FAZER LOGINหญิงสาวรู้ดีว่าบิดาตั้งความหวังอยากให้เธอเป็นหมอเหมือนกับท่าน และเคยแอบได้ยินว่าท่านเองก็อยากตั้งโรงพยาบาลเป็นของตนเอง จึงตั้งความหวังไว้กับเธอค่อนข้างสูง แต่เธอกลับเรียนไม่เก่ง ถึงจะเรียนพิเศษแต่ก็ยังรั้งท้ายเพื่อนอยู่ดี เวลานี้ความหวังทั้งหมดจึงไปตกอยู่ที่...
ดลวัฒน์
“พ่อหวังแค่ให้ไจ๋มีความสุข” ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่อยากเห็นลูกมีความสุข และไม่จำเป็นที่ลูกจะต้องมาเลี้ยงดูหรือแบ่งเบาภาระแต่อย่างใด
แค่ลูกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากจะมีและมีความสุขกับมัน แค่นี้ก็พอใจแล้ว
“ถ้าอยากให้พ่อหายเหนื่อย ก็แค่ยิ้มให้มากๆ มีความสุขมากๆ ก็พอแล้ว”
หญิงสาวยิ้มให้คนเป็นพ่อ แต่ในแววตากลับมีความเศร้าและความกังวลใจแฝงอยู่ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอต้องคิด...
ดวงตาของสองพ่อลูกเบนไปสนใจประตูที่ถูกเปิดออก ก่อนจะปรากฏร่างของบุรุษคนหนึ่งที่มีความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรเดินเข้ามาในห้อง ซึ่งมีรูปร่างดีและมีลักษณะคล้ายคลึงกับดลวัฒน์มากทีเดียว
“ขอโทษครับ ผมไม่นึกว่าคุณลุงจะมีแขก” ดิษฐากรโค้งศีรษะแสดงการขอโทษ และกำลังจะถอยเท้าออกไปตามมารยาท
“พี่ดิษ อยู่ก่อนสิคะ ไจ๋ทำกับข้าวมาเยอะเลย พี่ดิษมาทานด้วยกันก่อนค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยรั้งพี่ชายของสามีไว้ แต่ดิษฐากรยังคงมีท่าทางลังเล
“มาเถอะดิษ” สุนิติเอ่ยชวนอีกเสียง ดิษฐากรเป็นลูกศิษย์ฝีมือดีของเขา จึงให้ความเอ็นดูค่อนข้างมาก และรู้ทันความคิดความอ่านของดิษฐากรว่ากังวลเรื่องใด
ไม่พ้นไม่อยากทำให้สิรินดาเดือดร้อน
“เจ้าดลไม่อยู่ ไม่เกิดเรื่องหรอก”
“มีของโปรดพี่ดิษด้วยค่ะ มาทานด้วยกันเถอะค่ะ” หญิงสาวรู้ว่าใบเหลียงต้มกะทินี้เป็นอาหารที่ดิษฐากรชื่นชอบเช่นกัน
ดิษฐากรมองสบตาคนทั้งสอง ก่อนจะกดหน้าลงตอบรับ “ครับ”
สิรินดาใช้เวลาอยู่กับบิดาจนกระทั่งเย็นย่ำ เข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเกือบจะห้าโมงครึ่งแล้ว หญิงสาวจึงขอตัวกลับบ้านก่อน โดยมีดิษฐากรเดินตามมาส่ง
“พี่ดิษไม่ต้องไปส่งไจ๋ตามที่พ่อบอกหรอกค่ะ ไจ๋เรียกแท็กซี่กลับเองได้ค่ะ” หญิงสาวบอกเสียงหวานและแย้มยิ้มให้อีกฝ่ายขณะอยู่ในลิฟต์ เธอไม่อยากเป็นภาระให้กับอีกฝ่าย
การที่มีทั้งพ่อและสามีเป็นหมอทำให้รู้ว่าดิษฐากรเองก็คงอยากจะกลับไปทิ้งกายพักผ่อนแล้วเช่นกัน หากจะต้องวนไปส่งเธอที่อยู่คนละทางกับบ้านเขา ย่อมต้องเสียเวลาไม่ใช่น้อย อีกอย่างไม่ใช่ว่าเธอจะกลับบ้านเองไม่ได้“นี่มันก็ใกล้ค่ำแล้ว ให้พี่ได้ทำหน้าที่พี่ชายที่ดีเถอะไจ๋” ดิษฐากรกล่าว ไม่ได้นึกว่าลำบากแต่อย่างใด เขายินดีทำตามคำไหว้วานของสุนิติ
“พี่จะส่งไจ๋ก่อนถึงบ้านไม่ให้เจ้าดลรู้”
สิรินดาลังเลเล็กน้อย กลัวว่าถ้ารู้ไปถึงดลวัฒน์คงจะเป็นเรื่องใหญ่ แล้วดิษฐากรจะเดือดร้อน ทว่าท่าทางจริงจังของพี่ชายตรงหน้าทำให้เธอไม่อยากทำลายน้ำใจนั้น สุดท้ายก็จำต้องตอบตกลง
“งั้นพี่ดิษช่วยไปส่งไจ๋ที่ร้านของกี๋แทนได้ไหมคะ” หญิงสาวคิดว่านี่คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเธอและดิษฐากร
“ได้ครับ” คนเฝ้ารอคำตอบยิ้มรับ และชั่วครู่ลิฟต์ก็เลื่อนไปถึงชั้นของลานจอดรถ ดิษฐากรเดินนำไปยังรถคันดำของตน ก่อนจะเปิดประตูรถให้กับสิรินดา แล้วเดินอ้อมไปขึ้นทางฝั่งคนขับ ทว่าก่อนจะออกรถกลับยื่นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กให้กับน้องสาว
“พี่ซื้อให้ วันนี้วันเกิดไจ๋ พี่จำได้” ชายหนุ่มบอกเสียงอบอุ่น ก่อนจะเห็นสีหน้ากังวลของคนข้างกันจึงจำเป็นต้องเอ่ยต่อ “พี่ให้ในฐานะพี่ชาย แล้วมันก็เป็นแค่เทียนหอม ไจ๋ไม่ต้องคิดมาก” เพราะเขาเองก็ไม่อยากทำให้สิรินดาลำบากหรืออึดอัดใจเหมือนกัน
หญิงสาวเม้มปากเบาๆ พลางสบตาคู่คมที่แสดงความจริงใจออกมา ทำให้ยากจะปฏิเสธได้ ไม่มีเหตุผลใดที่เธอจะไม่รับของขวัญชิ้นนี้ ท้ายที่สุดสิรินดาจึงยื่นมือไปรับมันมา
“มากับพี่ดิษเหรอไจ๋” กีรติร้องถามเพราะจำรถของนายแพทย์หนุ่มได้ เขาใช้รถคันนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว รถที่สาวหลายๆ คนอยากจะขึ้น
ย้อนกลับไปตอนนั้น ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย ไม่มีใครฮอตไปกว่าสองพี่น้องคู่นี้ คนหนึ่งดูนิ่งๆ สไตล์ฮอตเนิร์ด ขณะที่อีกคนออกแนวแบดๆ
สิรินดาพยักหน้าเป็นคำตอบ
ส่วนเจ้าของร้านคาเฟแมวยังไม่เลิกตั้งคำถาม หลังเห็นกล่องของขวัญในมือเพื่อนสนิท “เขาให้ของขวัญไจ๋อีกแล้วเหรอ”
สิรินดาครางรับก่อนจะวางข้าวของลงแล้วย่อตัวไปอุ้มเจ้าแมวส้มขี้อ้อนขึ้นมากกกอด เจ้าส้มตัวนี้มักจะเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ผู้มาเที่ยว รวมถึงเธอด้วย
“ดูท่าเขาจะยังลืมไจ๋ไม่ได้นะ”
สิรินดาสบตากับกีรติแล้วเงียบไปชั่วครู่หนึ่ง
“ถ้าน้องชายเขารักไจ๋แบบนี้ก็ดีสิ” กีรติอดเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะใครๆ รอบตัวต่างก็รู้ว่าดิษฐากรก็เคยแอบชอบสิรินดาเหมือนกัน
ลมหายใจถูกพ่นออกจากจมูกสวย ถ้าเพื่อนเธอชอบคนที่แสนดีกับตัวเอง ป่านนี้คงมีความสุขไปแล้ว ไม่ต้องมานั่งเศร้าสร้อยเหงาหงอยแบบนี้
แต่จะทำอย่างไรได้ คนเรามีความคิดความชอบต่างกัน
“เอ่อ เราขอโทษนะไจ๋ เราไม่ได้ตั้งใจ” กีรติหน้าเสีย เธอหลงลืมไปเลยว่าการพูดแบบนั้นอาจจะทำร้ายจิตใจของสิรินดาได้
“ไม่เป็นไรจ้ะ ไจ๋รู้ว่ามันคือความจริง” สิรินดาส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้เพื่อนสนิท แม้จะมีความเจ็บปวดแทรกซึม ถึงเธอจะดูเหมือนคนไม่ฉลาดที่ไม่ยอมตัดใจเสียที แต่ก็อยู่ในโลกของความจริงเสมอ รู้ว่าใครที่ดีกับเธอมากกว่า
ทว่า...ใจดวงนี้มันรักดลวัฒน์ไปแล้ว
“เสร็จสักทีนะ ไอ้พวกนั้นไปถึงร้านแล้ว” พาริยะบอกขณะรวบเอกสารสัมมนาวิชาการทั้งหมดในวันนี้ไว้ในมือ พลางเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือซ้ายของตน แล้วพบว่าเวลามันเลตไปมากแล้ว ที่จริงงานสัมมนาควรจะจบตั้งแต่สี่โมงเย็น แต่กลับลากยาวมาจนเกือบจะห้าโมงเย็น
โชคดีที่สถานที่จัดสัมมนาในครั้งนี้อยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารกึ่งผับที่นัดเพื่อนเอาไว้ พวกเขาตั้งใจว่าจะซดเบียร์กันยันเช้า
“จะแยกกันไป หรือมึงจะไปกับกู”
“ไปกับมึง ขี้เกียจขับรถ” คนพูดขยับตัวลุกขึ้น
“กูจะขึ้นห้องก่อนนะ” พาริยะตั้งใจว่าจะขึ้นห้องไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจัดทรงผมเสียหน่อย จะได้มีสาวๆ เหลียวมองบ้าง ไม่ให้น้อยหน้าดลวัฒน์ที่แค่แต่งธรรมดาก็เอาชนะเขาขาดลอยแล้ว
“เดี๋ยวงีบรอแถวๆ นี้” ดลวัฒน์เอ่ย ก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โซฟาบริเวณล็อบบีของโรงแรม
บทที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง 2 สองวันต่อมา “ดลล่ะ” อรอุมาส่งเสียงหวานร้องถามพาริยะที่โรงอาหารของโรงพยาบาลในเวลาพักเที่ยง แล้วชูถุงขนมสีสันสดใสให้อีกฝ่ายดู “เราซื้อขนมมาฝากดล” “ลาพักหนึ่งอาทิตย์” พาริยะตอบก่อนเหลือบมองแล้วทำสีหน้าละเหี่ยใจ เพราะความวุ่นวายกลับมาแล้ว หลังจากหญิงสาวกลับมาจากดูงานโรงพยาบาลที่ต่างประเทศกับย่าของดลวัฒน์ “ดลป่วยเหรอ แล้วเป็นอะไรมากไหม” อรอุมาถามฉับพลัน “คนป่วยอะเมียมัน มันเลยลาไปดูแลเมีย” พาริยะไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวตรงหน้าจะคิดไปแบบนั้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเพื่อนเขาบ้างานแค่ไหน ไม่เคยลางานติดต่อกันเป็นอาทิตย์หรอก “ก็ผัวที่ดีอะเนอะ” ชายหนุ่มตอกย้ำให้คนฟังต้องกัดปากอย่างขัดใจ “ถามจริงเถอะ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าดลไม่ได้รักเด็กนั่น ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยแคร์เลยด้วยมั้ง” ถ้อยคำที่อรอุมาใช้เรียกสิรินดา ทำให้พาริยะถึงกับวางช้อนลง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “แล้วอรเอาอะไรมามั่นว่าไอ้ดลมันไม่รัก ไม่แคร์น้องไจ๋” หมอหนุ่มเลิกคิ้วสูง
“ไจ๋ตอบให้แทนนะคะ สามครั้งค่ะ” สิรินดาว่าตามความจริง แต่งงานกันมาสามปี แต่มีแค่สามครั้งที่เขาพาเธอออกไปทานข้าวนอกบ้าน หนึ่งครั้งคือ ถูกแม่สามีสั่ง อีกครั้งตอนที่จำได้ว่าลืมวันเกิดเธอ อีกครั้งเป็นตอนที่เธอเอ่ยปากร้องขอ ซึ่งเธอก็พยายามเต็มที่แล้วที่จะเข้าใจภาระหน้าที่ของสามี เธอถึงพยายามไม่เรียกร้องสิ่งนี้ เพราะที่จริงแค่ได้กินข้าวกับเขาไม่ว่าจะที่ไหนก็เพียงพอแล้ว “ไจ๋ถึงต้องถามค่ะ” เธอเอาความจริงตีแสกหน้าเขา จะบอกว่าสามีสนใจงานมากกว่าเธอ ก็คงจะถูกส่วนหนึ่ง ดลวัฒน์เงียบไปหลายอึดใจทีเดียว “ไว้ไปถึงเธอก็รู้เอง” ชายหนุ่มบอกเพียงเท่านี้ ก่อนเดินไปดึงข้อมือของสิรินดาเพื่อเร่งให้ขึ้นไปแต่งตัว “ไปแต่งตัวได้แล้ว” ส่วนตัวเขาอยู่ในชุดที่พร้อมจะออกจากบ้านเรียบร้อยแล้ว ในเวลาหกโมงครึ่งทั้งสองคนก็เดินทางออกจากบ้านหลังงาม วันนี้ดลวัฒน์เลือกรถ Porsche Cayenne ลูกรักออกมาใช้งาน ร้านอาหารที่ชายหนุ่มเลือกเป็นร้านอาหารไทยฟิวชันบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นวิวสะพานพระราม 8 สวยงามในยามพระอาทิตย์ตกดิน
ดลวัฒน์ถึงกับต้องขบปากเพื่อครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง โดยที่ยังดึงความสนใจกลับมาที่งานวิจัยไม่ได้ เขายกมือขึ้นนวดขมับและท้ายทอย ในหัวยังคงมีคำพูดของพาริยะลอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง “งั้นมึงก็หย่าเถอะ กูบอกตรงๆ กูสงสารน้องไจ๋ เขารักมึงมาก แต่มึงก็เสือกไม่รักเขาเลย” ชายหนุ่มใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม หรือว่าเขาควรจะ... RrrrRrrr แต่ความคิดนี้ก็มีอันต้องหยุดลง เพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าปลายสายคือใคร ก่อนคว้ามันขึ้นมากดรับ ตลอดการสนทนาสีหน้าของดลวัฒน์มีความไม่สบายใจฉายชัด “ไว้จะติดต่อไป” หลังจากวางสาย ดลวัฒน์มองเวลาในหน้าจอสมาร์ตโฟนก็พบว่าเกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว เขาจึงวางมือถือไว้ที่ตำแหน่งแท่นชาร์ต ก่อนจะจัดการรวบเอกสารงานวิจัยไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งเดิมและมุ่งตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มองสิรินดาที่ยังคงนอนหลับอยู่ แล้วใช้มือวัดอุณหภูมิของหญิงสาว เมื่อไม่มีอะไรต้องกังวลใจแล้วก็โล่
บทที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง 2 สองวันต่อมา “ดลล่ะ” อรอุมาส่งเสียงหวานร้องถามพาริยะที่โรงอาหารของโรงพยาบาลในเวลาพักเที่ยง แล้วชูถุงขนมสีสันสดใสให้อีกฝ่ายดู “เราซื้อขนมมาฝากดล” “ลาพักหนึ่งอาทิตย์” พาริยะตอบก่อนเหลือบมองแล้วทำสีหน้าละเหี่ยใจ เพราะความวุ่นวายกลับมาแล้ว หลังจากหญิงสาวกลับมาจากดูงานโรงพยาบาลที่ต่างประเทศกับย่าของดลวัฒน์ “ดลป่วยเหรอ แล้วเป็นอะไรมากไหม” อรอุมาถามฉับพลัน “คนป่วยอะเมียมัน มันเลยลาไปดูแลเมีย” พาริยะไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวตรงหน้าจะคิดไปแบบนั้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเพื่อนเขาบ้างานแค่ไหน ไม่เคยลางานติดต่อกันเป็นอาทิตย์หรอก “ก็ผัวที่ดีอะเนอะ” ชายหนุ่มตอกย้ำให้คนฟังต้องกัดปากอย่างขัดใจ “ถามจริงเถอะ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าดลไม่ได้รักเด็กนั่น ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยแคร์เลยด้วยมั้ง” ถ้อยคำที่อรอุมาใช้เรียกสิรินดา ทำให้พาริยะถึงกับวางช้อนลง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “แล้วอรเอาอะไรมามั่นว่าไอ้ดลมันไม่รัก ไม่แคร์น้องไจ๋” หมอหนุ่มเลิกคิ้วสูง “
ด้านสิรินดาเวลานี้กำลังนั่งรอรถในจุดบริการรถแท็กซี่ แม้เธอเป็นทั้งลูกและหลานสะใภ้ของเจ้าของโรงพยาบาล แต่ก็ไม่คิดจะใช้อภิสิทธิ์ใด และเลือกมานั่งรอเพื่อต่อคิวเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงไม่นานแท็กซี่สีเหลืองเขียวก็เข้ามาจอด สิรินดาลุกขึ้นเมื่อถึงคิวของตน ทว่าเพียงก้าวเดียว มือของหญิงสาวก็ถูกรั้งไว้ ก่อนจะหันไปเห็นดลวัฒน์ “เธอไม่ไปแล้วครับ ขอโทษทีครับ” เจ้าของเสียงเข้มหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ พร้อมกับรั้งข้อมือของภรรยาให้เดินตามมา “กลับกับพี่” “ไจ๋กลับเองได้ค่ะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับดึงข้อมือกลับเพื่อให้ชายหนุ่มหยุดเดิน “พี่ลางานไว้แล้ว” ขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้น คนเป็นย่าได้มาฉีกอกเขาแน่ ที่สำคัญเขามีจิตสำนึกและรู้หน้าที่ของสามีดีพอ “ส่งกระเป๋ามาเร็วๆ จะได้ไปพักกัน” สิรินดามองมือที่ยื่นมารอรับกระเป๋าจากเธอนิ่ง ๆ ไม่ใช่ว่าเธอเล่นตัวหรืออยากจะให้เขาง้อ แต่ตั้งใจว่านับจากนี้จะอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง เธอไม่อยากถูกมองว่าเป็นภาระอีกแล้ว ทว่าดลวัฒน์ไม่สนท่าทีนั้น เขาตัดสินใจคว้
DONN : ส่งรูปภาพ DONN : นี่ตั๋วมึง นำกูไปก่อนได้เลย มันเป็นภาพตั๋วเครื่องบินที่ถูกนำมาตัดต่อเที่ยวบินขาไปและขา ตั๋วทัวร์นรก จากกรุงเทพ-นรกภูมิ DONN : ฝากสำรวจด้วยว่าร้อนมากปะ Promp-Krub : ไอ้ห่า Promp-Krub : ส่งสติกเกอร์ชูนิ้วกลาง Promp-Krub : แต่เดี๋ยวกูส่งตัวแทนกลุ่มเราไปสำรวจก่อน พาริยะก็ทำอย่างที่ว่าจริง กดส่งต่อรูปนั้นไปยังไลน์กรุป แล้วแท็กชื่อคนที่ดลวัฒน์ก็เดาได้ไม่ยาก ว่าพาริยะหมายถึงใคร @Tri-69 ฝากไปสำรวจหน่อยเพื่อน Tri-69 : ไอ้พวกสันขวาน บทที่ 8 ความเปลี่ยนแปลง 1 ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติด ก่อนที่พาริยะจะเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อน “กูจะไปส่งน้องด้วย” หมอกระดูกว่า พลันเห็นว่ามีหมอนกับผ้าห่มอยู่บนในโซฟาตัวยาว “เมื่อคืนนอนนี่?” “อืม” ดลวัฒน์พยักหน้า “ย่ามึงก็จัดชุดใหญ่เหมือนกันนะ” พาริยะมองกองเอกสารเป็นตั้งที่วางอยู่เต็มโต๊ะทำงานของเพื่อน อีกทั้งยังมีเอกสารอยู่ใน







