LOGINเซียวโจวจงกำมือแน่น ความคิดหลายอย่างตีกันจนยุ่งวุ่นวายในหัว เหลียงจินเป็นสตรีคนแรกที่กล้าขอเขามากมาย ซึ่งนางเป็นแค่เพียงสตรีอุ่นเตียง มิได้มีตำแหน่งใดในจวน
หากเป็นพระชายาจวิ้นอ๋องก็ว่าไปอย่าง อาจพิจารณาง่ายกว่านี้ ถ้าให้ยืมเงินแล้ว สุดท้ายกิจการล้มเหลวไม่เป็นท่า มิใช่ว่าต้องสูญเสียเงินเปล่าเลยหรืออย่างไร อีกอย่าง...นางไม่สลักสำคัญในหัวใจเขาสักนิด
“หม่อมฉันจะขัดผิวกายให้ท่านอ๋องเพคะ”
ครั้นการร้องขอไม่เป็นผล เหลียงจินจึงทำหน้าที่ของตนเองให้เสร็จลุล่วง ชะตาชีวิตถูกลิขิตเช่นนี้แล้ว มิอาจหลีกหนี
หญิงสาวเดินเข้าใกล้ขอบสระ หยิบผ้าผืนเดิมมาถือไว้แล้วเริ่มไล่ขัดร่างกายให้จวิ้นอ๋อง น้ำหนักมือสลับเบาและหนัก อากัปกิริยาของสตรีตัวเล็กอยู่ในสายตาคมตลอดเวลา มีหรือจะมองไม่ออกว่านางกำลังต่อว่าเขาในใจ
“เจ้ากำลังต่อว่าข้า”
“…” เขามีวิชาอ่านใจคนหรือ!
เหลียงจินไม่ตอบ ตั้งใจใช้ผ้าขัดผิวแก่เขา เพราะส่วนสูงที่แตกต่าง กอปรกับขนาดของสระ ไหล่ของนางเลยผิวน้ำมาเพียงนิดเดียวเท่านั้น และน้ำใสมาก นางจึงมองเห็นอกแกร่งกำยำและกล้ามหน้าท้องเรียงตัวสวยอย่างชัดเจน
สรุปแล้วตอนนี้นางทะลุมิติเข้ามาช่วงไหนของนิยายกันแน่ เพราะในหัวมืดบอดทุกทาง การใช้ชีวิตในโลกนิยายจึงค่อนข้างลำบาก มิอาจล่วงรู้ชะตาชีวิตตนเอง
“ทำการค้าไม่ควรขาดทุน ดังนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าเขียนแผนงานมาเสนอ หากข้าพิจารณาแล้วว่าเหมาะสม จะยอมให้ยืมเงิน”
“…” เหลียงจินชะงักมือที่กำลังขัดผิวกายจวิ้นอ๋องเซียวโจวจง ด้วยความดีใจทำให้นางเงยหน้าขึ้นไปสบสายตาเขา นัยน์ตาเจือรอยยิ้มสดใส ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายยังไม่รับปาก แต่เส้นทางข้างหน้าและความฝันของนางยังมีความหวัง
“ยิ้มอะไรของเจ้า” เซียวโจวจงยื่นมือดีดหน้าผากเหลียงจินครั้งหนึ่ง
“โอ๊ย” หญิงสาวยกมือลูบหน้าผากตนเองพร้อมกับมองค้อนจวิ้นอ๋อง อะไรของเขา แค่ยิ้มก็ผิด ชีวิตคนเราจะมีแค่ความเครียดหรืออย่างไร หากเผชิญกับเรื่องเลวร้ายก็ให้ปล่อยมันไปแล้วยิ้มสู้กับทุกอย่างก็พอ
คิดเช่นนี้เหลียงจินจึงยิ้มอกมา เป็นรอยยิ้มที่สามารถสะกดใจบุรุษได้หลายคน ไม่เว้นแม้กระทั่งเซียวโจวจง เขาเผลอมองอย่างตกในภวังค์ แต่แค่เพียงไม่นาน สุดท้ายก็ทำท่าทางฟึดฟัดโมโหกลบเกลื่อนแล้วเดินขึ้นจากสระน้ำ
เป็นอีกครั้งที่หญิงอุ่นเตียงเบิกตากว้าง เพราะจวิ้นอ๋องมิได้ส่วมใส่อาภรณ์ ยามเขาลุกออกจากสระน้ำจึงมองเห็นแท่งเนื้อกลางกาย มันกำลังห้อยไปมาตามจังหวะการเดิน กล้าเปิดให้เห็น นางก็กล้าดู! ใหญ่ยาวอวบอ้วนแบบนี้จะหาจากไหนได้อีก
“เอาแต่มองอยู่ได้” เซียวโจวจงเดินไปยังฉากกั้น หยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่อย่างลวก ๆ “เดี๋ยวข้าให้สาวรับใช้สองคนไปส่งเจ้าที่เรือน”
“ท่านอ๋อง ชิงชิงเป็นสาวรับใช้ของหม่อมฉัน ติดตามมาจากบ้านเดิม ให้นางมาอยู่ที่นี่ได้หรือไม่เพคะ”
นอกจากชีวิตของเหลียงจินน่าสงสารแล้ว สาวรับใช้น่าสงสารกว่า แม้ผู้เป็นนายตกต่ำแต่ก็ยังจงรักภักดี ยอมปรนนิบัติรับใช้โดยไม่เกี่ยงสักนิดเดียว เช่นนี้จะกล้าทิ้งลงได้อย่างไร
เซียวโจวจงเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ป่านนี้นางรอที่เรือนแล้วกระมัง” พูดจบก็เดินออกจากห้องอาบน้ำตรงไปยังเรือนนอนของตนเองซึ่งเชื่อมติดกัน
คล้อยหลังจวิ้นอ๋อง สาวรับใช้สองคนรู้งานจึงเข้ามาดูแลเหลียงจิน พร้อมกับนำอาภรณ์ตัวใหม่ให้ผลัดเปลี่ยน ซึ่งสตรีตัวเล็กยอมขึ้นจากสระน้ำแต่โดยดีแล้วรับเสื้อมาเปลี่ยนหลังฉากกั้น เมื่อเรียบร้อยค่อยติดตามพี่สาวแสนสวยไปยังเรือนของตนเอง
เมื่อเดินตามทางในจวน ยามสายลมหอบพัดโชยผ่านมาระลอกหนึ่ง นางเห็นว่ารอบด้านมีต้นดอกท้อปลูกเรียงราย จวนอันอึมครึมของจวิ้นอ๋องจึงดูมีชีวิตชีวา และเมื่อก้าวไปเรื่อย ๆ สักพักจนผ่านประตูวงศ์พระจันทร์ สาวรับใช้ทั้งสองคนจึงแนะนำว่าเรือนหลังนี้มีชื่อว่าฟางเจา พร้อมกับแนะนำตัว พี่สาวคนแรกนามว่าอี้เจีย ส่วนคนหลังนามว่าจื่อเถียน ทั้งคู่อายุยี่สิบปีแล้ว ก่อนจากไปยังยื่นมือมาลูบศีรษะนางครั้งหนึ่งอีกด้วย ซึ่งเหลียงจินใช้รอยยิ้มอันจริงใจตอบแทนกลับ
วันนี้เหลียงจินและชิงชิงช่วยกันจัดของในเรือน ผู้เป็นนายใช้สองมือเก็บของเข้าที่ ปากก็อธิบายสาวรับใช้คนสนิทเกี่ยวกับเรื่องของตนเองและจวิ้นอ๋อง บอกว่ายามนี้มีสถานะเป็นสตรีอุ่นเตียงของเชื้อพระวงศ์ มิอาจหลีกหนีได้ตามใจ กฎของการใช้ชีวิตในยุคโบราณก็แบบนี้ ต้องเกรงกลัวอำนาจผู้มียศสูง
ภายในวังหลวงที่ไม่เงียบสงบวันต่อมา จวิ้นอ๋องถูกเรียกเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน เพราะกลุ่มคนก่อความวุ่นวาย ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน จับมาได้เท่าใด แม้ไต่สวนรีดเค้นเอาความจริงออกจากปาก พวกมันไม่มีใครยอมรับ ล้วนสละชีพแต่โดยดี ช่างมีความจงรักภักดีเสียจริง
“กระหม่อมจะพยายามจับพวกมันอีกพ่ะย่ะค่ะ รวมถึงจะสาวไปถึงต้นตอให้ได้”
ยามนี้ยังคาดเดาไม่ได้เลยว่าผู้อยู่เบื้องหลังมีจุดประสงค์ใด ราชกิจของพระเชษฐารัดตัวนัก หากพอช่วยเหลือพระองค์ได้ เขาย่อมยินดี
เหลียงจินใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพระสวามีหลายปีแล้ว นางคลอดบุตรให้เขารวมสามคน คนแรกเป็นบุตรชาย ปีนี้อายุห้าขวบ มีนามว่า เซียวฉายหยง ส่วนบุตรคนเล็กเป็นเด็กแฝด อายุยังไม่ถึงขวบ ระยะนี้เข้าสู่ช่วงฝึกคลาน ส่วนนามของบุตรสาวฝาแฝด คนแรก เซียวปู้หวิน คนสอง เซียวเสี่ยวอิ๋ว วันนี้เมืองหลวงจัดงานเทศกาลโคมไฟ จวิ้นอ๋องเซียวโจวจงจึงพานางและลูก ๆ ออกมาล่องเรือสำราญ ซึ่งเป็นลำเดียวกับค่ำคืนเร่าร้อนเมื่อหลายปีก่อน ทว่าเหลียงจินมิอาจลบเลือนภาพเหล่านั้นจากใจแม้เพียงชั่วครู่ บนชั้นสองของเรือถูกจัดวางตั่งนิ่มเอาไว้ ขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับบิดามารดาและลูกอีกสามคน ซึ่งครอบครัวนั่งเล่นด้วยกัน ดวงตาทอดชมทิวทัศน์รอบเมืองยามล่องเรือออกไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นหลักและเส้นรองถูกประดับตกแต่งโคมไฟหลากสี มองดูแล้วช่างมีชีวิตชีวา เซียวฉายหยงชี้นิ้วสั้นป้อมให้น้องสาวฝาแฝดมองดูความสวยงาม ซึ่งเซียวปู้หวินและเซียวเสี่ยวอิ๋งร้องอ้อแอ้ พยายามปีนป่ายบิดาเพื่อชะเง้อคอมองตามนิ้วคนเป็นพี่ เซียวโจวจงอุ้มบุตรสาวทั้งสองด้วยวงแขนคนละฝั่ง ฝาแฝดดีใจมากจึงขยับโยกกาย ทั้งยังส่งเสียงเรียก “มะ...
กลางดึกเงียบสงัด ภายในเรือนนอน สองร่างกอดกันหลับใหล ทว่าเหลียงจินเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ยามนี้เบื้องหน้านางมืดดำ รอบกายเต็มไปด้วยไอหมอกบดบังทัศนียภาพ หญิงสาวหรี่ตา พยายามปรับตัวให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ จวบจนสามารถปรับสภาพตาได้แล้ว ไอหมอกพลันจางหายไป ตรงหน้าปรากฏร่างหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งก็คือร่างของตนเองในยุคปัจจุบัน อีกฝ่ายกำลังจ้องมองมา เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าคือเหลียงจินตัวจริง เพียงแต่ตอนกระโดดน้ำจบชีวิต วิญญาณก็เข้าไปอยู่ร่างเจ้า” “เช่นนั้นเจ้าก็เป็นหลิวอี้ถงแล้ว” เอ่ยยิ้มแย้ม นึกไม่ถึงว่าเหลียงจินตัวจริงมีโอกาสไปใช้ชีวิตในโลกที่นางจากมาด้วย ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสหญิงสองคนมีชีวิตใหม่ “ใช่ ข้าชอบตอนเป็นหลิวอี้ถงมากกว่าเหลียงจินอีก มีอย่างที่ไหนถูกบิดาขายออกมา ต้องไปบำเรอใครก็ไม่รู้ ข้าจึงเลือกกระโดดน้ำอย่างไรเล่า” ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมาน้ำเสียงหดหู่ ชีวิตของตนอาภัพ ใครจะอยากเป็นหญิงไร้ค่าของบุรุษอื่น ในเมื่อมารดาแสนดีสิ้นชีพ ขอตายตามท่านจะดีกว่า ทว่าสวรรค์เมตตายอมมอบโอกาส จึงมีชีวิตใหม่ในโลกอนาคต แม้ใช้เวลาปรับตัวนาน แต่พา
เหลียงจินตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนแล้ว หน้าท้องนางยามนี้เรียกว่ากลมนูนเด่นชัดยิ่ง เมื่อส่องคันฉ่อง หญิงสาวทอดถอนลมหายใจออกมา การเปลี่ยนแปลงรูปร่างน่ากลัวเกินไป ใบหน้ามีน้ำมีนวลขึ้น แขนขาอวบอิ่ม ยิ่งเดินก็รู้สึกอุ้ยอ้าย ไม่รู้ว่าหลังคลอดบุตรแล้วจะกลับเป็นแบบเดิมหรือไม่ เดิมทีนางทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แต่อารมณ์ระยะหลังเริ่มไม่คงที่ ย่อมคิดมากเกี่ยวกับรูปร่าง อีกอย่างเพราะนางตั้งครรภ์ จวิ้นอ๋องเซียวโจวจงไม่อนุญาตให้ไปทำงานที่ร้านอาภรณ์อีก การอยู่ในจวนค่อนข้างอุดอู้ไม่น้อย แต่ยังดีที่ทุก ๆ วันจะมีคนนำบัญชีร้านมาให้ตรวจ จึงไม่รู้สึกว่างงานจนเกินไป ตอนนี้นางกำลังนั่งบนเบาะรองนั่งอ่อนนุ่มทำจากขนจิ้งจอกชั้นดี ซึ่งพระสวามีเป็นคนสั่งทำพิเศษ โต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้ามีบัญชีร้านเหลียงจิน มือข้างหนึ่งดีดลูกคิด ส่วนอีกข้างก็เปิดแผ่นกระดาษตรวจความถูกต้อง กิจการร้านเหลียงจินทำกำไรได้มากมาย ยิ่งนับตั้งแต่ลองเปิดส่วนเสื้อผ้าบุรุษและเด็กยอดขายก็เพิ่มขึ้น และผู้คนในเมืองหลวงแคว้นหลินยังปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ กล้าเดินเข้าร้านเสื้อผ้ารวมทั้งบุรุษแ
เซียวโจวจงไม่รั้งรอใคร เมื่อได้ยินว่าเหลียงจินอยู่สมาคมการค้าก็ตรงไปที่นั่นทันที แม้ว่ามีองครักษ์เงาคอยคุ้มครองความปลอดภัยพระชายาจวิ้นอ๋องก็ตาม เขามีความทรงจำไม่ดีกับที่แห่งนั้น บุรุษคนแรกคือพานเจียฮ่าว มองครั้งเดียวก็รู้ว่าสนใจในตัวเหลียงจิน แม้ภายหลังช่วงนี้เปลี่ยนไปสนใจหยางเมี่ยนถังแล้วก็ตาม ส่วนเถ้าแก่วัยกลางคนคือที่สอง อีกฝ่ายคิดฉุดเหลียงจินไปทำมิดีมิร้าย หากเขาไปช้ากว่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น ไม่อยากจินตนาการสักนิด นอกจากคนเหล่านี้แล้ว หากบุรุษอื่นชื่นชมความงามเหลียงจินดวงตาเปล่งประกายเล่า ไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องแอบไปดูเสียหน่อย หากใครเกินเลย เดี๋ยวจะจับคนผู้นั้นไปทรมานให้สาสม! เมื่อเซียวโจวจงมาถึงสมาคมการค้า เขาเห็นว่าเหลียงจินยืนแหงนคอคุยกับพานเจียฮ่าว นางฉีกยิ้มสดใสมาก ยามนี้รู้สึกว่าตนเองกำลังไหน้ำส้มแตกส่งกลิ่นเปรี้ยว ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบริเวณ จวิ้นอ๋องไม่ลังเลก้าวเข้าไปหาเหลียงจิน ดึงนางเข้ามากอดแสดงความเป็นเจ้าของ “ท่านอ๋อง ปล่อยเพคะ” เหลียงจินย่นคิ้ว ไม่เข้าใจการกระทำของพระสวามีแม้แต่น้อย ตรงนี้คือหน้าสมาคมการค้า
ตำหนักเฉียนชิงเกิดเสียงหัวเราะดังสนั่นทั่วบริเวณจากฮ่องเต้เซียวลู่เสียนโดยมีหลี่ฮองเฮานั่งเขย่าพระสวามีตนเอง พระองค์ควรรักษาหน้าจวิ้นอ๋องเซียวโจวจงบ้าง ด้วยเหตุผลการขบขันครั้งนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องสุดท้ายจวิ้นอ๋องก็อภิเษกสมรสกับองค์หญิงแคว้นหมิงอยู่ดี ครั้นเห็นว่าฮ่องเต้ไม่หยุดทรงพระสรวลเสียที ฮองเฮาจึงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้ออีกฝ่าย จัดการหยิกแขนเต็มแรง “โอ๊ย” เซียวลู่เสียนสูดปากเสียงหลง จากหัวเราะกลับน้ำตาคลอหน่วยแทน แต่คนทำร้ายเขาคือดวงใจ มิอาจทำโทษนางหรอก ฮ่องเต้หนุ่มเอียงหน้าหาภรรยา ก้มหอมแก้มเนียนฟอดหนึ่ง “ฝ่าบาท” หลี่เฟินเยว่ถลึงตาใส่พระสวามี ยามนี้ในตำหนักไม่ได้อยู่กันตามลำพัง ทว่ายังมีจวิ้นอ๋องเซียวโจวจงด้วย เขาช่างไร้ยางอายจริง ๆ ถึงขั้นกล้าหอมแก้มนางต่อหน้าพระญาติแล้ว! มุมปากเซียวโจวจงพลันโค้งขึ้น เห็นฮ่องเต้และฮองเฮารักใคร่กันดี ตัวเขาพลอยสุขใจไปด้วย “ขอบพระทัยฝ่าบาทและฮองเฮาที่สนับสนุนกระหม่อมมาโดยตลอด” จวิ้นอ๋องประสานมือคารวะทั้งสองพระองค์ด้วยความเคารพ ประการแรก หลี่ฮองเฮาช่วยเหลือแก
“ดื่มสุรามงคลกันนะ” “เพคะ” เหลียงจินตอบรับคำเสียงหวาน แขนคู่รักเกี่ยวกอดกัน โน้มใบหน้าดื่มสุรามงคลเชื่องช้า ลิ้มรสความหวานในปาก เมื่อกินหมดแล้วค่อยวางจอกไว้บนโต๊ะข้างเตียง เซียวโจวจงไม่รอช้า เขาเชยคางหญิงสาวขึ้นมา โน้มลงจุมพิตอย่างดุดันครั้งหนึ่ง เหลียงจินหลับตาพริ้ม ยอมให้เขาจูบแต่โดยดี รสจูบพระสวามีครานี้ดีมาก บวกกับรสชาติสุรามงคล ทำให้รู้สึกหวานล้ำยิ่งนัก ยามถูกเขาจูบ ร่างกายอีกฝ่ายพลันบดเบียดเข้าหา โอบประคองนางจนเอนแผ่นหลังบนเตียงนุ่มซึ่งมีกลีบดอกเหมยกุ้ยกำลังส่งกลิ่นหอมอบอวล กระตุ้นอารมณ์วาบหวามได้ดีทีเดียว และเหลียงจินเพิ่งกระจ่างว่าพระสวามีร้ายกาจเมื่ออาภรณ์หลุดออกจากร่างกายเมื่อใดก็ไม่รู้ ดูเหมือนเขาจะชำนาญเรื่องบนเตียงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก ไปเอาวิธีการเช่นนี้มาจากที่ใด! มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการศึกมิใช่หรือ เซียวโจวจงจุมพิตเหลียงจินเนิ่นนาน กว่าจะยอมถอนออกมาก็เห็นว่าริมฝีปากนางบวมเจ่อเล็กน้อย “พระชายา ข้าขอเข้าไปในตัวเจ้าได้หรือไม่” แววตาจวิ้นอ๋องเปล่งประกายแพรวพราว นิ้วหยาบกร้านกรีดลงบนกลีบก







