LOGINเยว่หลันวักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างหน้า สลัดความอ่อนแอทิ้งไปจนสิ้น จากนี้ไปจะไม่มีเยว่หลันคนเดิมอีกต่อไป!
ควับ! พรึ่บ!
กองธงสีดำทมิฬปักลายพยัคฆ์เหินนับร้อยผืนสะบัดโบกพริ้วตัดกับท้องฟ้าเหนือนครจิ่งอันเมืองหลวงแคว้นต้าจิ่ง เสียงกีบเท้าของอาชาศึกนับพันกระแทกแผ่นดินจนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ขบวนทัพม้าเหล็กแห่งทิศอุดรเคลื่อนมาหยุดนิ่งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ‘ประตูเสวียนอู่’ซึ่งเป็นประตูทางทิศเหนือของเมืองหลวงในที่สุด
ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากกองทัพเจิ้นเป่ยอ๋องทำเอาทหารยามและเหล่าขุนนางที่มารอรับเสด็จถึงกับพากันลอบกลืนน้ำลายด้วยความลนลาน โดยเฉพาะขุนนางที่พยายามหาทางตัดรอนเสบียงและเงินบำรุงกองทัพของเจิ้นเป่ยอ๋อง
ท่ามกลางกลุ่มขุนนางเหล่านั้น ร่างในชุดขุนนางขั้นสองดูภูมิฐานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ‘จวงห้าวอวี่’ เยื้องกรายก้าวออกมาด้านหน้า ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มละไมอย่างสุภาพชนอย่างผู้ทรงธรรม
ยามนี้องค์ชายใหญ่เซียวมู่เฉินทรงพระประชวรหนักต้องพักผ่อนวรกาย ฮ่องเต้เจี้ยนอู่จึงทรงมีพระบัญชาให้องค์ชายรองเซียวมู่หานเป็นผู้ดูแลราชการขององค์ชายใหญ่แทนชั่วคราว โดยเฉพาะการเร่งจัดระเบียบแผนที่เกล็ดปลาเพื่อจัดเก็บภาษีเข้าพระคลังอย่างถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อเป็นการดัดหลังไม่ให้องค์ชายรองคิดทำเรื่องนอกลู่นอกทางหาเรื่องแต่งตั้งเสิ่นลั่วเหยานางโลมแพศยาขึ้นเป็นชายาเอก ฮ่องเต้จึงทรงบีบให้เขาตรากตรำงานราษฎร์จนหัวหมุนไม่ได้หยุดพัก
เซียวมู่หานไม่ชอบหน้าเจิ้นเป่ยอ๋องเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะเมื่อก่อนยามอยู่ในสำนักศึกษาหลวงชอบขัดเขา ยามนี้เมื่อต้องมาคอยต้อนรับทัพแดนเหนือตามหน้าที่ เขาจึงจงใจส่งจวงห้าวอวี่ซึ่งเป็นสุนัขรับใช้คนสนิทมาทำหน้าที่น่ารำคาญนี้แทน โดยที่ตนออกไปหาความสำราญในเมืองหลวง
ทว่า รอยยิ้มปรีดาของผู้ตรวจการแผ่นดินพลันแข็งค้าง สายตาของเขาต้องหรี่มองฝ่าม่านแดดให้ชัด ๆ เมื่อเห็นรถม้าทหารคันหนึ่งเคลื่อนออกมาจากท้ายขบวน ร่างบอบบางของสตรีในชุดเปื้อนโคลนและคราบโลหิตแห้งกรังค่อย ๆ ก้าวลงมาจากรถม้า มือบางกุมมือเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบเอาไว้แน่น
จวงเยว่หลัน! จวงอี้เฉิน! หัวใจของจวงห้าวอวี่กระตุก
วูบ ใบหน้าซีดเผือดลงไปสามส่วน...พวกมันยังไม่ตายงั้นหรือ! นักฆ่าพวกนั้นทำสิ่งใดกันเหตุใดพวกมันถึงมาอยู่กับขบวนทัพแดนเหนือได้!
เทียนล่างบังคับม้าศึกเข้ามาใกล้ ปรายตามองผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเหี้ยมฝ่าความเงียบ
“ใต้เท้าจวง... ท่านมาต้อนรับขบวนทัพด้วยตนเองก็ดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปประกาศถึงที่จวน!”
ชิ้ง!
เทียนล่างชักกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมาตวัดชี้ขึ้นฟ้า พลางตะเบ็งเสียงประกาศข้อหาเสียงดังกึกก้องสะเทือนไปทั่วหน้าประตูเสวียนอู่!
“จวงเยว่หลัน และจวงอี้เฉิน บุตรีและบุตรชายของผู้ตรวจการแผ่นดินจวงห้าวอวี่ บังอาจทำเรื่องขัดพระราชโองการ! พวกเขาขัดขวางขบวนทัพเจิ้นเป่ยอ๋องกลางป่าทำให้อาชาศึกชะงักค้างจนเกือบทำให้ท่านอ๋องต้องมีอันตราย ขบวนทัพล่าช้าออกไปถึงสองวันเต็ม! ปล่อยให้ฝ่าบาทและเหล่าขุนนางต้องรอนานอย่างไม่มีเหตุอันควร โทษทัณฑ์ของการขัดขวางการเดินทางตามกฎอัยการศึกของกองทัพเจิ้นเป่ยอ๋อง คือประหารเก้าชั่วโคตร!”
ตึง!
ประหนึ่งเสียงฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ จวงห้าวอวี่หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษเซ่นไหว้คนตาย เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงจนเกือบทรุดลงกับพื้น โทษประหารเก้าชั่วโคตร! หากพวกเด็กสองคนมีชื่อผูกพันอยู่ในศาลบรรพชนตระกูลจวง... หัวของเขา อนาคตของเขา และอนุภรรยาทั้งหมดในจวน ย่อมต้องถูกลากไปตัดหัวที่ลานประหารด้วย!
“นะ...นี่” ใต้เท้าจวงไม่ทันตั้งตัว คิดจะเอ่ยอะไรออกมาสักคำแต่ก็ยังติดค้างที่ริมฝีปาก
“ใครก็รู้ว่าเจิ้นเป่ยอ๋องเหี้ยมโหด...เหตุใดพี่น้องสองคนนั้นถึงได้ไปขัดขวางการเดินทางเสียได้”
“นั่นสิ ๆ บ้านดี ๆ ในเมืองหลวงมีเหตุใดไม่อยู่ ไปวิ่งเล่นทำไมกลางป่า เกือบทำให้ท่านอ๋องเป็นอันตราย”
เหล่าขุนนางพูดกันคนละคำสองคำ จากนั้นก็เงียบเสียงลง รอดูว่าใต้เท้าจวงจะทำเช่นใด พลางคิดต่าง ๆ นานาว่า ตระกูลจวงไปเหยียบเท้าคนมีอำนาจใดขึ้นมาแล้วกระมัง ถึงได้เกิดเรื่อง ยิ่งเมื่อคิดถึงตระกูลเจินที่ต้องถูกสังหารสามร้อยชีวิต ทุกคนใบหน้าซีดเผือดทันที หรือตระกูลจวงจะเป็นรายต่อไป
เยว่หลันยืนมองไปยังคนชั่ว แววตาของนางนิ่งสนิท แต่กลับแอบส่งสายตาเยาะหยันและสะใจไปให้บิดาโฉดที่กำลังลนลานจนตัวสั่นราวกับสุนัขจนตรอก
ความกลัวตายทำให้สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวของจวงห้าวอวี่พุ่งฉายชัดออกมา เขาไม่สนใจหน้าตาหรือศักดิ์ศรีของผู้ตรวจการแผ่นดินอีกต่อไป บุรุษวัยกลางคนรีบทรุดเข่าลงกับพื้นโคลนหน้าประตูเมือง ตะโกนลั่นเสียงดังฟังชัดต่อหน้าทหารยามและขุนนางนับร้อยเพื่อเอาตัวรอด!
“ท่านอ๋องโปรดประทานความเป็นธรรมด้วยพ่ะย่ะค่ะ! นางมิใช่สายเลือดของข้า! ส่วนน้องชายของนางก็เป็นเพียงลูกชู้ที่เกิดจากสตรีแพศยาเวินซินฉือ! ข้าได้เขียนหนังสือหย่าขาดและขับไล่มารดาของนางออกจากจวนไปแล้ว
ข้าขอตัดขาดและเนรเทศนางออกจากตระกูลจวงตั้งแต่วันนั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ! สายเลือดชั้นต่ำสองคนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสกุลจวงของข้าทั้งสิ้น! ท่านอ๋องโปรดไตร่ตรองด้วย!”
คำประกาศตัดขาดสายเลือดดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ ขุนนางรอบข้างต่างพากันซุบซิบด้วยความสมเพชและตื่นตระหนก
เยว่หลันลอบยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันในใจ... ในที่สุด เจ้าก็ยอมตัดขาดและประกาศมันออกมาด้วยปากตนเองต่อหน้าทุกคน!
หมากตัวแรกของนาง สำเร็จลุล่วงแล้ว!
ทว่า... เหนือหัวของทุกคน บนหลังม้าศึกสีนิลตัวใหญ่ เจิ้นเป่ยอ๋องเซียวจิ้งเหยียนที่นั่งเงียบมาตลอดกลับหลุดเสียงหัวเราะ หึ ในลำคอ ดวงตาคมกริบประดุจพยัคฆ์ร้ายจ้องมองลงมาที่ร่างขุนนางขั้นสองที่กำลังคุกเข่าตัวสั่นงันงก ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเนิบนาบแต่ทว่าเสียดลึกไปถึงกระดูกดำ
“อ้อ... ที่แท้ก็มีเรื่องเช่นนี้ มิน่าเล่าใต้เท้าจวงผู้ทรงธรรม ถึงกับต้องส่งนักฆ่าชุดดำฝีมือดีไปตามล่าสังหารสามแม่ลูกนี้ทิ้งในป่าอย่างโหดเหี้ยม... ท่านช่างรอบคอบและใจเด็ดเดี่ยวต่อคนในบ้านจริง ๆ ไม่ยอมให้ราคีแปดเปื้อน ถึงกับทำให้ภรรยากำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ ต้องตายและอยากให้บุตรสาวบุตรชายสิ้นใจไปพร้อมกัน”
สิ้นประโยคของท่านอ๋อง เสียงซุบซิบพลันเงียบกริบ จวงห้าวอวี่เบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน!
“ท่านอ๋อง... ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ได้เพคะ ลูกกลัวหมดแล้ว”เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเยว่หลันที่เดินถือจานขนมเข้ามา นางมองภาพสามีผู้ยิ่งใหญ่กำลังยืนทำตาเขียวใส่เด็กแปดขวบและเด็กสองขวบแล้วก็ให้ขบขันนัก เขาก็เอาแต่ใจเช่นนี้ ชอบให้ลูกรักเขาคนเดียว แม้แต่นางมองบุรุษแปลกหน้าแค่แวบเดียวยังเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ไม่ให้นางออกจากห้องแรมเดือน สามปีที่ผ่านมาความงดงามของนางยิ่งทวีคูณ บารมีพระชายาแผ่ซ่านดุจนางพญา ผู้คนทั้งแคว้นต่างชื่นชม และหลายคนต่างอิจฉาที่เจิ้นเป่ยอ๋องไม่รับชายาเพิ่ม ทั้งไม่สนใจสตรีอื่น ทำตัวดุจพระที่บวชละทางโลก แต่ยามที่อยู่พระชายาราวกับบุรุษหิวกระหาย“เยว่หลัน ดูลูกสาวเจ้า ยามนี้ข้าดุคำเดียวก็วิ่งโร่ไปหาอี้เฉิน ข้าวของบนโต๊ะทำงานข้าก็ถูกนางรื้อจนพังพินาศ บัญชีเมืองหลวงที่ข้าต้องตรวจส่งคืนฮ่องเต้ ยามนี้กลายเป็นสมุดวาดภาพของนางไปเสียแล้ว!” เจิ้นเป่ยอ๋องเดินเข้าไปฟ้องภรรยาพลางนวดขมับตัวเองเยว่หลันหัวเราะคิก วางจานขนมลงแล้วเอื้อมมือไปลูบแผงอกแกร่งเบา ๆ เป็นการปลอบใจพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังน้อยใจลูกสาว“หนิงเอ๋อร์ยังเด็กนี่เพคะ ท่านก็อย่าไปถือสานางเลย ยามอยู่แดนเหนือนางก็กวนท่
เวลาผันผ่านไปราวกับติดปีกบิน เพียงพริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาสามปีเต็ม...ดินแดนซูโจวอันขึ้นชื่อเรื่องความงดงามของสายน้ำและสะพานหินที่มีทิวทัศน์สวยงาม ยามนี้เต็มไปด้วยความร่มรื่นในฤดูใบไม้ผลิ ทว่าภายในคฤหาสน์ตงฉินของตระกูลกู้ บรรยากาศที่เคยสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึกตักพร้อมกับเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กน้อย“ท่านหญิง! วิ่งช้า ๆ หน่อยเจ้าค่ะ บ่าวตามไม่ทันแล้ว!”เสียงสาวใช้ร้องท้วงมาแต่ไกล หลังจากรับหน้าที่ต่อจากพ่อบ้านหลี่ให้ตามท่านหญิงน้อยมาโดยเร็ว เพราะเกรงจะหกล้ม ร่างกลมป้อมของเด็กหญิงวัยสองขวบเศษในชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูกลีบบัวดูคล้ายซาลาเปาก้อนนิ่มกำลังวิ่งเตาะแตะอย่างคล่องแคล่ว ตากลมโตสุกใสถอดแบบมาจากผู้เป็นมารดาไม่มีผิดเพี้ยน แก้มยุ้ยสองข้างแดงระเรื่อขณะที่ในอ้อมแขนเล็ก ๆ กำลังกอด ‘ตำราพิชัยสงคราม’ เล่มหนาเตอะของบิดาเอาไว้แน่นจากการขโมยคิดว่าเป็นหนังสือเรื่องราวประหลาดในเมืองซูโจว“ท่านยะทวก! ช่วยด้วยยย!” เสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วพยายามจะเรียก ‘ท่านยายทวด’ แต่ด้วยความที่เพิ่งหัดพูดจึงออกเสียงเพี้ยนไปหมด‘เซียวหนิง’ คือท่านหญิงตัวน้อยแห่งจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แ
“พร้อมแล้วใช่หรือไม่... คนดีของข้า”เซียวจิ้งเหยียนกระซิบเสียงพร่า แววตาดุดันเต็มไปด้วยความต้องการอันลึกล้ำ ชายหนุ่มคว้าเอวคอดกิ่วของนางไว้มั่น รูดรั้งกางเกงของตนเองลง เผยให้เห็นแก่นกายบุรุษที่ขยายตัวจนตึงแน่น ร้อนระอุและทรงพลังประดุจเหล็กกล้าที่ผ่านการเผาไฟเยว่หลันเหลือบไปเห็นขนาดอันเขื่องของมันก็ให้หวาดหวั่นใจจนแทบสิ้นสติ “ทะ... ท่านอ๋อง... มันใหญ่เกินไป”“ข้าจะเบามือ... สัญญา” ทว่าคำสัญญาของพยัคฆ์ร้ายนั้นหาเชื่อถือได้ไม่ เซียวจิ้งเหยียนจับสะโพกมนให้ยกขึ้นรับกับท่าทางที่จะสร้างความสุข จากนั้นจึงกดกระแทกแก่นกายร้อนระอุบุกทะลวงฝ่าความคับแน่น ล่วงล้ำเข้าสู่ใจกลางความบริสุทธิ์ของนางในคราเดียวจนสุดความยาว!ปึก!“กรี๊ดดด! อื้อออ!...”เยว่หลันเบิกตากว้าง ความเจ็บปวดแล่นริ้วสลับกับความจุกเสียดจนน้ำตาไหลพราก นางหวีดร้องออกมาคำหนึ่งแต่กลับถูกริมฝีปากหนาประกบจูบปิดปากกลืนกินเสียงร้องนั้นไปจนสิ้น รสจูบดุดันรุนแรงเพื่อเบี่ยงเบนความเจ็บปวด ขณะที่เบื้องล่างของนางกำลังขยายตัวโอบรัดความแข็งแกร่งของเขาอย่างคับแน่นจนชายหนุ่มต้องครางฮึ่มในลำคอด้วยความเสียวซ่านใจแทบขาด“แน่นเหลือเกิน...หลันเอ๋อร์ของข
แรงสั่นสะเทือนของรถม้าคันใหญ่ที่เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางหลวงมุ่งสู่แดนเหนือ ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มภายในห้องโดยสารลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ม่านไหมเนื้อหนาที่ถูกดึงปิดทึบทุกบานกลับช่วยกักเก็บกลิ่นอายอุ่นซ่านและความปรารถนาอันเข้มข้นของบุรุษเพศเอาไว้จนอึดอัดเยว่หลันรู้สึกเหมือนตนเองเป็นกวางตัวน้อยที่หลงเข้ามาในรังของสัตว์ร้าย แผ่นหลังบางแนบสนิทกับเบาะขนจิ้งจอกหนานุ่ม โดยมีร่างสูงใหญ่กำยำของเจิ้นเป่ยอ๋องเซียวจิ้งเหยียนทาบทับอยู่เบื้องบน นัยน์ตาสีนิลคู่คมของเขาในยามนี้วาวโรจน์ไปด้วยเพลิงราคะที่ปิดไม่มิด มันทั้งหิวโหย ดุดัน และพร้อมจะขย้ำนางให้แหลกคามือ“ท่านอ๋อง... อย่าเพคะ... ด้านนอกยังมีทหารและองครักษ์เงาเดินขนาบข้างอยู่นะเพคะ...” นางประท้วงเสียงสั่น ข้อมือทั้งสองข้างถูกมือหนารวบไว้เหนือศีรษะด้วยพันธนาการที่แน่นหนาดุจปลอกเหล็ก“พวกเขาอยู่ด้านนอก... ย่อมไม่ได้ยินสิ่งใด หากเจ้าไม่ ‘ส่งเสียง’ ดังจนเกินไป... หลันเอ๋อร์”เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดใบหูหอมกรุ่น ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะกดจุมพิตหนัก ๆ ลงบนซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มจนร่างบางสะท้านเฮือก เยว่หลันพยายามกักเก็บเสียงครางซ่านเสียวเอาไ
ทว่าเมื่อฮ่องเต้หนุ่มเพียงแค่ปรายตามองไปทางเจ้าสาวด้วยความชื่นชม...ขวับ!เจิ้นเป่ยอ๋องตวัดสายตาพิฆาตใส่คนที่มีฐานะเป็นหลานชายทันที พร้อมกับขยับวรกายสูงใหญ่บังร่างของเยว่หลันไว้มิดชิด แผ่รังสีหึงหวงออกมาอย่างโจ่งแจ้งไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น! เขาเพิ่งรู้ไม่กี่วันนี้ว่านางไปเดินซื้อของในตลาดกับพ่อบ้านเหล่าบุรุษมองจนเหลียวหลัง จากนั้นเขาก็สั่งห้ามนางออกไปไหนทันที ทำให้ต้องทะเลาะกันอยู่หลายวันสตรีของข้าใครก็ห้ามมองทั้งนั้น!“ฝ่าบาท... สายตาของท่าน มองไปทางอื่นเถิด นี่คือพระชายาของข้า!”วาจาหวงก้างที่หลุดออกมาทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องกระแอมไอแล้วเบือนหน้าหนี ทุกคนต่างรู้ซึ้งแล้วว่า พยัคฆ์แดนเหนือผู้นี้ขี้หวงหลังจากพิธีวิวาห์พระราชทานอันยิ่งใหญ่และเหน็ดเหนื่อยผ่านพ้นไป ขบวนเสด็จอันทอดยาวของเจิ้นเป่ยอ๋องและพระชายาก็เคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่ดินแดนเหนืออันหนาวเหน็บทว่าอบอุ่นที่สุดในหัวใจแม้หานโจวจะเต็มไปด้วยหิมะ แต่หลิงโจวนั้นจะมีพื้นที่เขียวขจีและแม่น้ำไหลผ่าน ดังนั้นนอกจากเป็นเมืองทหารจะเป็นเส้นทางการค้าที่เอาสินค้าแดนเหนือลงมายังเมืองชิงเหอที่เป็น
ในคุกหลวงกลิ่นอับชื้นและคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วคุกหลวงใต้ดินอันมืดมิด เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังก้องสะท้อนชวนให้บรรยากาศยิ่งดูวังเวงน่าขนลุก ทว่า... ร่างระหงในชุดกระโปรงหรูหรากลับก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง เสียงรองเท้าปักลายมงคลกระทบพื้นศิลาเย็นเยียบดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงมัจจุราชที่กำลังมาเยือนเยว่หลันหยุดยืนอยู่หน้าห้องขังชั้นในสุด นัยน์ตากลมโตที่เคยสุกใสบัดนี้ทอประกายเย็นชาประดุจน้ำแข็ง ทอดมองลอดลูกกรงเหล็กเข้าไปยังร่างที่คุดคู้สั่นเทาอยู่มุมห้องร่างที่เคยสวมชุดมังกรสี่เล็บสีทองบัดนี้เหลือเพียงอาภรณ์สีขาวหม่นหมองเปรอะเปื้อนคราบโคลนและสิ่งปฏิกูล องค์ชายรองผู้เคยหยิ่งยโสและหลงระเริงในอำนาจ บัดนี้สภาพอเนจอนาถไม่ต่างจากสุนัขจรจัดที่ตรอมตรมและรอวันตายเยว่หลันได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากท่านอ๋องแล้วใจหนึ่งก็ยังแค้น ใจหนึ่งก็คิดว่าคนโง่เช่นเขาก็สมควรได้รับกรรมเช่นกัน ถูกหลอกใช้สังหารบ้านเดิมนางก็ส่วนหนึ่ง แต่ทำให้ลูกของนางต้องตายอย่างทรมานก็ส่วนหนึ่งทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า องค์ชายรองเงยหน้าขึ้นอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่หลังลูกกรงคือสตรีที่กุมหัวใจของเจิ้นเป่ยอ๋อง ดวงตาที่ลึ







