LOGINหลังจากถ้อยคำประชดประชันเสียดสีความเน่าเฟะในราชสำนักหลุดจากปากของเยว่หลัน บรรยากาศที่เคยกดดันจนแทบหายใจไม่ออกพลันพังทลายลง เมื่อบุรุษร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าไม่ได้บันดาลโทสะอย่างที่เทียนล่างหวาดกลัว ตรงกันข้าม... เซียวจิ้งเหยียนกลับระเบิดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังกึกก้องไปทั่วทั้งกระโจมที่ตั้งค่ายพักชั่วคราว แววตาคมกริบประดุจพยัคฆ์ร้ายทอประกายวาวโรจน์ด้วยความชอบใจอย่างถึงที่สุด
“ดี! ดีมาก!” เจิ้นเป่ยอ๋องเอ่ยพลางยอมปล่อยมือออกจากปลายคางมนของจวงเยว่หลัน เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อคลุมสีดำสนิทด้วยท่าทีสง่างามทว่าเปี่ยมด้วยรังสีคุกคาม
“เจ้ากล้าดึงเอาหนี้เลือดสามร้อยชีวิตของตระกูลเจินมาเป็นเดิมพัน ข้าก็จะยอมเป็นดาบเล่มนั้นให้เจ้าหยิบยืม!”
เขาสะบัดหน้าหันไปสั่งการองครักษ์คนสนิทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เทียนล่าง! สั่งการลงไปให้ทหารทุกกองเตรียมพร้อม ทันทีที่ฟ้าสาง... เราจะเคลื่อนทัพกลับสู่เมืองหลวงจิ่งอันทันที”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” เทียนล่างประสานมือรับคำสั่งอย่างขึงขัง แม้ในใจจะยังคงตื่นตะลึงกับความบ้าบิ่นของดรุณีน้อยผู้นี้ไม่หาย
ไม่ง่ายเลยที่จะพบเจอสตรีไม่กลัวตาย กล้าต่อรองกับเจิ้นเป่ยอ๋อง นางคือคนแรก
เมื่อร่างของเทียนล่างก้าวพ้นออกไปจากกระโจม เยว่หลันก็ลอบระบายลมหายใจยาวเหยียดออกทางปาก ความตึงเครียดที่แบกรับไว้แทบทำให้นางล้มพับ ทว่านางกลับฝืนหยัดกายหลังตรง ก้มลงมอง ‘จวงอี้เฉิน’ ที่ค่อย ๆ มุดหัวออกมาจากใต้ผ้าห่มผืนหนา
เด็กน้อยยังคงตาแดงก่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว เยว่หลันคลี่ยิ้มอ่อนโยนอันเป็นยิ้มแรกตั้งแต่นางฟื้นคืนชีพขึ้นมา นางอ้าแขนรวบก้อนแป้งน้อยเข้ามาโอบกอดไว้แน่น ฝ่ามือบางลูบแผ่นหลังเล็กพลางปลอบประโลม
“เฉินเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว... พี่ใหญ่รู้วิธีจัดการคนบ้าแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้ว” น้ำเสียงหวานใสแฝงความหนักแน่นช่วยชโลมจิตใจที่ตื่นตระหนกของเด็กชายให้ค่อย ๆ สงบลงในที่สุด
ไม่นานนัก หลังจากความมืดมิดของราตรีเริ่มเจือจางลงแสงอรุณเริ่มส่องสว่าง ชายชราผู้หนึ่งที่สวมชุดพ่อบ้านของกองทัพแดนเหนือก็ยกถาดอาหารอุ่น ๆ พร้อมด้วยถ้วยยาควันฉุยเข้ามาในกระโจม ตามคำสั่งของเจิ้นเป่ยอ๋องที่สั่งให้หมอทหารจัดยาสมานแผลและบำรุงร่างกายชั้นเลิศมาให้ เพื่อให้สองพี่น้องมีแรงมากพอที่จะไปร่วม ‘เล่นงิ้ว’ ฉากใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหน้าประตูเมืองหลวง
เยว่หลันประคองน้องชายให้กินโจ๊กอุ่น ๆ จนหมดชาม ก่อนที่นางจะเริ่มหยั่งเชิง ลอบสืบข่าวคราวสถานการณ์ในเมืองหลวงจิ่งอันจากท่านลุงพ่อบ้านนามว่าหลี่จ้งผู้มีอัธยาศัยดี
“ท่านพ่อบ้าน...ตอนนี้สถานกาณ์เป็นอย่างไรแล้วเจ้าคะ”
“คุณหนูจวง...” พ่อบ้านชราเอ่ยด้วยความเห็นใจพลางเล่าสถานการณ์ล่าสุดให้ฟัง “ยามนี้ในวังหลวงกำลังระอุทีเดียวขอรับ หลังจากข่าวพระชายาเอกเจินชิงหลีสิ้นจากการประทานสุราพิษและตระกูลเจินถูกกวาดล้างล้มตายสามร้อยชีวิต... องค์ชายรองเซียวมู่หานก็ทรงรีบร้อน ทูลเสนอต่อฝ่าบาทเพื่อขอแต่งตั้งชายารอง ‘เสิ่นลั่วเหยา’ ขึ้นเป็นพระชายาเอกแทนที่ทันทีขอรับ”
ฝ่ามือของเยว่หลันที่กำลังจับถ้วยยาพลันสั่นระริก... เสิ่นลั่วเหยา เจ้ารีบร้อนอยากชูคอบนกองเลือดของครอบครัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
“แล้วจะแต่งตั้งเมื่อใดหรือเจ้าคะ”
“คาดว่าจะแต่งตั้งไม่ได้น่ะสิ” พ่อบ้านชราเอ่ย
“เพราะเหตุใดเจ้าคะ” เยว่หลันรีบถามทันที ไม่ใช่เพราะเสิ่นลั่วเหยาวางแผนมากมายเพื่อให้ตัวเองขึ้นไปจุดสูงสุดหรอกหรือ และหากนางคาดการณ์ไม่ผิด องค์ชายรองน่าจะคิดแย่งตำแหน่งไท่จื่อ
“ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงไม่ยินยอม ฮองเฮาทรงพิโรธมากจนแทบจะเป็นลม ส่วนฝ่าบาทถึงขั้นตบโต๊ะกลางท้องพระโรง ทรงดำรัสว่าเสิ่นลั่วเหยาเป็นเพียงสตรีชั้นต่ำจากหอคณิกา ต่อให้มีราชโองการประทานให้เป็นชายารองก็นับว่าใฝ่สูงเกินศักดิ์จนไร้ยางอายแล้ว หากจะให้ขึ้นเป็นพระชายาเอกเคียงคู่องค์ชายรอง... ย่อมเป็นดูหมิ่นต่อขนบธรรมเนียมอันดีและขัดต่อความดีงามที่สืบทอดกันมา ขุนนางตงฉินทั่วทั้งแคว้นต้าจิ่งยามนี้เป็นหลายฝ่าย กระแสธารในราชสำนักแตกแยก ขุนนางแบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจนขอรับ”
เยว่หลันแปลกใจที่เสิ่นลั่วเหยาทำเรื่องมากมาย ให้ตระกูลเจินต้องสังเวยชีวิตมากมาย ให้นางต้องเสียบุตรคนแรกในครรภ์ ไม่ใช่คิดอย่างรอบคอบและหาทางให้ตนเองปีนขึ้นเป็นชายาองค์ชายหรอกหรือ
‘หรืออันที่จริงนางก็เป็นเพียงสตรีโง่เขลาผู้หนึ่ง?’
ไม่น่าจะใช่นะ...วิญญาณของชิงหลีไม่เชื่อเด็ดขาด ทุกอย่างที่นางรับรู้ก่อนตายล้วนเป็นสิ่งที่ลั่วเหยาต้องการให้ทุกอย่างเดินมาทางนี้มิใช่หรือ หากลั่วเหยาโง่เขลา นางนับเป็นตัวอะไรได้ เว้นแต่แผนนี้ไม่ได้เกิดจากนาง!
“คุณหนูใหญ่ คุณชายรอง ข้าน้อยขอตัวไปดูท่านอ๋องก่อน”
“ไปเถอะเจ้าค่ะ”
เมื่อพ่อบ้านชราขอตัวลาและเดินออกไปจากกระโจม ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง เจินชิงหลีในร่างของจวงเยว่หลันแค่นยิ้มหยัน ดวงตาหงส์ทอประกายเหยียดหยามในโชคชะตาของหญิงโฉดชายชั่ว
เซียวมู่หาน... เจ้าช่างโง่เขลาเบาปัญญา ขุนนางตงฉินที่กุมถุงเงินของแคว้นอย่างตระกูลเจินถูกเจ้าทำลายย่อยยับ แต่เจ้ากลับคิดจะเชิดชูนางโลมแพศยาขึ้นมาค้ำจุนตำแหน่งของเจ้า เจ้าเอาหัวนิ้วโป้งเท้าคิดกระมัง หรือไม่ก็ไม่ได้คิดอะไรเลย
ฮ่องเต้เจี้ยนอู่ผู้รักหน้าตายิ่งชีพ มีหรือจะยอมให้เจ้าทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้!
ไม่แน่ว่าฝ่าบาทอาจจะมองในสิ่งที่เซียวมู่หานมองไม่เห็นไม่แตกฉานก็เป็นไปได้ถึงได้ขัดขวางสุดกำลัง
เด็กสาวลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างช้า ๆ แม้จะยังรู้สึกปวดหนึบที่ขมับ ทว่าเพลิงแค้นในอกกลับขับเคลื่อนให้ร่างกายเคลื่อนไหว นางเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหน้าอ่างล้างหน้าทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมกระโจม ทอดสายตามองเงาสะท้อนของตนเองในผิวน้ำที่นิ่งสนิท
ใบหน้านี้งดงามพริ้มเพรา อ่อนหวานละมุนละไมดุจดอกสาลี่แรกแย้ม ดวงตากลมโตแฝงความไร้เดียงสาตามวัยปักปิ่น ทว่าบัดนี้ จิตวิญญาณภายในกลับถูกแทนที่ด้วยความอาฆาตมาดร้ายและสติปัญญาที่เฉียบคมของอดีตพระชายาเอกผู้ผ่านเรื่องทุกข์ระทมในราชวงศ์ เรื่องแก่งแย่งในตำหนักหลัง
เยว่หลันยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกล้ำ ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ดุจปีศาจน้อย แผนการอันร้ายกาจพลันผุดขึ้นมาในสมองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
‘เยว่หลันเจ้ามีใบหน้างดงามตามแบบฉบับสตรีเจียงหนาน เช่นนั้นข้าก็จะใช้ใบหน้านี้ของเจ้าจัดการล้างแค้นให้พวกเราสองคน เจ้ามีบิดาที่เป็นศัตรูที่สังหารมารดา ข้าก็มีองค์ชายรองที่เป็นต้นเหตุให้ตระกูลเจินต้องตายเช่นกัน’
‘ในเมื่อบิดาเจ้าคือสุนัขรับใช้ของเขา เรายิ่งต้องร่วมมือกัน’
ความคิดของนางจบลงพร้อมกับไรขนอ่อนที่ลุกท่วมกาย คล้ายกับวิญญาณของเจ้าของร่างรับรู้และอยากร่วมมือกับนาง
“ท่านอ๋อง... ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ได้เพคะ ลูกกลัวหมดแล้ว”เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเยว่หลันที่เดินถือจานขนมเข้ามา นางมองภาพสามีผู้ยิ่งใหญ่กำลังยืนทำตาเขียวใส่เด็กแปดขวบและเด็กสองขวบแล้วก็ให้ขบขันนัก เขาก็เอาแต่ใจเช่นนี้ ชอบให้ลูกรักเขาคนเดียว แม้แต่นางมองบุรุษแปลกหน้าแค่แวบเดียวยังเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไม่ให้นางออกจากห้องแรมเดือน สามปีที่ผ่านมาความงดงามของนางยิ่งทวีคูณ บารมีพระชายาแผ่ซ่านดุจนางพญา ผู้คนทั้งแคว้นต่างชื่นชม และหลายคนต่างอิจฉาที่เจิ้นเป่ยอ๋องไม่รับชายาเพิ่ม ทั้งไม่สนใจสตรีอื่น ทำตัวดุจพระที่บวชละทางโลก แต่ยามที่อยู่พระชายาราวกับบุรุษหิวกระหาย“เยว่หลัน ดูลูกสาวเจ้า ยามนี้ข้าดุคำเดียวก็วิ่งโร่ไปหาอี้เฉิน ข้าวของบนโต๊ะทำงานข้าก็ถูกนางรื้อจนพังพินาศ บัญชีเมืองหลวงที่ข้าต้องตรวจส่งคืนฮ่องเต้ ยามนี้กลายเป็นสมุดวาดภาพของนางไปเสียแล้ว!” เจิ้นเป่ยอ๋องเดินเข้าไปฟ้องภรรยาพลางนวดขมับตัวเองเยว่หลันหัวเราะคิก วางจานขนมลงแล้วเอื้อมมือไปลูบแผงอกแกร่งเบา ๆ เป็นการปลอบใจพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังน้อยใจลูกสาว“หนิงเอ๋อร์ยังเด็กนี่เพคะ ท่านก็อย่าไปถือสานางเลย ยามอยู่แดนเหนือนางก็กวนท่
เวลาผันผ่านไปราวกับติดปีกบิน เพียงพริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาสามปีเต็ม...ดินแดนซูโจวอันขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสายน้ำและสะพานหินที่มีทิวทัศน์สวยงาม ยามนี้เต็มไปด้วยความร่มรื่นในฤดูใบไม้ผลิ ทว่าภายในคฤหาสน์ตงฉินของตระกูลกู้ บรรยากาศที่เคยสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึกตักพร้อมกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กน้อย“ท่านหญิง! วิ่งช้า ๆ หน่อยเจ้าค่ะ บ่าวตามไม่ทันแล้ว!”เสียงสาวใช้ร้องท้วงมาแต่ไกล หลังจากรับหน้าที่ต่อจากพ่อบ้านหลี่ให้ตามท่านหญิงน้อยมาโดยเร็ว เพราะเกรงจะหกล้ม ร่างกลมป้อมของเด็กหญิงวัยสองขวบเศษในชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวดูคล้ายซาลาเปาก้อนนิ่มกำลังวิ่งเตาะแตะอย่างคล่องแคล่ว ตากลมโตสุกใสถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดาไม่มีผิดเพี้ยน แก้มยุ้ยสองข้างแดงระเรื่อขณะที่ในอ้อมแขนเล็ก ๆ กำลังกอด ‘ตำราพิชัยสงคราม’ เล่มหนาเตอะของบิดาเอาไว้แน่นจากการขโมยคิดว่าเป็นหนังสือเรื่องราวประหลาดในเมืองซูโจว“ท่านยะทวก! ช่วยด้วยยย!” เสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วพยายามจะเรียก ‘ท่านยายทวด’ แต่ด้วยความที่เพิ่งหัดพูดจึงออกเสียงเพี้ยนไปหมด‘เซียวหนิง’ คือท่านหญิงตัวน้อยแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แ
“พร้อมแล้วใช่หรือไม่... คนดีของข้า”เซียวจิ้งเหยียนกระซิบเสียงพร่า แววตาดุดันเต็มไปด้วยความต้องการอันลึกล้ำ ชายหนุ่มคว้าเอวคอดกิ่วของนางไว้มั่น รูดรั้งกางเกงของตนเองลง เผยให้เห็นแก่นกายบุรุษที่ขยายตัวจนตึงแน่น ร้อนระอุและทรงพลังประดุจเหล็กกล้าที่ผ่านการเผาไฟเยว่หลันเหลือบไปเห็นขนาดอันเขื่องของมันก็ให้หวาดหวั่นใจจนแทบสิ้นสติ “ทะ... ท่านอ๋อง... มันใหญ่เกินไป”“ข้าจะเบามือ... สัญญา” ทว่าคำสัญญาของพยัคฆ์ร้ายนั้นหาเชื่อถือได้ไม่ เซียวจิ้งเหยียนจับสะโพกมนให้ยกขึ้นรับกับท่าทางที่จะสร้างความสุข จากนั้นจึงกดกระแทกแก่นกายร้อนระอุบุกทะลวงฝ่าความคับแน่น ล่วงล้ำเข้าสู่ใจกลางความบริสุทธิ์ของนางในคราเดียวจนสุดความยาว!ปึก!“กรี๊ดดด! อื้อออ!...”เยว่หลันเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดแล่นริ้วสลับกับความจุกเสียดจนน้ำตาไหลพราก นางหวีดร้องออกมาคำหนึ่งแต่กลับถูกริมฝีปากหนาประกบจูบปิดปากกลืนกินเสียงร้องนั้นไปจนสิ้น รสจูบดุดันรุนแรงเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด ขณะที่เบื้องล่างของนางกำลังขยายตัวโอบรัดความแข็งแกร่งของเขาอย่างคับแน่นจนชายหนุ่มต้องครางฮึ่มในลำคอด้วยความเสียวซ่านใจแทบขาด“แน่นเหลือเกิน...หลันเอ๋อร์ของข
แรงสั่นสะเทือนของรถม้าคันใหญ่ที่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางหลวงมุ่งสู่แดนเหนือ ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มภายในห้องโดยสารลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ม่านไหมเนื้อหนาที่ถูกดึงปิดทึบทุกบานกลับช่วยกักเก็บกลิ่นอายอุ่นซ่านและความปรารถนาอันเข้มข้นของบุรุษเพศเอาไว้จนอึดอัดเยว่หลันรู้สึกเหมือนตนเองเป็นกวางตัวน้อยที่หลงเข้ามาในรังของสัตว์ร้าย แผ่นหลังบางแนบสนิทกับเบาะขนจิ้งจอกหนานุ่ม โดยมีร่างสูงใหญ่กำยำของเจิ้นเป่ยอ๋องเซียวจิ้งเหยียนทาบทับอยู่เบื้องบน นัยน์ตาสีนิลคู่คมของเขาในยามนี้วาวโรจน์ไปด้วยเพลิงราคะที่ปิดไม่มิด มันทั้งหิวโหย ดุดัน และพร้อมจะขย้ำนางให้แหลกคามือ“ท่านอ๋อง... อย่าเพคะ... ด้านนอกยังมีทหารและองครักษ์เงาเดินขนาบข้างอยู่นะเพคะ...” นางประท้วงเสียงสั่น ข้อมือทั้งสองข้างถูกมือหนารวบไว้เหนือศีรษะด้วยพันธนาการที่แน่นหนาดุจปลอกเหล็ก“พวกเขาอยู่ด้านนอก... ย่อมไม่ได้ยินสิ่งใด หากเจ้าไม่ ‘ส่งเสียง’ ดังจนเกินไป... หลันเอ๋อร์”เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดใบหูหอมกรุ่น ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะกดจุมพิตหนัก ๆ ลงบนซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มจนร่างบางสะท้านเฮือก เยว่หลันพยายามกักเก็บเสียงครางซ่านเสียวเอาไ
ทว่าเมื่อฮ่องเต้หนุ่มเพียงแค่ปรายตามองไปทางเจ้าสาวด้วยความชื่นชม...ขวับ!เจิ้นเป่ยอ๋องตวัดสายตาพิฆาตใส่คนที่มีฐานะเป็นหลานชายทันที พร้อมกับขยับวรกายสูงใหญ่บังร่างของเยว่หลันไว้มิดชิด แผ่รังสีหึงหวงออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น! เขาเพิ่งรู้ไม่กี่วันนี้ว่านางไปเดินซื้อของในตลาดกับพ่อบ้านเหล่าบุรุษมองจนเหลียวหลัง จากนั้นเขาก็สั่งห้ามนางออกไปไหนทันที ทำให้ต้องทะเลาะกันอยู่หลายวันสตรีของข้าใครก็ห้ามมองทั้งนั้น!“ฝ่าบาท... สายตาของท่าน มองไปทางอื่นเถิด นี่คือพระชายาของข้า!”วาจาหวงก้างที่หลุดออกมาทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องกระแอมไอแล้วเบือนหน้าหนี ทุกคนต่างรู้ซึ้งแล้วว่า พยัคฆ์แดนเหนือผู้นี้ขี้หวงหลังจากพิธีวิวาห์พระราชทานอันยิ่งใหญ่และเหน็ดเหนื่อยผ่านพ้นไป ขบวนเสด็จอันทอดยาวของเจิ้นเป่ยอ๋องและพระชายาก็เคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ดินแดนเหนืออันหนาวเหน็บทว่าอบอุ่นที่สุดในหัวใจแม้หานโจวจะเต็มไปด้วยหิมะ แต่หลิงโจวนั้นจะมีพื้นที่เขียวขจีและแม่น้ำไหลผ่าน ดังนั้นนอกจากเป็นเมืองทหารจะเป็นเส้นทางการค้าที่เอาสินค้าแดนเหนือลงมายังเมืองชิงเหอที่เป็น
ในคุกหลวงกลิ่นอับชื้นและคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วคุกหลวงใต้ดินอันมืดมิด เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนชวนให้บรรยากาศยิ่งดูวังเวงน่าขนลุก ทว่า... ร่างระหงในชุดกระโปรงหรูหรากลับก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง เสียงรองเท้าปักลายมงคลกระทบพื้นศิลาเย็นเยียบดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงมัจจุราชที่กำลังมาเยือนเยว่หลันหยุดยืนอยู่หน้าห้องขังชั้นในสุด นัยน์ตากลมโตที่เคยสุกใสบัดนี้ทอประกายเย็นชาประดุจน้ำแข็ง ทอดมองลอดลูกกรงเหล็กเข้าไปยังร่างที่คุดคู้สั่นเทาอยู่มุมห้องร่างที่เคยสวมชุดมังกรสี่เล็บสีทองบัดนี้เหลือเพียงอาภรณ์สีขาวหม่นหมองเปรอะเปื้อนคราบโคลนและสิ่งปฏิกูล องค์ชายรองผู้เคยหยิ่งยโสและหลงระเริงในอำนาจ บัดนี้สภาพอเนจอนาถไม่ต่างจากสุนัขจรจัดที่ตรอมตรมและรอวันตายเยว่หลันได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากท่านอ๋องแล้วใจหนึ่งก็ยังแค้น ใจหนึ่งก็คิดว่าคนโง่เช่นเขาก็สมควรได้รับกรรมเช่นกัน ถูกหลอกใช้สังหารบ้านเดิมนางก็ส่วนหนึ่ง แต่ทำให้ลูกของนางต้องตายอย่างทรมานก็ส่วนหนึ่งทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า องค์ชายรองเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่หลังลูกกรงคือสตรีที่กุมหัวใจของเจิ้นเป่ยอ๋อง ดวงตาที่ลึ







