เข้าสู่ระบบ“แบ่งคนของกองทัพส่วนหนึ่งตระเวนรอบเมืองหลวงอย่าให้ขาด จัดสรรเวรยามให้ดี ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ” ฮ่องเต้เซียวลู่เสียนเอ่ยเสียงราบเรียบ ทว่าทอดมองพระอนุชาด้วยความอ่อนโยน
หลายปีมานี้มีจวิ้นอ๋องช่วยเหลืองานในกองทัพ พระองค์จึงวางใจลงหลายส่วน แคว้นหลินไร้สงครามมานาน แต่จู่ ๆ ช่วงหลังกลับมีคนก่อความวุ่นวาย ซึ่งยังสืบหาต้นสายปลายเหตุไม่พบ แล้วฮ่องเต้จะวางใจได้อย่างไร
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ฮองเฮาเสด็จ” เสียงขันทีประกาศขึ้นจากบริเวณหน้าตำหนักเฉียนชิง
“ให้นางเข้ามา” ฮ่องเต้หนุ่มระบายยิ้ม เขาไม่ได้พบหน้าดวงใจมาสามวันแล้ว เนื่องจากมัวแต่สะสางกองฎีกาและจัดการงานในราชสำนัก อาจเพราะฮองเฮาคะนึงหาพระสวามีกระมัง นางจึงมาหาด้วยตนเอง
ช่างเป็นภรรยาที่น่ารักจริง ๆ
ผู้คนต่างพูดไม่ขาดปาก ฮ่องเต้เซียวลู่เสียนเป็นรายแรกที่มีเพียงฮองเฮา สนมน้อยใหญ่ไม่เคยคิดรับมาเลย แม้ขุนนางร้องเรียนให้พยายามรวบรวมอำนาจสกุลต่าง ๆ พระองค์ก็รับสั่งเพียงว่า ‘หากฮ่องเต้พึ่งอำนาจจากสตรี แล้วจะเอาความสามารถใดปกครองแคว้น’
“ฝ่าบาท ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ทราบว่าพระองค์อยู่กับจวิ้นอ๋อง” หลี่ฮองเฮายิ้มหวานโดยไม่ลืมหันไปสำรวจพระอนุชาของฮ่องเต้เซียวลู่เสียนอย่างเป็นมิตร นับตั้งแต่นางรับปากกับท่านเทพทำภารกิจช่วยเหลือหญิงสาวแลกกับการอยู่ในโลกนิยายต่อ หลายปีมานี้ก็ไม่เห็นวี่แววสตรีหลงยุคสักราย วาสนาจวิ้นอ๋องจะได้อภิเษกสมรสเมื่อใดกัน
แต่ส่วนใหญ่นางมักอยู่ในวังหลัง แทบไม่ออกไปข้างนอกเลยด้วยซ้ำ จะให้พบเจอหญิงสาวหลงยุคย่อมเป็นไปได้ยากอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวจวิ้นอ๋องก็ไปแล้ว” ฮ่องเต้เซียวลู่เสียนใช้น้ำเสียงอ่อนพูดคุยกับหลี่ฮองเฮา ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ไม่เหมือนตอนเจรจากับจวิ้นอ๋องและขุนนางในราชสำนัก
เซียวโจวจงมองสลับระหว่างคู่รักแล้วระบายยิ้มมุมปาก เขาเองอีกไม่นานก็คงได้อภิเษกสมรสกับสตรีคู่ควร สักวันอาจรักนางได้กระมัง
“ฝ่าบาท ทรงไล่จวิ้นอ๋องได้อย่างไรเพคะ” หลี่ฮองเฮามองค้อนพระสวามี เพียงเท่านี้ฮ่องเต้เซียวลู่เสียนก็มิกล่าวสิ่งใดอีก เรียกได้ว่าเป็นโอรสสวรรค์ผู้เกรงกลัวภรรยาอย่างแท้จริง นั่งเงียบเม้มปากเป็นเส้นตรง ไม่หลงเหลือท่วงท่าองอาจน่ายำเกรงสักเศษเสี้ยวหนึ่ง
ฮองเฮาจึงถือโอกาสนี้ถามไถ่ชีวิตความเป็นอยู่ของจวิ้นอ๋อง เพราะตนเองยังมีภารกิจสำคัญ “ช่วงนี้จวิ้นอ๋องมีสตรีเข้ามาพัวพันหรือไม่”
เซียวโจวจงเลิกคิ้วขึ้นสูง ฮองเฮาไม่เคยเอ่ยถามเรื่องพวกนี้เลย หรืออีกฝ่ายเกิดความรู้สึกผิดในใจที่ในอดีตมิอาจให้ความรักแก่เขา จึงอยากช่วยเหลือด้านความรัก แต่สัญญาหมั้นหมายยังมีอยู่ อย่างไรสุดท้ายเขาก็ต้องอภิเษกสมรส นางไม่ควรคิดมากเลย
“เป็นสตรีที่อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายส่งมาเพราะอยากให้กระหม่อมเรียนรู้เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่พระชายาในอนาคตเท่านั้น ฮองเฮามิต้องกังวล กระหม่อมย่อมต้องทำตามสัญญาหมั้นหมายอย่างแน่นอน”
หลี่ฮองเฮาทอดถอนลมหายใจอย่างคิดหนัก หันไปพูดเสียงหวานกับฮ่องเต้เซียวลู่เสียน “ฝ่าบาท ยกเลิกสัญญานี้มิได้หรือเพคะ”
ฮ่องเต้เอ่ยอย่างลำบากใจ “ใช่ว่าจะยกเลิกไม่ได้ เพียงแต่ความสัมพันธ์อันดีงามอาจขาดสะบั้นลง เรื่องนี้ข้าไม่บีบบังคับจวิ้นอ๋อง ให้พระอนุชาตัดสินใจเอง” เซียวลู่เสียนช้อนตามองเซียวโจวจง “เจ้ายังมีข้าเคียงข้างเสมอ หากอยากยกเลิกสัญญาหมั้นก็จงบอกแก่ข้า แล้วเราจะร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป”
จวิ้นอ๋องยืนนิ่งครุ่นคิด หากยกเลิกการหมั้นหมาย ไม่ยอมอภิเษกสมรสตามสัญญา ด้วยการกระทำที่ผ่านมา อีกแคว้นคงตั้งตัวเป็นศัตรู เกิดสงคราม ผู้คนมากมายในแคว้นหลินย่อมเดือดร้อน ด้วยยศตำแหน่งของเขามิอาจกระทำตามใจ แค่เพียงอภิเษกสมรสมิใช่หรือ เดี๋ยวอยู่ไปสักวันคงรักกันเอง
“กระหม่อมยินดีทำตามสัญญาเดิมพ่ะย่ะค่ะ” เซียวโจวจงตอบน้ำเสียงหนักแน่น
หลังคำตอบนี้ จวิ้นอ๋องเอ่ยทูลลาฮ่องเต้เซียวลู่เสียนและหลี่ฮองเฮา ซึ่งมารดาแผ่นดินมองตามแผ่นหลังพระอนุชาฮ่องเต้ไม่ละสายตา เซียวลู่เสียนทนไม่ไหวอีกแล้ว ด้วยความคะนึงหา เขาจึงลุกจากที่นั่ง คว้าแขนภรรยาไปยังเตียง ทาบทับนางไว้ใต้ร่าง กดริมฝีปากบดจูบนางอย่างเร่าร้อน ครั้นร่างกายไร้ปราการขวางกั้น หยินหยางพลันสอดประสานอย่างวาบหวาม เสียงครวญครางกระเส่าจึงดังทั่วตำหนักเฉียนชิง
หลี่ฮองเฮาได้แต่บ่นในใจ เมื่อใดนางจะมีเวลาทำภารกิจ มัวแต่โดนฮ่องเต้บ้ากามปล้นสวาท และไม่รู้ตอนไหนเขาจะหยุดด้วย!
เหลียงจินนั่งเขียนแผนงานด้วยความตั้งใจทั้งวันจนพระอาทิตย์ตกดิน ในที่สุดก็เสร็จเรียบร้อยดี นางอยากเปิดร้านขายเสื้อผ้า เพราะตนเองเรียนจบด้านนี้มา แล้วยังมีประสบการณ์ออกแบบพร้อมกับทำขายมาแล้ว เพียงแต่ต้องประยุกต์สักหน่อย เพราะรูปแบบการสวมใส่ไม่เหมือนกัน
คอยดูเถิด อนาคตร้านของนางต้องโด่งดังมากที่สุดในเมืองหลวง!
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ชิงชิงเก็บของชิ้นนี้มาจากใต้ต้นดอกท้อ ช่างแปลกประหลาดนัก มันเรืองแสงได้ด้วย ตอนชิงชิงหยิบขึ้นมายังมีเสียงบอกว่าให้นำมามอบแก่คุณหนู”
ชิงชิงวิ่งหน้าตาตื่นพร้อมกับถือของบางอย่างเข้าไปในห้องแล้วยื่นให้ผู้เป็นนาย เหลียงจินรับมาแล้วพินิจมอง มันคือโคมไฟขนาดพอประมาณ รูปร่างกลมมีฐานตั้ง แต่เล็กกว่าขนาดที่ผู้คนใช้งานทั่วไป
มันคืออะไรนะ ของวิเศษหรือ?
เหลียงจินใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพระสวามีหลายปีแล้ว นางคลอดบุตรให้เขารวมสามคน คนแรกเป็นบุตรชาย ปีนี้อายุห้าขวบ มีนามว่า เซียวฉายหยง ส่วนบุตรคนเล็กเป็นเด็กแฝด อายุยังไม่ถึงขวบ ระยะนี้เข้าสู่ช่วงฝึกคลาน ส่วนนามของบุตรสาวฝาแฝด คนแรก เซียวปู้หวิน คนสอง เซียวเสี่ยวอิ๋ว วันนี้เมืองหลวงจัดงานเทศกาลโคมไฟ จวิ้นอ๋องเซียวโจวจงจึงพานางและลูก ๆ ออกมาล่องเรือสำราญ ซึ่งเป็นลำเดียวกับค่ำคืนเร่าร้อนเมื่อหลายปีก่อน ทว่าเหลียงจินมิอาจลบเลือนภาพเหล่านั้นจากใจแม้เพียงชั่วครู่ บนชั้นสองของเรือถูกจัดวางตั่งนิ่มเอาไว้ ขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับบิดามารดาและลูกอีกสามคน ซึ่งครอบครัวนั่งเล่นด้วยกัน ดวงตาทอดชมทิวทัศน์รอบเมืองยามล่องเรือออกไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นหลักและเส้นรองถูกประดับตกแต่งโคมไฟหลากสี มองดูแล้วช่างมีชีวิตชีวา เซียวฉายหยงชี้นิ้วสั้นป้อมให้น้องสาวฝาแฝดมองดูความสวยงาม ซึ่งเซียวปู้หวินและเซียวเสี่ยวอิ๋งร้องอ้อแอ้ พยายามปีนป่ายบิดาเพื่อชะเง้อคอมองตามนิ้วคนเป็นพี่ เซียวโจวจงอุ้มบุตรสาวทั้งสองด้วยวงแขนคนละฝั่ง ฝาแฝดดีใจมากจึงขยับโยกกาย ทั้งยังส่งเสียงเรียก “มะ...
กลางดึกเงียบสงัด ภายในเรือนนอน สองร่างกอดกันหลับใหล ทว่าเหลียงจินเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ยามนี้เบื้องหน้านางมืดดำ รอบกายเต็มไปด้วยไอหมอกบดบังทัศนียภาพ หญิงสาวหรี่ตา พยายามปรับตัวให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ จวบจนสามารถปรับสภาพตาได้แล้ว ไอหมอกพลันจางหายไป ตรงหน้าปรากฏร่างหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งก็คือร่างของตนเองในยุคปัจจุบัน อีกฝ่ายกำลังจ้องมองมา เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าคือเหลียงจินตัวจริง เพียงแต่ตอนกระโดดน้ำจบชีวิต วิญญาณก็เข้าไปอยู่ร่างเจ้า” “เช่นนั้นเจ้าก็เป็นหลิวอี้ถงแล้ว” เอ่ยยิ้มแย้ม นึกไม่ถึงว่าเหลียงจินตัวจริงมีโอกาสไปใช้ชีวิตในโลกที่นางจากมาด้วย ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสหญิงสองคนมีชีวิตใหม่ “ใช่ ข้าชอบตอนเป็นหลิวอี้ถงมากกว่าเหลียงจินอีก มีอย่างที่ไหนถูกบิดาขายออกมา ต้องไปบำเรอใครก็ไม่รู้ ข้าจึงเลือกกระโดดน้ำอย่างไรเล่า” ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมาน้ำเสียงหดหู่ ชีวิตของตนอาภัพ ใครจะอยากเป็นหญิงไร้ค่าของบุรุษอื่น ในเมื่อมารดาแสนดีสิ้นชีพ ขอตายตามท่านจะดีกว่า ทว่าสวรรค์เมตตายอมมอบโอกาส จึงมีชีวิตใหม่ในโลกอนาคต แม้ใช้เวลาปรับตัวนาน แต่พา
เหลียงจินตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนแล้ว หน้าท้องนางยามนี้เรียกว่ากลมนูนเด่นชัดยิ่ง เมื่อส่องคันฉ่อง หญิงสาวทอดถอนลมหายใจออกมา การเปลี่ยนแปลงรูปร่างน่ากลัวเกินไป ใบหน้ามีน้ำมีนวลขึ้น แขนขาอวบอิ่ม ยิ่งเดินก็รู้สึกอุ้ยอ้าย ไม่รู้ว่าหลังคลอดบุตรแล้วจะกลับเป็นแบบเดิมหรือไม่ เดิมทีนางทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แต่อารมณ์ระยะหลังเริ่มไม่คงที่ ย่อมคิดมากเกี่ยวกับรูปร่าง อีกอย่างเพราะนางตั้งครรภ์ จวิ้นอ๋องเซียวโจวจงไม่อนุญาตให้ไปทำงานที่ร้านอาภรณ์อีก การอยู่ในจวนค่อนข้างอุดอู้ไม่น้อย แต่ยังดีที่ทุก ๆ วันจะมีคนนำบัญชีร้านมาให้ตรวจ จึงไม่รู้สึกว่างงานจนเกินไป ตอนนี้นางกำลังนั่งบนเบาะรองนั่งอ่อนนุ่มทำจากขนจิ้งจอกชั้นดี ซึ่งพระสวามีเป็นคนสั่งทำพิเศษ โต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้ามีบัญชีร้านเหลียงจิน มือข้างหนึ่งดีดลูกคิด ส่วนอีกข้างก็เปิดแผ่นกระดาษตรวจความถูกต้อง กิจการร้านเหลียงจินทำกำไรได้มากมาย ยิ่งนับตั้งแต่ลองเปิดส่วนเสื้อผ้าบุรุษและเด็กยอดขายก็เพิ่มขึ้น และผู้คนในเมืองหลวงแคว้นหลินยังปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ กล้าเดินเข้าร้านเสื้อผ้ารวมทั้งบุรุษแ
เซียวโจวจงไม่รั้งรอใคร เมื่อได้ยินว่าเหลียงจินอยู่สมาคมการค้าก็ตรงไปที่นั่นทันที แม้ว่ามีองครักษ์เงาคอยคุ้มครองความปลอดภัยพระชายาจวิ้นอ๋องก็ตาม เขามีความทรงจำไม่ดีกับที่แห่งนั้น บุรุษคนแรกคือพานเจียฮ่าว มองครั้งเดียวก็รู้ว่าสนใจในตัวเหลียงจิน แม้ภายหลังช่วงนี้เปลี่ยนไปสนใจหยางเมี่ยนถังแล้วก็ตาม ส่วนเถ้าแก่วัยกลางคนคือที่สอง อีกฝ่ายคิดฉุดเหลียงจินไปทำมิดีมิร้าย หากเขาไปช้ากว่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น ไม่อยากจินตนาการสักนิด นอกจากคนเหล่านี้แล้ว หากบุรุษอื่นชื่นชมความงามเหลียงจินดวงตาเปล่งประกายเล่า ไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องแอบไปดูเสียหน่อย หากใครเกินเลย เดี๋ยวจะจับคนผู้นั้นไปทรมานให้สาสม! เมื่อเซียวโจวจงมาถึงสมาคมการค้า เขาเห็นว่าเหลียงจินยืนแหงนคอคุยกับพานเจียฮ่าว นางฉีกยิ้มสดใสมาก ยามนี้รู้สึกว่าตนเองกำลังไหน้ำส้มแตกส่งกลิ่นเปรี้ยว ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบริเวณ จวิ้นอ๋องไม่ลังเลก้าวเข้าไปหาเหลียงจิน ดึงนางเข้ามากอดแสดงความเป็นเจ้าของ “ท่านอ๋อง ปล่อยเพคะ” เหลียงจินย่นคิ้ว ไม่เข้าใจการกระทำของพระสวามีแม้แต่น้อย ตรงนี้คือหน้าสมาคมการค้า
ตำหนักเฉียนชิงเกิดเสียงหัวเราะดังสนั่นทั่วบริเวณจากฮ่องเต้เซียวลู่เสียนโดยมีหลี่ฮองเฮานั่งเขย่าพระสวามีตนเอง พระองค์ควรรักษาหน้าจวิ้นอ๋องเซียวโจวจงบ้าง ด้วยเหตุผลการขบขันครั้งนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องสุดท้ายจวิ้นอ๋องก็อภิเษกสมรสกับองค์หญิงแคว้นหมิงอยู่ดี ครั้นเห็นว่าฮ่องเต้ไม่หยุดทรงพระสรวลเสียที ฮองเฮาจึงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้ออีกฝ่าย จัดการหยิกแขนเต็มแรง “โอ๊ย” เซียวลู่เสียนสูดปากเสียงหลง จากหัวเราะกลับน้ำตาคลอหน่วยแทน แต่คนทำร้ายเขาคือดวงใจ มิอาจทำโทษนางหรอก ฮ่องเต้หนุ่มเอียงหน้าหาภรรยา ก้มหอมแก้มเนียนฟอดหนึ่ง “ฝ่าบาท” หลี่เฟินเยว่ถลึงตาใส่พระสวามี ยามนี้ในตำหนักไม่ได้อยู่กันตามลำพัง ทว่ายังมีจวิ้นอ๋องเซียวโจวจงด้วย เขาช่างไร้ยางอายจริง ๆ ถึงขั้นกล้าหอมแก้มนางต่อหน้าพระญาติแล้ว! มุมปากเซียวโจวจงพลันโค้งขึ้น เห็นฮ่องเต้และฮองเฮารักใคร่กันดี ตัวเขาพลอยสุขใจไปด้วย “ขอบพระทัยฝ่าบาทและฮองเฮาที่สนับสนุนกระหม่อมมาโดยตลอด” จวิ้นอ๋องประสานมือคารวะทั้งสองพระองค์ด้วยความเคารพ ประการแรก หลี่ฮองเฮาช่วยเหลือแก
“ดื่มสุรามงคลกันนะ” “เพคะ” เหลียงจินตอบรับคำเสียงหวาน แขนคู่รักเกี่ยวกอดกัน โน้มใบหน้าดื่มสุรามงคลเชื่องช้า ลิ้มรสความหวานในปาก เมื่อกินหมดแล้วค่อยวางจอกไว้บนโต๊ะข้างเตียง เซียวโจวจงไม่รอช้า เขาเชยคางหญิงสาวขึ้นมา โน้มลงจุมพิตอย่างดุดันครั้งหนึ่ง เหลียงจินหลับตาพริ้ม ยอมให้เขาจูบแต่โดยดี รสจูบพระสวามีครานี้ดีมาก บวกกับรสชาติสุรามงคล ทำให้รู้สึกหวานล้ำยิ่งนัก ยามถูกเขาจูบ ร่างกายอีกฝ่ายพลันบดเบียดเข้าหา โอบประคองนางจนเอนแผ่นหลังบนเตียงนุ่มซึ่งมีกลีบดอกเหมยกุ้ยกำลังส่งกลิ่นหอมอบอวล กระตุ้นอารมณ์วาบหวามได้ดีทีเดียว และเหลียงจินเพิ่งกระจ่างว่าพระสวามีร้ายกาจเมื่ออาภรณ์หลุดออกจากร่างกายเมื่อใดก็ไม่รู้ ดูเหมือนเขาจะชำนาญเรื่องบนเตียงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก ไปเอาวิธีการเช่นนี้มาจากที่ใด! มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการศึกมิใช่หรือ เซียวโจวจงจุมพิตเหลียงจินเนิ่นนาน กว่าจะยอมถอนออกมาก็เห็นว่าริมฝีปากนางบวมเจ่อเล็กน้อย “พระชายา ข้าขอเข้าไปในตัวเจ้าได้หรือไม่” แววตาจวิ้นอ๋องเปล่งประกายแพรวพราว นิ้วหยาบกร้านกรีดลงบนกลีบก







