Masukเรื่องราวความรักระหว่าง กู้จื่อเทียน องค์ชายรองหนุ่มรูปงามและ เสิ่นหนิงหนิง คุณหนูจวนแม่ทัพที่ชาติกำเนิดเป็นเพียงบุตรอนุ พวกเขาจะก้าวผ่านเรื่องราวของชนชั้นที่ต่างกันได้อย่างไร มาร่วมสัมผัสความรักที่มาพร้อมความฮาและความน่ารักในนิยายเรื่องนี้ได้เลยค่ะ
Lihat lebih banyakหลังจากที่จัดการโจรป่าเหล่านั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว กู้จื่อเทียนก็สั่งให้คนช่วยกันนำศพของชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นไปฝังเอาไว้ให้ดี อีกทั้งยังมอบเงินชดเชยให้กับญาติของผู้เคราะห์ร้ายอีกด้วย แม้เงินจำนวนนี้จะไม่อาจเทียบได้กับความเสียใจและสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาได้รับ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีกว่าที่พวกเขาไม่ได้รับการชดเชยอันใดเลยเมื่อเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายตามสมควรและจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว กู้จื่อเทียน เสิ่นหนิงหนิง และเซียวอวี้เหิงก็เดินทางกลับเมืองหลวงในทันทีเซียวอวี้เหิงนั้นหลังจากได้สารภาพความในใจของตนเองที่มีต่อเสิ่นหนิงหนิงแล้ว เขาก็ใจกล้ามากขึ้น ยามที่มีโอกาสก็มักจะหาทางเกี้ยวพานางอย่างหน้าไม่อาย เสิ่นหนิงหนิงถึงกับกลอกตาไปมาอีกทั้งยังรู้สึกจนใจในคราวเดียวกันระยะทางจากหมู่บ้านอิ๋นสุ่ยกลับสู่เมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม ระหว่างทางเพราะไม่ได้รีบร้อนต้องกลับเมืองหลวง พวกเขาจึงแวะพักแถวข้างทางเสียหน่อย ที่ที่พวกเขาจอดพักเป็นสถานที่ริมลำธาร มีแม่น้ำใสสะอาดไหลตัดผ่านและยังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นรายล้อม ดูแล้วช่างทำให้คนรู้สึกสุนทรีย์ไม่น้อยเลย กู้จื่อเทียนกำลังให
คนทั้งสองกระโดดลงมาจากหลังม้าก่อนจะหันมาสบตากันปราดหนึ่ง เสิ่นหนิงหนิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมา“เซียวอวี้เหิง ท่านว่าหมู่บ้านนี้ดูเงียบแปลกๆ หรือไม่ เหตุใดข้าไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นคนในหมู่บ้านแห่งนี้เลยเล่า”เซียวอวี้เหิงไม่ตอบแต่กลับจ้องมองเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นด้วยสายตาระแวดระวัง แม้เขาจะเป็นคุณชายที่เกิดในตระกูลบัณฑิตแต่ก็ยังพอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง ชายหนุ่มละสายตาจากทางเข้าหมู่บ้านก่อนจะหันมาเอ่ยกับเสิ่นหนิงหนิง “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ได้ยินว่าหมู่บ้านนี้เคยเกิดเหตุโจรป่าปล้นฆ่า บางคราก่อนหน้านี้คนของทางการอาจจะนำคนอพยพออกไปจากหมู่บ้านนี้แล้วก็ได้บรรยากาศจึงเงียบเช่นนี้”เสิ่นหนิงหนิงฟังแล้วก็พยักหน้าช้า ๆ เพราะนางเองก็เติบโตในยุคสงครามและเคยติดตามบิดาออกรบอยู่บ่อยครั้ง ทำให้สัญชาตญาณการระแวดระวังตนเองของนางค่อนข้างสูง “เช่นนั้นพวกเราลองเข้าไปดูกันเถอะ"”“อืม”เซียวอวี้เหิงพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกับเสิ่นหนิงหนิง คนทั้งสองเดินเข้าไปด้านในด้วยฝีเท้าที่รีบร้อน เสิ่นหนิงหนิงรับรู้ได้ว่าบรรยากาศโดยรอบดูหนาวเหน็บอย่างแปลกประหลาด อีกทั้งยังเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คน เมื่อเดิน
เมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกเช่นนี้ แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วกู้จิ้งสิงย่อมไม่อาจหนีพ้นการแต่งงานครั้งนี้ไปได้ เขาจำต้องแต่งงานกับเซียวอิ๋งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะว่าไปแล้วยามนี้เขาก็รู้สึกพอใจในตัวของเซียวอิ๋งอยู่บ้างเสิ่นหนิงหนิงนั้นก็มาร่วมงานแต่งของคนทั้งสองที่จัดในวังหลวงด้วยเช่นกัน อย่างไรเสียยามนี้นางก็นับว่าเป็นคนของกู้จื่อเทียนแล้วกู้ฮ่องเต้ดูพอใจเป็นอย่างมากที่กู้จิ้งสิงท้ายที่สุดแล้วก็สามารถแต่งภรรยากับเขาได้เสียที เมื่องานแต่งของบุตรชายคนโตผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว แน่นอนว่าย่อมมาถึงงานแต่งงานของบุตรชายคนรองอย่างกู้จื่อเทียน แม้กู้ฮ่องเต้จะไม่เห็นด้วยในครั้งแรกที่กู้จื่อเทียนตั้งใจจะแต่งกับเสิ่นหนิงหนิง แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจที่จะขัดขวางความสุขของบุตรชายได้ จึงตอบตกลงและไม่คิดจะคัดค้านงานแต่งงานของพวกเขาทั้งสองคนอีก เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว สุดท้ายก็ได้ฤกษ์ดี การแต่งงานของกู้จื่อเทียนและเสิ่นหนิงหนิงจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งมีเวลาเตรียมตัวไม่นาน คนของสำนักพระราชวังจึงรีบเร่งจัดงานเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนที่วันงานจะมาถึงทว่าก่อนงานแต่งเพียงไม่กี่วั
ด้านกู้จิ้งสิงนั้นเขาก็มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ด้วย ปกติเรื่องความครึกครื้นเช่นนี้เขาล้วนชื่นชอบเป็นอย่างมาก แต่กับจวนตระกูลเซียวนั้นนับเป็นข้อยกเว้น เขาไม่อยากมาที่นี่และไม่อยากจะมาเจอเซียวอิ๋งบุตรสาวของราชครูเซียวเลยแม้แต่น้อยมิใช่ว่าเขารังเกียจนาง แต่เพราเขาไร้เดียงสาไม่เข้าใจเรื่องความรัก อีกทั้งยังไม่ชอบยามที่นางมองเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้มเช่นนั้น ครั้นจะทำตัวติดกับกู้จื่อเทียนก็ไม่รู้ว่าน้องชายตัวดีผู้นั้นของเขาหายไปอยู่ที่ใดเสียแล้วชายหนุ่มเดินไปตามทางเรื่อยๆและยังบอกกับองครักษ์ว่าไม่ต้องตามมาเพราะอยากจะอยู่เงียบๆเพียงลำพังกู้จิ้งสิงเดินมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรือนหลังท้ายจวนตระกูลเซียว ที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นมีต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อม อีกทั้งยังปลูกไม้ประดับเอาไว้เต็มไปหมด เขาชอบธรรมชาติเช่นนี้เป็นที่สุดจึงเดินเข้าไปในแปลงดอกไม้แล้วยื่นมือไปเด็ดดอกไม้มาถือเอาไว้ดอกหนึ่งในขณะที่เขากำลังชื่นชมกับดอกไม้อยู่นั้น ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเอาอะไรสักอย่างมาปักลงบนศีรษะของเขา ชายหนุ่มชะงักไปก่อนจะรีบยกมือขึ้นมาคว้าจับบนผมของตนและพบว่าสิ่งที่ปักอยู่คือดอกไม้นั่นเอง เขารีบหันขวับมา
กู้จื่อเทียนถูกสตรีน้อยตรงหน้าจับหมุนตัวไปมาจนรู้สึกเวียนหัวไปหมด เหล่าองครักษ์คิดจะเข้ามาดึงตัวนางออกแต่เขากลับยกมือห้ามเอาไว้ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เสิ่นหนิงหนิงข้าเวียนหัวแล้ว”เมื่อได้ยินชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าบอกว่าเวียนหัวแล้วเสิ่นหนิงหนิงก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย ให้ตายเถอะ นางไม่เคยชอบบุรุษคนใดมา
ยามเช้าของวันต่อมาเสิ่นหนิงหนิงก็ถูกอาซิ่งสาวใช้ประจำตัวปลุกให้ลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้าเพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วบิดามารดาก็พานางมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงทันทีรถม้าที่ใช้เดินทางกลับเมืองหลวงในครั้งนี้มีด้วยกันสามคัน คันแรกเป็นของแม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อ ส่วนคันที่
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โต้ตอบ อีกทั้งใบหน้าก็ดูซีดขาวราวกับกระดาษ เสิ่นหนิงหนิงก็เริ่มหวาดหวั่น นางมีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะนึกถึงแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ หญิงสาวไม่รอช้ารีบแบกเขาขึ้นหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังโรงหมออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก เขาทำได้เพียงหันไปส่งสาย
ชายแดนแคว้นฉีหมู่บ้านกัว“คุณหนูรอง บ่าวเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งก็สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้วเจ้าค่ะ” “อืม ข้ารู้แล้ว เจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ”“เจ้าค่ะ”สาวใช้น้อยนามว่าอาซิ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนของเจ้านายทันที เมื่อคนออกไ











