LOGINกุลจิราเป็นเพียงภรรยาที่ภวินท์ใช้เงินซื้อมา เพราะครอบครัวเธอต้องจำยอมใช้เรือนร่างชดใช้หนี้บุญคุณเขาไปชั่วชีวิต “คืนนี้ก็ทำหน้าที่ภรรยาของคุณซะ แล้วก็ต้องทำให้ผมพอใจด้วยล่ะ” หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงในห้องที่ตกแต่งไว้อย่างหรูหรา รู้สึกราวกับเพิ่งถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง ที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงสวยงามที่มีเอาไว้กักขังเธอ น่าสมเพชสิ้นดี หญิงสาวมองตัวเองที่สะท้อนในกระจก ใบหน้างดงามฉายชัดถึงความกล้ำกลืนฝืนใจ น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม ตอกย้ำว่าหลังจากค่ำคืนนี้ไป เธอจะเป็นเพียงนกในกรงของเขา ไร้ซึ่งอิสรภาพ ไร้ซึ่งความรักที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรได้รับจากสามี "อ้าขาออกอีก คืนนี้ผมจะกระแทกคุณให้หนักๆ" นิยายรักโรแมนติก พระเอกปากร้าย นางเอกมีความอวดดีและปากดี ไม่ได้อ่อนแอจนเกินไป เรื่องนี้ไม่มีนอกกาย นอกใจ
View Moreสายลมเย็นเยียบของปลายฤดูฝนพัดผ่านหน้าต่างบานสูงในคฤหาสน์หลังใหญ่ สัมผัสแผ่วเบากับผิวแก้มของหญิงสาวผู้ยืนเหม่อมองออกไปที่สวนหย่อม
เจ้าของร่างเล็กสวมชุดเจ้าสาวสีงาช้างสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลืนก้อนสะอื้นที่เกาะอยู่ตรงลำคอให้จมหาย
กุลจิราเลือกชุดเจ้าสาวจากร้านพรีเวตดิ้งด้วยตัวเอง แม้จะรู้ดีว่าไม่ใช่วิวาห์ที่วาดฝันไว้ เธอก็ยังอยากให้ตัวเองดูดีที่สุดในวันสำคัญของชีวิต
ความเงียบงันภายในห้องนอนของคฤหาสน์หลังใหญ่มีเพียงเสียงนาฬิกาบนผนังที่เดินเป็นจังหวะ
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ คำพูดชื่อชมเธอจากแขกเหรื่อในงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมหรูในค่ำคืนที่ผ่านมา คงเป็นเพียงฉากละครฉากหนึ่ง
กุลจิรายังจำสายตาแขกในงานนับร้อยที่มองมายังเธอได้ดี
บางคนยินดี หลายคนอิจฉา บ้างหัวเราะเยาะเมื่อลับจากสายตาเธอ
ภวินท์ เศรษฐวินิจ
ซีอีโอหนุ่มไฟแรง เจ้าของ PSW Asset Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครจะไม่รู้จักในเวลานี้
ภวินท์เป็นเจ้าบ่าวของเธอ คนที่ยืนเคียงข้างเธอกลับทำตัวเย็นชาเสียจนกุลจิราอยากวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ หากไม่ติดว่าภวินท์คือคนที่ยื่นมือเข้ามาใช้หนี้ก้อนใหญ่ให้กับครอบครัวของเธอที่กำลังจะล้มละลาย
“เจ้าสาวมองกล้องนี้หน่อยครับ” กุลจิราฝืนยิ้มรับช่างถ่ายภาพทั้งที่ตอนนี้หัวใจของเธอราวกับมีก้อนหินขนาดใหญ่ถ่วงรั้งอยู่
เพื่อช่วยเหลือครอบครัวในครั้งนี้ ภายในชั่วข้ามคืนกุลจิราต้องยอมสูญเสียอิสรภาพทุกอย่างในชีวิต
เสียงเปิดประตูห้องดังเข้ามา เจ้าของเสียงฝีเท้าปรากฏกายพร้อมกับคำพูดเย็นชาดุจน้ำแข็ง
กุลจิราดังสติตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ตอนอยู่ในงานผมเห็นคุณไม่ยิ้มเลย ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าคืนนี้คุณต้องทำตัวให้เป็นเจ้าสาวที่มีความสุขที่สุด” หญิงสาวหันไปมองเจ้าของร่างสูงในชุดทัคซิโด้เรียบหรู
สีหน้าของเธอราบเรียบ หากแต่ในใจกลับสะท้านวาบเหมือนเพิ่งโดนคมมีดเฉือนผ่าน เมื่อเห็นแววตาเย็นชาของชายหนุ่ม
“ฉันก็ยิ้มตลอดตามที่คุณสั่งนี่คะ” น้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าความดื้อรั้นกลับฉายชัดในแววตา
ชายหนุ่มในสูทสีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ รูปร่างของภวินท์สง่างาม สมกับเป็นผู้บริหารหนุ่มเนื้อหอม มากด้วยความสามารถ
เขาอายุเพียงสามสืบสามปีแต่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจ
แต่ในความสมบูรณ์และน่าเกรงขามนี้เองที่ทำให้เขาเป็นชายหนุ่มที่กุลจิราคิดว่าตัวเธอไม่ควรเข้าใกล้
“อย่าลืมว่าผมซื้อคุณมาด้วยเงินห้าสิบล้าน ซึ่งเป็นเงินที่ชาตินี้ทั้งชาติคุณก็หามาใช้ผมไม่ได้ เพราะงั้นคุณก็ควรจะทำตัวให้ฉลาดหน่อย อย่าพูดอะไรที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน” กุลจิรากำมือแน่น เธอหันกลับไปมองเขาด้วยแววตาที่มีประกายแข็งกร้าวเด่นชัดอยู่ในนั้น
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้คุณจนครบทุกบาททุกสตางค์แน่นอนค่ะ” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ น้ำเสียงนั้นคล้ายกำลังเย้ยหยันเธออย่างเห็นได้ชัด
ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้กุลจิราจนเกือบจะแนบชิดกับเธอ ได้กลิ่นน้ำหอมอบอวลกับแอลกอฮอล์ร้อนแรงจากตัวเขา นิ้วเรียวดันปลายคางของเธอให้เงยขึ้น
“ถ้าคุณมีปัญญาหาเงินมาได้จริงๆ คุณคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก กุลจิรา” หัวใจของหญิงสาวถูกบีบรัดแน่นเมื่อได้ฟังคำพูดเย้ยหยัน แต่ริมฝีปากยังคงยกยิ้มบางอย่างคนที่ถือดี
“ค่ะ ฉันคงไม่มีปัญญาจะใช้หนี้คุณ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงต่ำต้อยที่คุณยอมจ่ายห้าสิบล้านแถมยังให้ฉันได้มาอยู่ในตำแหน่งภรรยาอันสูงส่งของคุณ ดังนั้นต่อไปนี้ถ้าคุณต้องการให้ฉันทำอะไรก็เชิญสั่งมาได้เลยค่ะ ฉันจะทำด้วยความเต็มใจ” แม้ในอกจะกล้ำกลืนฝืนทนเพียงใดแต่กุลจิราก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ชายหนุ่มเห็นแม้แต่น้อย
ต่อให้เธอจะถุกลดทอนคุณค่า เป็นผู้หญิงที่ไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีเพราะใช้เรือนร่างแลกกับเงินก้อนโต เธอก็จะไม่อ้อนวอนขอความเห็นใจจากเขาเด็ดขาด
ภวินท์นิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาเหมือนคนที่อยากพูดบางอย่าง หากแต่สุดท้ายเขากลับหมุนตัวเดินออกจากห้องไปหลังจากออกคำสั่งนี้กับเธอ
“คืนนี้ก็ทำหน้าที่ภรรยาของคุณซะ แล้วก็ต้องทำให้ผมพอใจด้วยล่ะ” หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงในห้องที่ตกแต่งไว้อย่างหรูหรา รู้สึกราวกับเพิ่งถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงสวยงามที่มีเอาไว้กักขังเธอ
น่าสมเพชสิ้นดี
กุลจิรามองตัวเองที่สะท้อนในกระจก ใบหน้างดงามฉายชัดถึงความกล้ำกลืนฝืนใจ
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้ม ตอกย้ำว่าหลังจากค่ำคืนนี้ไป เธอจะเป็นเพียงนกในกรงของเขา ไร้ซึ่งอิสรภาพ ไร้ซึ่งความรักที่ผู้หญิงคนหนึ่งควรได้รับจากสามี
กุลจิราปาดน้ำตาออกจากใบหน้าเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังแสดงความอ่อนแอออกมา เธอหยิบกล่องขนาดเล็ก จากลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง สิ่งเดียวที่เธอนำติดตัวมาด้วย
ภายในบรรจุภาพถ่ายเก่า ๆ กับสร้อยคอราคาไม่กี่บาทที่บิดาเคยซื้อให้ตอนเด็ก
มันอาจไม่มีคุณค่าสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเธอมันคือสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตเมื่อบัดนี้บิดาของเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาช้า ๆ โดยคนรับใช้ในวัยกลางคน
“ทนายอนุชามาถึงแล้วค่ะ” ป้าลำดวน แม่บ้านคนเก่าคนแก่ของตระกูลเศรษฐวินิจเอ่ยบอกหญิงสาวด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร
แม้ว่าเธอจะตบแต่งเข้ามาในบ้านหลังนี้โดยไร้ซึ่งความรักจากเจ้าของบ้าน ชีวิตหลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่โชคดีที่คนรับใช้ของที่นี่ยังพอมีไมตรีต่อเธออยู่บ้าง
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าโดยไม่ให้มากความ เธอเดาว่าทนายประจำตระกูลคงจะมากลางดึกด้วยเรื่องสำคัญ
เวลาเกือบตีหนึ่งหลังจากงานวิวาห์ยิ่งใหญ่เพิ่งจบลง แสงไฟสีอุ่นในโถงรับแขกส่องสว่าง
ภวินท์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ เชิ้ตสีขาวปลดกระดุมบนสองเม็ดแรก ท่าทางดูผ่อนคลาย ทว่าแววตากลับนิ่งลึก
ทนายในวัยกลางคนในสูทเข้มที่นั่งถัดมา กำลังจัดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ
“ผมเป็นทนายประจำตระกูล ดูแลเรื่องมรดกและสัญญาต่างๆให้กับคุณภวินท์” น้ำเสียงของทนายนุ่มนวล ชัดถ้อยชัดคำ กุลจิราเพียงพยักหน้ารับ
“เนื่องจากคุณภวินท์ต้องการให้การแต่งงานในครั้งนี้ชัดเจน คืนนี้ผมเบยต้องรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณกุลจิราสักครู่นะครับ” กุลจิรานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม ชำเลืองมองฝ่ายนั้นที่ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบสายตามองมา ก่อนจะหันกลับมามองเอกสารในแฟ้มก่อนที่ทนายจะพูดต่อ
“รายละเอียดต่างๆที่ผมจะแจ้งให้ทั้งสองคนทราบมีดังนี้นะครับ ข้อตกลงภายหลังการแต่งงาน เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ข้อหนึ่ง การแต่งงานครั้งนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่ายโดยความสมัครใจ
ข้อสอง เมื่อทั้งสองคนยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่มีผลผูกพันกันทางกฎหมาย คุณกุลจิราจะไม่มีสิทธิ์ใดๆในทรัพย์สินทั้งหมดของคุณภวินท์
ข้อสาม สิทธิ์ที่คุณกุลจิราจะได้รับ มีดังต่อไปนี้
สามารถพำนักในคฤหาสน์เศรษฐวินิจได้ โดยมีห้องนอนส่วนตัวและได้รับการคนดูแลตามสมควรในฐานะภรรยา หากคุณกุลจิราต้องการอะไรป้าลำดวนจะเป็นคนคอยจัดการหาให้ตามสมควร
คุณกุลจิรายังเป็นพนักงานของบริษัท PSW Asset Group และได้รับเงินเดือนตามเดิม ส่วนการปรับเงินเดือนหรือเงินโบนัสจะได้รับตามผลงานและความสามารถซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างของบริษัท
สิ่งที่คุณกุลจิรา ไม่มีสิทธิ์
ข้อที่หนึ่ง ไม่ได้รับเงินใด ๆ จากฝ่ายชาย นอกเหนือจากเงินเดือนในบริษัท
ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินหรือเงินเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากคุณภวินท์ได้ชำระใช้หนี้สินจำนวนห้าสิบล้านบาทให้กับครอบครัวของคุณกุลจิราเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการแต่งงานในครั้งนี้ ซึ่งคุณกุลจิราได้ยอมรับในข้อตกลงนี้ก่อนการแต่งงานจะเกิดขึ้นแล้ว โดยมีนายก้องเกียรติ วงษ์เสวตและนาง กานต์ดา วงษ์เสวต บิดามารดาของคุณกุลจิราเป็นพยานขณะทำสัญญา
ไม่มีสิทธิ์ใช้นามสกุล เศรษฐวินิจ เว้นแต่มีการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องในอนาคต
หากมีบุตรเกิดขึ้นระหว่างนี้ จะมีการพิจารณาด้านสิทธิ์ทางกฎหมายที่เป็นผลประโยชน์โดยตรงต่อบุตรที่เกิดมาตามกฎหมาย
ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วโถงรับแขกทันทีที่ทนายพูดจบ
เสียงเคาะปากกาลงบนโต๊ะดังขึ้นเบา ๆ ในขณะที่ทนายอนุชาหยิบเอกสารออกมาจากแฟ้มหนังสีเข้มส่งให้หญิงสาว
กุลจิราเปิดอ่านเพียงผ่าน ๆ โดยไม่ได้โต้แย้งอะไร
“ถ้าไม่มีข้อโต้แย้ง คุณกุลจิราเซ็นชื่อรับทราบที่ตรงนี้ครับ” หญิงสาวเงียบในชั่วครู่นั้น ดวงตาคู่สวยจดจ่ออยู่กับกระดาษตรงหน้า
ก่อนจะก้าวเข้ามาเหยียบบ้านหลังนี้ กุลจิรารู้แก่ใจอยู่แล้ว
เธอเป็นเพียงภรรยาในนาม เป็นเพียงผู้หญิงที่เขาใช้เงินซื้อตัวมา
เขายื่นข้อแสนอการแต่งงานเพราะรู้ดีว่าครอบครัวของเธอไม่มีความสามารถในการใช้หนี้ สิ่งเดียวที่จะทดแทนได้คือเรือนร่างของเธอ
หญิงสาวยกมือขึ้น แม้จะลังเลในเสี้ยววินาทีนั้น หากแต่สุดท้ายปลายปากกาก็ถูกขีดเขียนลงบนสัญญาในที่สุด
ทนายอนุชารวบแฟ้มเอกสารไปเก็บในกระเป๋าหนังเงียบ ๆ ก่อนจะหันไปบอกกับชายหนุ่มสุภาพ
“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ภวินท์พยักหน้าให้กับชายวัยกลางคน ในขณะที่กุลจิราก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการส่งแขก
ทนายประจำตระกูลกลับออกไปแล้ว เวลานี้ภายในโถงรับแขกถูกความเงียบเข้าปกคลุม
กุลจิรารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงเครื่องประดับบนผนัง
ไม่มีตัวตน ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ในคฤหาสน์หลังนี้
ไม่ใช่นางเอกในนิยายที่เธอเคยอ่าน
ไม่ใช่ภรรยาที่ได้รับความรักจากสามี
กุลจิรายังคงนั่งเงียบ กัดริมฝีปากไว้เพื่อกลืนทุกความรู้สึกลงในอก เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นอย่างเยือกเย็น
“ตามผมขึ้นไปบนห้อง ขึ้นไปทำหน้าที่ของคุณให้เสร็จๆเพราะพรุ่งนี้ผมมีประชุมตอนเช้า”
คำพูดของภวินท์ทิ้งบางอย่างไว้ในอากาศบางอย่างที่ไม่ได้เอ่ยออกมาตรง ๆ แต่ชัดเจนพอจะทำให้สมาชิกบนโต๊ะรับรู้ได้ และดูเหมือนเจ้าตัวจะอ่านความคิดของทุกคนรอบออก“ถ้าลืมบ่อยๆ มันก็กระทบกับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ใช่ไหมครับคุณอาทิตย์” เขามองอีกฝ่ายตรง ๆ ไม่มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าต่างกับอาทิตย์ที่แม้จะนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็คลี่ยิ้มบาง ๆ“ครับ ลืมบ่อยๆ ต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน” คำตอบนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่ก็ไม่ใช่การยอมรับเสียทีเดียว“ถ้าคุณอาทิตย์เข้าใจเจตนาของผมก็ดีไปครับ ผมจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรยืดยาว” น้ำเสียงของภวินท์ยังคงราบเรียบ ไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าถ้อยคำนั้นของเขาซ่อนนัยยะบางอย่างเอาไว้ และอาทิตย์มองออกทั้งหมดสายตาของกุลจิราจับจ้องอยู่ที่ชามข้าว ปลายนิ้วเย็นเฉียบขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวขณะที่พิศมัยเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นทุกขณะ“ผมเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ อยู่แล้วครับ” อาทิตย์เอ่ยขึ้น ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“ที่แม่ยายควรจะพูดกันเองกับลูกเขยไง” ถ้อยคำนั้นทำให้เธอนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆเธอหันไปพูดกับมารดา“แม่พูดกับคุณภวินท์เขาสบายๆ เถอะค่ะ” พิศมัยมองหน้าลูกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าทว่าลึกลงไปในแววตายังมัความระมัดระวังซ่อนอยู่พิศมัยไม่ต้องการให้การรับประทานอาหารร่วมโต๊ะครั้งแรกกับชายหนุ่มหลังการแต่งงานเกิดขึ้น ทำให้กุลจิราตกอยู่ในที่นั่งลำบากมากกว่าทุกวันนี้มื่อเช้าที่บ้านวงษ์เศวตยังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่ายพิศมัยแนะนำแต่ละเมนูที่ตั้งใจทำอย่างพิถีพิถันให้กับชายหนุ่มลองชิมฝีมือระหว่างนั้น ทุกคนได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดหญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองไปยังรั้วประตูที่ถูกต้นตำลึงพันล้อมไว้อย่างแน่นหนาพิศมัยหันไปมองเช่นกัน"ใครกันมาเวลานี้" หญิงวัยกลางคนพึมพำเบา ๆ วางช้อนลงที่จาน“น้ำกับคุณภวินท์กินข้าวไปเถอะ เดี๋ยวแม่ออกไปดูเอง” หญิงวัยกลางคนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หญิงสาวหันกลับมา สายตาเหลือบไปยังชายหนุ่มที
มุมปากชายหนุ่มโค้งขึ้นเล็กน้อย เขาหรี่ตามองเธออย่างชั่วร้าย“ในฐานะคนที่มีสิทธิ์กระแทกคุณได้ทุกเวลา”“นี่คุณ” กุลจิรามองซ้ายขวา ครั้งนี้ไม่ได้กลัวพิศมัยจะล่วงรู้ถึงสถานการณ์ของตัวเองจนอาจสร้างความทุกข์ใจแต่เธอกำลังกลัวว่ามารดาจะมาได้ยินถ้อยคำลามกของเขาเข้าต่างหาก“คุณกำลังไม่พอใจผมอยู่เหรอ” เขากระชับเอวเธอแน่นเข้า“ฉันมีสิทธิ์ตอบว่าใช่เหรอคะ?” เขาตอบในทันที สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเย้ายวนช้า ๆ“ไม่ยักรู้ว่าเวลาคุณไม่พอใจ หน้าจะแดงขนาดนี้” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แก้มทั้งสองข้างของเธอผ่าวร้อนเหมือนคนมีไข้จากคำพูดนั้นของเขาแต่กุลจิราไม่อยากยอมรับ ยิ่งไม่อยากจำนนให้กับความดิบเถื่อนของผู้ชายตรงหน้าในจังหวะนั้นเอง พิศมัยเปิดประตูออกมาสายตาหยุดอยู่ที่ภาพของคนทั้งคู่ที่โอบกอดกันอยู่หญิงวัยกลางคนมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจขัดจังหวะขึ้น“น้ำ กับข้าวเสร็จแล้วนะลูก สายแล้วพาคุณภวินท์เขามากินข้าวก่อน”
“แม่” เสียงเรียกนั้นเบาแต่หนักแน่นไปด้วยความคะนึงหา พิศมัยชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันมามองเธอสีหน้าตอนที่เห็นหญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้แปลกใจนัก“ตื่นแล้วเหรอลูก” กุลจิรายังยืนอยู่ที่เดิม เหมือนสมองยังไม่พร้อมคิดวิเคราะห์สิ่งใดได้“น้ำมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?” แววตาที่มองมารดาเต็มไปด้วยความสงสัย“คุณภวินท์พามาน่ะสิ มาถึงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว” คำตอบนั้นทำให้กุลจิรานิ่งไปเขาพาเธอมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้เหรอก่อนหน้านี้ไม่เห็นเขาบอกอะไรเธอเลย ความประหลาดใจจุดอยู่ในดวงตากลมโตกุลจิรากวาดสายตามองรอบ ๆ บ้านราวกับกำลังหาใครบางคน“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนคะ?” พิศมัยสังเกตเห็นปฏิกิริยาบางอย่างจากตัวเธอแต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงยิ้ม ๆ พลางหันไปปิดเตาไฟฟ้าอินฟราเรด“เดินเล่นอยู่ข้างนอก” กุลจิราพยักหน้าเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยหาสาเหตุไม่ได้“งั้นน้ำขอตัวแป๊บนึงนะคะ เดี๋ยวน้ำมา” เธอพูดแล้วก็หมุนตัวออกไปทันทีที่ประตูไม้เปิดออกกว้าง สายลมเย็น ๆ ยามเช้าก็พัดเข้ามาปะทะผิวกายหญิงสาวก้าวออกไปยังลานบ้านก่อนจะหยุดชะงักร่างสูงโปร่งของใครบางคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก แสงแดดยามเช้าตกกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ขับให้กร
สองทุ่มครึ่งโดยประมาณ อัลฟาร์ดสีดำเงาวับจอดลงที่สถานบันเทิงบนถนนแห่งสีสันอันพลุกพล่านกุลจิราก้าวลงจากรถ ร่างระหงอยู่ในชุดเดรสสีดำรัดรูปเผยให้เห็นสัดส่วนของหญิงสาวเธอไม่ได้แต่งตัวหวือหวาแต่กลับดูโดดเด่นกว่าผู้หญิงหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเสียอีก“ไม่ต้องรอนะค
ทุกคนลุกขึ้นจากโต๊ะและทยอยออกจากห้องประชุมเสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นอีกครั้งเมื่อพนักงานหลายคนเดินออกไปตามโถงทางเดินกุลจิราเก็บแฟ้มเอกสารของตัวเองเสร็จก็ตามคนอื่นออกไประหว่างที่เธอกำลังจะเลี้ยวไปยังลิฟต์ เสียงพูดคุยเบา ๆ จากมุมหนึ่งของโถงทางเดินก็ลอยมาเข้าหูพนักงานสอง
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากนะครับที่คุณศรันย์ถูกใจการทำงานของภรรยาผม”“ภรรยา?” สีหน้าของศรันย์ดูตกใจไม่น้อยใคร ๆ ก็รู้ว่าภวินท์เพิ่งจะสละโสดเมื่อไม่นานมานี้แต่ใครจะคิดว่า เจ้าสาวของนักธุรกิจหนุ่มผู้เพียบพร้อมอย่างเขา จะเป็นพนักงานในบริษัท หนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่ตนเองกำลังสนใจอยู่พอดี“ผมต้องขอโทษด้วย
ฝนเมื่อคืนทิ้งเพียงความชื้นไว้ในอากาศท้องฟ้าหลังพายุฝนดูโปร่งใสกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานสูงตึกสูงใหญ่ที่ PSW Asset Group เป็นเจ้าของทั้งหมด ทอดตัวลงมากระทบพื้นหินขัดจนเกิดเงาสะท้อนจาง ๆเสียงพนักงานทักทายกัน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น กลิ่นกาแฟลอยอบอวลอยู่ตามโต๊ะทำงานทุกอย่างยังดำเนิ






reviews