สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า

สตรีใดในใต้หล้าก็มิงามเท่าเจ้า

last updateDernière mise à jour : 2026-06-15
Langue: Thai
goodnovel12goodnovel
Notes insuffisantes
13Chapitres
321Vues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

เรื่องราวความรักระหว่าง กู้จื่อเทียน องค์ชายรองหนุ่มรูปงามและ เสิ่นหนิงหนิง คุณหนูจวนแม่ทัพที่ชาติกำเนิดเป็นเพียงบุตรอนุ พวกเขาจะก้าวผ่านเรื่องราวของชนชั้นที่ต่างกันได้อย่างไร มาร่วมสัมผัสความรักที่มาพร้อมความฮาและความน่ารักในนิยายเรื่องนี้ได้เลยค่ะ

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1 พบรักแรก

ชายแดนแคว้นฉี

หมู่บ้านกัว

“คุณหนูรอง บ่าวเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งก็สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้วเจ้าค่ะ”

 “อืม ข้ารู้แล้ว เจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ”

“เจ้าค่ะ”

สาวใช้น้อยนามว่าอาซิ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนของเจ้านายทันที เมื่อคนออกไปหมดแล้วเสิ่นหนิงหนิงก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะมองไปที่ข้าวของมากมายซึ่งถูกจัดวางเรียงใส่หีบเอาไว้เป็นอย่างดีด้วยแววตาที่เรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายต่อการกลับเมืองหลวงในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

นางคือเสิ่นหนิงหนิง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเสิ่น บิดาของนางมีความดีความชอบทำคุณงามความดีเพื่อบ้านเมืองมามากมายจึงได้เลื่อนขั้นเป็นท่านแม่ทัพรักษาชายแดน แต่เพราะยามนี้บ้านเมืองสงบสุขไร้สงครามฝ่าบาทจึงมีพระราชโองการเรียกตัวบิดาของนางกลับเมืองหลวงเพื่อไปรับรางวัลจากผลงานที่ทำมาตลอดร่วมหลายสิบปี เดิมทีการกลับไปพร้อมกับความดีความชอบเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับเสิ่นหนิงหนิงแล้วมันมิได้เป็นเช่นนั้นเลย

ตั้งแต่นางจำความได้ก็เห็นมาโดยตลอดว่าบิดามารดาต้องแบกรับเรื่องราวต่างๆเอาไว้มากมายเพียงใด

ตระกูลเสิ่นนั้นมีบุตรชายสองคน บุตรชายคนโตมีนามว่าเสิ่นเจี๋ย เกิดจากฮูหยินใหญ่ ส่วนบุตรชายคนรองนามว่าเสิ่นเย่ซึ่งก็คือบิดาของนางเกิดจากอนุที่มีฐานะต่ำต้อย หลังจากที่มารดาตายจากไปก็ได้ฮูหยินใหญ่เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย หากจะบอกว่าเลี้ยงดูมาอย่างดีก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะฮูหยินใหญ่มักจะรังแกท่านพ่อของนางอยู่เสมอ อีกทั้งยังชอบกดข่มบิดาของนางอีกด้วย ที่ฮูหยินใหญ่ทำเช่นนี้ก็เพราะอิจฉาที่ท่านพ่อของนางมีสติปัญญาล้ำเลิศ ต่างจากท่านลุงใหญ่ที่แม้จะเกิดจากท้องของภรรยาเอกแต่กลับไม่เอาไหน บุ๋นไม่รู้บู๊ไม่สนทำสิ่งใดก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย ต่างจากท่านพ่อของนางที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ฮูหยินใหญ่จึงไม่ชอบบิดาของนางนับแต่นั้นและหาทางกลั่นแกล้งเขามาโดยตลอด

จนกระทั่งท่านพ่อเริ่มเติบใหญ่และทนการกลั่นแกล้งจากฮูหยินใหญ่ไม่ไหว เขาจึงหนีเข้าค่ายทหารออกรบทำความดีความชอบจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของตนจนเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นถึงแม่ทัพรักษาชายแดน และได้แต่งงานกับมารดาของนางที่เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หลังจากที่แต่งงานกันไม่นานพวกเขาสองคนก็ให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อยเช่นนางออกมา

เดิมทีการมาอยู่ที่ชายแดนและไม่ต้องเห็นหน้ามารดาเลี้ยงควรจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่หลายปีมานี้คนบ้านใหญ่ตระกูลเสิ่นกลับยิ่งกำเริบเสิบสาน เมื่อบิดาของนางได้เป็นถึงแม่ทัพมีฐานะมั่นคงเป็นที่นับหน้าถือตาก็เริ่มทำตัวไม่รู้ความ อีกทั้งหลายปีมานี้เบี้ยหวัดที่ใช้เลี้ยงดูคนตระกูลเสิ่นเกือบทั้งหมดล้วนมาจากผลงานบิดาของนางทั้งสิ้น ฮูหยินใหญ่ที่ยามนี้กลายเป็นไท่ฮูหยินแล้ว เอาแต่อ้างว่าเงินที่เป็นค่ารักษานายท่านเสิ่นซึ่งก็คือท่านปู่ของนางนั้นเริ่มหร่อยหรอลงไปทุกที หากบิดานางไม่ยอมช่วยเหลือก็เท่ากับอกตัญญูแล้ว

เสิ่นหนิงหนิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกโมโหจุกในหัวอกเหมือนมีหนามเล็กๆมาทิ่มแทงใจ คนพวกนั้นเอาแต่ยกความกตัญญูขึ้นมาอ้าง แต่กลับไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อท่านปู่เลยสักนิดเอาแต่แบมือขอเงินจากบิดาของนางช่างไม่รู้จักละอายใจเอาเสียเลย ส่วนท่านพ่อก็เพราะเห็นแก่ท่านปู่จึงยอมทำตามที่คนเหล่านั้นร้องขอ ช่างน่าปวดใจยิ่งนัก!

 เสิ่นหนิงหนิงเกิดและโตที่ชายแดนมาตั้งแต่เด็ก นางไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในห้องหอเหมือนเช่นคุณหนูในเมืองหลวงคนอื่นๆ และท่านพ่อท่านแม่ก็เลี้ยงดูนางมาอย่างอิสระเสรี ทำให้นิสัยของนางต่างจากสตรีทั่วไป ไม่ได้อ่อนแอทั้งยังไม่ยอมคนอีกด้วย เสิ่นหนิงหนิงจึงกังวลว่าด้วยนิสัยไม่ยอมผู้ใดของนางเช่นนี้หากได้กลับไปเมืองหลวงคงไม่สามารถอดทนต่อการกดข่มรังแกเช่นนี้ได้

แต่เมื่อคิดถึงความลำบากใจของบิดามารดาแล้ว นางจึงทำได้เพียงปลอบใจตนเองว่า ทางที่ดีนางไม่ก่อเรื่องดีกว่าเพราะไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเหนื่อยใจ

 หญิงสาวหันไปมองตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย ใบหน้าของนางหมดจดงดงาม ผิวพรรณขาวผุดผาด ดวงตากลมโต แก้มฟูนุ่มริมฝีปากสีแดงเรื่อมองดูแล้วให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอม มีบุรุษจำนวนไม่น้อยที่อยากจะแต่งนางเป็นภรรยา แต่เพราะนางเกิดจากบิดาที่เป็นเพียงบุตรอนุทำให้สถานะของนางต่ำต้อยในสายตาของเหล่าบรรดาผู้คน ทำให้ครอบครัวของบุรุษเหล่านั้นไม่อาจรับนางเข้าตระกูลได้ ด้วยเหตุนี้นางที่อายุล่วงเลยมาจนถึงสิบเจ็ดปีจึงยังไม่ได้แต่งงานเสียที

ในขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆอยู่นั้น ก็มีสาวใช้มาแจ้งว่าท่านพ่อเรียกให้นางไปพบที่เรือนใหญ่ เสิ่นหนิงหนิงขานรับคำหนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าไปพบบิดามารดาทันที จวนแม่ทัพรักษาชายแดนของบิดานางกว้างขวางใหญ่โต อีกทั้งยังมีบ่าวรับใช้ร่วมหลายสิบคน แต่เพราะนางถูกสอนให้ทำสิ่งใดด้วยตนเองมาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้นางไม่ค่อยได้ใช้สอยบ่าวเหล่านี้เท่าใดนัก

เมื่อเข้ามาถึงเรือนใหญ่นางก็ได้กลิ่นอาหารและกลิ่นสุรารสเลิศลอยวนมาเตะจมูก เสิ่นหนิงหนิงยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปหาบิดาพลางส่งเสียงเรียก

“ท่านพ่อ ลูกมาแล้วเจ้าค่ะ"”

แม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อเมื่อเห็นว่าบุตรสาวมาแล้วก็ยิ้มเต็มใบหน้า แม่ทัพเสิ่นกวักมือเรียกบุตรสาวของตน

 “หนิงหนิง เจ้าดูสิ พ่อซื้อของกินมาให้เจ้าไม่น้อยเลย ยังมีสุราผลไม้ที่เจ้าชอบอีกด้วยนะ เจ้ามาลองชิมดูสิ”

เสิ่นหนิงหนิงเมื่อได้ยินก็อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก นางทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ก่อนจะเริ่มกินอาหารอันโอชะเหล่านั้นอย่างมีความสุข เพิ่งจะกินอิ่มได้ไม่นานนางก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนว่าวันนี้บิดามารดาของนางเหมือนจะนิ่งเงียบกว่าทุกวัน หญิงสาววางตะเกียบในมือลงก่อนจะเอ่ย

“ท่านพ่อท่านแม่ เหตุใดจึงเงียบเช่นนี้เล่า หรือว่าพวกท่านไม่สบายใจที่จะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้”

 แม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อเมื่อได้ยินบุตรสาวเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ผู้เป็นบิดายื่นมือมาลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่ เสิ่นหนิงหนิงคือแก้วตาดวงใจของเขา ยามอยู่ที่ชายแดนนางจะทำตามใจชอบเช่นไรก็ย่อมได้ แต่เมื่อกลับไปถึงเมืองหลวงแล้ว สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือกลัวว่านางจะถูกคนบ้านใหญ่รังแก

“หนิงหนิงของพ่อ พ่อขอโทษเจ้าด้วยที่พ่อมีฐานะต่ำต้อย ไม่อาจทำให้เจ้าสุขสบายได้ กลับไปเมืองหลวงคราวนี้เจ้าอาจจะต้องพบเจอกับความยากลำบาก”

แม่ทัพเสิ่นบอกกับบุตรสาวอย่างรู้สึกผิด เสิ่นหนิงหนิงเมื่อได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ

“ท่านพ่อข้าไม่ลำบากหรอกเจ้าค่ะ และข้าก็ไม่มีวันยอมเสียเปรียบผู้ใดอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะเป็นบุตรอนุแล้วมันอย่างไรเล่า พวกเขาบ้านใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาบุตรอนุเช่นท่านพ่อมิใช่หรือ อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ ข้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างราบรื่นแน่นอน”

“อืม”

 แม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อหันมาสบตากันครู่หนึ่ง คนทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าเมื่อกลับถึงเมืองหลวงจะมีสิ่งใดที่รอพวกเขาอยู่ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาสองสามีภรรยาก็จะต้องปกป้องบุตรสาวอย่างสุดชีวิต

 เมื่อกินอิ่มแล้ว เสิ่นหนิงหนิงก็บอกกับบิดามารดาว่านางจะขอออกไปเดินเล่นเสียหน่อย อย่างไรวันพรุ่งก็ต้องออกเดินทางแล้ว มิสู้ไปเดินเล่นชมทิวทัศน์ที่ชายแดนให้สุขใจเพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆนี้เอาไว้จะดีกว่า

ยามค่ำคืนอากาศที่ชายแดนเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อย ชายแดนทางทิศใต้แต่ไหนแต่ไรสภาพอากาศก็ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าใดนัก อีกทั้งยังต้องพบเจอกับพายุและน้ำป่าที่ไหลหลากสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย แต่เพราะหลายปีมานี้บิดานางดูแลชาวบ้านเสมือนบุตร ช่วยเหลือพวกเขาทุกอย่างและยังทำคลองระบายน้ำเพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยลงไปได้มาก ทำให้ครอบครัวของนางเป็นที่เคารพรักของเหล่าชาวบ้านอย่างยิ่ง

“หนิงหนิง ได้ยินว่าพรุ่งนี้เจ้าก็จะต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ พวกเราคงคิดถึงเจ้าไม่น้อยเลย เอานี่ เอาซาลาเปาไปกินสิ”

 “ใช่แล้ว เจ้าเอาหมูย่างไปฝากบิดาเจ้าด้วยเถอะ เฮ้อ คิดแล้วข้าก็ใจหายยิ่งนักที่คนดีๆจะต้องกลับเมืองหลวงจากพวกเราไปไกลเสียแล้ว”

 เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงค้าขายส่งเสียงทักทายนางอย่างสนิทสนม เสิ่นหนิงหนิงเผยรอยยิ้มกว้างก่อนจะเข้าไปสนทนากับพวกเขา อีกทั้งยังเอ่ยขอบคุณที่พวกเขาเมตตามอบของกินมาให้ แต่นางก็ไม่ได้รับของเหล่านั้นมา อย่างไรก็คือของซื้อของขายจะให้นางเอามากินตามใจชอบได้อย่างไรกัน

หญิงสาวเดินเล่นไปตามถนนหนทางเรื่อยๆ นางไม่ได้พาสาวใช้มาด้วยเพราะไม่อยากให้ดูวุ่นวายเกินเหตุ กว่าจะรู้ตัวเสิ่นหนิงหนิงก็พบว่าตอนนี้ตนกำลังยืนอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านเสียแล้ว ซึ่งที่นี่ห่างไกลจากหมู่บ้านกัวมาพอสมควร หญิงสาวถอนหายใจออกมายาว ๆ ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว นางควรจะกลับบ้านได้เสียทีเพราะพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางไกล

แต่ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังเดินจากไป ก็มีใครบางคนพุ่งเข้ามาหาหญิงสาว ก่อนที่มันจะใช้มีดสั้นจ่อเข้ามาที่ลำคอของนางอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินสาดประกายออกมาจากปลายมีดสั้นเล่มนั้นมองดูแล้วช่างน่าหวาดกลัวจนใจคอไม่ดี

“อย่าเข้ามานะ ปล่อยข้าไปเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่านางซะ!”

“เจ้าอย่าทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นะปล่อยนางไป!”

เสิ่นหนิงหนิงที่ได้ยินก็หันไปมองตามเสียงของบุรุษผู้นั้น ยามนี้นางถูกนักฆ่าจับตัวเอาไว้จึงทำให้มองเขาได้ไม่ถนัดเท่าใดนัก

ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ต่อสู้กันสินะ?

ไม่นานชายหนุ่มผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่เบื้องหน้าของหญิงสาว นางพลันชะงักไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ดวงตาเรียวยาวฉายแววเย็นชาและเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากสีแดงสด จมูกโด่งเป็นสัน มองแล้วช่างดูงดงามราวกับภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น

ให้ตายเถอะ เกิดมานางก็เพิ่งเคยพบเจอบุรุษที่หน้าตาดีขนาดนี้

“อย่าทำร้ายนาง นางไม่รู้เรื่องด้วย!”

 ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวกับนักฆ่าชุดดำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะช่วยนางให้พ้นจากคมมีดก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาประหลาดใจขึ้นมาเสียก่อน สตรีน้อยตรงหน้าไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือขอร้องให้เขาช่วยชีวิตเลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับหักข้อมือข้างที่ถือมีดของนักฆ่าได้อย่างชำนาญและคล่องแคล่ว ก่อนจะหมุนตัวไปจับนักฆ่าผู้นั้นขึ้นมาและทุ่มลงกับพื้นโดยแรงจนนักฆ่าร้องไม่ออกใบหน้าแดงก่ำราวกับตับหมูเพราะเจ็บไปทั้งตัว จากนั้นนางก็ยกเท้าขึ้นมาเตะเสยปลายคางนักฆ่าจนเลือดกลบปาก ก่อนจะสบถออกมา

“บัดซบจริงๆ! เจ้าเก่งผิดคนแล้ว!”

 จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่มตรงหน้า พลางสอบถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

 “บุรุษรูปงามท่านนี้ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือไม่ รีบไปโรงหมอก่อนเถอะให้ท่านหมอช่วยตรวจดูอาการสักหน่อย”

ว่าจบนางก็ยกเท้ากระทืบเข้าไปที่หว่างขาของนักฆ่าผู้นั้นซ้ำๆจนมันสลบเหมือดไปทันที

ให้ตายเถอะ! เขาเคยได้ยินแต่บุรุษช่วยสาวงาม แต่นี่สาวงามกลับช่วยบุรุษอย่างนั้นหรือ น่าสนใจดีนี่!

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Dernier chapitre

Plus de chapitres
Pas de commentaire
13
บทที่ 1 พบรักแรก
ชายแดนแคว้นฉีหมู่บ้านกัว“คุณหนูรอง บ่าวเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งก็สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้วเจ้าค่ะ” “อืม ข้ารู้แล้ว เจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ”“เจ้าค่ะ”สาวใช้น้อยนามว่าอาซิ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนของเจ้านายทันที เมื่อคนออกไปหมดแล้วเสิ่นหนิงหนิงก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะมองไปที่ข้าวของมากมายซึ่งถูกจัดวางเรียงใส่หีบเอาไว้เป็นอย่างดีด้วยแววตาที่เรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายต่อการกลับเมืองหลวงในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อยนางคือเสิ่นหนิงหนิง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเสิ่น บิดาของนางมีความดีความชอบทำคุณงามความดีเพื่อบ้านเมืองมามากมายจึงได้เลื่อนขั้นเป็นท่านแม่ทัพรักษาชายแดน แต่เพราะยามนี้บ้านเมืองสงบสุขไร้สงครามฝ่าบาทจึงมีพระราชโองการเรียกตัวบิดาของนางกลับเมืองหลวงเพื่อไปรับรางวัลจากผลงานที่ทำมาตลอดร่วมหลายสิบปี เดิมทีการกลับไปพร้อมกับความดีความชอบเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับเสิ่นหนิงหนิงแล้วมันมิได้เป็นเช่นนั้นเลยตั้งแต่นางจำความได้ก็เห็นมาโดยตลอดว่าบิดามารดาต้องแบกรับเรื่องราวต่างๆเอาไว้มาก
Read More
บทที่ 2 แบกไปหาหมอ
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โต้ตอบ อีกทั้งใบหน้าก็ดูซีดขาวราวกับกระดาษ เสิ่นหนิงหนิงก็เริ่มหวาดหวั่น นางมีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะนึกถึงแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ หญิงสาวไม่รอช้ารีบแบกเขาขึ้นหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังโรงหมออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก เขาทำได้เพียงหันไปส่งสายตาให้องครักษ์ลับเป็นเชิงบอกว่าให้จับตัวนักฆ่าผู้นั้นกลับไปรอไต่สวนที่จวนก่อนเสิ่นหนิงหนิงแบกชายหนุ่มรูปงามมาที่โรงหมออย่างคล่องแคล่ว นางไม่ได้แสดงท่าทีเหน็ดเหนื่อยออกมาให้เขาเห็นเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้สึกแปลกใจเพราะไม่เคยพบเจอสตรีที่มีแรงวัวเช่นนี้มาก่อนอาการบาดเจ็บของเขาไม่ได้หนักหนาอันใด อีกทั้งโรงหมอที่นางแบกเขามาก็ค่อนข้างอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านพอสมควรเพราะท่านหมอเป็นคนรักสันโดษ ทำให้ไม่มีชาวบ้านคนไหนเห็นว่านางแบกบุรุษผู้หนึ่งมาที่โรงหมอท่านหมอผู้นี้รู้จักกับเสิ่นหนิงหนิงเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่านางแบกบุรุษแปลกหน้ามาที่โรงหมอของเขาจึงขมวดคิ้วพลางสอบถามอย่างเป็นกันเอง “ยัยหนูหนิง เจ้าไปแบกบุรุษที่ใดมากัน บิดามารดาเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?”เขารักษาชายผู้นั้นไปพลางก็หันมาถามเสิ่นหนิงหนิ
Read More
บทที่ 3 ช่วยเหลือ
ยามเช้าของวันต่อมาเสิ่นหนิงหนิงก็ถูกอาซิ่งสาวใช้ประจำตัวปลุกให้ลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้าเพื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วบิดามารดาก็พานางมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงทันทีรถม้าที่ใช้เดินทางกลับเมืองหลวงในครั้งนี้มีด้วยกันสามคัน คันแรกเป็นของแม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อ ส่วนคันที่สองคือรถม้าของเสิ่นหนิงหนิง และคันที่สามเอาไว้ขนสัมภาระ สัมภาระของพวกนางสามคนพ่อแม่ลูกไม่ได้มากมาย ท่านพ่อบอกว่าไม่อยากนำข้าวของกลับไปด้วยมากนักเพราะอาจทำให้การเดินทางล่าช้า หากขาดเหลือสิ่งใดค่อยไปหาซื้อที่เมืองหลวง ส่วนบ่าวไพร่คนอื่นๆก็ทิ้งเอาไว้ที่ชายแดนส่วนหนึ่งเพื่อคอยดูแลจวนท่านแม่ทัพรถม้าค่อยๆเดินทางออกจากหมู่บ้านกัวมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง มีชาวบ้านหลายคนมายืนส่งครอบครัวของนางอยู่เบื้องหลัง เสิ่นหนิงหนิงเปิดผ้าม่านรถม้าออกก่อนจะส่งยิ้มให้กับชาวบ้านเหล่านั้น แล้วจึงทอดสายตามองดูทิวทัศน์รอบด้านด้วยความประทับใจ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เดินทางไกลเช่นนี้เดิมทีการเดินทางก็ควรจะราบรื่นเป็นไปด้วยดีแต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าเพิ่งจะเดินทางออกจากชายแดนมาได้ไม่เท่าไหร่ ก็ได้พบเรื่องที่ไม่คาดฝันเข้าเสียก
Read More
บทที่ 4 กลับเมืองหลวง
กู้จื่อเทียนถูกสตรีน้อยตรงหน้าจับหมุนตัวไปมาจนรู้สึกเวียนหัวไปหมด เหล่าองครักษ์คิดจะเข้ามาดึงตัวนางออกแต่เขากลับยกมือห้ามเอาไว้ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับนาง“เสิ่นหนิงหนิงข้าเวียนหัวแล้ว”เมื่อได้ยินชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าบอกว่าเวียนหัวแล้วเสิ่นหนิงหนิงก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย ให้ตายเถอะ นางไม่เคยชอบบุรุษคนใดมาก่อนเลยแต่กลับรู้สึกดีกับเขาเป็นคนแรก นี่เรียกว่ารักแรกพบได้หรือไม่นะ? แม่ทัพเสิ่นที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบดึงแขนบุตรสาวของตนเองออกมาจากองค์ชายรอง ก่อนจะก้มตัวกระซิบกระซาบเสียงสั่น “เจ้ารู้จักเขาหรือ?” เสิ่นหนิงหนิงได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มเต็มใบหน้าแล้วเอ่ยตอบ “รู้จักเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้าช่วยเขามาจากอันตรายและข้ายังแบกเขาไปที่โรงหมออีกด้วย ท่านพ่อ ท่านดูสิ เขาเหมาะจะเป็นบุตรเขยของท่านหรือไม่ ข้าตาถึงใช่หรือไม่เล่า?” แม่ทัพเสิ่นแทบเข่าอ่อน เขาพยายามประคองร่างกายตนเองเอาไว้ไม่ให้ซวนเซก่อนจะกัดฟันพูดกับบุตรสาว“หนิงหนิงของพ่อ เจ้าอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล บุรุษตรงหน้าเจ้าคือองค์ชายรองแคว้นฉี นามกู้จื่อเทียน” “หา?” เสิ่นหนิงหนิงส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจพลางหันขวับไปมองกู้จื่อเทียนด้วยแววตาที่ตื
Read More
บทที่ 5 เผา
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือนของเสิ่นเจี๋ยนั้นไม่น้อยเลย ทำเอาพวกเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเกือบตลอดทั้งคืน ช่างแตกต่างจากเรือนท้ายจวนของเสิ่นเย่บุตรชายคนรองเป็นอย่างมาก เสิ่นหนิงหนิงยังคงนอนหลับเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน ส่วนท่านพ่อท่านแม่ของนางก็ไม่กล้าไปช่วยเพราะถูกนางห้ามปรามเอาไว้เฉินซื่อดูแก่ขึ้นไปหลายสิบปีเมื่อได้ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้นที่เรือนของบุตรชายอันเป็นที่รัก อีกทั้งยังรำคาญตาแก่เสิ่นเหวยที่วันๆ เอาแต่ร้องไห้โวยวายไม่หยุดอีกด้วยเพราะเหตุการณ์นี้ทำเอาเฉินซื่อถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ส่วนเสิ่นเจี๋ยและอู่ซื่อก็ต้องไปเบียดเสียดอยู่อาศัยกับบุตรชายบุตรสาวของตนจนกว่าเรือนพักของตนจะซ่อมแล้วเสร็จ เรื่องเก่ายังไม่ทันแก้ปัญหาแล้วเสร็จ เรื่องใหม่ก็ตามมาไม่หยุดหย่อนเฉินซื่อตรวจพบว่าสมบัติของตนที่เก็บเอาไว้ในห้องนั้นหายไปกว่าครึ่งทำเอานางแทบจะหงายหลังตึง นี่เป็นเงินที่นางขูดรีดมาจากเสิ่นเย่เชียวนะ เจ้าโง่นั่นมันส่งเงินมาให้นางทุกเดือน นางอ้างเพียงว่าจะนำมาเป็นค่ายาให้ตาแก่เสิ่นเท่านั้นมันก็รีบส่งมาให้นางทันที แต่ยามนี้สมบัติที่นางสะสมมากลับหายไปเกือบหมดนี่มันเกิดอะไรขึ้น!เฉินซื่อรีบสั่งให
Read More
บทที่ 6 เปิดโปง
แม่ทัพเสิ่นเย่ถึงกับกล่าววาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ กู้จื่อเทียนปรายตามองคนบ้านใหญ่ในจวนตระกูลเสิ่นด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ย“พวกเจ้าจำใส่หัวเอาไว้ จงไปหาเงินซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง หากยังกล้ามารบกวนคนบ้านรองอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ อ้อ ยายแก่นั่นน่ะข้าต้องเรียกเจ้าว่าไท่ฮูหยินของตระกูลเสิ่นด้วยใช่หรือไม่ แต่ข้าไม่อยากเรียก ข้าเรียกเจ้าว่ายายแก่แล้วมันฟังดูรื่นหูกว่า”เฉินซื่อที่ถูกเรียกอย่างไม่ไว้หน้าก็ถึงกับกำมือแน่นแต่กลับไม่กล้าเอ่ยวาจาใดออกมาเพราะเกรงว่าจะถูกโบยจนตาย“ยายแก่ เจ้าทำเรื่องชั่วช้าอะไรเอาไว้บ้างอย่าคิดว่าคนอื่นเขาไม่รู้ ท่านพ่อตาท่านคงไม่รู้สินะว่าหลายปีมานี้เงินที่ท่านส่งมาน่ะไม่เคยไปถึงบิดาของท่านหรอก แต่ยายแก่ชั่วนี่กลับซุกซ่อนเงินพวกนั้นเอาไว้กับตัว ยาที่มอบให้บิดาของท่านกินก็ล้วนเป็นยาชั้นเลว หมอเทวดาในเมืองหลวงค่ายาราคาแพงอะไรกันที่นางกล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ข้าให้คนไปสืบมาหมดแล้ว!”กู้จื่อเทียนตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทำเอาเฉินซื่อแทบจะล้มทั้งยืน แต่กู้จื่อเทียนกลับไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางจะรู้สึกเช่นไรหลังจากกลับมาถึงเมืองหลวงเขาก็ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องของคน
Read More
บทที่ 7 ไม่แต่ง
กู้จื่อเทียนถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาครุ่นคิดก่อนจะถามนางไปตามตรง“หนิงหนิง หากวันใดข้าไม่หล่อแล้ว เจ้าก็จะทอดทิ้งข้าหรือ?”เสิ่นหนิงหนิงมองเข้ามาในดวงตาของกู้จื่อเทียน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน“ไม่แน่นอน เดิมทีหม่อมฉันชอบหน้าตาของพระองค์นั้นเป็นเรื่องจริง แต่จิตใจของพระองค์ย่อมสำคัญยิ่งกว่า เอาเป็นว่าหม่อมฉันชอบทุกอย่างของพระองค์ ต่อให้วันหนึ่งพระองค์หน้าตาไม่หล่อแล้ว หม่อมฉันก็จะไม่ทอดทิ้งพระองค์เด็ดขาดเพคะ”เมื่อได้ฟังนางกล่าววาจายืนยันอย่างจริงใจเช่นนี้แล้ว เขาก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มอยู่กินมื้อเย็นที่บ้านของเสิ่นหนิงหนิง ก่อนจะขอตัวลากลับไปที่จวนของตนกู้จื่อเทียนเพิ่งจะกลับมาที่จวนได้ไม่นานก็มีขันทีจากในวังหลวงมาแจ้งว่าเสด็จพ่อทรงเรียกให้เขาเข้าวังโดยด่วน กู้จื่อเทียนกลอกตาไปมาหนหนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าเข้าวังหลวงไปพบกับบิดาของตนเขาเพิ่งจะก้าวเข้ามาในตำหนักมังกรสวรรค์ได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็มีถ้วยชาลอยปลิวเข้ามาตรงหน้าเขาเสียแล้ว ชายหนุ่มยื่นมือไปคว้าจับมันมาถือเอาไว้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะเอ่ย“เสด็จพ่อทรงเหงาหรือพะยะค่ะ ถึงได้เขวี้ยงถ้วยชาเล่นเช่นนี้”น้ำเสียงที่ถ
Read More
บทที่ 8 คุณชายหน้าหยก
กู้ฮ่องเต้ที่ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่นานถึงกับทนไม่ไหว ตบโต๊ะสั่งให้พวกเขาหยุดทันที กู้จิ้งสิงร้องไห้กระซิกๆ พลางเช็ดน้ำตาตนเองไม่หยุด สวีฮองเฮาที่เห็นก็ขวางหูขวางตาบุตรชายตนยิ่งนัก จึงยกเท้าถีบเข้าให้อีกที กู้จิ้งสิงร้องไห้ออกมา ก่อนจะรีบวิ่งกลับตำหนักของตนไปเขาเผ่นหนีราวกระต่ายน้อย ก่อนไปเขายังบอกว่าปลาในบ่อยังรักเขามากกว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่เสียอีก!เมื่อกู้จิ้งสิงไปแล้ว สวีฮองเฮาจึงเดินเข้ามาหากู้จื่อเทียน พลางพูดกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ไหนเจ้าลองบอกแม่มาซิว่าเจ้าอยากจะแต่งสตรีคนใดเป็นภรรยา”กู้จื่อเทียนหันมามองสวีฮองเฮาก่อนจะเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ตั้งแต่จำความได้เขาก็จำได้ว่าสวีฮองเฮาและมารดาของเขารักใคร่กันมาก เดิมทีมารดาของเขาคือภรรยาคนแรกของเสด็จพ่อ แต่พอขึ้นครองราชย์เสด็จพ่อก็ต้องแต่งกับสวีฮองเฮาเพื่อความมั่นคงของแว่นแคว้น นางจึงรู้สึกมาตลอดว่าตนเองเป็นฝ่ายมาแย่งสามีของผู้อื่น แต่มารดาของเขากลับเข้าใจทุกอย่าง ทำให้เสด็จแม่และสวีฮองเฮารักใคร่กันราวกับพี่น้องแท้ๆสวีฮองเฮาเลี้ยงดูเขามาเป็นอย่างดี สิ่งใดที่กู้จิ้งสิงมีเขาก็ล้วนมีทั้งสิ้น สวีฮองเฮาไม่เคยปฏิบัติกับเขาไม่ดีเลยแม้ส
Read More
บทที่ 9 งานเลี้ยง
กว่าเสิ่นหนิงหนิงจะกลับมาถึงจวนก็เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้ว เมื่อมาถึงเรือนนางก็สั่งให้อาซิ่งนำข้าวของไปเก็บเอาไว้ที่โรงครัว จากนั้นค่อยจัดแบ่งขนมและของกินไปให้กับบิดามารดา จวนตระกูลเสิ่นยามนี้เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีเรื่องให้ปวดหัวร้อนอกร้อนใจเลยแม้แต่น้อยสาวใช้ในจวนมาแจ้งนางว่ากู้จื่อเทียนมารอพบนางอยู่ที่เรือนใหญ่ นางยิ้มด้วยความยินดีและรีบมาพบเขาที่เรือนใหญ่ เมื่อมาถึงก็พบว่าเขากำลังนั่งสนทนากับบิดามารดาของนางอยู่ด้านใน วันนี้ใบหน้าของเขาเปล่งประกายโดดเด่นเช่นทุกวัน เสิ่นหนิงหนิงที่ได้เห็นก็รู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก“องค์ชายรอง”กู้จื่อเทียนหันมามองเสิ่นหนิงหนิงก่อนจะยิ้มให้นาง“เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”“เพคะ หม่อมฉันไปเดินเล่นมา อีกทั้งยังซื้อขนมมาหลายอย่างมิสู้พระองค์ทรงอยู่เสวยด้วยกันนะเพคะ?”กู้จื่อเทียนพยักหน้ารับอย่างไม่อิดออด เสิ่นหนิงหนิงจึงสั่งให้อาซิ่งไปนำขนมมา การได้กินขนมไปด้วยและมองหน้าบุรุษที่หล่อเหลาไปด้วยเช่นนี้มันช่างมีความสุขเกินจะบรรยายจริงๆหลังจากกินขนมอิ่มได้ไม่นาน กู้จื่อเทียนก็เอ่ยกับแม่ทัพเสิ่นเย่ว่า“แม่ทัพเสิ่นเย่ เรื่องสู่ขอเสิ่นหนิงหนิง เสด็จพ่อของข้าไม่คัด
Read More
บทที่ 10 รวบหัวรวบหาง
ด้านกู้จิ้งสิงนั้นเขาก็มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ด้วย ปกติเรื่องความครึกครื้นเช่นนี้เขาล้วนชื่นชอบเป็นอย่างมาก แต่กับจวนตระกูลเซียวนั้นนับเป็นข้อยกเว้น เขาไม่อยากมาที่นี่และไม่อยากจะมาเจอเซียวอิ๋งบุตรสาวของราชครูเซียวเลยแม้แต่น้อยมิใช่ว่าเขารังเกียจนาง แต่เพราเขาไร้เดียงสาไม่เข้าใจเรื่องความรัก อีกทั้งยังไม่ชอบยามที่นางมองเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้มเช่นนั้น ครั้นจะทำตัวติดกับกู้จื่อเทียนก็ไม่รู้ว่าน้องชายตัวดีผู้นั้นของเขาหายไปอยู่ที่ใดเสียแล้วชายหนุ่มเดินไปตามทางเรื่อยๆและยังบอกกับองครักษ์ว่าไม่ต้องตามมาเพราะอยากจะอยู่เงียบๆเพียงลำพังกู้จิ้งสิงเดินมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรือนหลังท้ายจวนตระกูลเซียว ที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นมีต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อม อีกทั้งยังปลูกไม้ประดับเอาไว้เต็มไปหมด เขาชอบธรรมชาติเช่นนี้เป็นที่สุดจึงเดินเข้าไปในแปลงดอกไม้แล้วยื่นมือไปเด็ดดอกไม้มาถือเอาไว้ดอกหนึ่งในขณะที่เขากำลังชื่นชมกับดอกไม้อยู่นั้น ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเอาอะไรสักอย่างมาปักลงบนศีรษะของเขา ชายหนุ่มชะงักไปก่อนจะรีบยกมือขึ้นมาคว้าจับบนผมของตนและพบว่าสิ่งที่ปักอยู่คือดอกไม้นั่นเอง เขารีบหันขวับมา
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status