Masukโถงทางเดินผู้บริหารชั้นสูงสุดเงียบสงัดเสียจนกุลจิราได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
เจ้าของร่างเล็กหยุดยืนที่หน้าห้องทำงานของภวินท์
เธอยืนอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งเมื่อต้องการเรียกความเชื่อมั่น
นับแต่วันที่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบ PSW Asset Group จวบจนตอนนี้ ยังไม่มีสักครั้งที่เธอจะคาดเดาความคิดของภวินท์ได้
“น้ำจ๊ะ ท่านประธานให้ไปพบที่ห้องทำงานตอนนี้เลย” เสียงของหัวหน้าแผนกที่เธอประจำอยู่ห้านาทีก่อนหน้านี้ยังดังก้องอยู่ในหัว
คุณเมธีจะทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอดคำสั่งหรือการมอบหมายงานของภวินท์ผ่านหัวหน้าแผนกนั้น ๆ หรือตัวพนักงานโดยตรง
ดังนั้นสิ่งที่จุฑามาศ หัวหน้าฝ่ายวางแผนและการตลาดของบริษัทในวัยสี่สิบปลาย ๆ เดินมาบอกกุลจิราที่โต๊ะทำงาน ก็คงจะเป็นการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์จากคุณเมธีอย่างไม่ต้องสงสัย
ตอนนั้นหัวใจของกุลจิราเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย หญิงสาวจำใจต้องวางมือจากงานตรงหน้า สูดลมหายใจลึกเข้าเมื่อต้องมาหยุดยืนยังชั้นผู้บริหารแห่งนี้
วันนี้เธอไม่ใช่เพียงพนักงานที่ทำผลงานดีเด่นติดต่อกันสี่ปีอีกต่อไป
บนใบหน้าของเธอสลักคำว่า ‘ภรรยาท่านประธาน’ เอาไว้ด้วยเบิ่อเริ่ม
ไม่ว่ากุลจิราจะกระดิกตัวทำอะไร ย่อมถูกสายตาของเพื่อนร่วมงานจับจ้องมา
โดยอย่างยิ่งเมื่อเธอได้รับคำสั่งให้ไปพบเจ้าของบริษัทในห้องทำงานส่วนตัวแต่เช้าอย่างในตอนนี้
เสียงลมหายใจที่กุลจิราพ่นออกมาราวกับต้องการปลดปล่อยทุกพันธนาการของเขา
อยากย้อนเวลากลับไปเป็นคนที่แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ
ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
ไม่มีพันธะใด ๆ
แสงแดดที่ลอดผ่านผนังกระจกทาบลงบนปลายเส้นผมสีน้ำตาลบรอนล์ของหญิงสาวเป็นเงาอ่อน ๆ นิ้วเรียวเล็กกำแฟ้มในมือแน่นเข้า
กุลจิราหลับตาลงตั้งสติ ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้นเคาะประตู
เธอค่อย ๆ ผลักบานประตูกระจกที่มองไม่เห็นด้านใน พาตัวเองเข้าไปยทนในนั้น เสียงรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นดังขึ้นเป็นจังหวะ
กลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ บนตัวชายหนุ่มลอยมาแตะที่ปลายจมูก
สายตาเธอสะดุดเข้ากับแผ่นหลังของซีอีโอหนุ่มที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำงาน แสงแดดที่ทอดผ่านผนังกระจกกระทบลงบนไหล่กว้าง
แม้จะเห็นใบหน้าเพียงแค่เสี้ยวหนึ่ง ทว่าแผ่นหลังของเขากลับแผ่อำนาทกระจายไปทั่วทั้งห้องนี้
กุลจิราจะรู้ว่าตัวเองเผลอยืนมองเจ้าของร่างสูงนั้นก็ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวก้าวเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของภวินท์ วางแฟ้มที่หยิบติดมือมาด้วยลงด้วยท่าทางสงบนิ่ง
หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
เธอทำงานอยู่ที่นี่เจ็ดปี นอกจากเจอกันในห้องประชุม เดินผ่านกันอาจจะหลายครั้ง แต่แทบจะนับครั้งได้ที่เขาเรียกเธอเข้ามาพบในห้องส่วนตัว
กุลจิรารับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
เขาคงไม่ได้เรียกเธอมาเพื่ออบรมเรื่องการแต่งตัวหรอกนะ
แต่ใครจะคาดเดาความคิดของคนชั่วร้ายเช่นเขาได้ล่ะ
บรรยากาศภายในห้องยังคงตกอยู่ในความเงียบกุลจิรารู้สึกหายใจลำบากขึ้นทุกขณะ แม้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ
“เรียกฉันเข้ามาพบไม่ทราบว่ามีอะไรจะสั่งหรือเปล่าคะ”
ชายหนุ่มหันมาเผชิญหน้ากับเธอ
ภวินท์ยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม ทว่ากุลจิรากลับรู้สึกราวกับว่าเขาขยับเข้ามาใกล้ตัวเองเสียอย่างนั้น
เหมือนกับว่าลมหายใจร้อนระอุแบบเดียวกับค่ำคืนที่ผ่านมา กำลังไล้เลียที่ผิวแก้มเธออยู่
“ต้องเป็นเรื่องงานเท่านั้นเหรอ ผมถึงจะเรียกคุณให้มาพบได้” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาไม่ดังมากนัก หากแต่เพียงพอจะเรียกสติของกุลจิราคืนกลับมา
เธอไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะถามเขาได้
“ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ ฉันแค่ถามไปตามมาระ…” ไม่ทันได้พูดประโยคนั้นจบ ชายหนุ่มก็ก้าวเข้ามาอยู่ตรงหน้าของเธอ
กุลจิราถอยร่นไปด้านหลัง
ภวินท์ไม่ได้ขยับตามมา ทว่าระยะห่างที่เขาตั้งใจเว้นก็เป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ พอให้เธอได้ใช้หายใจ
เมื่อทุกอณูภายในห้องถูกเขายึดครองเอาไว้ทุกตารางนิ้ว
“เป็นอะไรไป อย่าบอกนะว่าคุณ…กลัวผม” กุลจิราเม้มริมฝีปาก ขณะเตือนสติของตัวเอง
เธอจะไม่แสดงความหวาดหวั่นออกมาให้เขาเห็นอย่างเด็ดขาด
ไม่ยอมให้รู้ว่าการเข้าใกล้ของเขาทำใจเธอหล่นวูบ
เสี้ยววินาทีนั้นเอง ร่างสูงก็ขยับเข้ามาใกล้ เงาของเขากำลังกลืนพื้นที่รอบตัวเธอไปทีละน้อย
ภวินท์โน้มศีรษะลงต่ำ ปลายจมูกเฉียดผ่านผิวแก้มนวลเนียนไปเพียงนิด
ทว่าสัมผัสบางเบานั้นกลับแล่นวาบ รุนแรงจนกุลจิราเผลอกลั้นลมหายใจ
ความใกล้ชิดระหว่างทั้งคู่คล้ายประกายไฟเล็ก ๆ ที่พร้อมจะลุกลามได้ในทุกจังหวะหายใจของเขา
“ไม่ตอบ…” เสียงทุ้มต่ำแผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
“…แปลว่าใช่?” กุลจิรากัดฟันเพียงวูบหนึ่งก่อนแหงนเงยใบหน้าขึ้นไปมอง
ดวงตาเรียวรีวาววับด้วยความดื้อรั้น เธอจะไม่ยอมให้เขามองเห็นความหวั่นไหวภายในใจ
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้กลัว” ถ้อยคำสั้น ๆ ของเธอกลับดังชัดในความเงียบงัน
เพียงพอให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักลึกอย่างผู้ที่เหนือกว่า
คล้ายกับว่ากำลังกวาดสายตามอง ‘ทรัพย์สินราคาแพง’ ที่กล้าทำท่าอวดดีใส่เจ้าของ
“ไม่กลัวก็ดี” น้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุ้มลึกจนหญิงสาวรู้สึกถึงความเย็นวาบทั่วทั้งแผ่นหลัง
“เพราะผมก็กังวลว่าคุณจะไม่ได้เตรียมตัว…หลังคืนแต่งงานของเรา”
ประโยคนั้นทำให้หัวใจของกุลจิราแผ่ความร้อนลามมาถึงสองแก้ม ก่อนจะเอ่ยออกไปโดยไม่คิดจะหลบสายตาคมกริบคู่นั้น
“ตามที่คุณภวินท์ต้องการเลยค่ะ” เธอกดเสียงนุ่ม ไม่คล้ายคนประชดประชัน
แต่ก็ใช่…
เธอกำลังประชดเขานั่นแหละ
“ฉันเตรียมตัว…และเตรียมใจเอาไว้แล้วค่ะ” ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มจาง ๆ
แต่คนที่จนตรอก สิ้นหนทางอย่างเธอ
นอกจากยอมจำนนให้กับอำนาทเงิน เธอยังจะมีทางเลือกอื่นด้วยหรือ
ชายหนุ่มฉวยตอนที่กุลจิราไม่ทันระวัง คว้าเอวคอดเล็กเข้ามาแนบชิดกับลำตัวแข็งแรงของตน
กุลจิราหลุดลมหายใจเบา ๆ เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองถูกบีบให้เหลือเพียงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะแก้มเธออยู่
นัยน์ตาคมเข้มของภวินท์มืดดำลง
ลมหายใจของกุลจิราเริ่มสะดุด
“งั้นก็ต้องทำให้ผมเห็น…” เขาก้มลงชิดใบหน้าเนียนขาวจนแทบไม่เหลืออากาศให้เธอหายใจ
“…ว่าคุณเตรียมตัวมาอย่างดี ไม่ใช่แค่ดีแต่ปาก”ปลายนิ้วมือเรียวยาวแตะลงที่ข้อมือของหญิงสาว ไล้ลากขึ้นไปตามท่อนแขนเรียวเล็ก
สัมผัสที่ดูเหมือนแผ่วเบา กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ซ่อนอยู่ลึกจนผิวเธอร้อนวูบวาบ
กุลจิราก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว
ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะเธอจำเป็นต้องตั้งหลักให้มั่น
ภวินท์มองการตอบสนองนั้นด้วยสายตาเรียบเย็น
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่ริมฝีปากของเขา
“หมายความว่ายังไงคะ ชายหนุ่มโน้มเข้ามาใกล้กว่าเดิม จนแผงอกกว้างของเขาแทบจะฝังเข้ากับส่วนโค้งนุ่มนวลภายใต้ชุดกระโปรงของเธอ
“ไม่เข้าใจจริง ๆ …หรือแกล้งไม่เข้าใจ?” น้ำเสียงเย็นเยียบของซีอีโหนุ่มกรีดลงกลางอกเธอ
กุลจิรากลืนน้ำลายฝืดลงคอ มือทั้งสองเริ่มชื้นเหงื่อ
เธอสูดหายใจลึกเข้า พยายามตั้งสติ
“ตอนนี้เราอยู่ที่บริษัทนะคะ” แม้ไม่พูดออกมาตรง ๆ แต่ความหมายก็ชัดเจน
กุลจิราเริ่มรู้ชะตากรรมของตัวเองแล้ว
“ใช่” ภวินท์ตอบช้า ๆ ริมฝีปากหนาเคลื่อนมาเกือบชิดแก้มเธอ
“เราอยู่ที่บริษัท…ของผม”
“ผมชอบคุณนะ” หัวใจเธอวูบไหวขึ้นมา เสี้ยวหนึ่งในอกเผลอสั่นไหวเขาเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดทับลงมาที่กลางอกเธออย่างจงใจ“ผมชอบที่คุณฉลาด” ปลายนิ้วร้อนระอุไล้ไปตามลำตัวของหญิงสาวอย่างแผ่วเบากุลจิราปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะ ตรงอกอวบอิ่มกระเพื่อมเล็กน้อย กำมือแน่น เล็กจิกฝ่ามือจนเจ็บ“ฉลาดพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” นิ้วของเขาขยับต่ำลงมา ฝ่ามือใหญ่สัมผัสลงที่เนินอวบอูมใต้สะดือของเธอฝ่ามือนั้นขยับต่ำลงอีกนิด…“รู้ว่าไม่ควรคิดอะไร…เกินตัว” คำพูดนั้นตกกระทบลงกลางอกเธออีกครั้ง เหมือนว่าประโยคนั้นเพิ่งจะฟาดลงมาที่ใบหน้าของเธอมันชา…จนแทบจะไม่มีความรู้สึกกุลจิรามองตัวเองในกระจก รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่อกข้างซ้าย ในขณะที่พยายามกลั้นทุกความรู้สึกไม่ให้เผยออกมาภวินท์ถอนมือออกมา ร่างสูงถอยหลังหนึ่งก้าว สายตาเยียบเย็นจับจ้องที่ร่างระหง สายตาไม่บอกอารมณ์เหมือนเช่นทุกครั้ง“อีกสิบห้านาที ลงไปข้างล่าง” “ฉันขอดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วจะรีบลงไปนะคะ” เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเขาน้ำเสียงเฉยชาที่ลอยมาเข้าหูทำให้ภวินท์เกิดความไม่พอใจอยู่ลึก ๆดวงตาชั่วร้ายมืดดำลง…สงสัยเขาต้องสั่งสอนให้กุลจิรา
กระจกฝั่งเบาะด้านหลังเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ภวินท์นั่งอยู่ด้านในในชุดสูทสีเข้ม โดยมีคุณเมธีทำหน้าที่เป็นคนขับรถดวงตาลึกล้ำของประธานหนุ่มยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ใครเข้าถึง แม้แต่คนที่อยู่ในสถานะภรรยาเช่นเธอสายตาเย็นเยียบคู่นั้นเลื่อนมาหยุดที่หญิงสาวร่างบาง ภวินท์ไม่ได้เอ่ยคำใด สีหน้าไม่บอกอารมณ์แต่เพียงเท่านั้น…ก็พอจะทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึดอัดกว่าทุกครั้งกุลจิราสูดหายใจลึก บอกกับตัวเองว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องงานไม่มีพื้นที่สำหรับเรื่องส่วนตัว และไม่มีเหตุผลที่เธอจะรื้อฟื้นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน…เธอได้ก้าวข้ามมันมาแล้วเธอไม่คิดจะเรียกร้องคำอธิบายใดและไม่คาดหวังคำขอโทษจากใครร่างบางเปิดประตูเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังเมื่อประตูรถคันหรูปิดลง เสียงจากโลกภายนอกก็ถูกตัดขาดราวกับไม่เคยมีอยู่"ถ้าง่วงก็นอนได้เลยนะ ถึงแล้วลุงจะปลุกเอง" คุณเมธีมองหญิงสาวผ่านกระจกส่องหลังด้วยสายตาอ่อนโยน ต่างจากอีกคนที่มองเธอเป็นอากาศธาตุ"ค่ะ" หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบคุณ จากนั้นภายในรถก็เงียบสนิท มีเพียงกลิ่นโคโลญจ์จาง ๆ จากชายหนุ่มที่
ฝนเมื่อคืนทิ้งเพียงความชื้นไว้ในอากาศท้องฟ้าหลังพายุฝนดูโปร่งใสกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงตึกสูงใหญ่ที่ PSW Asset Group เป็นเจ้าของทั้งหมด ทอดตัวลงมากระทบพื้นหินขัดจนเกิดเงาสะท้อนจาง ๆเสียงพนักงานทักทายกัน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ตามโต๊ะทำงานทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติกุลจิรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานของตัวเอง ดวงตาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรในแฟ้มไม่มีใครรู้ว่าวันหยุดที่ผ่านมาเธอผ่านอะไรมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งเธอเองไม่ได้ต้องการให้ใครมารับรู้แววตาเย็นเยียบของชายหนุ่มในตอนที่ไล่เธอลงจากรถ…ยังวนเวียนอยู่ในความคิดเขาทิ้งเธอไว้ข้างถนนอย่างไม่ไยดีเมื่อคืนนี้ภวินท์ไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน เธอไม่รู้ว่าเขาไปค้างที่ไหนและนั่นก็เป็นเรื่องที่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้คำถามเหล่านั้น…ไม่ใช่หน้าที่ของภรรยาที่เขาใช้เงินซื้อมาเสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หญิงสาวตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วรีบรับสาย“ฮัลโหลค่ะ”“มีงานด่วนต้องให้น้ำไปทำ” จุฑามาศแจ้งเธอผ่านสายโทรศัพท์“อะไรเหรอคะ”“มีลูกค้ารายใหญ่ที่จังหวัดระยอง เป็นกลุ่มนักลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรมกับคลังสินค้าโลจิสต
"ลงไป" น้ำเสียงของเขาฟังดูเย็นยะเยือกกว่าทุกครั้ง หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาอย่างไม่เข้าใจ“อะไรนะคะ?” ภวินท์หันมามองเธอ ดวงตาคมคายวาวโรจน์คล้ายคนที่กำลังข่มอารมณ์บางอย่างเอาไว้"ผมบอกให้คุณลงไปจากรถ ไม่ได้ยินเหรอ" หญิงสาวนิ่งงันไปหลังได้เห็นแววตาเฉยชาของชายหนุ่ม ริมฝีปากบางขยับเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาเขาจะปล่อยให้เธอลงตรงนี้จริง ๆ เหรอ?เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองมือเล็กค่อย ๆ เอื้อมไปเปิดประตูรถ หน้าเธอไม่หนาพอจะให้เขาพูดจาดูถูกอะไรเธออีกเสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นเหนือศีรษะราวกับส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าทันทีที่เท้าแตะพื้นถนน สายฝนก็กระหน่ำลงมา หยดน้ำเย็นเฉียบซัดใส่ร่างบางจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มในพริบตาเมอร์เซเดสคันหรูพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ทิ้งกุลจิราไว้ข้างหลังขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำลงมาเจ้าของร่างบางยืนอยู่ที่ริมฟุตบาต สองเท้าเธอเปียกชุ่ม ใบหน้าเปียกชื้นจนแยกไม่ออกว่าเป็นหยดฝน…หรือหยดน้ำตาเธอทำอะไรผิดนักหนา ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอถึงเพียงนี้แท็กซี่สีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่จอดลงตรงหน้าของหญิงสาวที่โบกมือเรียกในสภาพที่ร่างกายเปียกปอนเธอเปิดประตูขึ้นไปนั่
“พี่ทิตย์?” ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีแทนตรงหน้าแต่งกายด้วยเชิ้ตแขนยาวสีอ่อนพับแขนอย่างเรียบง่าย กับกางเกงสแลคสีเข้ม แววตายามที่มองมายังคงอบอุ่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนริมฝีปากของเขาทันทีที่สบตาเธอ“บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะได้เจอน้ำที่นี่” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเป็น ท่าทางที่ดูเป็นมิตรแบบที่ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรู้สึกสบายใจ“บ้านที่น้ำอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ค่ะ” อาทิตย์พยักหน้า ราวกับเข้าใจในสิ่งที่เธอไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆความเงียบช่วงสั้น ๆ แทรกตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่แม้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา แต่กุลจิรากลับรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปเธอรู้จักอาทิตย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มรับช่วงดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนเธอยังเป็นนักศึกษาแม้จะสนิทสนมกันแต่ด้านความสัมพันธ์พวกเขาไม่เคยเกินเลย เป็นเพียงเพื่อน เป็นพี่น้องทื่ต่างก็หวังดีต่อกันหลังเรียนจบ เธอเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง ส่วนอาทิตย์ก็ดูแลธุรกิจครอบครัวอยู่ทางภาคเหนือ ทั้งคู่ยังมีการติดต่อกันผ่านการแชดคุย โทรถามสารทุกข์สุกดิบเป็นครั้งคราวเมื่อใดที่อาทิตย์มีโอกาสม
“ผมไม่อนุญาต” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ปลายนิ้วกำเข้าหากันครู่เดียวก่อนจะคลายออก“เพราะอะไรคะ” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ เมื่อต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำตอบสั้น ๆ แล้วเห็นเธอเป็นเพียงธาตุอากาศที่นี่คือบ้านของเขา เขาคือเจ้าชีวิตเธอ แต่การออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวเพียงแค่นี้ ไม่น่าจะต้องขออนุญาตราวกับนักโทษ“อยากได้อะไรก็ให้คนไปซื้อให้” น้ำเสียงห่างเหินดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เขาไม่ควรจะเสียเวลาอธิบายกุลจิรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามประนีประนอม“ของใช้ส่วนตัวบางอย่าง ฉันต้องไปซื้อเองค่ะ” ภวินท์พลิกหน้านิตยสาร เหมือนคนที่ไม่ต้องการสานต่อบทสนทนาท่าทีเพิกเฉยนั้นยิ่งทำให้หัวใจของหญิงสาวหนักอึ้ง“ถ้างั้นให้พี่สมชายไปส่งฉันก็ได้ค่ะ ฉันจะรีบไปรีบกลับ” กุลจิราพยายามต่อรอง ทั้งที่เขาไม่ควรจะทำให้เรื่องพวกนี้ยุ่งยากภวินท์ลดนิตยสารลงจนใบหน้าคมเข้มปรากฏชัด แววตาร้ายกาจฉายวาบขึ้น“สมชายไม่ใช่คนขับรถของคุณที่จะมาใช้ได้ตามอำเภอใจ” ประโยคนั้นทำให้กุลจิรานิ่งงันความรู้สึกแปลกแยกถาโถมเข้ามาในอก ราวกับเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญก้าวเข้ามาในบ้านหลั




![สามีติดเซ็กส์ [PWP] + [SM25+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


