مشاركة

บทที่ 5 เผา

last update تاريخ النشر: 2026-06-15 14:22:36

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือนของเสิ่นเจี๋ยนั้นไม่น้อยเลย ทำเอาพวกเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเกือบตลอดทั้งคืน ช่างแตกต่างจากเรือนท้ายจวนของเสิ่นเย่บุตรชายคนรองเป็นอย่างมาก เสิ่นหนิงหนิงยังคงนอนหลับเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน ส่วนท่านพ่อท่านแม่ของนางก็ไม่กล้าไปช่วยเพราะถูกนางห้ามปรามเอาไว้

เฉินซื่อดูแก่ขึ้นไปหลายสิบปีเมื่อได้ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้นที่เรือนของบุตรชายอันเป็นที่รัก อีกทั้งยังรำคาญตาแก่เสิ่นเหวยที่วันๆ เอาแต่ร้องไห้โวยวายไม่หยุดอีกด้วย

เพราะเหตุการณ์นี้ทำเอาเฉินซื่อถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ส่วนเสิ่นเจี๋ยและอู่ซื่อก็ต้องไปเบียดเสียดอยู่อาศัยกับบุตรชายบุตรสาวของตนจนกว่าเรือนพักของตนจะซ่อมแล้วเสร็จ เรื่องเก่ายังไม่ทันแก้ปัญหาแล้วเสร็จ เรื่องใหม่ก็ตามมาไม่หยุดหย่อน

เฉินซื่อตรวจพบว่าสมบัติของตนที่เก็บเอาไว้ในห้องนั้นหายไปกว่าครึ่งทำเอานางแทบจะหงายหลังตึง นี่เป็นเงินที่นางขูดรีดมาจากเสิ่นเย่เชียวนะ เจ้าโง่นั่นมันส่งเงินมาให้นางทุกเดือน นางอ้างเพียงว่าจะนำมาเป็นค่ายาให้ตาแก่เสิ่นเท่านั้นมันก็รีบส่งมาให้นางทันที แต่ยามนี้สมบัติที่นางสะสมมากลับหายไปเกือบหมดนี่มันเกิดอะไรขึ้น!

เฉินซื่อรีบสั่งให้สาวใช้ไปเรียกครอบครัวบ้านรองมาหารือที่เรือนใหญ่ จะบอกว่าหารือก็คงไม่ถูกต้องนักต้องบอกว่าเรียกมาไถเงินคงจะเหมาะมากกว่า แม่ทัพเสิ่นเย่จึงรีบพาภรรยาและบุตรสาวมุ่งหน้ามาที่เรือนใหญ่ของจวน

เฉินซื่อมองดูเสิ่นเย่ด้วยแววตาที่ไม่พอใจ นางลอบด่าทอในใจว่าลูกอนุผู้นี้คือตัวซวย ดูสิ! เพิ่งกลับมาถึงจวนได้ไม่นานก็ทำให้เรือนของเสิ่นเจี๋ยไฟไหม้วายวอดเสียแล้ว เช่นนี้ยังจะให้นางวางใจอะไรได้อีก

แต่ถึงแม้จะไม่พอใจมากเพียงใด ในเวลานี้นางก็ยังต้องการให้เสิ่นเย่ช่วยจ่ายเงินค่าซ่อมแซมเรือนให้กับบุตรชายของตน เฉินซื่อจำต้องกล้ำกลืนเก็บความไม่พอใจนี้เอาไว้เสียก่อน

“เย่เอ๋อร์เจ้าดูสิ เรือนของพี่ชายเจ้าเกิดไฟไหม้แล้ว เจ้าช่วยหาคนมาซ่อมเรือนให้พี่ชายเจ้าเถอะ แม่เองก็ไม่มีเงินกองกลางแล้ว เงินที่เจ้าส่งมาล้วนถูกนำไปใช้เป็นค่ารักษาตัวบิดาเจ้าหมด”

เฉินซื่อกล่าวด้วยท่าทางน่าสงสาร ส่วนเสิ่นเจี๋ยท่านลุงใหญ่กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน วันๆ นอกจากนั่งเล่นปั่นจิ้งหรีดแล้วเขาก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไร เสิ่นหนิงหนิงก่นด่าท่านลุงผู้นี้อยู่ในใจไม่หยุด

เหอะ! ช่างดูขวางหูขวางตาเสียนี่กระไร

แม่ทัพเสิ่นเย่ขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ เขากำลังจะขยับปากตอบรับแต่กลับถูกบุตรสาวหันมาส่งสายตาห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน เสิ่นหนิงหนิงหันมามองเฉินซื่ออย่างพินิจพิจารณา

“ท่านย่า หลายปีมานี้ท่านพ่ออยู่ที่ชายแดนใช่ว่าจะสุขสบาย เงินทองที่มีก็ไม่ได้มากมายเท่าใดนัก ยามนี้พวกเราก็ไม่มีเงินแล้ว คงไม่อาจช่วยลุงใหญ่ซ่อมแซมเรือนได้เจ้าค่ะ”

“เหลวไหล เขาเป็นถึงแม่ทัพรักษาชายแดนจะไม่มีเงินได้อย่างไร!”

“แล้วเหตุใดท่านลุงใหญ่ไม่รู้จักออกไปทำงานทำการบ้างเล่าเจ้าคะ มิสู้เอาจิ้งหรีดพวกนั้นไปขายเสียเถอะจะได้เอาเงินมาซ่อมบ้าน”

เสิ่นเจี๋ยเมื่อได้ยินว่าเสิ่นหนิงหนิงคิดจะเอาจิ้งหรีดของตนไปขายก็โวยวายไม่พอใจขึ้นมาทันที จิ้งหรีดพวกนี้เขาซื้อมาตัวหนึ่งตั้งหลายสิบตำลึงเชียวนะ จะตัดใจยอมขายพวกมันไปได้อย่างไรกัน!

ด้านเฉินซื่อคล้ายมีโทสะสุมอยู่ในอกจนแทบจะระเบิด นางไม่เพียงโมโหที่บุตรชายไม่ได้ดั่งใจเท่านั้น แต่นางยังโกรธแค้นที่เสิ่นเย่ไม่ยอมช่วยอีกด้วย

“เหอะ เจ้าคงไม่เห็นหัวยายแก่อย่างข้าแล้วสินะ ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาอย่างยากลำบาก แต่เจ้ากลับให้บุตรสาวของเจ้ามากล่าววาจาไม่ไว้หน้าข้าเช่นนี้!”

“ท่านแม่! หนิงหนิงไม่ได้คิดเช่นนั้น”

เสิ่นหนิงหนิงที่อดทนฟังอยู่นานแล้วก็เอ่ยแทรกขึ้นมาทันที

“โอ๊ย ท่านพ่อ ข้าคิดเช่นนั้นล่ะเจ้าค่ะ วันๆ ท่านลุงใหญ่ไม่ทำการทำงานเอาแต่นั่งกินนอนกิน ส่วนท่านป้าสะใภ้วันๆ ก็ไม่ทำสิ่งใดนอกจากรอเกาะแม่สามีกิน แล้วดูเสิ่นเสวี่ยกับเสิ่นหมิงสองพี่น้องคู่นั้นสิ ทำเป็นเชิดหน้าชูคอกดข่มข้า ทั้งที่ความจริงยังใช้เงินของท่านพ่อไปเรียนหนังสืออยู่เลย ท่านปู่ผู้นั้นก็ช่างเถอะ อย่างไรพวกเราย่อมไม่อาจถือสาเพราะท่านสติไม่ดี ส่วนท่านย่านอกจากนั่งข่มขู่ขอเงินบุตรหลานแล้วยังทำอันใดเป็นอีกบ้าง จะว่าไปหากท่านพ่อไม่ให้เงินนางก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยด้วยซ้ำ นางมิใช่มารดาแท้ๆของท่านเสียหน่อย ตอนที่นางเลี้ยงท่านก็ไม่เคยทำดีด้วยเลยสักครั้ง เช่นนี้จะเป็นบุตรอกตัญญูได้อย่างไรกันจริงหรือไม่?”

เสิ่นหนิงหนิงพ่นคำด่าทอออกมาต่อหน้าเฉินซื่ออย่างไม่เกรงกลัว ทำเอาคนบ้านใหญ่โมโหเป็นอย่างมาก

“นางเด็กเลวทรามผู้นี้ใจช่างกล้ายิ่งนัก!”

นางเฉินซื่อลุกขึ้นชี้หน้าด่าทอเสิ่นหนิงหนิงอย่างเกรี้ยวกราด แต่เสิ่นหนิงหนิงกลับไม่กลัว นางไม่จำเป็นต้องอดทนกับคนประเภทนี้ หากอยู่ร่วมกันดีดีไม่ได้เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปเสียไม่เห็นว่ามันจะยากตรงไหน

ด้านเสิ่นเจี๋ยก็ไม่สบอารมณ์ที่เสิ่นหนิงหนิงคิดจะขายจิ้งหรีดของตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อถูกเด็กสาวกล่าววาจาต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ก็ยิ่งไม่พอใจ เขาจึงหันมาตะคอกน้องชายของตนอย่างขุ่นเคือง

“น้องรอง บุตรสาวเจ้าหากเจ้าสั่งสอนได้ไม่ดี เช่นนั้นข้าจะช่วยสั่งสอนแทนเจ้าเอง!”

เอ่ยจบเสิ่นเจี๋ยก็ง้างมือขึ้นหมายจะตบหน้าเสิ่นหนิงหนิงเพื่อเป็นการสั่งสอน เสิ่นหนิงหนิงเองก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เป็นลุงใหญ่แล้วอย่างไร หากกล้าตบนาง นางก็ไม่ลังเลที่จะเอาคืนอย่างแน่นอน!

ทว่าเสิ่นเจี๋ยเพิ่งจะง้างมือได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็มีแส้เส้นหนึ่งฟาดเข้าใส่ใบหน้าของเขาเข้าอย่างจัง เสิ่นเจี๋ยเจ็บจนร้องโอดครวญก่อนจะล้มลงไปที่พื้น เมื่อเขายกมือขึ้นมาจับแก้มของตนก็พบว่ามีโลหิตไหลซึมออกมา ทำเอาเสิ่นเจี๋ยโกรธจนแทบคลั่ง

“ผู้ใดที่มันกล้าทุบตีข้าวันนี้ข้าจะต้องสู้ตายกับมันให้ได้!”

“เจ้ากล้าสู้ตายกับองค์ชายรองเช่นข้าหรือ ช่างใจกล้านักนะตาแก่นี่?”

เสิ่นหนิงหนิงตกใจจนต้องหันไปมองอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะพบว่าเป็นกู้จื่อเทียนนั่นเอง วันนี้ชายหนุ่มแต่งกายได้หล่อเหลายิ่งนัก ท่วงท่าของเขายามก้าวเดินเข้ามาให้ความรู้สึกราวกับเทพเซียนลงมาจุติ จนหาข้อจับผิดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ทำเอาเสิ่นหนิงหนิงถึงกับละสายตาไปที่ใดไม่ได้

กู้จื่อเทียนเองก็หันมาส่งยิ้มให้เสิ่นหนิงหนิงเช่นกัน เมื่อคนบ้านใหญ่ได้ยินว่าผู้มาเยือนคือกู้จื่อเทียนองค์ชายรองก็ถึงกับมือไม้สั่น โดยเฉพาะเสิ่นเจี๋ยบุตรชายคนโตของจวน

“ขอองค์ชายรองโปรดเมตตาด้วย กระหม่อมปากเสียไปชั่วขณะ ขอพระองค์อย่าได้ถือสา!”

กู้จื่อเทียนปรายตามองเสิ่นเจี๋ยอย่างดูแคลน แต่เมื่อหันมาเห็นแม่ทัพเสิ่นเย่เขาก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านพ่อตา ท่านคงได้รับความลำบากใจไม่น้อยเลยสินะ เฮ้อ ต่อไปท่านก็อย่าอดทนมากนัก เชื่อบุตรสาวท่านบ้างก็ดี หากท่านยังอดทนเช่นนี้ต่อไปครั้งหน้าข้าคงได้เผาเรือนใหญ่อีกหลังเป็นแน่”

แม่ทัพเสิ่นเย่ที่ได้ฟังก็หันขวับมามองกู้จื่อเทียนทันที ลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกกับเขาว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอาจจะเกี่ยวพันกันกับกู้จื่อเทียน

“องค์ชายรอง พระองค์ทรง...?”

“ใช่แล้ว ข้าเป็นคนเผาเรือนของไอ้แก่เวรนี่เอง วันๆ ไม่ทำการทำงานเกาะมารดากินไม่พอ ยังบังอาจมาวางอำนาจคิดข่มเหงท่านพ่อตาของข้าอีก ข้าจึงต้องสั่งสอนมันให้รู้สำนึกเสียหน่อย อ้อ หากอยากไปร้องเรียนก็เชิญตามสบายเลยนะข้าไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะบิดาข้าเป็นฮ่องเต้”

คนบ้านใหญ่ “......”

เฉินซื่อถึงกับแข้งขาสั่นหุบปากแน่นไม่กล้ามีปากมีเสียงอะไรอีก จะให้นางไปฟ้องร้องกับใครได้ ให้สู้กับเชื้อพระวงศ์ก็เท่ากับพาตนเองไปตายชัดๆ เมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้

เสิ่นหนิงหนิงมองกู้จื่อเทียนอย่างไม่คลาดสายตา ยิ่งได้รู้ว่าสาเหตุเพลิงไหม้ที่เรือนลุงใหญ่เป็นฝีมือของเขา นางก็รู้สึกชอบใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก

ให้ตายเถอะ นางช่างมีสายตาแหลมคมจริงๆ!

แม่ทัพเสิ่นเย่เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ดูเหมือนจะอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆเขาจึงรีบหาทางแก้ไขเหตุการณ์ตรงหน้า

“องค์ชายรอง มิทราบว่าเสด็จมานี่มีเรื่องใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

กู้จื่อเทียนส่งยิ้มให้แม่ทัพเสิ่นเย่ พลางตอบอย่างอารมณ์ดี

“ไม่มีอันใด เพียงอยากมาประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าข้าเป็นคนเผาเรือนไอ้แก่นี่ก็เท่านั้น”

แม่ทัพเสิ่นเย่ “......”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   ตอนจบ

    หลังจากที่จัดการโจรป่าเหล่านั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว กู้จื่อเทียนก็สั่งให้คนช่วยกันนำศพของชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นไปฝังเอาไว้ให้ดี อีกทั้งยังมอบเงินชดเชยให้กับญาติของผู้เคราะห์ร้ายอีกด้วย แม้เงินจำนวนนี้จะไม่อาจเทียบได้กับความเสียใจและสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาได้รับ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีกว่าที่พวกเขาไม่ได้รับการชดเชยอันใดเลยเมื่อเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายตามสมควรและจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว กู้จื่อเทียน เสิ่นหนิงหนิง และเซียวอวี้เหิงก็เดินทางกลับเมืองหลวงในทันทีเซียวอวี้เหิงนั้นหลังจากได้สารภาพความในใจของตนเองที่มีต่อเสิ่นหนิงหนิงแล้ว เขาก็ใจกล้ามากขึ้น ยามที่มีโอกาสก็มักจะหาทางเกี้ยวพานางอย่างหน้าไม่อาย เสิ่นหนิงหนิงถึงกับกลอกตาไปมาอีกทั้งยังรู้สึกจนใจในคราวเดียวกันระยะทางจากหมู่บ้านอิ๋นสุ่ยกลับสู่เมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม ระหว่างทางเพราะไม่ได้รีบร้อนต้องกลับเมืองหลวง พวกเขาจึงแวะพักแถวข้างทางเสียหน่อย ที่ที่พวกเขาจอดพักเป็นสถานที่ริมลำธาร มีแม่น้ำใสสะอาดไหลตัดผ่านและยังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นรายล้อม ดูแล้วช่างทำให้คนรู้สึกสุนทรีย์ไม่น้อยเลย กู้จื่อเทียนกำลังให

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 12 โจรป่า

    คนทั้งสองกระโดดลงมาจากหลังม้าก่อนจะหันมาสบตากันปราดหนึ่ง เสิ่นหนิงหนิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมา“เซียวอวี้เหิง ท่านว่าหมู่บ้านนี้ดูเงียบแปลกๆ หรือไม่ เหตุใดข้าไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นคนในหมู่บ้านแห่งนี้เลยเล่า”เซียวอวี้เหิงไม่ตอบแต่กลับจ้องมองเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นด้วยสายตาระแวดระวัง แม้เขาจะเป็นคุณชายที่เกิดในตระกูลบัณฑิตแต่ก็ยังพอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง ชายหนุ่มละสายตาจากทางเข้าหมู่บ้านก่อนจะหันมาเอ่ยกับเสิ่นหนิงหนิง “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ได้ยินว่าหมู่บ้านนี้เคยเกิดเหตุโจรป่าปล้นฆ่า บางคราก่อนหน้านี้คนของทางการอาจจะนำคนอพยพออกไปจากหมู่บ้านนี้แล้วก็ได้บรรยากาศจึงเงียบเช่นนี้”เสิ่นหนิงหนิงฟังแล้วก็พยักหน้าช้า ๆ เพราะนางเองก็เติบโตในยุคสงครามและเคยติดตามบิดาออกรบอยู่บ่อยครั้ง ทำให้สัญชาตญาณการระแวดระวังตนเองของนางค่อนข้างสูง “เช่นนั้นพวกเราลองเข้าไปดูกันเถอะ"”“อืม”เซียวอวี้เหิงพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกับเสิ่นหนิงหนิง คนทั้งสองเดินเข้าไปด้านในด้วยฝีเท้าที่รีบร้อน เสิ่นหนิงหนิงรับรู้ได้ว่าบรรยากาศโดยรอบดูหนาวเหน็บอย่างแปลกประหลาด อีกทั้งยังเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คน เมื่อเดิน

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 11 ขู่เข็ญ

    เมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกเช่นนี้ แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วกู้จิ้งสิงย่อมไม่อาจหนีพ้นการแต่งงานครั้งนี้ไปได้ เขาจำต้องแต่งงานกับเซียวอิ๋งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะว่าไปแล้วยามนี้เขาก็รู้สึกพอใจในตัวของเซียวอิ๋งอยู่บ้างเสิ่นหนิงหนิงนั้นก็มาร่วมงานแต่งของคนทั้งสองที่จัดในวังหลวงด้วยเช่นกัน อย่างไรเสียยามนี้นางก็นับว่าเป็นคนของกู้จื่อเทียนแล้วกู้ฮ่องเต้ดูพอใจเป็นอย่างมากที่กู้จิ้งสิงท้ายที่สุดแล้วก็สามารถแต่งภรรยากับเขาได้เสียที เมื่องานแต่งของบุตรชายคนโตผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว แน่นอนว่าย่อมมาถึงงานแต่งงานของบุตรชายคนรองอย่างกู้จื่อเทียน แม้กู้ฮ่องเต้จะไม่เห็นด้วยในครั้งแรกที่กู้จื่อเทียนตั้งใจจะแต่งกับเสิ่นหนิงหนิง แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจที่จะขัดขวางความสุขของบุตรชายได้ จึงตอบตกลงและไม่คิดจะคัดค้านงานแต่งงานของพวกเขาทั้งสองคนอีก เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว สุดท้ายก็ได้ฤกษ์ดี การแต่งงานของกู้จื่อเทียนและเสิ่นหนิงหนิงจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งมีเวลาเตรียมตัวไม่นาน คนของสำนักพระราชวังจึงรีบเร่งจัดงานเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนที่วันงานจะมาถึงทว่าก่อนงานแต่งเพียงไม่กี่วั

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 10 รวบหัวรวบหาง

    ด้านกู้จิ้งสิงนั้นเขาก็มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ด้วย ปกติเรื่องความครึกครื้นเช่นนี้เขาล้วนชื่นชอบเป็นอย่างมาก แต่กับจวนตระกูลเซียวนั้นนับเป็นข้อยกเว้น เขาไม่อยากมาที่นี่และไม่อยากจะมาเจอเซียวอิ๋งบุตรสาวของราชครูเซียวเลยแม้แต่น้อยมิใช่ว่าเขารังเกียจนาง แต่เพราเขาไร้เดียงสาไม่เข้าใจเรื่องความรัก อีกทั้งยังไม่ชอบยามที่นางมองเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้มเช่นนั้น ครั้นจะทำตัวติดกับกู้จื่อเทียนก็ไม่รู้ว่าน้องชายตัวดีผู้นั้นของเขาหายไปอยู่ที่ใดเสียแล้วชายหนุ่มเดินไปตามทางเรื่อยๆและยังบอกกับองครักษ์ว่าไม่ต้องตามมาเพราะอยากจะอยู่เงียบๆเพียงลำพังกู้จิ้งสิงเดินมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรือนหลังท้ายจวนตระกูลเซียว ที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นมีต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อม อีกทั้งยังปลูกไม้ประดับเอาไว้เต็มไปหมด เขาชอบธรรมชาติเช่นนี้เป็นที่สุดจึงเดินเข้าไปในแปลงดอกไม้แล้วยื่นมือไปเด็ดดอกไม้มาถือเอาไว้ดอกหนึ่งในขณะที่เขากำลังชื่นชมกับดอกไม้อยู่นั้น ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเอาอะไรสักอย่างมาปักลงบนศีรษะของเขา ชายหนุ่มชะงักไปก่อนจะรีบยกมือขึ้นมาคว้าจับบนผมของตนและพบว่าสิ่งที่ปักอยู่คือดอกไม้นั่นเอง เขารีบหันขวับมา

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 9 งานเลี้ยง

    กว่าเสิ่นหนิงหนิงจะกลับมาถึงจวนก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เมื่อมาถึงเรือนนางก็สั่งให้อาซิ่งนำข้าวของไปเก็บเอาไว้ที่โรงครัว จากนั้นค่อยจัดแบ่งขนมและของกินไปให้กับบิดามารดา จวนตระกูลเสิ่นยามนี้เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีเรื่องให้ปวดหัวร้อนอกร้อนใจเลยแม้แต่น้อยสาวใช้ในจวนมาแจ้งนางว่ากู้จื่อเทียนมารอพบนางอยู่ที่เรือนใหญ่ นางยิ้มด้วยความยินดีและรีบมาพบเขาที่เรือนใหญ่ เมื่อมาถึงก็พบว่าเขากำลังนั่งสนทนากับบิดามารดาของนางอยู่ด้านใน วันนี้ใบหน้าของเขาเปล่งประกายโดดเด่นเช่นทุกวัน เสิ่นหนิงหนิงที่ได้เห็นก็รู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก“องค์ชายรอง”กู้จื่อเทียนหันมามองเสิ่นหนิงหนิงก่อนจะยิ้มให้นาง“เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”“เพคะ หม่อมฉันไปเดินเล่นมา อีกทั้งยังซื้อขนมมาหลายอย่างมิสู้พระองค์ทรงอยู่เสวยด้วยกันนะเพคะ?”กู้จื่อเทียนพยักหน้ารับอย่างไม่อิดออด เสิ่นหนิงหนิงจึงสั่งให้อาซิ่งไปนำขนมมา การได้กินขนมไปด้วยและมองหน้าบุรุษที่หล่อเหลาไปด้วยเช่นนี้มันช่างมีความสุขเกินจะบรรยายจริงๆหลังจากกินขนมอิ่มได้ไม่นาน กู้จื่อเทียนก็เอ่ยกับแม่ทัพเสิ่นเย่ว่า“แม่ทัพเสิ่นเย่ เรื่องสู่ขอเสิ่นหนิงหนิง เสด็จพ่อของข้าไม่คัด

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 8 คุณชายหน้าหยก

    กู้ฮ่องเต้ที่ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่นานถึงกับทนไม่ไหว ตบโต๊ะสั่งให้พวกเขาหยุดทันที กู้จิ้งสิงร้องไห้กระซิกๆ พลางเช็ดน้ำตาตนเองไม่หยุด สวีฮองเฮาที่เห็นก็ขวางหูขวางตาบุตรชายตนยิ่งนัก จึงยกเท้าถีบเข้าให้อีกที กู้จิ้งสิงร้องไห้ออกมา ก่อนจะรีบวิ่งกลับตำหนักของตนไปเขาเผ่นหนีราวกระต่ายน้อย ก่อนไปเขายังบอกว่าปลาในบ่อยังรักเขามากกว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่เสียอีก!เมื่อกู้จิ้งสิงไปแล้ว สวีฮองเฮาจึงเดินเข้ามาหากู้จื่อเทียน พลางพูดกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ไหนเจ้าลองบอกแม่มาซิว่าเจ้าอยากจะแต่งสตรีคนใดเป็นภรรยา”กู้จื่อเทียนหันมามองสวีฮองเฮาก่อนจะเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ตั้งแต่จำความได้เขาก็จำได้ว่าสวีฮองเฮาและมารดาของเขารักใคร่กันมาก เดิมทีมารดาของเขาคือภรรยาคนแรกของเสด็จพ่อ แต่พอขึ้นครองราชย์เสด็จพ่อก็ต้องแต่งกับสวีฮองเฮาเพื่อความมั่นคงของแว่นแคว้น นางจึงรู้สึกมาตลอดว่าตนเองเป็นฝ่ายมาแย่งสามีของผู้อื่น แต่มารดาของเขากลับเข้าใจทุกอย่าง ทำให้เสด็จแม่และสวีฮองเฮารักใคร่กันราวกับพี่น้องแท้ๆสวีฮองเฮาเลี้ยงดูเขามาเป็นอย่างดี สิ่งใดที่กู้จิ้งสิงมีเขาก็ล้วนมีทั้งสิ้น สวีฮองเฮาไม่เคยปฏิบัติกับเขาไม่ดีเลยแม้ส

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 6 เปิดโปง

    แม่ทัพเสิ่นเย่ถึงกับกล่าววาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ กู้จื่อเทียนปรายตามองคนบ้านใหญ่ในจวนตระกูลเสิ่นด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ย“พวกเจ้าจำใส่หัวเอาไว้ จงไปหาเงินซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง หากยังกล้ามารบกวนคนบ้านรองอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ อ้อ ยายแก่นั่นน่ะข้าต้องเรียกเจ้าว่าไท่ฮูหยินของตระกูลเสิ่นด้วยใช่หรือไม่

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 4 กลับเมืองหลวง

    กู้จื่อเทียนถูกสตรีน้อยตรงหน้าจับหมุนตัวไปมาจนรู้สึกเวียนหัวไปหมด เหล่าองครักษ์คิดจะเข้ามาดึงตัวนางออกแต่เขากลับยกมือห้ามเอาไว้ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เสิ่นหนิงหนิงข้าเวียนหัวแล้ว”เมื่อได้ยินชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าบอกว่าเวียนหัวแล้วเสิ่นหนิงหนิงก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย ให้ตายเถอะ นางไม่เคยชอบบุรุษคนใดมา

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 3 ช่วยเหลือ

    ยามเช้าของวันต่อมาเสิ่นหนิงหนิงก็ถูกอาซิ่งสาวใช้ประจำตัวปลุกให้ลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้าเพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วบิดามารดาก็พานางมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงทันทีรถม้าที่ใช้เดินทางกลับเมืองหลวงในครั้งนี้มีด้วยกันสามคัน คันแรกเป็นของแม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อ ส่วนคันที่

  • สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า   บทที่ 2 แบกไปหาหมอ

    เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โต้ตอบ อีกทั้งใบหน้าก็ดูซีดขาวราวกับกระดาษ เสิ่นหนิงหนิงก็เริ่มหวาดหวั่น นางมีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะนึกถึงแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ หญิงสาวไม่รอช้ารีบแบกเขาขึ้นหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังโรงหมออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก เขาทำได้เพียงหันไปส่งสาย

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status