เข้าสู่ระบบ
แสงแดดยามสายสะท้อนลงบนผืนน้ำทะเลเป็นระยิบระยับ เสียงนกทะเลร้องแข่งกับเสียงพ่อค้าแม่ขายที่ขานเรียกลูกค้า เมืองท่าฉางไห่ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดค้าขายระหว่างเหนือใต้ ทั้งเครื่องเทศ ผ้าแพรพรรณ และหยกจากดินแดนห่างไกลล้วนมารวมอยู่ที่นี่
รถม้าสีครามหยุดลงตรงหน้าตลาด เสียงล้อไม้ที่บดกับพื้นหินหยาบทำให้เหล่าพ่อค้าหันมามองอย่างสนใจ ภายในรถม้านั้นมีหญิงสาวร่างบางนั่งอยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมหิมะสีอ่อน หน้าตาแม้ยังเยาว์วัย แต่ดวงตากลับเปล่งประกายมั่นใจไม่ต่างจากสตรีที่ผ่านโลกมาหลายปี
“เซวียนอี้ อย่าไปไหนไกลเกินสายตาพี่ เข้าใจหรือไม่” เสียงของหลี่เซวียนหลงดังขึ้นอย่างเคร่งครัด เขาก้าวลงจากรถก่อน คิ้วเข้มขมวดแน่นเพราะรู้ดีว่าน้องสาวตนหาได้เชื่อฟังง่ายๆ
“เจ้าก็พูดอย่างนี้ทุกครั้ง แต่ทุกครั้งข้าก็ยังกลับมาพร้อมของเต็มมือมิใช่หรือเจ้าคะ” หลี่เซวียนอี้ยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นทั้งซื่อและท้าทายในคราวเดียวกัน นางคว้ามือ เหยาเหยาหญิงรับใช้คนสนิทที่ตามมาด้วย แล้วกระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว
“ไปเถอะเหยาเหยา! ข้าว่าแผงขายหยกข้างท่าน้ำคงมีของงดงามแปลกตามากมายแน่”
“คุณหนูเจ้าคะ อย่างน้อยก็บอกคุณชายก่อน”
“อย่าชักช้า! เดี๋ยวแดดร้อนเสียก่อน”เสียงหัวเราะใสของนางดังขึ้นกลางตลาดราวกับระฆังเงิน เสียงเรียกลูกค้า เสียงคลื่น เสียงเด็กเล็กวิ่งเล่น ล้วนกลายเป็นฉากหลังให้กับความร่าเริงนั้น
หลี่เซวียนอี้เดินดูของไปเรื่อย ทั้งผ้าแพรสีอ่อน พัดวาดลาย และกำไลหินสีแปลกตา เหยาเหยาคอยตามติดอย่างเหนื่อยอ่อน ในใจนึกว่าคุณหนูของตนจะถูกคุณชายเอ็ดเป็นแน่
จนเมื่อเดินมาถึงตรอกข้างโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง กลิ่นน้ำคาวทะเลผสมกลิ่นเหล้าหอมอบอวลอยู่ในอากาศ นางตั้งใจจะนำของที่ซื้อไว้ไปเก็บบนรถม้าเสียก่อน แล้วจึงออกมาเดินดูอีกสักรอบ ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงโลหะกระทบกันกลับดังแว่วมาแต่ปลายตรอก
“เหยาเหยา... เจ้าได้ยินหรือไม่”
ยังไม่ทันที่สาวใช้จะตอบ ร่างหนึ่งในชุดคลุมดำซึ่งมีผ้าผูกปิดหน้า เว้นไว้เพียงดวงตาได้วิ่งพรวดออกมาจากตรอกนั้น เลือดสีเข้มเปื้อนชายเสื้อของเขา ขณะอีกสี่ห้าคนในชุดดำติดอาวุธครบมือกำลังไล่ตามมา
หลี่เซวียนอี้เบิกตากว้าง ชายผู้นั้นดูราวคนกำลังหนีเอาชีวิตรอด เสี้ยววินาทีหนึ่งที่สายตาของทั้งคู่ประสานกันใต้ผ้าคลุมหน้า นางเห็นแววความแน่วแน่และเฉียบคมแวบขึ้นมาในดวงตาของเขา แววตาของคนที่มีภารกิจ ไม่กลัวตาย
“คุณหนู อย่าเข้าไปใกล้!” เหยาเหยากระซิบอย่างตระหนก
แต่หลี่เซวียนอี้กลับยืนนิ่ง หัวสมองพลันแล่นวาบด้วยความคิดบ้าๆ บางอย่าง ชายคนนั้นคงหนีจากการถูกลอบทำร้าย หากไม่ถ่วงเวลาไว้ เขาคงไม่รอดแน่
นางจึงสูดหายใจลึก แล้วแผดเสียงสูงขึ้นทันที “โอ้สวรรค์! วิญญาณทะเลโบราณจงมอบพลังให้แก่ข้า!”
เสียงนั้นดึงความสนใจของชายชุดดำทั้งหมด หญิงสาวเหยียดแขนออก ร่ายรำอย่างแปลกประหลาด ริมฝีปากขยับเอื้อนคำพึมพำเป็นเสียงแปลกประหนึ่งภาษาผี แม้แต่หน้าตาอันงดงามก็ยังไม่ได้ช่วยให้ท่าทางนั้นน่าเกลียดปนตลกน้อยลดลงไป
“ผู้ใดกล้าทำร้ายบุรุษผู้นั้น วิญญาณเจ้าเรือที่จมใต้คลื่นจะลากพวกเจ้าลงสู่ห้วงน้ำ! บิดาคนหนึ่งของพวกเจ้าส่งสารจากปรโลกบอกให้หยุด”
ชายชุดดำหยุดชะงักไปชั่วครู่ เหยาเหยาถึงกับอ้าปากค้าง มองคุณหนูของตนร่ายรำกลางถนนอย่างคนเสียสติ เสื้อผ้าโบกสะบัดตามแรงลม เส้นผมดำขลับปลิวว่อนไปทั่ว
“คุณหนู!” เหยาเหยาเรียกเสียงหลง แต่เจ้านายของนางกลับยิ่งใส่เต็มเสียง “ข้าคือผู้สื่อวิญญาณ! เห็นไหมเห็นหรือไม่ว่ามีเงาอยู่เหนือศีรษะพวกเจ้า! วิญญาณร้ายโปรดนำไปแต่ดวงจิตชั่วช้า โอ้คนบริสุทธิ์อย่าได้กล้ำกราย”
ชายชุดดำบางคนเริ่มขยับถอยหลังด้วยความลังเล “บะ...บ้าหรือไม่ แม่นางผู้นี้วิปลาสหรือเป็นผู้วิเศษจริง!”
“อย่าเชื่อ นางทำกลหลอก!” อีกคนตะโกนหลี่เซวียนอี้เห็นดังนั้นก็รีบตวัดนิ้วชี้ “กล้าดูหมิ่นวิญญาณรึ! ทะเลจะพลิกกลืนพวกเจ้าให้หมด! สามวันเจ็ดวันไม่มีพ้น เมื่อเจ้าสมุทรหมายตาแล้วย่อมไม่พ้นมือ!”
นางย่อตัวลง ขีดวงกลมด้วยปลายเท้าราวกับเขียนยันต์ แล้วทำเสียงครางต่ำๆ อย่างคนเข้าสมาธิ เหยาเหยาเองถึงกับยกมือปิดหน้าไม่กล้ามอง
ขณะที่ชายชุดดำมัวลังเล เสียงกลองไม้ของหน่วยตรวจการเมืองดังขึ้นมาจากปลายถนน “นี่คือผู้ตรวจการเมืองท่า! หยุดเดี๋ยวนี้!”
ชายชุดดำสบตากัน ก่อนจะวิ่งหลบหนีไปทางตรอกอีกด้านทันที ทิ้งไว้เพียงชายผู้บาดเจ็บที่หยุดหอบอยู่ข้างผนังกำแพง
หลี่เซวียนอี้ผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะยืดตัวขึ้นอย่างคนเหนื่อย “เฮ้อ... สำเร็จไหมล่ะเหยาเหยา ข้าว่าข้าเล่นได้สมจริงทีเดียว”
“คุณหนู...ท่านจะฆ่าบ่าวให้หัวใจวายตายหรือเจ้าคะ!” เหยาเหยาร้องเสียงสั่น
ยังไม่ทันจะได้เถียงกันต่อ เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังเข้ามาใกล้ หลี่เซวียนอี้หันกลับไป เห็นชายผู้บาดเจ็บค่อยๆ พาร่างที่สั่นเทาเดินเข้ามาหา
ผ้าคลุมหน้าเลื่อนเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มสันกรามเด่น แต่ก็เพียงเสี้ยวหน้าส่วนหนึ่ง ชายคนนั้นมีแววตาเย็นสงบอย่างคนที่ไม่เห็นความสำคัญของชีวิตตนเองแล้ว ทั้งยามนี้พร่ามัวด้วยพิษบาดแผล ในมือถือบัญชีอยู่หลายเล่ม
“แม่นาง...” เขาเอ่ยเสียงต่ำ ทว่าเพียงเท่านั้นร่างสูงใหญ่ก็ทรุดลงตรงหน้าพวกนาง
“คุณหนู!” เหยาเหยาตกใจ
หลี่เซวียนอี้รีบก้าวเข้าไปพยุง แต่เลือดจากบาดแผลที่สีข้างของเขาเปื้อนมือของนางจนร้อนวาบ
“เจ็บถึงเพียงนี้ยังจะฝืนเดินมาอีก...คนผู้นี้โง่หรือไม่” นางพึมพำ ก่อนหันไปตะโกนเรียกผู้ตรวจการที่กำลังใกล้เข้ามา
ครู่ต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจการเมืองท่ารีบเข้ามาดูเหตุการณ์ ชายผู้บาดเจ็บถูกช่วยพาไปยังจวนใกล้ท่าเรือ ส่วนหลี่เซวียนอี้และเหยาเหยาก็ถูกซักถามอยู่ครู่หนึ่ง
“แม่นางมาจากต่างเมืองหรือ เห็นเหตุร้ายแล้วช่วยไว้...ถือว่ากล้าหาญนัก” ผู้ตรวจการหนุ่มพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม ลอบมองของที่ดูแล้วแทบจะเหมาตลาดถูกวางกองอยู่บนพื้น
“ข้าเพียงแค่...เล่นละครเท่านั้นเจ้าค่ะ” เซวียนอี้หัวเราะเบาๆ พลางปาดเหงื่อที่ขมับ “มิได้ตั้งใจจะช่วยงานพวกท่านแต่อย่างใด”
“ตลาดนี้สำหรับผู้มาเที่ยวชม แต่หากต้องการไปจุดที่พวกเราคนพื้นถิ่นไปกันก็ยังมีอีก หากแม่นางอยากชมของแปลก ต้องไปที่ตลาดน้ำกร่อยปลายท่า จะได้เห็นเรือสินค้าจากแดนใต้ลงของจากโพ้นทะเลก่อนผู้ใด”
“ขอบคุณท่านผู้ตรวจการเจ้าค่ะ ข้าคงแวะไปแน่” นางโค้งเล็กน้อย ก่อนจะลากเหยาเหยาให้รีบไป
เมื่อพ้นสายตาผู้คน เหยาเหยาก็ถามเสียงสั่น “คุณหนู ท่านไม่คิดจะถามเลยหรือว่าชายผู้นั้นเป็นใคร”
“ถามไปก็เท่านั้น เขาคงมีเรื่องของเขา ส่วนข้า...ยังต้องรีบไปตลาดน้ำกร่อยก่อนร้านค้าจะปิดกันหมด ไม่ได้ยินหรือว่สเป็นที่จับจ่ายของคนท้องที่นี้”
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ในใจนางกลับรู้สึกบางอย่างติดอยู่ในอก ไม่นานนักภาพชายแปลกหน้าที่ล้มลงต่อหน้าด้วย ก็มลายหายไปจากห้วงความคิดของคุณหนูที่ตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งรอบกายตน การพบเจอผู้คนหลากหลายสถานที่มากมายชิงพื้นที่ในความทรงจำไปเสียแล้ว
หลี่เซวียนอี้ไม่รู้เลยว่า ชายคนนั้นคือเจาจ้าวหลง รองเสนาบดีผู้มีอำนาจในราชสำนัก เขาจดจำสตรีน้อยผู้ร่ายรำท่าประหลาดกลางตรอกวันนั้นไว้ในใจ ราวกับลมหายใจหนึ่งที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก
จนกระทั่ง…หนึ่งปีต่อมาหลี่กงจานผู้เป็นบิดาของสองพี่น้องค้าขายผิดพลาด จึงสั่งวาดภาพบุตรสาวเพื่อหาคู่ ส่งนางไปให้ผู้อื่นดูแล ไม่ให้ต้องมาตกระกำลำบากสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ร่วมกันกับบิดาและพี่ชายใหญ่ของนาง นั่นทำให้เจาจ้าวหลงได้เห็นแม่นางน้อยที่ตรึงใจเขาเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง ‘หลี่เซวียนอี้’ อย่างไรเขาก็ต้องได้สตรีผู้นี้มาครอบครอง
บทพิเศษ 5ท้องฟ้ายามรุ่งสางเหนือหุบเขาฟ้ากระจ่างงดงามราวภาพวาดของจิตรกรสวรรค์ สายหมอกสีเงินบางเบาแผ่คลุมผืนป่าเขียวขจี ลำธารไหลพาดผ่านโขดหินประหนึ่งแพรไหมทอดยาว เสียงนกป่าขับขานท่วงทำนองรับเช้าใหม่ให้แผ่นดินทั้งผืนคึกคัก ท่ามกลางทัศนียภาพสวรรค์นั้น มีขบวนรถม้าสามคันเคลื่อนผ่านทางดินเล็กๆ ลัดเลาะสู่ด้านในหุบเขาของเมืองสุ่ยที่ตั้งอยู่ห่างไกล ม้านำหน้าสะบัดแผงคอพลิ้วสวย บ่งบอกถึงการดูแลอย่างดีของผู้เป็นนาย สองข้างทางมีชาวบ้านมาสอดส่องด้วยได้ยินข่าวลือว่าจะมีขุนนางชั้นสูงมาพักผ่อนผู้นำขบวนคือ เจาจ้าวหลงบุรุษผู้ได้รับการกล่าวขานทั่วแคว้นว่าเฉียบแหลม สงบนิ่ง และมีอำนาจบารมีเพียงพอให้คนทั้งราชสำนักต้องระมัดระวังถ้อยคำ ยิ่งหลังการเรียกตัวด่วนเมื่อปีก่อนอำนาจยิ่งมากล้น เขาสวมอาภรณ์สีครามปักลายเมฆทอง ดวงตาดูสงบแต่ซ่อนประกายเฉียบคม เส้นผมยาวดำขลับรวบด้วยปิ่นหยกอ่อน ยามควบม้าอย่างมั่นคง เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ที่ผ่านสมรภูมิการเมืองและงานราชการมานับไม่ถ้วน
บทพิเศษ 4คืนนี้ยาวนานจริงดังคาดการณ์ ช่วงที่ห่างฮูหยินผู้นี้เขาต้องอดทน อดกลั้นไว้เสียมากมาย แม้มีคนมาเสนอสตรีอื่นให้ใช้แก้ขัด เขาก็ไม่อาจปลดปล่อยร่วมหลับนอนได้ลง หากไม่ใช่หลี่เซวียนอี้ฮูหยินคนงามผู้นี้นั้น เพียงแค่ประกบปากมอบรสจูบให้ไป ความปรารถนาอันยากจะระงับก็ถือกำเนิดจึ้นในกายอย่างพุ่งพล่านการตักตวงดูดกินที่มูมมามทิ้งรอยแดงเป็นจ้ำๆ ในทุกตารางนิ้วที่เจาจ้าวหลงก้มลงไปขบเม้ม ยิ่งหลี่เซวียนอี้เองก็โหยหาสัมผัสของสามีอยู่ทุกคืนวัน จึงทำให้กายสาวที่เต่งตึงไม่เหลือความอายมาบดบัง มีแต่จะแอ่นยั่วให้แท่งหยกที่เฝ้าฝันถึงตั้งตรงพร้อมทำร่องรักของนางให้ปั่นป่วนเพียงแค่รสจูบ และการกอบกุมเต้าที่เต่งตึงอวบใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ด้วยร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นอวบอั๋นเต็มไม้เต็มมือหลังการมีบุตร ก็ทำให้เลือดในกายข
บทพิเศษ 3ลมราตรีพัดเอื่อย เสียงไผ่เสียดสีกันเบาๆ ราวเสียงลมหายใจแห่งค่ำคืนที่เงียบสงบ ในลานใหญ่ของ จวนรองเสนาบดีเจามีแสงจากโคมแขวนนับสิบส่องสว่างล้อมเรือนนอนของ ฮูหยินหลี่เซวียนอี้ หญิงสาววัยยี่สิบผู้เพิ่งผ่านการคลอดบุตรได้ไม่กี่เดือน ใบหน้าเรียวสวยมีร่องรอยอ่อนล้าจากการรอคอยสามีที่ออกไปทำงานตามนับสั่งที่เมืองเหนือมาเนิ่นนานคืนนี้...เหมือนทุกคืนที่ผ่านมา นางจุดตะเกียงรออยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปทางประตูใหญ่ที่เงียบงัน“เหยาเหยา ท่านพี่ไม่ส่งจดหมายหาข้ามาเดือนกว่าแล้ว...” เสียงหวานของนางแผ่วเบาแต่สั่นเครือ “…ข้าจะทำอย่างไรดี ไปตามคุณชายเจาที่จวนเล็กที เขาอาจได้จดหมายจากบิดา”เหยาเหยาสาวใช้คนสนิทรีบคุกเข่าลง “ฮูหยินเจ้าคะ คืนนี้ดึกมากแล้ว รอพรุ่งนี้เถิดเจ้าค่ะ ขืนออกไปตอนนี้คงโดนพวกทหารยามดุแน่”
บทพิเศษ 2ยามรุ่งสางของวันถัดมา แสงอรุณแรกสาดผ่านม่านโปร่งของเรือนใน กลิ่นยาจีนจางๆ ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง หลี่เซวียนอี้เพิ่งตื่นหลังจากหลับพักไปครึ่งคืน นางรู้สึกอ่อนแรงจนแทบขยับตัวไม่ได้ แต่เมื่อสายตาเหลือบเห็นผ้าอ้อมผืนเล็กที่วางอยู่ข้างหมอน ใบหน้างามก็คลี่ยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ฮูหยิน อย่าพยายามลุกเลยเจ้าค่ะ” เหยาเหยารีบเข้ามาประคองเมื่อเห็นนายหญิงพยายามยันตัวขึ้น “หมอตำแยกำชับไว้ ว่าท่านต้องพักให้มาก อย่าได้ฝืน”“ข้าเพียงอยากดูหน้านางอีกสักครั้ง” เซวียนอี้ตอบเสียงแผ่ว “เมื่อคืนยังไม่ทันได้ดูชัด...”เหยาเหยาหัวเราะเบาๆ แล้วชะเง้อมองออกไปทางเฉลียง “คุณชายใหญ่ก็ไม่ยอมวางมือให้แม่นมรับไปดูแลตั้งแต่ฟ้าสาง นางนอนอยู่ในอ้อมแขนคุณชายนั่นแหละเจ้าค่ะ จะให้ข้าไปเอามาให้หรือไม่เจ้าคะ”
บทพิเศษ 1แสงโคมแขวนนับร้อยส่องอร่ามไปทั่วลานใหญ่ของ จวนรองเสนาบดีเจา กลิ่นสุราและเสียงดนตรีแผ่วเบาดังขึ้นคลอบรรยากาศ เสียงหัวเราะของแขกผู้มาร่วมงานดังสอดรับไปทั่วเรือนหลวงอันโอ่อ่าที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองหลวงจวนแห่งนี้ในค่ำคืนนี้งามสง่าเกินกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นทั้งงานเลี้ยงฉลองความดีความชอบของรองเสนาบดีผู้มีผลงานใหญ่ และเป็นงานแสดงความยินดีต่อ ฮูหยินหลี่เซวียนอี้ ผู้ที่ได้รับพระราชทานตราตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อหลายเดือนก่อน ทว่ายังจัดงานไม่ได้ เพราะนางต้องการให้พี่ชายกลับมาร่วมฉลองพร้อมหน้าหลี่เซวียนอี้ในอาภรณ์ผ้าไหมสีอ่อนปักนายพระจันทร์ นั่งอยู่ข้างสามีบนแท่นรับรอง นางอุ้มท้องกลมโตจนขยับตัวลำบาก ใบหน้างามที่เคยขาวนวลบัดนี้มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้นตรงขมับ ทว่ารอยยิ้มของนางยังละมุนเช่นเดิม จ
บทที่ 17“ไม่เคยกลัวเลยเจ้าค่ะเรื่องนั้น กลัวจะไม่เป็นที่ต้องการของท่านพี่อีกต่อไปมากกว่า”“นั่นยิ่งไม่ควรกลัวอย่างยิ่ง จะบอกความลับให้อย่างหนึ่ง กับเซวียนอี้ข้าสู้ไม่ถอย แต่กับสตรีอื่นข้าไม่มีอารมณ์เอาเสียเลย”“อาจเว้นนางคณิกาผู้นั้นอีกคนก็ได้” หลี่เซวียนอี้เชิดหน้าขึ้น“คณิกาคนใด”“ทำเป็นลืมเลือน เมื่อครู่ท่านพี่ก็ยังกล่าวถึงมี่เจียอยู่หยกๆ”“จริงสิ” เจาจ้าวหลงลากเสียงแล้วก้มลงยิ้มตาพราว“มี่เจียกับข้าเคยมีเรื่องสัมพันธ์ชั่วคราวอย่างนั้นจริง ข้







