LOGINเรื่องราวความรักระหว่าง กู้จื่อเทียน องค์ชายรองหนุ่มรูปงามและ เสิ่นหนิงหนิง คุณหนูจวนแม่ทัพที่ชาติกำเนิดเป็นเพียงบุตรอนุ พวกเขาจะก้าวผ่านเรื่องราวของชนชั้นที่ต่างกันได้อย่างไร มาร่วมสัมผัสความรักที่มาพร้อมความฮาและความน่ารักในนิยายเรื่องนี้ได้เลยค่ะ
View Moreชายแดนแคว้นฉี
หมู่บ้านกัว
“คุณหนูรอง บ่าวเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งก็สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว เจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้น้อยนามว่าอาซิ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนของเจ้านายทันที เมื่อคนออกไปหมดแล้วเสิ่นหนิงหนิงก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะมองไปที่ข้าวของมากมายซึ่งถูกจัดวางเรียงใส่หีบเอาไว้เป็นอย่างดีด้วยแววตาที่เรียบเฉย ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายต่อการกลับเมืองหลวงในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย
นางคือเสิ่นหนิงหนิง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเสิ่น บิดาของนางมีความดีความชอบทำคุณงามความดีเพื่อบ้านเมืองมามากมายจึงได้เลื่อนขั้นเป็นท่านแม่ทัพรักษาชายแดน แต่เพราะยามนี้บ้านเมืองสงบสุขไร้สงครามฝ่าบาทจึงมีพระราชโองการเรียกตัวบิดาของนางกลับเมืองหลวงเพื่อไปรับรางวัลจากผลงานที่ทำมาตลอดร่วมหลายสิบปี เดิมทีการกลับไปพร้อมกับความดีความชอบเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับเสิ่นหนิงหนิงแล้วมันมิได้เป็นเช่นนั้นเลย
ตั้งแต่นางจำความได้ก็เห็นมาโดยตลอดว่าบิดามารดาต้องแบกรับเรื่องราวต่างๆเอาไว้มากมายเพียงใด
ตระกูลเสิ่นนั้นมีบุตรชายสองคน บุตรชายคนโตมีนามว่าเสิ่นเจี๋ย เกิดจากฮูหยินใหญ่ ส่วนบุตรชายคนรองนามว่าเสิ่นเย่ซึ่งก็คือบิดาของนางเกิดจากอนุที่มีฐานะต่ำต้อย หลังจากที่มารดาตายจากไปก็ได้ฮูหยินใหญ่เป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย หากจะบอกว่าเลี้ยงดูมาอย่างดีก็พูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะฮูหยินใหญ่มักจะรังแกท่านพ่อของนางอยู่เสมอ อีกทั้งยังชอบกดข่มบิดาของนางอีกด้วย ที่ฮูหยินใหญ่ทำเช่นนี้ก็เพราะอิจฉาที่ท่านพ่อของนางมีสติปัญญาล้ำเลิศ ต่างจากท่านลุงใหญ่ที่แม้จะเกิดจากท้องของภรรยาเอกแต่กลับไม่เอาไหน บุ๋นไม่รู้บู๊ไม่สนทำสิ่งใดก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย ต่างจากท่านพ่อของนางที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ฮูหยินใหญ่จึงไม่ชอบบิดาของนางนับแต่นั้นและหาทางกลั่นแกล้งเขามาโดยตลอด
จนกระทั่งท่านพ่อเริ่มเติบใหญ่และทนการกลั่นแกล้งจากฮูหยินใหญ่ไม่ไหว เขาจึงหนีเข้าค่ายทหารออกรบทำความดีความชอบจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของตนจนเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นถึงแม่ทัพรักษาชายแดน และได้แต่งงานกับมารดาของนางที่เป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หลังจากที่แต่งงานกันไม่นานพวกเขาสองคนก็ให้กำเนิดบุตรสาวตัวน้อยเช่นนางออกมา
เดิมทีการมาอยู่ที่ชายแดนและไม่ต้องเห็นหน้ามารดาเลี้ยงควรจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่หลายปีมานี้คนบ้านใหญ่ตระกูลเสิ่นกลับยิ่งกำเริบเสิบสาน เมื่อบิดาของนางได้เป็นถึงแม่ทัพมีฐานะมั่นคงเป็นที่นับหน้าถือตาก็เริ่มทำตัวไม่รู้ความ อีกทั้งหลายปีมานี้เบี้ยหวัดที่ใช้เลี้ยงดูคนตระกูลเสิ่นเกือบทั้งหมดล้วนมาจากผลงานบิดาของนางทั้งสิ้น ฮูหยินใหญ่ที่ยามนี้กลายเป็นไท่ฮูหยินแล้ว เอาแต่อ้างว่าเงินที่เป็นค่ารักษานายท่านเสิ่นซึ่งก็คือท่านปู่ของนางนั้นเริ่มหร่อยหรอลงไปทุกที หากบิดานางไม่ยอมช่วยเหลือก็เท่ากับอกตัญญูแล้ว
เสิ่นหนิงหนิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกโมโหจุกในหัวอกเหมือนมีหนามเล็กๆมาทิ่มแทงใจ คนพวกนั้นเอาแต่ยกความกตัญญูขึ้นมาอ้าง แต่กลับไม่เคยทำสิ่งใดเพื่อท่านปู่เลยสักนิดเอาแต่แบมือขอเงินจากบิดาของนางช่างไม่รู้จักละอายใจเอาเสียเลย ส่วนท่านพ่อก็เพราะเห็นแก่ท่านปู่จึงยอมทำตามที่คนเหล่านั้นร้องขอ ช่างน่าปวดใจยิ่งนัก!
เสิ่นหนิงหนิงเกิดและโตที่ชายแดนมาตั้งแต่เด็ก นางไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้อยู่แต่ในห้องหอเหมือนเช่นคุณหนูในเมืองหลวงคนอื่นๆ และท่านพ่อท่านแม่ก็เลี้ยงดูนางมาอย่างอิสระเสรี ทำให้นิสัยของนางต่างจากสตรีทั่วไป ไม่ได้อ่อนแอทั้งยังไม่ยอมคนอีกด้วย เสิ่นหนิงหนิงจึงกังวลว่าด้วยนิสัยไม่ยอมผู้ใดของนางเช่นนี้หากได้กลับไปเมืองหลวงคงไม่สามารถอดทนต่อการกดข่มรังแกเช่นนี้ได้
แต่เมื่อคิดถึงความลำบากใจของบิดามารดาแล้ว นางจึงทำได้เพียงปลอบใจตนเองว่า ทางที่ดีนางไม่ก่อเรื่องดีกว่าเพราะไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเหนื่อยใจ
หญิงสาวหันไปมองตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย ใบหน้าของนางหมดจดงดงาม ผิวพรรณขาวผุดผาด ดวงตากลมโต แก้มฟูนุ่มริมฝีปากสีแดงเรื่อมองดูแล้วให้ความรู้สึกน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอม มีบุรุษจำนวนไม่น้อยที่อยากจะแต่งนางเป็นภรรยา แต่เพราะนางเกิดจากบิดาที่เป็นเพียงบุตรอนุทำให้สถานะของนางต่ำต้อยในสายตาของเหล่าบรรดาผู้คน ทำให้ครอบครัวของบุรุษเหล่านั้นไม่อาจรับนางเข้าตระกูลได้ ด้วยเหตุนี้นางที่อายุล่วงเลยมาจนถึงสิบเจ็ดปีจึงยังไม่ได้แต่งงานเสียที
ในขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆอยู่นั้น ก็มีสาวใช้มาแจ้งว่าท่านพ่อเรียกให้นางไปพบที่เรือนใหญ่ เสิ่นหนิงหนิงขานรับคำหนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าไปพบบิดามารดาทันที จวนแม่ทัพรักษาชายแดนของบิดานางกว้างขวางใหญ่โต อีกทั้งยังมีบ่าวรับใช้ร่วมหลายสิบคน แต่เพราะนางถูกสอนให้ทำสิ่งใดด้วยตนเองมาตั้งแต่เยาว์วัยทำให้นางไม่ค่อยได้ใช้สอยบ่าวเหล่านี้เท่าใดนัก
เมื่อเข้ามาถึงเรือนใหญ่นางก็ได้กลิ่นอาหารและกลิ่นสุรารสเลิศลอยวนมาเตะจมูก เสิ่นหนิงหนิงยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปหาบิดาพลางส่งเสียงเรียก
“ท่านพ่อ ลูกมาแล้วเจ้าค่ะ"”
แม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อเมื่อเห็นว่าบุตรสาวมาแล้วก็ยิ้มเต็มใบหน้า แม่ทัพเสิ่นกวักมือเรียกบุตรสาวของตน
“หนิงหนิง เจ้าดูสิ พ่อซื้อของกินมาให้เจ้าไม่น้อยเลย ยังมีสุราผลไม้ที่เจ้าชอบอีกด้วยนะ เจ้ามาลองชิมดูสิ”
เสิ่นหนิงหนิงเมื่อได้ยินก็อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก นางทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ก่อนจะเริ่มกินอาหารอันโอชะเหล่านั้นอย่างมีความสุข เพิ่งจะกินอิ่มได้ไม่นานนางก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนว่าวันนี้บิดามารดาของนางเหมือนจะนิ่งเงียบกว่าทุกวัน หญิงสาววางตะเกียบในมือลงก่อนจะเอ่ย
“ท่านพ่อท่านแม่ เหตุใดจึงเงียบเช่นนี้เล่า หรือว่าพวกท่านไม่สบายใจที่จะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้”
แม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อเมื่อได้ยินบุตรสาวเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ผู้เป็นบิดายื่นมือมาลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่ เสิ่นหนิงหนิงคือแก้วตาดวงใจของเขา ยามอยู่ที่ชายแดนนางจะทำตามใจชอบเช่นไรก็ย่อมได้ แต่เมื่อกลับไปถึงเมืองหลวงแล้ว สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือกลัวว่านางจะถูกคนบ้านใหญ่รังแก
“หนิงหนิงของพ่อ พ่อขอโทษเจ้าด้วยที่พ่อมีฐานะต่ำต้อย ไม่อาจทำให้เจ้าสุขสบายได้ กลับไปเมืองหลวงคราวนี้เจ้าอาจจะต้องพบเจอกับความยากลำบาก”
แม่ทัพเสิ่นบอกกับบุตรสาวอย่างรู้สึกผิด เสิ่นหนิงหนิงเมื่อได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ
“ท่านพ่อข้าไม่ลำบากหรอกเจ้าค่ะ และข้าก็ไม่มีวันยอมเสียเปรียบผู้ใดอยู่แล้ว แม้ว่าเราจะเป็นบุตรอนุแล้วมันอย่างไรเล่า พวกเขาบ้านใหญ่ก็ยังต้องพึ่งพาบุตรอนุเช่นท่านพ่อมิใช่หรือ อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ ข้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างราบรื่นแน่นอน”
“อืม”
แม่ทัพเสิ่นและหลีซื่อหันมาสบตากันครู่หนึ่ง คนทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าเมื่อกลับถึงเมืองหลวงจะมีสิ่งใดที่รอพวกเขาอยู่ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาสองสามีภรรยาก็จะต้องปกป้องบุตรสาวอย่างสุดชีวิต
เมื่อกินอิ่มแล้ว เสิ่นหนิงหนิงก็บอกกับบิดามารดาว่านางจะขอออกไปเดินเล่นเสียหน่อย อย่างไรวันพรุ่งก็ต้องออกเดินทางแล้ว มิสู้ไปเดินเล่นชมทิวทัศน์ที่ชายแดนให้สุขใจเพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆนี้เอาไว้จะดีกว่า
ยามค่ำคืนอากาศที่ชายแดนเริ่มเย็นขึ้นเล็กน้อย ชายแดนทางทิศใต้แต่ไหนแต่ไรสภาพอากาศก็ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าใดนัก อีกทั้งยังต้องพบเจอกับพายุและน้ำป่าที่ไหลหลากสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย แต่เพราะหลายปีมานี้บิดานางดูแลชาวบ้านเสมือนบุตร ช่วยเหลือพวกเขาทุกอย่างและยังทำคลองระบายน้ำเพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยลงไปได้มาก ทำให้ครอบครัวของนางเป็นที่เคารพรักของเหล่าชาวบ้านอย่างยิ่ง
“หนิงหนิง ได้ยินว่าพรุ่งนี้เจ้าก็จะต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ พวกเราคงคิดถึงเจ้าไม่น้อยเลย เอานี่ เอาซาลาเปาไปกินสิ”
“ใช่แล้ว เจ้าเอาหมูย่างไปฝากบิดาเจ้าด้วยเถอะ เฮ้อ คิดแล้วข้าก็ใจหายยิ่งนักที่คนดีๆจะต้องกลับเมืองหลวงจากพวกเราไปไกลเสียแล้ว”
เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงค้าขายส่งเสียงทักทายนางอย่างสนิทสนม เสิ่นหนิงหนิงเผยรอยยิ้มกว้างก่อนจะเข้าไปสนทนากับพวกเขา อีกทั้งยังเอ่ยขอบคุณที่พวกเขาเมตตามอบของกินมาให้ แต่นางก็ไม่ได้รับของเหล่านั้นมา อย่างไรก็คือของซื้อของขายจะให้นางเอามากินตามใจชอบได้อย่างไรกัน
หญิงสาวเดินเล่นไปตามถนนหนทางเรื่อยๆ นางไม่ได้พาสาวใช้มาด้วยเพราะไม่อยากให้ดูวุ่นวายเกินเหตุ กว่าจะรู้ตัวเสิ่นหนิงหนิงก็พบว่าตอนนี้ตนกำลังยืนอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านเสียแล้ว ซึ่งที่นี่ห่างไกลจากหมู่บ้านกัวมาพอสมควร หญิงสาวถอนหายใจออกมายาว ๆ ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว นางควรจะกลับบ้านได้เสียทีเพราะพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางไกล
แต่ในขณะที่นางกำลังจะหันหลังเดินจากไป ก็มีใครบางคนพุ่งเข้ามาหาหญิงสาว ก่อนที่มันจะใช้มีดสั้นจ่อเข้ามาที่ลำคอของนางอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินสาดประกายออกมาจากปลายมีดสั้นเล่มนั้นมองดูแล้วช่างน่าหวาดกลัวจนใจคอไม่ดี
“อย่าเข้ามานะ ปล่อยข้าไปเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่านางซะ!”
“เจ้าอย่าทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นะปล่อยนางไป!”
เสิ่นหนิงหนิงที่ได้ยินก็หันไปมองตามเสียงของบุรุษผู้นั้น ยามนี้นางถูกนักฆ่าจับตัวเอาไว้จึงทำให้มองเขาได้ไม่ถนัดเท่าใดนัก
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ต่อสู้กันสินะ?
ไม่นานชายหนุ่มผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมาที่เบื้องหน้าของหญิงสาว นางพลันชะงักไปชั่วขณะ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเป็นอย่างมาก ดวงตาเรียวยาวฉายแววเย็นชาและเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากสีแดงสด จมูกโด่งเป็นสัน มองแล้วช่างดูงดงามราวกับภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
ให้ตายเถอะ เกิดมานางก็เพิ่งเคยพบเจอบุรุษที่หน้าตาดีขนาดนี้
“อย่าทำร้ายนาง นางไม่รู้เรื่องด้วย!”
ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวกับนักฆ่าชุดดำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะช่วยนางให้พ้นจากคมมีดก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เขาประหลาดใจขึ้นมาเสียก่อน สตรีน้อยตรงหน้าไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือขอร้องให้เขาช่วยชีวิตเลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับหักข้อมือข้างที่ถือมีดของนักฆ่าได้อย่างชำนาญและคล่องแคล่ว ก่อนจะหมุนตัวไปจับนักฆ่าผู้นั้นขึ้นมาและทุ่มลงกับพื้นโดยแรงจนนักฆ่าร้องไม่ออกใบหน้าแดงก่ำราวกับตับหมูเพราะเจ็บไปทั้งตัว จากนั้นนางก็ยกเท้าขึ้นมาเตะเสยปลายคางนักฆ่าจนเลือดกลบปาก ก่อนจะสบถออกมา
“บัดซบจริงๆ! เจ้าเก่งผิดคนแล้ว!”
จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่มตรงหน้า พลางสอบถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“บุรุษรูปงามท่านนี้ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือไม่ รีบไปโรงหมอก่อนเถอะให้ท่านหมอช่วยตรวจดูอาการสักหน่อย”
ว่าจบนางก็ยกเท้ากระทืบเข้าไปที่หว่างขาของนักฆ่าผู้นั้นซ้ำๆจนมันสลบเหมือดไปทันที
ให้ตายเถอะ! เขาเคยได้ยินแต่บุรุษช่วยสาวงาม แต่นี่สาวงามกลับช่วยบุรุษอย่างนั้นหรือ น่าสนใจดีนี่!
หลังจากที่จัดการโจรป่าเหล่านั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว กู้จื่อเทียนก็สั่งให้คนช่วยกันนำศพของชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นไปฝังเอาไว้ให้ดี อีกทั้งยังมอบเงินชดเชยให้กับญาติของผู้เคราะห์ร้ายอีกด้วย แม้เงินจำนวนนี้จะไม่อาจเทียบได้กับความเสียใจและสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาได้รับ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีกว่าที่พวกเขาไม่ได้รับการชดเชยอันใดเลยเมื่อเยียวยาผู้เคราะห์ร้ายตามสมควรและจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว กู้จื่อเทียน เสิ่นหนิงหนิง และเซียวอวี้เหิงก็เดินทางกลับเมืองหลวงในทันทีเซียวอวี้เหิงนั้นหลังจากได้สารภาพความในใจของตนเองที่มีต่อเสิ่นหนิงหนิงแล้ว เขาก็ใจกล้ามากขึ้น ยามที่มีโอกาสก็มักจะหาทางเกี้ยวพานางอย่างหน้าไม่อาย เสิ่นหนิงหนิงถึงกับกลอกตาไปมาอีกทั้งยังรู้สึกจนใจในคราวเดียวกันระยะทางจากหมู่บ้านอิ๋นสุ่ยกลับสู่เมืองหลวงนั้นต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม ระหว่างทางเพราะไม่ได้รีบร้อนต้องกลับเมืองหลวง พวกเขาจึงแวะพักแถวข้างทางเสียหน่อย ที่ที่พวกเขาจอดพักเป็นสถานที่ริมลำธาร มีแม่น้ำใสสะอาดไหลตัดผ่านและยังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นรายล้อม ดูแล้วช่างทำให้คนรู้สึกสุนทรีย์ไม่น้อยเลย กู้จื่อเทียนกำลังให
คนทั้งสองกระโดดลงมาจากหลังม้าก่อนจะหันมาสบตากันปราดหนึ่ง เสิ่นหนิงหนิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมา“เซียวอวี้เหิง ท่านว่าหมู่บ้านนี้ดูเงียบแปลกๆ หรือไม่ เหตุใดข้าไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นคนในหมู่บ้านแห่งนี้เลยเล่า”เซียวอวี้เหิงไม่ตอบแต่กลับจ้องมองเข้าไปในหมู่บ้านแห่งนั้นด้วยสายตาระแวดระวัง แม้เขาจะเป็นคุณชายที่เกิดในตระกูลบัณฑิตแต่ก็ยังพอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง ชายหนุ่มละสายตาจากทางเข้าหมู่บ้านก่อนจะหันมาเอ่ยกับเสิ่นหนิงหนิง “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ได้ยินว่าหมู่บ้านนี้เคยเกิดเหตุโจรป่าปล้นฆ่า บางคราก่อนหน้านี้คนของทางการอาจจะนำคนอพยพออกไปจากหมู่บ้านนี้แล้วก็ได้บรรยากาศจึงเงียบเช่นนี้”เสิ่นหนิงหนิงฟังแล้วก็พยักหน้าช้า ๆ เพราะนางเองก็เติบโตในยุคสงครามและเคยติดตามบิดาออกรบอยู่บ่อยครั้ง ทำให้สัญชาตญาณการระแวดระวังตนเองของนางค่อนข้างสูง “เช่นนั้นพวกเราลองเข้าไปดูกันเถอะ"”“อืม”เซียวอวี้เหิงพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกับเสิ่นหนิงหนิง คนทั้งสองเดินเข้าไปด้านในด้วยฝีเท้าที่รีบร้อน เสิ่นหนิงหนิงรับรู้ได้ว่าบรรยากาศโดยรอบดูหนาวเหน็บอย่างแปลกประหลาด อีกทั้งยังเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คน เมื่อเดิน
เมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกเช่นนี้ แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วกู้จิ้งสิงย่อมไม่อาจหนีพ้นการแต่งงานครั้งนี้ไปได้ เขาจำต้องแต่งงานกับเซียวอิ๋งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะว่าไปแล้วยามนี้เขาก็รู้สึกพอใจในตัวของเซียวอิ๋งอยู่บ้างเสิ่นหนิงหนิงนั้นก็มาร่วมงานแต่งของคนทั้งสองที่จัดในวังหลวงด้วยเช่นกัน อย่างไรเสียยามนี้นางก็นับว่าเป็นคนของกู้จื่อเทียนแล้วกู้ฮ่องเต้ดูพอใจเป็นอย่างมากที่กู้จิ้งสิงท้ายที่สุดแล้วก็สามารถแต่งภรรยากับเขาได้เสียที เมื่องานแต่งของบุตรชายคนโตผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้ว แน่นอนว่าย่อมมาถึงงานแต่งงานของบุตรชายคนรองอย่างกู้จื่อเทียน แม้กู้ฮ่องเต้จะไม่เห็นด้วยในครั้งแรกที่กู้จื่อเทียนตั้งใจจะแต่งกับเสิ่นหนิงหนิง แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่อาจที่จะขัดขวางความสุขของบุตรชายได้ จึงตอบตกลงและไม่คิดจะคัดค้านงานแต่งงานของพวกเขาทั้งสองคนอีก เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว สุดท้ายก็ได้ฤกษ์ดี การแต่งงานของกู้จื่อเทียนและเสิ่นหนิงหนิงจะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งมีเวลาเตรียมตัวไม่นาน คนของสำนักพระราชวังจึงรีบเร่งจัดงานเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนที่วันงานจะมาถึงทว่าก่อนงานแต่งเพียงไม่กี่วั
ด้านกู้จิ้งสิงนั้นเขาก็มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ด้วย ปกติเรื่องความครึกครื้นเช่นนี้เขาล้วนชื่นชอบเป็นอย่างมาก แต่กับจวนตระกูลเซียวนั้นนับเป็นข้อยกเว้น เขาไม่อยากมาที่นี่และไม่อยากจะมาเจอเซียวอิ๋งบุตรสาวของราชครูเซียวเลยแม้แต่น้อยมิใช่ว่าเขารังเกียจนาง แต่เพราเขาไร้เดียงสาไม่เข้าใจเรื่องความรัก อีกทั้งยังไม่ชอบยามที่นางมองเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้มเช่นนั้น ครั้นจะทำตัวติดกับกู้จื่อเทียนก็ไม่รู้ว่าน้องชายตัวดีผู้นั้นของเขาหายไปอยู่ที่ใดเสียแล้วชายหนุ่มเดินไปตามทางเรื่อยๆและยังบอกกับองครักษ์ว่าไม่ต้องตามมาเพราะอยากจะอยู่เงียบๆเพียงลำพังกู้จิ้งสิงเดินมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เรือนหลังท้ายจวนตระกูลเซียว ที่นี่ค่อนข้างร่มรื่นมีต้นไม้น้อยใหญ่รายล้อม อีกทั้งยังปลูกไม้ประดับเอาไว้เต็มไปหมด เขาชอบธรรมชาติเช่นนี้เป็นที่สุดจึงเดินเข้าไปในแปลงดอกไม้แล้วยื่นมือไปเด็ดดอกไม้มาถือเอาไว้ดอกหนึ่งในขณะที่เขากำลังชื่นชมกับดอกไม้อยู่นั้น ก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนกำลังเอาอะไรสักอย่างมาปักลงบนศีรษะของเขา ชายหนุ่มชะงักไปก่อนจะรีบยกมือขึ้นมาคว้าจับบนผมของตนและพบว่าสิ่งที่ปักอยู่คือดอกไม้นั่นเอง เขารีบหันขวับมา
แม่ทัพเสิ่นเย่ถึงกับกล่าววาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ กู้จื่อเทียนปรายตามองคนบ้านใหญ่ในจวนตระกูลเสิ่นด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ย“พวกเจ้าจำใส่หัวเอาไว้ จงไปหาเงินซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง หากยังกล้ามารบกวนคนบ้านรองอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ อ้อ ยายแก่นั่นน่ะข้าต้องเรียกเจ้าว่าไท่ฮูหยินของตระกูลเสิ่นด้วยใช่หรือไม่
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือนของเสิ่นเจี๋ยนั้นไม่น้อยเลย ทำเอาพวกเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเกือบตลอดทั้งคืน ช่างแตกต่างจากเรือนท้ายจวนของเสิ่นเย่บุตรชายคนรองเป็นอย่างมาก เสิ่นหนิงหนิงยังคงนอนหลับเต็มอิ่มตลอดทั้งคืน ส่วนท่านพ่อท่านแม่ของนางก็ไม่กล้าไปช่วยเพราะถูกนางห้ามปรามเอาไว้เฉินซื่อดูแก่ขึ้นไปหลา
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้โต้ตอบ อีกทั้งใบหน้าก็ดูซีดขาวราวกับกระดาษ เสิ่นหนิงหนิงก็เริ่มหวาดหวั่น นางมีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะนึกถึงแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ หญิงสาวไม่รอช้ารีบแบกเขาขึ้นหลังและมุ่งหน้าตรงไปยังโรงหมออย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก เขาทำได้เพียงหันไปส่งสาย
ชายแดนแคว้นฉีหมู่บ้านกัว“คุณหนูรอง บ่าวเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งก็สามารถเดินทางกลับเมืองหลวงได้แล้วเจ้าค่ะ” “อืม ข้ารู้แล้ว เจ้ามีสิ่งใดก็ไปทำเถอะ”“เจ้าค่ะ”สาวใช้น้อยนามว่าอาซิ่งเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอนของเจ้านายทันที เมื่อคนออกไ











