Masuk“เราอยู่ที่บริษัท…ของผม” คำว่า ‘ของผม’ เหมือนประตูทางหนีของเธอถูกเขาปิดไว้หมดแล้ว
ลมหายใจร้อนจัดเฉียดผ่านผิวแก้ม หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทุกขณะ
ความเงียบค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามา มันกำลังไล่ต้อนเธอทีละน้อย
บีบให้เธอถอยจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หนี
“ไม่ว่าจะที่บ้าน…ที่นี่หรือที่ไหน…” เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มชั่วร้าย
“ถ้าผมต้องการ ก็ย่อมได้ทั้งนั้น” สัมผัสร้อนระอุที่แตะลงบนผิวแก้มนวลเนียน ส่งผลให้แผ่นหลังของกุลจิราร้อนวูบวาบ
เธอกัดฟันยืนหยัดพยายามเรียดสติทั้งหมดกลับมา
ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปที่เขา ความดื้อรั้นส่องประกายอยู่ในนั้น
อำนาทเงินของเขาสามารถควบคุมชีวิตทั้งชีวิตของคน ๆ หนึ่งเอาไว้ได้ก็จริง
แต่ศักดิ์ศรีของเธอยังมีเหลืออยู่ ต่อให้มันจะน้อยนิดก็ตาม
นับแต่วันที่เขาเข้าไปเหยียบบ้านเธอ เธอก็รู้ตั้งแต่วินาทีนั้น
ภวินท์ เศรษฐวินิจ คือคนดีในคราบคนเลวโดยแท้จริง
เพราะจะมีคนดีที่ไหน ใช้เงินบีบบังคับให้ผู้หญิงที่ไร้ซึ่งทางเลือกแต่งงานกับตัวเอง
ตำแหน่ง ‘สะใภ้เศรษฐวินิจ’ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
หนามจากกุหลาบพวกนั้นมีไว้สพหรับทิ่มแทงให้เธอค่อย ๆ ทุกข์ทรมาน
จนตอนนี้กุลจิราก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้
นอกจากร่างกายนี้ เขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่
ความรู้สึกต่ำต้อย ความเจ็บปวดของคนที่ไม่มีอำนาทต่อรองพวกนั้นหรือ
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น
ลมหายใจเริ่มสะดุด
“จูบผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำไม่คล้ายการขอร้องแต่มันคือคำสั่งจากเขา
“อะ…อะไรนะคะ” น้ำเสียงหวานสั่นคลอนเล็ก ๆ คำสั่งบ้าบออะไรเนี่ย
“ถ้าการได้ยินของคุณยังมีปัญหาอยู่แบบนี้” น้ำเสียงของเขาลดต่ำลงอีก ตั้งใจเว้นจังหวะ
“สงสัยผมคงต้องให้คุณเมธีหรือไม่ก็คุณจุฑามาศ ช่วยผมสั่งคุณอีกแรง” ความชั่วร้ายผุดขึ้นที่ดวงตาของซีอีโอหนุ่ม น้ำเสียงที่ชวนให้หวามไหวดังชิดที่ริมหูเธอ
ระยะห่างของทั้งคู่แทบไม่หลงเหลืออยู่
มวลอากาศภายในห้องก่อตัวหนาขึ้นทุกขณะ อัดแน่นจนหญิงสาวเริ่มหายใจลำบาก
“ไม่ต้องไปรบกวนคนอื่นหรอกค่ะ” เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดประคองให้น้ำเสียงของตัวเองมั่นคง
“ฉันจะทำตามคำสั่งของท่านประธานเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” กุลจิราสูดหายใจลึกเข้า ดวงตาคู่สวยฉายความประหม่าออกมาชัดเจน
รับรู้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำอยู่ในอก เธอหลับตาลงช้า ๆ สองมือชื้นไปด้วยเหงื่อกอบกำเข้าหากัน
เผลอกลั้นลมหายใจในตอนที่ริมฝีปากฉ่ำวาวค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้กับริมฝีปากของอีกฝ่าย
พลันหัวใจราวกับหยุดทำงานตอนที่ริมฝีปากของเธอสัมผัสกับปากของเขา ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาขึ้นมองเจ้าของริมฝีปากร้อนระอุ
เนื้อตัวกุลจิราชาวาบ รู้สึกวาบหวามขึ้นมาในใจ เกิดความสั่นน้อย ๆ ขึ้นที่สองมือแม้ว่าเธอไม่ได้สอดลิ้นเข้าไปข้างใน
ไม่ใช่จูบที่ดูดดื่ม ร้อนแรงเหมือนที่เธอได้รับจากเขา
เนิ่นนานหลายวินาที กุลจิราถึงพาตัวเองกลับลงมายืน ทว่าอาการประหม่าก็ไม่ได้ลดน้อยลง ตั้งใจจะผละออกห่างให้เร็วที่สุด
แต่ไม่ทันจะพ้นรัศมีอันตราย ท่อนแขนแข็งแรงก็คว้าร่างเล็กเข้ามาแนบชิดแสงแดดจากด้านนอกกระทบใบหน้าของทั้งคู่
กุลจิรานิ่งค้างราวกับถูกสะกด
หวนคิดย้อนกลับไป…
วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว หลังการสัมภาษณ์งานจบลง กุลจิราพาตัวเองออกมาจากที่แห่งนั้นเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
เธอหลบมุมยืนอยู่ซอกหลืบหนึ่งของบริษัท สองมือกำแฟ้มประวัติส่วนตัวแนบอกมือสั่นเล็กน้อย
“ขอโทษนะคะ…คุณไม่ผ่านการสัมภาษณ์ค่ะ”
ประโยคสั้น ๆ แต่มากพอจะทำให้โลกทั้งใบของหญิงสาวพร่าเลือน
ทุกย่างก้าวที่ควรจะมั่นคงกลับไร้เรี่ยวแรงให้ยืนอยู่บนโลกใบนี้
เธอเคยวาดฝันว่าอยากเข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ หนึ่งปีที่ผ่านมาเธอจึงเตรียมตัวมาอย่างดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สั่งสมผลงานจนได้เอกสารปึกหนา มั่นใจ
ว่าศักยภาพของตัวเองกอปรกับความมุ่งมั่นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ถึงขั้นเตรียมจะยื่นใบลาออกจากที่ทำงานเก่า
แต่แล้วความหวังก็พังทะลายลง
เธอไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือก
เสียงรอบกายค่อย ๆ เลือนหายไปทีละนิด
ภาพผู้คนเดินสวนไปมาค่อย ๆ พร่าเลือนขึ้นทุกขณะ
ราวกับโลกกำลังจะหยุดหมุน
ก่อนที่ร่างบางจะทรุดลงไปที่พื้น ท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนพุ่งเข้ามาประคองเธอได้ทัน
แรงนั้นมั่นคงพอจะฉุดดึงเธอขึ้นจากความมืดหม่น
“เป็นอะไรไหมครับ”
เสียงทุ้มต่ำดังชิดริมหู ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาปะทะผิวเนื้อที่แก้มเธอแผ่วเบา
น้ำเสียงที่ควรจะห่างเหินกลับฟังดูอบอุ่น หัวใจที่กำลังจะแตกละเอียดสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย
กุลจิราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคู่สวยพร่าเลือนด้วยน้ำที่เอ่อคลอ ทว่าภาพใบหน้าคมคายของชายหนุ่มตรงหน้ากลับชัดเจนขึ้นทุกขณะ
แสงแดดอ่อนยามบ่ายทอดตัวลงบนสันกรามแข็งแรงของชายหนุ่ม กุลจิราอยู่ในอ้อมอกของเขา ใกล้เสียจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่กำลังเต้นอยู่
กลิ่นโคโลญจ์อ่อน ๆ จากเขาให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
ผู้ชายคนนี้คือคนที่เธอเห็นที่หน้าห้องสัมภาษณ์เมื่อตอนเช้า
ตอนนั้นเธอคิดว่าภวินท์คงจะเป็นพนักงานระดับสูง ไม่ก็อาจเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่มาติดต่องานกระมัง
“ฉะ…ฉันไม่เป็นไรค่ะ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสั่นคลอน มือที่กำแฟ้มเริ่มผ่อนแรงลง พยายามจะยืนด้วยขาของตัวเอง
ชายหนุ่มค่อย ๆ ผละออกห่าง สายตาของเขามองมาที่เธออย่างคนที่ประเมินอาการเห็นได้ชัดว่าไหล่บางของเธอยังสั่นเทิ้มอยู่
ภวินท์เหมือนตั้งใจจะเดินไปตามทางของเขา
ทว่าเขาเดินจากไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา เหมือนเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้
สายตาคมกริบที่จ้องมองมาทำให้ลมหายใจของกุลจิราสะดุด ใจเต้นแรงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะครับ ลุกขึ้นมาทำให้ตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้ดีกว่ามาเสียใจอยู่แบบนี้ ไปอยู่ในจุดที่สามารถยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจและเก่งพอให้คนอื่นยอมรับ”
หลังคำพูดนั้น เขาก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ และคำพูดเหล่านั้น
กุลจิรามองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อย ๆ ไกลออกไปทีละนิด ลมหายใจที่กลั้นไว้ค่อย ๆ ถูกผ่อนออกมาอย่างช้า ๆ
หัวใจที่หนักอึ้งมาทั้งวันก็เบาราวกับปุยนุ่น
คำพูดของเขาเหมือนแสงสว่างเล็ก ๆ ในวันที่มืดหม่นมองไม่เห็นแสงสว่าง
บทสนทนาแสนสั้น กลับทำให้เธอปล่อยวางความผิดหวังลงได้
เธอจดจำรายละเอียดทุกอย่างบนใบหน้าของชายหนุ่มเอาไว้ ภาวนาทุกวันให้เธอบังเอิญเจอกับเขาอีกครั้ง
เหตุการณ์ในวันนั้นค่อย ๆ ก่อตัวกลายเป็นความรู้สึกดี ๆ ขึ้นภายในใจทุกครั้งที่หวนกลับไปคิดถึงอีกครั้ง
“ฉันกลับไปทำงานได้หรือยังคะ” กุลจิราเรียกสติของตัวเองคืนกลับมา ดวงตาเรียวรีไหวระริกราวกับกำลังกลัวอะไรบางอย่าง
ผู้ชายที่ทำให้เธอหวั่นไหวในวันนั้น คงไม่เคยมีอยู่จริง
เขาไม่ต่างอะไรจากซาตาน…
เลือดเย็น จิตใจคับแคบ ในหัวมีแต่ความคิดชั่วร้าย
“ลองประเมินความสามารถของตัวเองดูสิ” ชายหนุ่มจ้องมาที่เธอ มุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
เขามันซาตานขนานแท้…
อำนาทในมือ เขาคงถนัดใช้มันเหยียบย่ำผู้อื่นให้จมฝ่าเท้าสินะ
ความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยววาววับเป็นประกายเจิดจ้าอยู่ในดวงตาของกุลจิราในเวลานี้ ยิ่งขลับให้ใบหน้าหวานหยดของเธอเย้ายวนใจเขายิ่งกว่าเดิม
“ความสามารถเรื่องการจูบของคุณ…ไม่ผ่าน”
“ผมชอบคุณนะ” หัวใจเธอวูบไหวขึ้นมา เสี้ยวหนึ่งในอกเผลอสั่นไหวเขาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดทับลงมาที่กลางอกเธออย่างจงใจ“ผมชอบที่คุณฉลาด” ปลายนิ้วร้อนระอุไล้ไปตามลำตัวของหญิงสาวอย่างแผ่วเบากุลจิราปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะ ตรงอกอวบอิ่มกระเพื่อมเล็กน้อย กำมือแน่น เล็กจิกฝ่ามือจนเจ็บ“ฉลาดพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” นิ้วของเขาขยับต่ำลงมา ฝ่ามือใหญ่สัมผัสลงที่เนินอวบอูมใต้สะดือของเธอฝ่ามือนั้นขยับต่ำลงอีกนิด…“รู้ว่าไม่ควรคิดอะไร…เกินตัว” คำพูดนั้นตกกระทบลงกลางอกเธออีกครั้ง เหมือนว่าประโยคนั้นเพิ่งจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของเธอมันชา…จนแทบจะไม่มีความรู้สึกกุลจิรามองตัวเองในกระจก รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย ในขณะที่พยายามกลั้นทุกความรู้สึกไม่ให้เผยออกมาภวินท์ถอนมือออกมา ร่างสูงถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาเยียบเย็นจับจ้องที่ร่างระหง สายตาไม่บอกอารมณ์เหมือนเช่นทุกครั้ง“อีกสิบห้านาที ลงไปข้างล่าง” “ฉันขอดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วจะรีบลงไปนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเขาน้ำเสียงเฉยชาที่ลอยมาเข้าหูทำให้ภวินท์เกิดความไม่พอใจอยู่ลึก ๆดวงตาชั่วร้ายมืดดำลง…สงสัยเขาต้องสั่งสอนให้กุลจิรา
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์ไม่ได้เอ่ยคำใด สีหน้าไม่บอกอารมณ์แต่เพียงเท่านั้น…ก็พอจะทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดกว่าทุกครั้งกุลจิราสูดหายใจลึก บอกกับตัวเองว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องงานไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องส่วนตัว และไม่มีเหตุผลที่เธอจะรื้อฟื้นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…เธอได้ก้าวข้ามมันมาแล้วเธอไม่คิดจะเรียกร้องคำอธิบายใดและไม่คาดหวังคำขอโทษจากใครร่างบางเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังเมื่อประตูรถคันหรูปิดลง เสียงจากโลกภายนอกก็ถูกตัดขาดราวกับไม่เคยมีอยู่"ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ ถึงแล้วลุงจะปลุกเอง" คุณเมธีมองหญิงสาวผ่านกระจกส่องหลังด้วยสายตาอ่อนโยน ต่างจากอีกคนที่มองเธอเป็นอากาศธาตุ"ค่ะ" หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ จากนั้นภายในรถก็เงียบสนิท มีเพียงกลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ จากชายหนุ่มที่
ฝนเมื่อคืนทิ้งเพียงความชื้นไว้ในอากาศท้องฟ้าหลังพายุฝนดูโปร่งใสกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงตึกสูงใหญ่ที่ PSW Asset Group เป็นเจ้าของทั้งหมด ทอดตัวลงมากระทบพื้นหินขัดจนเกิดเงาสะท้อนจาง ๆเสียงพนักงานทักทายกัน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ตามโต๊ะทำงานทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติกุลจิรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของตัวเอง ดวงตาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรในแฟ้มไม่มีใครรู้ว่าวันหยุดที่ผ่านมาเธอผ่านอะไรมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งเธอเองไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรู้แววตาเย็นเยียบของชายหนุ่มในตอนที่ไล่เธอลงจากรถ…ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเขาทิ้งเธอไว้ข้างถนนอย่างไม่ไยดีเมื่อคืนนี้ภวินท์ไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน เธอไม่รู้ว่าเขาไปค้างที่ไหนและนั่นก็เป็นเรื่องที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้คำถามเหล่านั้น…ไม่ใช่หน้าที่ของภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หญิงสาวตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วรีบรับสาย“ฮัลโหลค่ะ”“มีงานด่วนต้องให้น้ำไปทำ” จุฑามาศแจ้งเธอผ่านสายโทรศัพท์“อะไรเหรอคะ”“มีลูกค้ารายใหญ่ที่จังหวัดระยอง เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรมกับคลังสินค้าโลจิสต
"ลงไป" น้ำเสียงของเขาฟังดูเย็นยะเยือกกว่าทุกครั้ง หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ“อะไรนะคะ?” ภวินท์หันมามองเธอ ดวงตาคมคายวาวโรจน์คล้ายคนที่กำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้"ผมบอกให้คุณลงไปจากรถ ไม่ได้ยินเหรอ" หญิงสาวนิ่งงันไปหลังได้เห็นแววตาเฉยชาของชายหนุ่ม ริมฝีปากบางขยับเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาเขาจะปล่อยให้เธอลงตรงนี้จริง ๆ เหรอ?เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองมือเล็กค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดประตูรถ หน้าเธอไม่หนาพอจะให้เขาพูดจาดูถูกอะไรเธออีกเสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นเหนือศีรษะราวกับส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าทันทีที่เท้าแตะพื้นถนน สายฝนก็กระหน่ำลงมา หยดน้ำเย็นเฉียบซัดใส่ร่างบางจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มในพริบตาเมอร์เซเดสคันหรูพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ทิ้งกุลจิราไว้ข้างหลังขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำลงมาเจ้าของร่างบางยืนอยู่ที่ริมฟุตบาต สองเท้าเธอเปียกชุ่ม ใบหน้าเปียกชื้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นหยดฝน…หรือหยดน้ำตาเธอทำอะไรผิดนักหนา ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอถึงเพียงนี้แท็กซี่สีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่จอดลงตรงหน้าของหญิงสาวที่โบกมือเรียกในสภาพที่ร่างกายเปียกปอนเธอเปิดประตูขึ้นไปนั่
“พี่ทิตย์?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนตรงหน้าแต่งกายด้วยเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนพับแขนอย่างเรียบง่าย กับกางเกงสแลคสีเข้ม แววตายามที่มองมายังคงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปากของเขาทันทีที่สบตาเธอ“บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะได้เจอน้ำที่นี่” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเป็น ท่าทางที่ดูเป็นมิตรแบบที่ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรู้สึกสบายใจ“บ้านที่น้ำอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ค่ะ” อาทิตย์พยักหน้า ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆความเงียบช่วงสั้น ๆ แทรกตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่แม้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา แต่กุลจิรากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปเธอรู้จักอาทิตย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มรับช่วงดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนเธอยังเป็นนักศึกษาแม้จะสนิทสนมกันแต่ด้านความสัมพันธ์พวกเขาไม่เคยเกินเลย เป็นเพียงเพื่อน เป็นพี่น้องทื่ต่างก็หวังดีต่อกันหลังเรียนจบ เธอเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง ส่วนอาทิตย์ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งคู่ยังมีการติดต่อกันผ่านการแชดคุย โทรถามสารทุกข์สุกดิบเป็นครั้งคราวเมื่อใดที่อาทิตย์มีโอกาสม
“ผมไม่อนุญาต” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ปลายนิ้วกำเข้าหากันครู่เดียวก่อนจะคลายออก“เพราะอะไรคะ” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เมื่อต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำตอบสั้น ๆ แล้วเห็นเธอเป็นเพียงธาตุอากาศที่นี่คือบ้านของเขา เขาคือเจ้าชีวิตเธอ แต่การออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวเพียงแค่นี้ ไม่น่าจะต้องขออนุญาตราวกับนักโทษ“อยากได้อะไรก็ให้คนไปซื้อให้” น้ำเสียงห่างเหินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาไม่ควรจะเสียเวลาอธิบายกุลจิรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามประนีประนอม“ของใช้ส่วนตัวบางอย่าง ฉันต้องไปซื้อเองค่ะ” ภวินท์พลิกหน้านิตยสาร เหมือนคนที่ไม่ต้องการสานต่อบทสนทนาท่าทีเพิกเฉยนั้นยิ่งทำให้หัวใจของหญิงสาวหนักอึ้ง“ถ้างั้นให้พี่สมชายไปส่งฉันก็ได้ค่ะ ฉันจะรีบไปรีบกลับ” กุลจิราพยายามต่อรอง ทั้งที่เขาไม่ควรจะทำให้เรื่องพวกนี้ยุ่งยากภวินท์ลดนิตยสารลงจนใบหน้าคมเข้มปรากฏชัด แววตาร้ายกาจฉายวาบขึ้น“สมชายไม่ใช่คนขับรถของคุณที่จะมาใช้ได้ตามอำเภอใจ” ประโยคนั้นทำให้กุลจิรานิ่งงันความรู้สึกแปลกแยกถาโถมเข้ามาในอก ราวกับเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญก้าวเข้ามาในบ้านหลั







