคราบโคลนและสิ่งปฏิกูล องค์ชายรองผู้เคยหยิ่งยโสและหลงระเริงในอำนาจ บัดนี้สภาพอเนจอนาถไม่ต่างจากสุนัขจรจัดที่ตรอมตรมและรอวันตายเยว่หลันได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากท่านอ๋องแล้วใจหนึ่งก็ยังแค้น ใจหนึ่งก็คิดว่าคนโง่เช่นเขาก็สมควรได้รับกรรมเช่นกัน ถูกหลอกใช้สังหารบ้านเดิมนางก็ส่วนหนึ่ง แต่ทำให้ลูกของนางต้องตายอย่างทรมานก็ส่วนหนึ่งทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า องค์ชายรองเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่หลังลูกกรงคือสตรีที่กุมหัวใจของเจิ้นเป่ยอ๋อง ดวงตาที่ลึ







