LOGINสายคล้องไหล่ที่ไม่ได้ผูกเป็นปมเงื่อนไว้ถูกปัดให้เลื่อนหลุดออกจากไหล่มน เพียงเขาปล่อยมือ ชุดนอนบางเนียนก็รูดพลิ้วลงไปกองที่ข้อเท้า
เสียงหายใจแรงจนเกือบฟังเป็นหอบของเจ้าบ่าวเรียกให้นางเหลือบตาขึ้น พอเห็นว่าเขากำลังกวาดตามองร่างเปลือยของนางด้วยแววตากระหาย เซวียนอี้ก็รู้สึกว่าเนื้อตัวเหมือนจะละลาย คล้ายขี้ผึ้งที่ถูกไฟลนจนหลอมเหลว
“เซวียนอี้ เจ้างดงามเหลือเกิน!” เสียงห้าวลึกฟังแหบพร่าสั่นสะท้าน
“เห็นเจ้าตัวเล็กเพียงเท่านั้น ที่ไหนได้ อย่างนี้เองที่เรียกว่าซ่อนรูป เปิดหูเปิดตาข้าแล้ว”
วาจาเขาว่าร้าย แต่สัมผัสของเขาร้ายยิ่งกว่า เพราะทำเอานางสั่นเยือก เมื่อมือที่แตะไหล่เลื่อนลงมากดไล่ลงบนต้นขาเปล่าเปลือย จากนั้นจึงค่อยลูบขึ้นมาตามโค้งสะโพกกลมมนขึ้นมาหาเอว และหน้าท้องส่วนบนของนาง เขาลูบไล้ประหนึ่งช่างปั้นแดนตะวันออกที่กำลังสรรค์สร้างผลงานชิ้นเอก
เขาทำให้นางยิ่งกว่าวับหวาม ด้วยจูบแผ่วเบาที่แผ่นท้องเนียนเรียบของนาง หลังจากทรุดตัวนั่ง รับน้ำหนักตัวเองด้วยปลายเท้า
.
.
.
หลี่เซวียนอี้รีบหลับตา เมื่อภาพความทรงจำในคืนวิวาห์แรกหวนกลับมารบกวนให้ใจสั่นไหว นางก็รีบส่ายหน้าไล่ภาพเหล่านั้นให้ออกไป
นางยังไม่แน่ใจเท่าใดนัก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าวันชื่นคืนสุขที่นางคงจะจำไปจนวันตาย คงไม่หวนคืนมาอีกแล้ว จะต้องทำอย่างไรดี คือคำถามที่ผุดขึ้นในหัวซ้ำไปซ้ำมา
“คุณหนูเจ้าคะ” เหยาเหยาลองเรียกเจ้านายของตนอีกครั้งหนึ่ง
“รู้แล้วขอข้าคิดอะไรสักหน่อย” เซวียนอี้ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยสูดอากาศเข้าจนเต็มปอด นางจะต้องไล่ความรู้สึกเหล่านี้ออกไปก่อนจะต้องเผชิญหน้ากับสามี
ความจริงที่เพิ่งประจักษ์ได้ทำลายความสุขจนหมดสิ้น แม้แต่ความหวัง ความฝันถึงอนาคตการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์พังทลายในพริบตา
สามีของนางทำเหมือนรักนาง และนางก็เข้าใจอย่างนั้นมาตลอด แต่ความจริงแล้ว...ไม่เลย!
“เซวียนอี้”
เสียงเรียกขานนุ่มทุ้มหูแสนจะคุ้นเคย ช่วยเรียกความแน่วแน่คืนมาได้เพียงเล็กน้อย เซวียนอี้ยังรู้สึกมึนงง ขณะที่มองใบหน้าคมสัน ประกอบด้วยเครื่องหน้าเจนตาเจนใจ ไม่ว่าจะเป็นคิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากบางตึงได้รูปงามที่เคยก่อความเสียวซ่านแก่อารมณ์สาวของนางมากครั้งเกินจะนับได้
“เป็นอะไรไป เหตุใดหน้าซีดถึงเพียงนี้ จะเป็นลมหรือ”
กระแสเสียงถามเร็ว ฟังว่าเต็มไปด้วยความเอื้ออาทรห่วงใย หลี่เซวียนอี้คงจะซาบซึ้งถ้าเพียงแต่จะไม่รู้ความจริงที่รับฟังมา ก่อนนั้นนางไม่เคยแม้แต่จะคิดสงสัย
เจาจ้าวหลงเข้าประคองร่างอรชร สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล แต่หลี่เซวียนอี้ก็ดูเหมือนจะไม่รับรู้เสียแล้ว
ในใจหญิงสาวบอกตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่ว่า เขาเห็นนางเป็นตัวแทนฮูหยินเขาที่ตาย เขาห่วงเรา เอื้ออาทรเรา ก็เพราะนางเหมือนฮูหยินเก่าของเขา
ไม่มีอะไร ไม่มีความจริงใจใดมอบให้แก่กันสักนิด ไม่มีครั้งใดที่เขาจะรู้สึกเพราะนางคือนาง คือหลี่เซวียนอี้ ทุกครั้งที่เขามองนางก็คงเห็นแต่ฮูหยินเก่าของเขา ทุกจังหวะรักที่เขามอบให้ ทุกความซาบซ่าน เขาตั้งใจมอบให้ซูเหมยหนี่ ไม่ใช่หลี่เซวียนอี้
หากเป็นไปได้ ทุกครั้งที่เขาครวญครางชื่อหลี่เซวียนอี้ เขาคงอยากเปลี่ยนเป็นซูเหมยหนี่
ความเจ็บช้ำ เจ็บปวดทำให้นางดึงแขนให้พ้นการเกาะกุมของมืออบอุ่น จนเกือบเป็นกระชากโดยไม่ทันคิด ราวกับว่ามือที่แตะลงมานั้นคือถ่านไฟร้อนที่แผดเผาผิวหนังให้ไหม้เกรียม
เจาจ้าวหลงยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จากกิริยาของฮูหยินที่แสดงออกว่ารังเกียจสัมผัสของเขา ทำให้เขายิ่งกว่าไม่พอใจ ปากบางได้รูปงามอย่างชายเม้มนิดๆ นัยน์ตาคมหรี่ลงเล็กน้อย จนขนตาดกหนายาวงอนนั้นปิดลงมาพรางนัยน์ตาเข้มคมไว้ครึ่งหนึ่ง
หลี่เซวียนอี้เห็นปฏิกิริยาทั้งหมดนี้ นั่นทำให้นางได้คิด ว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่นางควรแสดงอาการผิดปกติใดๆ ที่อาจกลายเป็นจุดสนใจของผู้คน จึงได้พูดเสียงละล่ำละลัก คล้ายจะตอบคำถามที่เขาถามไว้แต่แรกที่เข้าถึงตัว
“ตัวข้ารู้สึกเหมือนจะไม่สบาย จู่ๆ ก็ปวดหัวติ้วขึ้นมา...เจาจ้าวหลง พวกเรากลับกันเลยได้หรือไม่ แม้แต่เปลือกตาของข้าก็ยังปวดไปด้วย”
เจาจ้าวหลงคลายคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากัน ถึงจะคิดคิดว่าน่าจะมีอันใดมากกว่าที่สตรีข้างกายยอมเผย แต่ก็เห็นว่าไม่ใช่เวลาที่จะมาซักถาม
เขาแน่ใจ ว่ามีต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น เพราะอยู่ๆ ฮูหยินแสนหวานของเขาก็เกิดจะเรียก ‘เจาจ้าวหลง’ แทน ‘ท่านพี่’ ที่เขาให้นางเรียกมาตั้งแต่แต่งงานกันและนางก็ทำตามมาตลอด
“ได้สิ แต่เราต้องไปลาท่านเสนาบดีกันก่อน มาเถอะ”
ทั้งสองเสียเวลาไปอีกหลายนาทีเพื่อหาตัว และล่ำลาเจ้าของงาน จังหวะที่คู่แต่งงานจวนเจาจะเดินออกประตูก็ถูกทักโดยสามีและฮูหยินอีกคู่หนึ่ง
“เอ้า! เจาจ้าวหลง จะกลับแล้วหรือ”
“ฮื่อ ฮูหยินตัวน้อยเหมือนจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย”
หลี่เซวียนอี้รู้จักคนทั้งคู่ สามีนั้นมีนามว่างกงอี้ส่าน ส่วนฮูหยินนั้นคือเยว่หมิงอัน พวกเขารู้จักและสนิทสนมกับเจาจ้าวหลงในระดับหนึ่งมานานในฐานะคนที่ทำงานกรมเดียวกัน
“คงไม่สบายจริงๆ นั่นแหละ หน้าซีดมากนี่นะ”
ฮูหยินเยว่พูดเสริมด้วยสีหน้ายิ้มๆ แต่มองหลี่เซวียนอี้อย่างพินิจกว่าปกติก่อนจะกล่าวต่อ
“หรือว่า...อุ๊ย! คงไม่ใช่นะเจ้าคะ อะไรจะรวดเร็วได้เช่นนั้น เพิ่งแต่งงานกันแค่เดือนกว่าสองเดือนเองไม่ใช่หรือคะ”
หลี่เซวียนอี้งง ดูเหมือนเจาจ้าวหลงก็ทำหน้างงๆ เพราะไม่เข้าใจคำพูดของเยว่หมิงอันที่ทำท่าตื่นเต้นนิดๆ พอกัน กระทั่งกงอี้ส่านช่วยอธิบายเพิ่มเติม
“อันเออร์นางหมายความว่าหลี่เซวียนอี้กำลังจะมีน้องหรือไม่น่ะ จ้าวหลง”
“มีน้อง” เจาจ้าวหลงทวน ยังไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง
“แหม!” เยว่หมิงอันหยุดหัวเราะคิกก่อนจะกล่าวอันใดต่อ “มีน้อง ก็หมายถึงจะมีทายาทให้ท่านอย่างไรเล่า ใช่หรือไม่เจ้าคะ น้องหญิงเซวียนอี้”
เจาจ้าวหลงหันขวับมามองฮูหยิน สีหน้าเขาดูแปลกๆ “จริงหรือเซวียนอี้ เซวียนอี้แพ้ท้องหรือ”
บทพิเศษ 5ท้องฟ้ายามรุ่งสางเหนือหุบเขาฟ้ากระจ่างงดงามราวภาพวาดของจิตรกรสวรรค์ สายหมอกสีเงินบางเบาแผ่คลุมผืนป่าเขียวขจี ลำธารไหลพาดผ่านโขดหินประหนึ่งแพรไหมทอดยาว เสียงนกป่าขับขานท่วงทำนองรับเช้าใหม่ให้แผ่นดินทั้งผืนคึกคัก ท่ามกลางทัศนียภาพสวรรค์นั้น มีขบวนรถม้าสามคันเคลื่อนผ่านทางดินเล็กๆ ลัดเลาะสู่ด้านในหุบเขาของเมืองสุ่ยที่ตั้งอยู่ห่างไกล ม้านำหน้าสะบัดแผงคอพลิ้วสวย บ่งบอกถึงการดูแลอย่างดีของผู้เป็นนาย สองข้างทางมีชาวบ้านมาสอดส่องด้วยได้ยินข่าวลือว่าจะมีขุนนางชั้นสูงมาพักผ่อนผู้นำขบวนคือ เจาจ้าวหลงบุรุษผู้ได้รับการกล่าวขานทั่วแคว้นว่าเฉียบแหลม สงบนิ่ง และมีอำนาจบารมีเพียงพอให้คนทั้งราชสำนักต้องระมัดระวังถ้อยคำ ยิ่งหลังการเรียกตัวด่วนเมื่อปีก่อนอำนาจยิ่งมากล้น เขาสวมอาภรณ์สีครามปักลายเมฆทอง ดวงตาดูสงบแต่ซ่อนประกายเฉียบคม เส้นผมยาวดำขลับรวบด้วยปิ่นหยกอ่อน ยามควบม้าอย่างมั่นคง เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ที่ผ่านสมรภูมิการเมืองและงานราชการมานับไม่ถ้วน
บทพิเศษ 4คืนนี้ยาวนานจริงดังคาดการณ์ ช่วงที่ห่างฮูหยินผู้นี้เขาต้องอดทน อดกลั้นไว้เสียมากมาย แม้มีคนมาเสนอสตรีอื่นให้ใช้แก้ขัด เขาก็ไม่อาจปลดปล่อยร่วมหลับนอนได้ลง หากไม่ใช่หลี่เซวียนอี้ฮูหยินคนงามผู้นี้นั้น เพียงแค่ประกบปากมอบรสจูบให้ไป ความปรารถนาอันยากจะระงับก็ถือกำเนิดจึ้นในกายอย่างพุ่งพล่านการตักตวงดูดกินที่มูมมามทิ้งรอยแดงเป็นจ้ำๆ ในทุกตารางนิ้วที่เจาจ้าวหลงก้มลงไปขบเม้ม ยิ่งหลี่เซวียนอี้เองก็โหยหาสัมผัสของสามีอยู่ทุกคืนวัน จึงทำให้กายสาวที่เต่งตึงไม่เหลือความอายมาบดบัง มีแต่จะแอ่นยั่วให้แท่งหยกที่เฝ้าฝันถึงตั้งตรงพร้อมทำร่องรักของนางให้ปั่นป่วนเพียงแค่รสจูบ และการกอบกุมเต้าที่เต่งตึงอวบใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ด้วยร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอวบอั๋นเต็มไม้เต็มมือหลังการมีบุตร ก็ทำให้เลือดในกายข
บทพิเศษ 3ลมราตรีพัดเอื่อย เสียงไผ่เสียดสีกันเบาๆ ราวเสียงลมหายใจแห่งค่ำคืนที่เงียบสงบ ในลานใหญ่ของ จวนรองเสนาบดีเจามีแสงจากโคมแขวนนับสิบส่องสว่างล้อมเรือนนอนของ ฮูหยินหลี่เซวียนอี้ หญิงสาววัยยี่สิบผู้เพิ่งผ่านการคลอดบุตรได้ไม่กี่เดือน ใบหน้าเรียวสวยมีร่องรอยอ่อนล้าจากการรอคอยสามีที่ออกไปทำงานตามนับสั่งที่เมืองเหนือมาเนิ่นนานคืนนี้...เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา นางจุดตะเกียงรออยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปทางประตูใหญ่ที่เงียบงัน“เหยาเหยา ท่านพี่ไม่ส่งจดหมายหาข้ามาเดือนกว่าแล้ว...” เสียงหวานของนางแผ่วเบาแต่สั่นเครือ “…ข้าจะทำอย่างไรดี ไปตามคุณชายเจาที่จวนเล็กที เขาอาจได้จดหมายจากบิดา”เหยาเหยาสาวใช้คนสนิทรีบคุกเข่าลง “ฮูหยินเจ้าคะ คืนนี้ดึกมากแล้ว รอพรุ่งนี้เถิดเจ้าค่ะ ขืนออกไปตอนนี้คงโดนพวกทหารยามดุแน่”
บทพิเศษ 2ยามรุ่งสางของวันถัดมา แสงอรุณแรกสาดผ่านม่านโปร่งของเรือนใน กลิ่นยาจีนจางๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง หลี่เซวียนอี้เพิ่งตื่นหลังจากหลับพักไปครึ่งคืน นางรู้สึกอ่อนแรงจนแทบขยับตัวไม่ได้ แต่เมื่อสายตาเหลือบเห็นผ้าอ้อมผืนเล็กที่วางอยู่ข้างหมอน ใบหน้างามก็คลี่ยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ฮูหยิน อย่าพยายามลุกเลยเจ้าค่ะ” เหยาเหยารีบเข้ามาประคองเมื่อเห็นนายหญิงพยายามยันตัวขึ้น “หมอตำแยกำชับไว้ ว่าท่านต้องพักให้มาก อย่าได้ฝืน”“ข้าเพียงอยากดูหน้านางอีกสักครั้ง” เซวียนอี้ตอบเสียงแผ่ว “เมื่อคืนยังไม่ทันได้ดูชัด...”เหยาเหยาหัวเราะเบาๆ แล้วชะเง้อมองออกไปทางเฉลียง “คุณชายใหญ่ก็ไม่ยอมวางมือให้แม่นมรับไปดูแลตั้งแต่ฟ้าสาง นางนอนอยู่ในอ้อมแขนคุณชายนั่นแหละเจ้าค่ะ จะให้ข้าไปเอามาให้หรือไม่เจ้าคะ”
บทพิเศษ 1แสงโคมแขวนนับร้อยส่องอร่ามไปทั่วลานใหญ่ของ จวนรองเสนาบดีเจา กลิ่นสุราและเสียงดนตรีแผ่วเบาดังขึ้นคลอบรรยากาศ เสียงหัวเราะของแขกผู้มาร่วมงานดังสอดรับไปทั่วเรือนหลวงอันโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองหลวงจวนแห่งนี้ในค่ำคืนนี้งามสง่าเกินกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นทั้งงานเลี้ยงฉลองความดีความชอบของรองเสนาบดีผู้มีผลงานใหญ่ และเป็นงานแสดงความยินดีต่อ ฮูหยินหลี่เซวียนอี้ ผู้ที่ได้รับพระราชทานตราตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อหลายเดือนก่อน ทว่ายังจัดงานไม่ได้ เพราะนางต้องการให้พี่ชายกลับมาร่วมฉลองพร้อมหน้าหลี่เซวียนอี้ในอาภรณ์ผ้าไหมสีอ่อนปักนายพระจันทร์ นั่งอยู่ข้างสามีบนแท่นรับรอง นางอุ้มท้องกลมโตจนขยับตัวลำบาก ใบหน้างามที่เคยขาวนวลบัดนี้มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้นตรงขมับ ทว่ารอยยิ้มของนางยังละมุนเช่นเดิม จ
บทที่ 17“ไม่เคยกลัวเลยเจ้าค่ะเรื่องนั้น กลัวจะไม่เป็นที่ต้องการของท่านพี่อีกต่อไปมากกว่า”“นั่นยิ่งไม่ควรกลัวอย่างยิ่ง จะบอกความลับให้อย่างหนึ่ง กับเซวียนอี้ข้าสู้ไม่ถอย แต่กับสตรีอื่นข้าไม่มีอารมณ์เอาเสียเลย”“อาจเว้นนางคณิกาผู้นั้นอีกคนก็ได้” หลี่เซวียนอี้เชิดหน้าขึ้น“คณิกาคนใด”“ทำเป็นลืมเลือน เมื่อครู่ท่านพี่ก็ยังกล่าวถึงมี่เจียอยู่หยกๆ”“จริงสิ” เจาจ้าวหลงลากเสียงแล้วก้มลงยิ้มตาพราว“มี่เจียกับข้าเคยมีเรื่องสัมพันธ์ชั่วคราวอย่างนั้นจริง ข้







