LOGIN“เป็นเชี่ยไร เรียกกูมาซะดึกเลย” พาริยะร้องถามกับคนที่ดูท่าแล้วจะนั่งอยู่ในที่แห่งนี้มาสักพักใหญ่แล้ว ในมือนั้นมีแก้วทรงสวยที่บรรจุน้ำสีเหลืองอำพันอยู่ “หรือน้องไจ๋ไม่ให้อึ๊บว่ะ”
ดลวัฒน์ยกเท้าขึ้นมาใส่คนตั้งข้อสันนิษฐานทันใด พาริยะเบี่ยงตัวหลบทันก่อนยกมือขึ้นโบกยอมแพ้ เพราะกลัวถูกเพื่อนซี้ถีบเข้าจริงๆ ใครๆ ก็รู้ว่าอีกฝ่ายมือเท้าหนักแค่ไหน
“แล้วตกลงเรียกกูมาทำไมกันแน่” พาริยะเข้าสู่โหมดจริงจัง หลังเพื่อนเอาแต่นั่งอมพะนำไม่ยอมพูดออกมาเสียที
“ปัญหาเดิม ซ้ำซาก น่าเบื่อ”
“เรื่อง?”
“เด็กไม่รู้จักโต มีอะไรก็เอาแต่ฟ้องพ่อ ฟ้องย่ากู”
แค่เอ่ยเพียงเท่านี้พาริยะก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนหมายถึงใคร
“กูว่าอย่างน้องไจ๋ต้องมีเหตุผล” สิรินดาเป็นคนว่าง่าย ที่ผ่านมาหากเพื่อนตัวดีบอกว่าไม่ชอบอะไร น้องสาวพวกเขาก็จะเลี่ยงหมด ยิ่งนิสัยขี้ฟ้องยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ สิรินดาที่เขารู้จักไม่ใช่คนแบบนั้น หากเธอแหกกฎที่ตั้งไว้ก็ย่อมต้องมีเหตุผล ทว่าเพื่อนเขากลับไม่เคยมองเมียตัวเองในแง่ดีเลย คิดแล้วคุณหมอออร์โธปิดิกส์ก็หรี่ตามองแบบจับผิดคาดคั้น
“บอกมา”“กูก็แค่ไม่ได้กลับบ้านไหม” ดลวัฒน์พูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก
“กี่วัน”
“ก็แค่สองวันเอง” ดลวัฒน์ไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต ที่สำคัญเขาก็ไม่ได้ไปเที่ยวเตร็ดเตร่ที่ไหน แต่ไปช่วยชีวิตคน
“มึงใช้คำว่าแค่หรือวะ มึงไม่ได้กลับสองวันเชียวนะ...ถ้าเป็นพ่อแม่กูแจ้งความไปแล้ว มึงมองเมียแง่ร้ายไป น้องไจ๋เขาห่วงมึงดล”
“กูไม่เห็นจำได้ว่าขอให้มาห่วง”
“ไอ้ห่า ก็มันเคยเกิดเรื่องกับมึงไง เขาถึงห่วงมึง” พาริยะต่อว่า เหตุการณ์ที่ดลวัฒน์ถูกแทงที่หน้าท้องฝั่งขวาเพิ่งผ่านพ้นมาไม่ถึงปีด้วยซ้ำ
วันนั้นเพื่อนเขากำลังช่วยรักษาเด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน แล้วพรรคพวกอีกฝั่งก็ตามมาหวังจะซ้ำให้ตาย ทว่าคนซวยกลับเป็นหมอผู้ช่วยชีวิตอย่างดลวัฒน์ “แล้วตกลงมึงไปไหนมา”“บนดอย”
“มึงไปทำไม” พาริยะถามต่อพร้อมใช้สายตาตั้งคำถามซ้ำ
“หมออิงติดต่อมา ขอให้ไปช่วยเหลือ”
“แล้วทำไมมึงไม่บอกน้องไจ๋ก่อนขึ้นไป เขาจะได้ไม่เป็นห่วง” พาริยะมั่นใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิด ถ้าอีกฝ่ายบอกกับสิรินดา
“กูเป็นเด็กสามขวบเหรอที่ต้องให้คนมาห่วง กูโตจน...ถูกบังคับให้แต่งงานแล้วปะ”
คนที่ได้ฟังก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถามจริง มึงยังไม่หายโกรธเรื่องนั้นอีกเหรอวะดล” รู้ดีว่าประโยคท้ายเพื่อนกำลังประชด
“กูไม่ชอบคนปลิ้นปล้อน”
“มึงไม่ลองให้อภัยน้องไจ๋สักครั้ง แล้วก็เริ่มต้นกันใหม่” ถึงจะเข้าใจว่าสิ่งที่ดลวัฒน์เกลียดมากที่สุดคือการถูกหลอก แต่...เรื่องมันก็เลยเถิดมาถึงจุดนี้แล้ว
“แล้วกูถามจริงๆ มึงไม่รักน้องไจ๋บ้างเลยหรือวะ” พาริยะยังมองไม่วางตาอย่างจับผิดและคาดคั้นเอาคำตอบ ส่วนคนถูกถามใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มและเงียบหายไปสองสามนาทีก่อนจะตอบไป
“อืม ไม่รัก”
“งั้นมึงก็หย่าเถอะ กูบอกตรงๆ กูสงสารน้องไจ๋ เขารักมึงมาก และพยายามแก้ไขทุกอย่าง แต่มึงก็เสือกไม่รักเขาเลย” ไม่ใช่ว่าเขาสนับสนุนให้สถาบันครอบครัวแตกแยก แต่ยื้อไปมันก็เหมือนจะเปล่าประโยชน์ ในเมื่อเพื่อนไม่คิดจะเปิดโอกาสให้สิรินดาได้แก้ไข และยังเอาแต่ผลักไส
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
พาริยะฉงนใจจนคิ้วดกดำที่อยู่เหนือดวงตาทรงเสน่ห์เลิกขึ้น “กูไม่เข้าใจ ในเมื่อมึงไม่รักน้อง มึงก็ควรหย่าเสียแต่วันนี้ แล้วมึงยังจะรออะไรหรือวะดล” แค่นี้สิรินดาก็ถลำลึกไปมากแล้ว ที่จริงดลวัฒน์ควรหาทางหย่าเสียเนิ่นนานแล้ว ไม่ใช่ปล่อยเวลามาเกือบสามปีขนาดนี้ นานจนคนที่แอบรักมันมาตั้งแต่มัธยมปลายถอนตัวไม่ขึ้น
“...”
“มึงรู้ไหมว่าการเงียบมันยิ่งโคตรน่าสงสัย”
นัยน์ตาของดลวัฒน์มีประกายบางอย่าง ชวนให้คุณหมออีกคนถึงกับหรี่ตามองพลางขบคิดหาสาเหตุ
“มึงบอกกูมา มึงมีเหตุผลอะไรกันแน่ที่ยังไม่หย่า” พาริยะสังหรณ์ใจว่าเพื่อนของตนมีแผนการบางอย่าง แล้วคงไม่ใช่แผนที่ดีด้วย ดูจากสายตาเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้วางใจ
คนถูกจับทางได้ดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้ม แต่ก็ยังไม่ยอมเปิดปาก
“ไอ้ดล”
“...”
“อย่าบอกนะว่ามึงจะเอาคืนน้องไจ๋ ทำให้เขารักมึงมากๆ แล้วทิ้งเขา” พาริยะพูดในสิ่งที่ตนกังวลออกมา เพราะยิ่งนาน ใจก็ยิ่งผูกพัน
บทที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง 2 สองวันต่อมา “ดลล่ะ” อรอุมาส่งเสียงหวานร้องถามพาริยะที่โรงอาหารของโรงพยาบาลในเวลาพักเที่ยง แล้วชูถุงขนมสีสันสดใสให้อีกฝ่ายดู “เราซื้อขนมมาฝากดล” “ลาพักหนึ่งอาทิตย์” พาริยะตอบก่อนเหลือบมองแล้วทำสีหน้าละเหี่ยใจ เพราะความวุ่นวายกลับมาแล้ว หลังจากหญิงสาวกลับมาจากดูงานโรงพยาบาลที่ต่างประเทศกับย่าของดลวัฒน์ “ดลป่วยเหรอ แล้วเป็นอะไรมากไหม” อรอุมาถามฉับพลัน “คนป่วยอะเมียมัน มันเลยลาไปดูแลเมีย” พาริยะไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวตรงหน้าจะคิดไปแบบนั้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเพื่อนเขาบ้างานแค่ไหน ไม่เคยลางานติดต่อกันเป็นอาทิตย์หรอก “ก็ผัวที่ดีอะเนอะ” ชายหนุ่มตอกย้ำให้คนฟังต้องกัดปากอย่างขัดใจ “ถามจริงเถอะ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าดลไม่ได้รักเด็กนั่น ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยแคร์เลยด้วยมั้ง” ถ้อยคำที่อรอุมาใช้เรียกสิรินดา ทำให้พาริยะถึงกับวางช้อนลง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “แล้วอรเอาอะไรมามั่นว่าไอ้ดลมันไม่รัก ไม่แคร์น้องไจ๋” หมอหนุ่มเลิกคิ้วสูง
“ไจ๋ตอบให้แทนนะคะ สามครั้งค่ะ” สิรินดาว่าตามความจริง แต่งงานกันมาสามปี แต่มีแค่สามครั้งที่เขาพาเธอออกไปทานข้าวนอกบ้าน หนึ่งครั้งคือ ถูกแม่สามีสั่ง อีกครั้งตอนที่จำได้ว่าลืมวันเกิดเธอ อีกครั้งเป็นตอนที่เธอเอ่ยปากร้องขอ ซึ่งเธอก็พยายามเต็มที่แล้วที่จะเข้าใจภาระหน้าที่ของสามี เธอถึงพยายามไม่เรียกร้องสิ่งนี้ เพราะที่จริงแค่ได้กินข้าวกับเขาไม่ว่าจะที่ไหนก็เพียงพอแล้ว “ไจ๋ถึงต้องถามค่ะ” เธอเอาความจริงตีแสกหน้าเขา จะบอกว่าสามีสนใจงานมากกว่าเธอ ก็คงจะถูกส่วนหนึ่ง ดลวัฒน์เงียบไปหลายอึดใจทีเดียว “ไว้ไปถึงเธอก็รู้เอง” ชายหนุ่มบอกเพียงเท่านี้ ก่อนเดินไปดึงข้อมือของสิรินดาเพื่อเร่งให้ขึ้นไปแต่งตัว “ไปแต่งตัวได้แล้ว” ส่วนตัวเขาอยู่ในชุดที่พร้อมจะออกจากบ้านเรียบร้อยแล้ว ในเวลาหกโมงครึ่งทั้งสองคนก็เดินทางออกจากบ้านหลังงาม วันนี้ดลวัฒน์เลือกรถ Porsche Cayenne ลูกรักออกมาใช้งาน ร้านอาหารที่ชายหนุ่มเลือกเป็นร้านอาหารไทยฟิวชันบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นวิวสะพานพระราม 8 สวยงามในยามพระอาทิตย์ตกดิน
ดลวัฒน์ถึงกับต้องขบปากเพื่อครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง โดยที่ยังดึงความสนใจกลับมาที่งานวิจัยไม่ได้ เขายกมือขึ้นนวดขมับและท้ายทอย ในหัวยังคงมีคำพูดของพาริยะลอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง “งั้นมึงก็หย่าเถอะ กูบอกตรงๆ กูสงสารน้องไจ๋ เขารักมึงมาก แต่มึงก็เสือกไม่รักเขาเลย” ชายหนุ่มใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม หรือว่าเขาควรจะ... RrrrRrrr แต่ความคิดนี้ก็มีอันต้องหยุดลง เพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าปลายสายคือใคร ก่อนคว้ามันขึ้นมากดรับ ตลอดการสนทนาสีหน้าของดลวัฒน์มีความไม่สบายใจฉายชัด “ไว้จะติดต่อไป” หลังจากวางสาย ดลวัฒน์มองเวลาในหน้าจอสมาร์ตโฟนก็พบว่าเกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว เขาจึงวางมือถือไว้ที่ตำแหน่งแท่นชาร์ต ก่อนจะจัดการรวบเอกสารงานวิจัยไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งเดิมและมุ่งตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มองสิรินดาที่ยังคงนอนหลับอยู่ แล้วใช้มือวัดอุณหภูมิของหญิงสาว เมื่อไม่มีอะไรต้องกังวลใจแล้วก็โล่
บทที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง 2 สองวันต่อมา “ดลล่ะ” อรอุมาส่งเสียงหวานร้องถามพาริยะที่โรงอาหารของโรงพยาบาลในเวลาพักเที่ยง แล้วชูถุงขนมสีสันสดใสให้อีกฝ่ายดู “เราซื้อขนมมาฝากดล” “ลาพักหนึ่งอาทิตย์” พาริยะตอบก่อนเหลือบมองแล้วทำสีหน้าละเหี่ยใจ เพราะความวุ่นวายกลับมาแล้ว หลังจากหญิงสาวกลับมาจากดูงานโรงพยาบาลที่ต่างประเทศกับย่าของดลวัฒน์ “ดลป่วยเหรอ แล้วเป็นอะไรมากไหม” อรอุมาถามฉับพลัน “คนป่วยอะเมียมัน มันเลยลาไปดูแลเมีย” พาริยะไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวตรงหน้าจะคิดไปแบบนั้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเพื่อนเขาบ้างานแค่ไหน ไม่เคยลางานติดต่อกันเป็นอาทิตย์หรอก “ก็ผัวที่ดีอะเนอะ” ชายหนุ่มตอกย้ำให้คนฟังต้องกัดปากอย่างขัดใจ “ถามจริงเถอะ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าดลไม่ได้รักเด็กนั่น ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยแคร์เลยด้วยมั้ง” ถ้อยคำที่อรอุมาใช้เรียกสิรินดา ทำให้พาริยะถึงกับวางช้อนลง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “แล้วอรเอาอะไรมามั่นว่าไอ้ดลมันไม่รัก ไม่แคร์น้องไจ๋” หมอหนุ่มเลิกคิ้วสูง “
ด้านสิรินดาเวลานี้กำลังนั่งรอรถในจุดบริการรถแท็กซี่ แม้เธอเป็นทั้งลูกและหลานสะใภ้ของเจ้าของโรงพยาบาล แต่ก็ไม่คิดจะใช้อภิสิทธิ์ใด และเลือกมานั่งรอเพื่อต่อคิวเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงไม่นานแท็กซี่สีเหลืองเขียวก็เข้ามาจอด สิรินดาลุกขึ้นเมื่อถึงคิวของตน ทว่าเพียงก้าวเดียว มือของหญิงสาวก็ถูกรั้งไว้ ก่อนจะหันไปเห็นดลวัฒน์ “เธอไม่ไปแล้วครับ ขอโทษทีครับ” เจ้าของเสียงเข้มหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ พร้อมกับรั้งข้อมือของภรรยาให้เดินตามมา “กลับกับพี่” “ไจ๋กลับเองได้ค่ะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับดึงข้อมือกลับเพื่อให้ชายหนุ่มหยุดเดิน “พี่ลางานไว้แล้ว” ขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้น คนเป็นย่าได้มาฉีกอกเขาแน่ ที่สำคัญเขามีจิตสำนึกและรู้หน้าที่ของสามีดีพอ “ส่งกระเป๋ามาเร็วๆ จะได้ไปพักกัน” สิรินดามองมือที่ยื่นมารอรับกระเป๋าจากเธอนิ่ง ๆ ไม่ใช่ว่าเธอเล่นตัวหรืออยากจะให้เขาง้อ แต่ตั้งใจว่านับจากนี้จะอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง เธอไม่อยากถูกมองว่าเป็นภาระอีกแล้ว ทว่าดลวัฒน์ไม่สนท่าทีนั้น เขาตัดสินใจคว้
DONN : ส่งรูปภาพ DONN : นี่ตั๋วมึง นำกูไปก่อนได้เลย มันเป็นภาพตั๋วเครื่องบินที่ถูกนำมาตัดต่อเที่ยวบินขาไปและขา ตั๋วทัวร์นรก จากกรุงเทพ-นรกภูมิ DONN : ฝากสำรวจด้วยว่าร้อนมากปะ Promp-Krub : ไอ้ห่า Promp-Krub : ส่งสติกเกอร์ชูนิ้วกลาง Promp-Krub : แต่เดี๋ยวกูส่งตัวแทนกลุ่มเราไปสำรวจก่อน พาริยะก็ทำอย่างที่ว่าจริง กดส่งต่อรูปนั้นไปยังไลน์กรุป แล้วแท็กชื่อคนที่ดลวัฒน์ก็เดาได้ไม่ยาก ว่าพาริยะหมายถึงใคร @Tri-69 ฝากไปสำรวจหน่อยเพื่อน Tri-69 : ไอ้พวกสันขวาน บทที่ 8 ความเปลี่ยนแปลง 1 ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติด ก่อนที่พาริยะจะเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อน “กูจะไปส่งน้องด้วย” หมอกระดูกว่า พลันเห็นว่ามีหมอนกับผ้าห่มอยู่บนในโซฟาตัวยาว “เมื่อคืนนอนนี่?” “อืม” ดลวัฒน์พยักหน้า “ย่ามึงก็จัดชุดใหญ่เหมือนกันนะ” พาริยะมองกองเอกสารเป็นตั้งที่วางอยู่เต็มโต๊ะทำงานของเพื่อน อีกทั้งยังมีเอกสารอยู่ใน







